ตอนที่ 0068 แรงช้างสารโดยกำเนิด



ยามเช้าตรู่ในตรอกแคบเมืองหลัว  อูหยุนเคลื่อนกายอย่างเบาหวิว  ผ่านตรอกซอกซอย  ไม่รีบร้อน  ไม่ตื่นตระหนก  ท่วงท่าราวกับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่


เบื้องหลังมัน  เหลือเพียงแมวสลิดแข็งแกร่งที่สุดหกตัวติดตามมา


ยามที่พวกมันผ่านไป  สุนัขเฝ้าบ้านตัวหนึ่ง  พุ่งออกมาเห่าหอนดังลั่น  ทว่าแมวสลิดตัวหนึ่ง  เพียงเหลือบมองสุนัขเฝ้าบ้านตัวนั้น  ฝ่ายหลังก็รีบหดหัว  ร้องครางหนีกลับเข้าบ้านทันที


ครู่ต่อมา  แมวสลิดตัวหนึ่ง  วิ่งปราดกลับมาจากเบื้องหน้า  ร้องเมี้ยวเสียงดัง  “หาไม่เจอ!”


อูหยุนร้องเมี้ยวตอบ  “ไปสืบต่อ  แล้วกลับมารายงาน!”


แมวสลิดหมุนกายวิ่งปราดจากไป


ไม่นานนัก  แมวสลิดอีกตัวที่ออกสำรวจทาง  ก็เลี้ยวกลับมา  “หาไม่เจอ!”


อูหยุน  “ไปสืบต่อ  แล้วกลับมารายงาน!”


มันส่งแมวสลิดออกไปหกตัว  แยกย้ายกันไปหกเส้นทาง  มันไม่เชื่อหรอกว่า  จะหาคนที่เฉินจี้บอกไว้ไม่พบ


ขณะนั้น  แมวสลิดตัวหนึ่งวิ่งกลับมา  “เจอแล้ว!”


อูหยุนพุ่งตัวออกไป  เกิดเสียงดังหวือ  ร่างสีดำเสมือนเงาไหล  ทั้งพลิ้วไหวและดุดัน


สือเฉาเดินมาถึงถนนจ่างหนิงแล้ว  ดาบสั้นในมือหายไปแล้ว  ซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อ  เมื่อเขาเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน  ดูราวกับชาวนาผู้เช่า  ธรรมดาอย่างยิ่ง  ไม่มีอะไรน่าสงสัย


ผู้คนบนถนนเมืองหลัวเริ่มหนาตา  ทุกครัวเรือนต่างหิ้วถังส้วมออกมา  เทสิ่งปฏิกูลค้างคืนลงใน  ‘ส้วมสาธารณะ’  ที่ทางการสร้างไว้ริมถนน


พวกคนงานขนอุจจาระ  ห้อมล้อมอยู่ข้างส้วมสาธารณะ  ชาวบ้านเทลงมาข้างหนึ่ง  พวกเขาก็ตักขึ้นอีกข้างหนึ่ง


ในยุคนี้  การแย่งชิงอุจจาระ  กลายเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหญ่  พ่อค้านำอุจจาระผสมกับดินแข็ง  ให้จับตัวเป็นก้อน  หมักเป็นปุ๋ยแล้วขายให้ชาวนา


มีผู้สร้างทรัพย์สินมหาศาลจากธุรกิจนี้  คนงานขนอุจจาระก็มีชื่อเรียกเฉพาะว่า  ‘คนเทส้วม’


สือเฉาชะงักฝีเท้าทันใด  เหลือบมองเล็กน้อย  แววตาใต้งอบคมกริบดั่งมีด  ปาดผ่านทุกผู้คนบนถนน


แต่ต่อให้เขาค้นหาอยู่นานเพียงใด  ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ เลย


ช่างน่าแปลก  สือเฉารู้สัมผัสถึงวิกฤตได้รางๆ  เสมือนมีผู้ใช้เข็มจ่อหว่างคิ้ว  ทำเอาหว่างคิ้วคันยุบยิบ


ทุกครั้งที่เขาถูกสอดแนม  มักบังเกิดความรู้สึกเช่นนี้เสมอ  แต่หนนี้  เขากลับหาผู้สอดแนมไม่พบ


ขณะกำลังพินิจพิเคราะห์อยู่  แมวสลิดตัวหนึ่ง  เดินผ่านข้างเท้าเขาอย่างสบายอารมณ์


สือเฉาเพียงชำเลืองมองมัน  แล้วก็หันสายตาไปทางอื่น  ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ  


ใครกันที่ติดตามข้า?


กรมสืบลับ?


หรือว่าผู้ดูแลหยวน?  หรือตระกูลหลิว?


คิดถึงตรงนี้  สือเฉาเร่งฝีเท้า  เขามุดเข้าไปในตรอกตัน  แล้วกระโดดตัวเบาหวิว  รวดเดียวไปอยู่บนชายคา 


เขาย่องกาย  หลบอยู่ด้านหลังสันหลังคาแห่งหนึ่ง  ชะโงกศีรษะออกมา  จ้องมองตรอกตันอย่างระแวดระวัง  อยากดูว่าจะมีใครตามมาบ้าง


แต่กระนั้น  สือเฉาซุ่มอยู่นานหนึ่งเค่อ  กลับยังไม่เห็นมีผู้ใดติดตามมา  บนหลังคาบ้านเรือนแถบนี้  ก็มีเพียงแมวดำตัวหนึ่ง  เล่นหยอกกับแมวสลิดอยู่ไม่ไกล  ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ


สือเฉาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา  ดูเหมือนว่าช่วงนี้  เส้นใยในสมองคงตึงเครียดเกินไป  จนบางครั้งก็หลอนไปเอง


......


......


ในตรอกเปลี่ยวไร้ผู้คน  เฉินจี้พิงกำแพงสีเทาข้างกาย  หอบหายใจแผ่วเบา  เขาไม่แน่ใจว่า  อูหยุนจะตามสือเฉาทันหรือไม่  แต่ทำได้เพียงเดิมพันกับมัน


ก่อนหน้านี้  เขาไม่มีจุดยืนระหว่างกรมสืบลับราชวงศ์หนิง  กับกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง  ทำงานให้ใครก็ได้  ขอเพียงได้เงินก็พอ


แต่การใช้ชีวิต  ไม่อาจเดินบนเส้นลวดได้ทุกวัน...ในขณะที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นบนหอกลอง  เฉินจี้มองดูมิตรสหายราชวงศ์หนิงรอบกาย  แล้วก็นึกอยากเริ่มต้นใหม่


สถานะสายลับกรมข่าวกรอง  จึงเป็นดั่งหุบเหวขวางกั้นบนเส้นทางสู่  ‘การเริ่มต้นใหม่’  ของเขา


หากต้องการเริ่มต้นใหม่  ก็ต้องจบสถานะเก่าเสียก่อน


ปัจจุบัน  ผู้ที่ล่วงรู้สถานะสายลับกรมข่าวกรองของเขา  น่าจะมีเพียงสี่คน  คือลุง  สือเฉาทั้งสอง  และหัวหน้ากรม


ลุงในตำนานผู้นั้น  ถอนตัวจากราชการแล้ว  ไม่อาจควบคุมกรมข่าวกรองได้อีก  ย่อมไม่อาจควบคุมเขาได้เช่นกัน  หากลุงคนนี้ถูกศัตรูทางการเมืองโค่นล้มจนราบคาบ  นั่นคงจะเป็นผลลัพธ์ในอุดมคติ  ต่างคนต่างอยู่คนละราชวงศ์  ไม่พบหน้ากันอีกตลอดกาล...


ส่วนที่เหลืออีกสาม...ขอเพียงเขาสังหารได้ครบถ้วน  ก็จะค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งเอง


บนหอกลอง  โอรสอ๋องเคยถามเขาว่า  อนาคตอยากทำอะไร  ตอนนั้นเขาไม่รู้  เพียงตอบว่าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป


ตอนนี้เขารู้แล้ว  ว่าต้องการทำอะไร  เขาต้องการหลุดพ้นจากกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง


เฉินจี้เอามือยันกำแพง  บรรจงยืดตัว  เมื่อครู่ถูกผู้ดูแลหยวนกดบาดแผล  แถมยังรีบเร่งเดินทาง  บาดแผลจึงปริแยกอีกครั้ง  กระทั่งยกชายเสื้อขึ้นดู  เขาถึงพบว่ากางเกงชุ่มโชกไปด้วยเลือด


แต่ตอนนี้ไม่อาจนำมาใส่ใจ  เขารีบปัดฝุ่นบนตัว  เดินโขยกเขยกไปตามตรอกเล็ก  มุ่งหน้าสู่โรงยา


เฉินจี้รวบชายเสื้อ  ปิดบังรอยเลือดบนกางเกง  แต่พอเดินออกจากตรอกได้ไม่ทันไร  ก็ต้องถอยกลับเข้ามาอีก


ขณะนี้  จินจูกำลังยืนอยู่หน้าประตูโรงยาไท่ผิง  คุยบางสิ่งผ่านประตู


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  จินจูขวางทางกลับ  หากตอนนี้ไป๋หลี่เปิดประตูให้อีกฝ่าย  พอเข้าไปในโรงยาแล้วพบว่าตนไม่อยู่ข้างใน  ย่อมต้องเกิดความสงสัยแน่


“ไป๋หลี่  ท่านต้องช่วยข้าถ่วงเวลาให้ได้นะ”  ขณะปีนขึ้นหลังคาอย่างยากลำบาก  เฉินจี้ใจเต้นระทึก  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  ไป๋หลี่จะช่วยถ่วงเวลาให้หรือไม่  เพราะไม่ได้กำชับเรื่องนี้กับนางไว้


......


......


หน้าประตูโรงยาไท่ผิง


“ท่านเป็นสหายของเฉินจี้หรือ?”  ธิดาอ๋องไป๋หลี่  ถามอย่างสงสัยผ่านประตู


“ใช่แล้ว”  จินจูยิ้มตอบ  “รบกวนท่านเปิดประตูด้วย  ข้านำของบำรุงร่างกายมาให้เขา”


ขณะนั้น  ไป๋หลี่เกือบจะตอบตามสัญชาตญาณว่า  เฉินจี้ออกไปข้างนอกแล้ว  ไม่ทราบว่าท่านจะรอสักครู่  แล้วกลับมาใหม่ได้ไหม


แต่นางหันหลังกลับ  มองเก้าอี้ไม้ไผ่อันว่างเปล่า  นึกถึงท่าทางที่เฉินจี้แอบย่องออกไปเมื่อครู่  พลันรู้สึกว่าตนไม่ควรบอกความจริง


นางครุ่นคิดสองสามอึดใจ  “เฉินจี้บาดเจ็บค่อนข้างหนัก  ตอนนี้ยังนอนหลับอยู่  รบกวนท่านรอสักครู่  ข้าจะไปปลุกเขา”


จินจูบ่นพึมพำอยู่นอกประตู  “ธิดาอ๋องแห่งจวนอ๋อง  ไม่รู้จักมารยาททางสังคมเอาเสียเลย  ต่อให้เจ้าจะไปปลุกเขา  อย่างน้อยก็ให้ข้าเข้าไปนั่งรอข้างในก่อนสิ  ไม่ยอมเปิดประตูเลยแบบนี้  มองยังไงก็ไม่ปกติเลยสักนิด...หือ?”


เขาลองดึงประตูแผ่วเบา  แล้วออกแรงผลักดู  จึงพบว่าประตูใหญ่โรงยาไท่ผิงถูกลงกลอนไว้  เปิดไม่ได้เลย


จินจูยิ่งฉงนใจ  แม้ว่าโรงยาจะไม่เหมือนร้านอาหารเช้าที่ต้องเปิดแต่เนิ่น  แต่ยามเช้าตรู่เช่นนี้  จะไม่มีใครออกมาตักน้ำเลยหรือ?  อีกฝ่ายลงกลอนประตู  ทำอะไรอยู่ข้างในกันแน่?


คิดถึงตรงนี้  จินจูค่อยๆ ถอยหลังออกมาบนถนนอันซี  สายตากวาดมองไปยังหลังคา


ขณะที่เขาเตรียมจะพลิกตัวขึ้นหลังคา  แทรกซึมเข้าไปดู  ก็ได้ยินเสียงธิดาอ๋องไป๋หลี่  ดังมาจากในโรงยาไท่ผิง  “เฉินจี้ยังนอนอยู่  แต่ท่านเข้ามานั่งรอเขาข้างในได้  ข้าจะเปิดประตูให้”


จินจูได้ยินดังนั้น  จึงเลิกคิดที่จะแอบย่องเข้าไป  รอคอยอย่างสงบ


แต่รอแล้วรอเล่า  กลับไม่เห็นประตูเปิดออกมาสักที


จินจูเอ่ยถามเสียงเข้ม  “เหตุใดยังไม่เปิดประตูอีก?”


ไป๋หลี่ธิดาอ๋อง  ตอบจากในห้องอย่างร้อนรน  “กลอนประตูมันติด  ไม่รู้เป็นอะไร  ดึงออกไม่ได้เลย”


ในพริบตาต่อมา  จินจูระดมพลังภายใน  กระชากประตูอย่างแรง  กลอนประตูหักผะเสียงดัง


ธิดาอ๋องในห้องพลันตกใจ  ถอยหลังไปหลายก้าว  ส่วนจินจูยิ้มแป้น  พลางก้าวเข้าไปในห้อง  “กลอนนี่คงผุพังแล้วกระมัง  ถึงได้เปิดไม่ออก  บ่ายนี้ข้าจะส่งคนมาสั่งทำอันใหม่ให้  รับรองใช้ได้ดีแน่นอน”


ธิดาอ๋องร้อนรุ่ม  รีบดึงแขนเขาอย่างสุดกำลัง  “นี่!  เจ้ากล้าบุกรุกเรือนผู้อื่นได้ยังไง?  ไร้มารยาท!  เจ้าคงเป็นคนร้ายที่ทำเฉินจี้บาดเจ็บใช่ไหม?  อย่าหวังจะได้ทำร้ายเขาอีกเลย!”


ทว่าพละกำลังของธิดาอ๋อง  จะไปสู้จินจูได้อย่างไร  กลับถูกลากไถลไปบนพื้นเสียอีก


ธิดาอ๋องร้องเสียงดัง  “ท่านพี่!  หมอหลวงเหยา!  พี่โก่วเอ๋อร์!  มีคนบุกรุกโรงยา!”


“มีอะไรหรือ?”  โอรสอ๋องพุ่งตัวมาเป็นคนแรก  ขวางทางจินจูไว้  พร้อมกับยื่นมือคว้าเสื้อจินจู


แต่จินจูลื่นเลื่อมราวปลาไหล  เพียงหมุนกาย  ก็สลัดโอรสอ๋องและธิดาอ๋องหลุดมือ  พุ่งเข้าชนเหลียงมาวเอ๋อร์เข้าเต็มแรง


เขาผลักเหลียงมาวเอ๋อร์  แต่ผลักไม่ไหว  กลับถูกเหลียงมาวเอ๋อร์เม้มปาก  ผลักถอยกลับไปถึงหน้าประตูโถงใหญ่เสียเอง!


“เฮ่อะ!”  จินจูไม่ยอมแพ้  ระดมกำลังปะทะกับเหลียงมาวเอ๋อร์  คิดจะใช้วิชามวยปล้ำ  พลิกตัวเหลียงมาวเอ๋อร์ทุ่มลงกับพื้น


แต่น่าแปลก  ท่าตั้งรับของเหลียงมาวเอ๋อร์  มั่นคงยิ่งกว่าตนเสียอีก  ทุ่มไม่ลงเลยสักนิด!


“หือ?”  จินจูมองเหลียงมาวเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจ  “แรงช้างสารโดยกำเนิด?!”


เหลียงมาวเอ๋อร์กระชากเสื้อจินจู  เอ่ยเสียงอู้อี้  “เจ้าบุกรุกโรงยาทำไม?”


จินจูรู้ตัวว่าประลองกำลังตรงๆ ไม่ชนะ  จึงถอดเสื้อนอกทิ้ง  เสมือนงูลอกคราบ  มุดผ่านใต้รักแร้เหลียงมาวเอ๋อร์  พุ่งตัวเข้าห้องนอนเด็กฝึก


แล้วเขาก็ต้องชะงักไป  เพราะในห้องนอนเด็กฝึกที่มืดสลัว  เฉินจี้กำลังห่มผ้า  นอนหลับอยู่บนเตียงรวมของเด็กฝึก  ผิดกับที่เขาคาดเดาไว้โดยสิ้นเชิง


โอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง  เซ่อเติงเค่อ  หลิวฉวีซิง  ทุกคนแห่กันเข้ามาในห้องนอนเด็กฝึก  พยายามจะลากจินจูออกไปนอกประตู


แต่จินจูราวกับเท้าตอกตะปู  ต่อให้ทุกคนช่วยกันลากดึง  ก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย


ธิดาอ๋องหันไปมองเหลียงโก่วเอ๋อร์  “พี่โก่วเอ๋อร์  ช่วยด้วย!”


ทว่าเหลียงโก่วเอ๋อร์กลับกวาดพื้นต่อ  ทำเป็นไม่ได้ยินอะไร


เหลียงมาวเอ๋อร์เห็นดังนั้น  จึงคว้าแขนจินจูดึงอย่างแรง  กระชากเขาออกมานอกประตูได้สำเร็จ


จินจูถูกดึงจนสองเท้าลอยพ้นพื้น  อุทานด้วยความตกใจ  “บัดซบ?!”


เหลียงมาวเอ๋อร์หิ้วจินจูไปวางกลางลาน  ฝูงชนพากันล้อมเขาไว้แน่นหนา  ขวางหน้าประตูครัว


ไป๋หลี่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตู  ขมวดคิ้วเรียวบางดุจใบหลิว  กดเสียงต่ำตำหนิ  “เจ้าไม่ใช่สหายของเฉินจี้สินะ  สหายประสาอะไรบุกรุกบ้านเพื่อนแบบนี้?”


จินจูรีบยิ้มแก้ตัว  “ข้าแค่เป็นห่วงเฉินจี้  นานแล้วท่านไม่ยอมเปิดเสียที  ข้าก็นึกว่าข้างในเกิดเรื่องขึ้น”


“ต่อให้ฟ้าถล่ม  ก็ไม่ควรทำเช่นนี้!”


เฒ่าเหยากอดอกยืนข้างต้นแอปริคอต  เอ่ยเนิบช้า  “ท่านจินจู  วันนี้อุตส่าห์ถ่อมาหา  มีธุระสำคัญอันใดอีก?”


จินจูยกขนมและผลไม้ที่หิ้วมาด้วยสองมือ  “ก่อนหน้านี้  กรมสืบลับของพวกข้าจับกุมสายลับราชวงศ์จิ่ง  แต่พลาดพลั้งปล่อยให้สายลับหลบหนี  ส่งผลให้เฉินจี้ที่ผ่านมาพอดีได้รับบาดเจ็บ  ว่ากันตามจริง  เขาบาดเจ็บเพราะความประมาทของพวกเรา  ข้ารู้สึกผิดในใจ  จึงอยากมาเยี่ยมเยียน”


โอรสอ๋องและไป๋หลี่ตะลึงงัน  ที่แท้ชายอ้วนผู้นี้  คือคนของกรมสืบลับ  มิน่าเล่า  เมื่อครู่เหลียงโก่วเอ๋อร์ถึงไม่ยอมช่วย!


ทั้งสองเหลือบมองเหลียงโก่วเอ๋อร์  เห็นเขายังถือไม้กวาดไผ่  ทำตัวประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ไป๋หลี่หันไปกล่าวกับจินจู  “ท่านจินจู  คนท่านก็เห็นแล้ว  ของกำนัลก็ส่งถึงมือแล้ว  เชิญกลับเถิด  ต่อไปขอให้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่จับกุมสายลับราชวงศ์จิ่ง  อย่าปล่อยให้สายลับหนีไปทำร้ายผู้อื่นอีก...ว่าแต่  สายลับที่ทำร้ายเฉินจี้  ตอนนี้คุมขังอยู่ที่ใดหรือ?”


จินจูยิ้มแป้น  “คุมขัง?  ผิดแล้ว  เขาถูกเฉินจี้ฆ่าตายต่างหาก”


โอรสอ๋องกับไป๋หลี่  สูดลมหายใจเย็นเยือก  หันกลับไปมองห้องนอนเด็กฝึกโดยไม่รู้ตัว  ก่อนหน้านี้  พวกเขาไม่เคยคิดเชื่อมโยงเฉินจี้กับการฆ่าคนเข้าด้วยกันเลย


ไป๋หลี่หวนนึกถึงท่าทีที่เฉินจี้ลอบออกไปเมื่อครู่  สีหน้าพลันซับซ้อนขึ้นมา  เด็กฝึกโรงยาผู้นี้  ดูจะไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้...


ขณะที่ทุกคนยังตะลึงงัน  จินจูลื่นราวปลาไหล  มุดผ่านช่องว่างระหว่างฝูงชน  พุ่งเข้าห้องนอนเด็กฝึก  ดึงผ้าห่มที่เฉินจี้คลุมอยู่ออก  เผยให้เห็นครึ่งตัว


เห็นเฉินจี้สวมเพียงเสื้อชั้นในสำหรับนอน  บรรจงลืมตาทีละนิด  “ท่านจินจู  เข้ามาได้อย่างไร?”


จินจูที่ขมวดคิ้วแน่น  เริ่มคลายออกทีละนิด  รีบคารวะพร้อมรอยยิ้ม  ก่อนที่ทุกคนจะรุมล้อมอีกครั้ง  “วันนี้ขอไม่รบกวนแล้ว  รอให้เฉินจี้อาการดีขึ้น  ข้าจะมาเยี่ยมใหม่”


กล่าวจบ  เขาก็รีบผละจากไป


เฉินจี้นั่งหอบหายใจอยู่บนเตียง  จินจูช่างรับมือได้ยากเหลือเกิน  นิสัยระแวงสงสัย  จนไม่ยอมปล่อยรายละเอียดใดๆ ผ่านเลย  นับเป็นสิ่งที่กรมสืบลับขาดไม่ได้


แต่การมีคนเช่นนี้เป็นศัตรู  หากพลาดพลั้งแม้แต่น้อย  ก็ถึงกับย่อยยับไม่มีวันฟื้น


ทุกคนอยากเข้ามาถามเฉินจี้ว่า  เกิดอะไรขึ้นกันแน่  แต่ไป๋หลี่ยืนขวางประตูไว้  พลางเอ่ยแผ่วเบา  “พวกท่านไปทำงานเถิด  ข้ามีเรื่องจะถามเขา”


ครั้นทุกคนจากไปแล้ว  ไป๋หลี่เอ่ยปากถามไถ่  “เมื่อครู่เจ้าไปไหนมา?”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  “ธิดาอ๋อง  ข้าไม่อยากโกหกท่าน  หากท่านเต็มใจเชื่อใจข้า  ก็อย่าถามเลย”


“งั้นบอกข้าก่อน  เจ้าติดตามข้ากับพี่ชาย  มีใครสั่งการมาหรือไม่?”


“ไม่มี  ข้าก็จะไม่ทำสิ่งที่เป็นภัยต่อพวกท่านด้วย”


“ดี  ต่อไปข้าจะไม่ถามอีก  เจ้าวางใจเถิด  ข้าจะไม่เอาเรื่องเมื่อครู่ไปบอกใครด้วย”


กล่าวจบ  นางก็หันกลับออกจากห้อง  ร้องเรียกโอรสอ๋อง  “ท่านพี่  พวกเรากลับจวนอ๋องกันเถอะ”


โอรสอ๋องชะงักงัน  “ทำไมถึงรีบกลับนัก?  ข้าว่าจะอยู่กินมื้อเที่ยงสักหน่อย”


เฉินจี้นั่งนิ่งบนเตียงนอน  ฟังเสียงพวกเขาเหยียบบันไดปีนกำแพงจากไป  ไม่เอ่ยคำใดเป็นเวลานาน


หน้าต่างห้องนอนเด็กฝึกเคลื่อนไหววูบหนึ่ง  เห็นอูหยุนโผล่ศีรษะผ่านช่องแคบ  ลื่นไหลเข้ามาราวกับของเหลว  “พบคนที่ท่านตามหาแล้ว  เขาเป็นสารถีอยู่ที่จวนตระกูลหลิว”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0114
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง