ตอนที่ 0069 วาฬ
ภายในโรงยาไท่ผิง บรรยากาศเงียบงันราวกับน้ำนิ่ง หลังเหตุวุ่นวายจากการมาถึงของจินจู ทุกคนต่างไม่พูดไม่จากันนาน
ในห้องพักของเด็กฝึก มีเพียงหนึ่งคนกับหนึ่งแมว
อูหยุนกระซิบเล่าสิ่งที่มันค้นพบ “ข้าตามเขาไปทางทิศใต้ คนผู้นี้ระวังตัวแจ หากมีสิ่งผิดปกติแม้เพียงน้อยนิด เขาจะหยุดแล้วสังเกตรอบด้านทันที วางกลอุบายล่อผู้ไล่ตามให้ติดกับ”
“เป็นแบบนี้ถึงสี่หน เขาจึงคลายความระวังลง ในป่าใกล้วัดถัวหลัวทางใต้ เขาเทียมรถม้าคันหนึ่ง แล้วคอยอยู่หน้าประตูวัด ไม่นานนัก ข้าเห็นหลิวหมิงเสี่ยนเดินออกจากวัด ขึ้นรถม้าไป...”
เฉินจี้ตกตะลึง “ที่แท้ก็เป็นสารถีของหลิวหมิงเสี่ยนนี่เอง! คนที่มารับอาจารย์จากโรงยา ไปตรวจอาการให้ผู้เฒ่าหลิว ก็คือเขานี่เอง...”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก “หลิวหมิงเสี่ยนคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ข้างกายตนยังมีคนของกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งแฝงตัวอยู่ หากไม่แล้ว ทำไมกรมข่าวกรองถึงต้องให้เราติดต่อกับหยุนเฟยอีก?”
สารถีสือเฉาผู้นี้ เลือกที่ซ่อนกายได้เยี่ยมยอดนัก เขาไม่เพียงล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของหลิวหมิงเสี่ยนได้ตลอดเวลา แต่ยังแอบฟังการสนทนาระหว่างหลิวหมิงเสี่ยนกับผู้อื่นได้ด้วย
คนขับรถตระกูลหลิวต่างพักอยู่ร่วมกัน หากคนขับรถคนอื่นไม่ระแวดระวัง สารถีสือเฉาผู้นี้ ย่อมสืบทราบได้ว่า คนตระกูลหลิวไปที่ใด ทำสิ่งใด พบปะผู้ใด
ทว่าสือเฉาผู้ฉลาดหลักแหลมและรอบคอบ เหตุใดเช้าวันนี้จึงยอมเสี่ยงให้ตัวตนรั่วไหล ถ่อมาถึงโรงยาไท่ผิง...หรือว่ามาเพื่อปลิดชีพเรา?
เฉินจี้หวนระลึกถึงบทสนทนาระหว่างสือเฉาทั้งสอง เมื่อครานั้น ผู้ดูแลหยวนเอ่ยปากถาม “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
สารถีสือเฉาโต้กลับ “แล้วเจ้าล่ะ มาทำอะไร”
ต่อจากนั้น ผู้ดูแลหยวนกล่าว “บัดนี้ เมืองหลัวอยู่ภายใต้การดูแลของข้า เจ้าควรรู้สถานะตัวเองบ้าง”
เฉินจี้พึมพำกับตนเอง “…‘เจ้าควรรู้สถานะตัวเองบ้าง’ คำพูดแบบนี้ มักใช้ในสถานการณ์ใด?”
อูหยุนยกอุ้งเท้าข้างหนึ่งขึ้น เสมือนกำลังยกมือ “เรื่องนี้ข้าทราบ! เมื่อวานซืน ข้าปราบแมวสลิดจ่าฝูงตัวหนึ่ง มันยังดื้อดึงไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าจึงซ้อมมันอีกรอบ แล้วบอกว่า ‘รู้สถานะของตัวเองบ้าง’!”
เฉินจี้ตะลึงงัน ประกายแสงวาบขึ้นในห้วงความคิด “อย่างนี้นี่เอง! อำนาจบริหารกรมข่าวกรองเมืองหลัว บัดนี้เปลี่ยนมือแล้ว แต่ก่อนสารถีสือเฉาคือผู้ปกครองเมืองหลัว แต่ในปัจจุบัน สถานะนั้นตกเป็นของผู้ดูแลหยวนที่เพิ่งมาใหม่ สารถีสือเฉาจึงถูกกีดกันออกไป”
อำนาจในกรมข่าวกรองผลัดเปลี่ยน ครั้นลุงของเฉินจี้พ้นจากตำแหน่ง อำนาจต่างๆ ย่อมตกไปอยู่ในมือผู้อื่น
ส่วนสารถีสือเฉาผู้นั้น เคยกล่าวหลายครั้งว่า ลุงของเราฝากฝังให้ดูแล คิดว่าคงสนิทสนมกับลุงพอสมควร จึงกลายเป็นผู้ถูกกีดกันไปด้วยเช่นกัน
เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย “แต่เช้านี้ เขามาโรงยาไท่ผิงทำไม? คงมาปลิดชีพข้ากระมัง”
อูหยุนสีหน้าเคร่งขรึม “เขาคิดจะฆ่าท่านหรือ?”
“ยังไม่แน่” เฉินจี้ส่ายศีรษะ
ก่อนหน้านี้ อู๋หงเปียวเล่าว่า สารถีสือเฉาจะกวาดล้างพวกเขา เพื่อนำศีรษะไปเป็นบรรณาการ ทว่าเฉินจี้ยังคงติดใจเรื่องนี้มาตลอด
สารถีสือเฉา ดูดุดันเหี้ยมโหดก็จริง เพียงแต่ว่า...
ครั้นกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งสงสัยว่า เราทรยศต่อโจวเฉิงอี้ ไม่ว่าบรรดาลูกน้องจะกล่าวโทษเพียงใด สารถีสือเฉากลับยังไม่ลงมือสังหารเรา
อันที่จริง เขาเคยแขวนเราห้อยหัว เพื่อทำการไต่สวน แต่หลังการสอบสวน เนื้อตัวของเรากลับไม่มีบาดแผล
เฉินจี้ไม่สนใจว่าผู้อื่นพูดอะไร มองเพียงการกระทำ หากพิจารณาจากจุดน่าสงสัยสองประการนี้ สารถีสือเฉานั้น แท้จริงแล้วไม่เคยมีเจตนาจะปลิดชีพเขาเลย
ต่อให้สารถีสือเฉาเกิดเปลี่ยนใจ คิดสังหารเราเพื่อนำไปเป็นบรรณาการ แต่จังหวะเวลาก็ดูจะไม่เหมาะสม
เมื่อคืน เราอยู่กับหลิวหมิงเสี่ยนที่ตลาดบูรพา สารถีสือเฉาย่อมอยู่ที่นั่นด้วย และต้องสังเกตเห็นแน่
หากเขาคิดจะฆ่าเราจริง เมื่อคืนย่อมมีโอกาสนับไม่ถ้วน จะรอจนรุ่งเช้าแล้วค่อยมาที่โรงยาทำไม
ฉะนั้น เขาจึงมิได้มาเพื่อสังหารเรา…
ยิ่งคิด เฉินจี้ก็ยิ่งงุนงง “แล้วเขามาทำอะไรที่โรงยาไท่ผิงแต่เช้า? อะไรทำให้คนที่รอบคอบรัดกุมขนาดนั้น ต้องถือโอกาสขณะเจ้านายไปจุดธูปไหว้พระ เพื่อแอบแวะมาโรงยา? หรือว่ามีตัวแปรไม่คาดฝันเกิดขึ้น?”
เดี๋ยวนะ...หรือจะเป็นเพราะว่า ผู้ดูแลหยวนแวะมาโรงยา?
สารถีสือเฉามิได้มาปลิดชีพเรา แต่มาเพื่อปกป้องเรา?
เฉินจี้อดขำกับข้อสันนิษฐานของตนไม่ได้ “เขาจะมาปกป้องเราทำไม...แต่ว่า อู๋หงเปียวอาจเข้าใจผิด หรือไม่ก็กำลังโกหก เรื่องนี้เราต้องสืบให้กระจ่าง อูหยุน เมื่อวานอู๋หงเปียวออกไปข้างนอกบ้างหรือไม่”
อูหยุนตอบ “ไม่เลย เมื่อวานท่านไม่ได้เอาอาหารไปให้เขา ข้าจึงกลับมาขอขนมปังธัญพืชสองก้อนจากลุงอีกา แล้วคาบไปวางไว้ให้ วางใจเถิด ข้ารอจนเขาหลับแล้ว จึงวางไว้หน้าประตู เขาไม่รู้ว่าเป็นข้า”
“สุราทำให้เสียการใหญ่จริงๆ...”
ขณะนั้นเอง เสียงของเหลียงมาวเอ๋อร์ดังมาจากนอกหน้าต่าง “พี่ เมื่อครู่นี้ เหตุใดจึงไม่ยื่นมือช่วย”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เหยียดริมฝีปาก พลางเขี่ยไม้กวาดไผ่ไปมา ก้มหน้าตอบ “ข้าเคยบอกแล้วว่า มีสามอย่างที่ไม่ช่วย เจ้าลืมแล้วหรือ พวกขันทีไม่ช่วย ผู้ที่ต่อต้านพวกขันทีก็ไม่ช่วยเช่นกัน”
“แต่พวกเราเป็นสหายกันนะ!” เหลียงมาวเอ๋อร์ร้อนรนจนหน้าแดงก่ำ “เช้านี้เอง เราเพิ่งไปชมตะวันขึ้นที่หอกลองด้วยกัน”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะเย้ยหยัน “คนที่เคยไปดูอาทิตย์ตกดินกับข้า มีมากจนนับไม่ไหว ข้าต้องช่วยทุกคนเลยหรือ? คำพูดยามมึนเมา อย่าไปถือเป็นจริงจังนักเลย นี่คือธรรมเนียมบนโต๊ะเหล้า!”
เหลียงมาวเอ๋อร์โกรธจนกระชากไม้กวาดจากมือเขา “ท่านเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว! แต่ก่อนท่านไม่ใช่แบบนี้!”
เหลียงโก่วเอ๋อร์บ่นพึมพำ “อดีตคืออดีต ปัจจุบันคือปัจจุบัน”
ภายในห้อง อูหยุนหันมามองเฉินจี้ “เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?”
เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถาม “อูหยุน หากมิตรสหายของเจ้า ปิดบังเรื่องราวมากมายไม่ให้เจ้ารู้ เจ้าจะโกรธหรือไม่”
อูหยุนครุ่นคิดอยู่นาน “ตอบไม่ได้ ท่านเป็นสหายคนแรกของข้า และเป็นคนเดียวด้วย ข้าไร้ประสบการณ์ด้านนี้…แต่คงจะโกรธกระมัง”
เฉินจี้ถอนหายใจเงียบงัน เมื่อครู่ไป๋หลี่ธิดาอ๋อง จากไปด้วยความขุ่นเคือง บางทีนางอาจโกรธที่ว่า ทุกคนเคยถูกตำหนิด้วยกัน ดื่มสุราด้วยกัน ชมอรุณรุ่งด้วยกัน นางได้ถือว่าทุกคนเป็นสหายแล้ว แต่เหตุใดจึงยังมีคนที่เห็นสหายตกทุกข์แล้วไม่ยอมยื่นมือ เหตุใดจึงยังมีคนปกปิดความลับไว้มากมาย
ทว่าเฉินจี้ไร้ทางเลือก ความลับบางอย่าง เขาได้แต่ฝังกลบไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
อูหยุนตบหลังมือเฉินจี้แผ่วเบา “ข้าไปก่อนนะ เมื่อครู่ยังมีศึกหนึ่งค้างคา พวกลูกน้องกำลังรอข้าอยู่”
เฉินจี้ “...ไปเถอะ ระวังเลือดกระเด็นใส่ตัวด้วย”
......
......
ครั้นอูหยุนจากไป เฉินจี้เริ่มหลับตาลง ใคร่ครวญถึงเบาะแสที่เพิ่งได้มา
หากสารถีสือเฉาไม่เคยคิดปลิดชีพตนจริง อู๋หงเปียวกำลังมุสา หรือเข้าใจผิดกันแน่? สารถีสือเฉามีบทบาทอันใดในเรื่องนี้ คงต้องรอถึงยามราตรีจึงจะลองเชิงได้
เฉินจี้รวบรวมเตาไฟทั้งสิบหกดวงเข้าด้วยกัน ปล่อยให้ร่างของตน ลอยผ่านม่านเมฆดำ ไปตกลงบนขุนเขาขจี
แต่ไหนแต่ไร เฉินจี้เกลียดชังแดนฝันแห่งนี้อย่างยิ่ง เสียงโห่ร้องฆ่าฟันคืนแล้วคืนเล่า ประดุจดังฝันร้าย จะตื่นก็ไม่ได้ จะหลับก็ไม่สนิท
แต่บัดนี้ เขากลับรักสถานที่แห่งนี้ มิใช่เพียงเพราะที่นี่มีวิชาฆ่าฟันสุดพิสดาร แต่เพราะที่นี่ เขาไม่ต้องขบคิดถึงสายสัมพันธ์อันซับซ้อนยุ่งเหยิง
ไร้กรมข่าวกรอง ไร้กรมสืบลับ ไร้บิดามารดา ไร้แม้กระทั่งลุง
หาเป็นที่นี่ เฉินจี้เพียงแค่ต้องฆ่าฟันไปเรื่อยๆ ฝึกฝนกลยุทธ์ใหม่ทีละอย่าง นอกนั้น ไม่ต้องครุ่นคิดสิ่งอื่นใดอีก
เขาหันกายไป เห็นซวนหยวนสวมชุดจักรพรรดิสีดำสนิท ประทับพิงธงราชันตรงขอบผาสูง มองไปยังสถานที่ห่างไกล
นอกหน้าผาสมรภูมิ ซึ่งหยุดนิ่งราวกับภาพวาด เมฆบนฟากฟ้าลอยคล้อยไปมา แม้แต่จิตใจของเฉินจี้ก็ปลอดโปร่งสงบนิ่ง
เฉินจี้นั่งเคียงข้างซวนหยวน “ตลอดหลายปีมานี้ ท่านมองดูสิ่งเหล่านี้ตามลำพังตลอดเลยหรือ”
ซวนหยวนไม่สนใจเขา
เฉินจี้ถามต่อ “เหตุใดท่านจึงอยู่ในแดนฝันของข้า”
ซวนหยวนเหลือบมองอย่างเย็นชา “แดนฝันของเจ้า…? คิดว่าตัวเองสำคัญนักหรือ นี่คือโลกของข้าต่างหาก”
เฉินจี้ “...”
กำลังจะบอกว่า ที่นี่มิใช่แดนฝัน หากแต่เป็นสถานที่ซึ่งดำรงอยู่จริง?
เฉินจี้เอ่ยถามทันที “ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับสี่สิบเก้าชั้นฟ้าหรือไม่”
ซวนหยวนงุนงง “มันคือที่ใด? ข้าไม่เคยไป”
คราวนี้เฉินจี้ก็งงงวยเช่นกัน คนรอบข้างตน ไม่รู้จักสี่สิบเก้าชั้นฟ้าก็ช่างเถอะ แต่แม้กระทั่งซวนหยวน ผู้เป็นดั่ง ‘เซียน’ กลับยังไม่รู้จักการดำรงอยู่ของสี่สิบเก้าชั้นฟ้า เช่นนั้นแล้ว กำลังจะบอกว่าหลี่ชิงเหนี่ยวพูดจาเหลวไหลหรือ
“เป่ยจวีลู่โจว?”
“ไม่เคยได้ยิน”
“แล้วท่านเคยได้ยินชื่อหลี่ชิงเหนี่ยวบ้างหรือไม่” เฉินจี้ถาม
“ไม่เคยได้ยิน” ซวนหยวนส่ายหน้า “ข้าเคยเห็น ‘นกเขียว’ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีคนชื่อนี้...เจ้าพูดถึงอะไร ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
เฉินจี้สับสนยิ่งนัก เป็นไปได้หรือ ที่ทุกคนไม่รู้จักการดำรงอยู่ของสี่สิบเก้าชั้นฟ้า
ซวนหยวนลุกขึ้นยืน “อย่ามัวเสียเวลาเลย เฟิ่งหวย จัดดาบให้เขาเล่มหนึ่ง ฝึกฝนกับเขาเสีย”
นักรบดาบนามเฟิ่งหวย ผงกศีรษะรับ “ขอรับ”
“เดี๋ยวก่อนๆ” เฉินจี้ยกมือห้าม “แต่มีคนบอกข้าว่า ข้าไม่ควรฝึกดาบ”
ซวนหยวนราวกับได้ยินเรื่องขบขันที่สุดในโลก “นี่มันมุกตลกอะไร? เจ้าไม่ควรฝึกดาบ มีคนบอกว่าเจ้าไม่ควรฝึกดาบงั้นหรือ? ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะของซวนหยวน ดังกึกก้องดุจระฆังใหญ่ แม้แต่เมฆบนฟ้ายังแตกกระจายด้วยเสียงนั้น
เฉินจี้ทำหน้านิ่ง “น่าขันขนาดนั้นเชียว?”
จากระยะไกล ซวนหยวนชี้นิ้วมาทางเขาด้วยความงุนงง “นั่นเพราะว่า แต่ก่อนเจ้าใช้ดาบ”
เฉินจี้ “...เคยมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ”
“กระบี่คือราชาแห่งร้อยอาวุธ ดาบคือหัวใจแห่งร้อยอาวุธ ดาบต่างหากที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุด ไม่ฝึกดาบแล้วเจ้าจะฝึกอะไร”
“บางที ดาบอาจเหมาะกับตัวข้าในอดีต แต่ตอนนี้ข้าอยากฝึกกระบี่แล้ว อาจารย์ข้าบอกว่า นิสัยข้าตอนนี้ไม่เหมาะกับดาบ จะทำให้รากฐานพังพินาศ”
“นิสัยเจ้าตอนนี้...เขาก็พูดไม่ผิดเสียทีเดียว” ซวนหยวนหัวเราะเยาะ “แต่รากฐานเจ้ายังมีเท่าหางอึ่ง จะพูดถึงการ ‘พังพินาศ’ ได้อย่างไร เมื่อเจ้าฝึกดาบจบ ต่อไปกระบี่ ขวาน หอก กระบอง ค้อน... ทุกอย่างต้องฝึก หากไม่เชี่ยวชาญทุกอาวุธ เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า ศัตรูจะใช้กลอุบายใดมาประจันบาน เมื่อเจ้าฝึกครบแล้ว จะได้ทราบว่าวิถีแห่งใต้หล้านี้ ต่างหนทาง แต่ถึงจุดหมายเดียวกัน”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ไม่ให้ฝึก ซวนหยวนให้ฝึก จะฟังใครดี
เฉินจี้เลือกฟังซวนหยวน เพราะระดับการฝึกตนของซวนหยวน ดูสูงกว่าเหลียงโก่วเอ๋อร์หลายขุมนัก...
เขามองไปยังซวนหยวน “หากว่า...ข้าหมายถึง หากข้าเป็นคนที่ท่านรู้จักเมื่อในอดีตจริง แล้วดาบที่ข้าใช้สมัยนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร?”
ซวนหยวนจ้องมองเฉินจี้อยู่นาน ทันใดนั้นก็ยกมือ ดึงดาบใหญ่สูงเท่าคน ออกมาจากความว่างเปล่า “ลองเล่มนี้ดู”
ได้เห็นด้ามดาบยาวราวสองในสาม คมดาบยาวหนึ่งในสาม บนด้ามมีลายมังกรทอง คมดาบขาวดุจหิมะ
ซวนหยวนโยนมาทางอากาศ เมื่อเฉินจี้รับดาบ น้ำหนักของดาบได้ฉุดรั้งเขาจนเกือบล้มคว่ำ
เฉินจี้ถือดาบใหญ่ด้วยสองมือ แกว่งไปมาสองสามที แล้วก็พลันส่ายหน้า “ไม่ไหว ไม่ถนัดเลย”
ซวนหยวนดึงดาบเอว ยาวสองฉื่อ ออกมาจากความว่างอีกครั้ง โยนให้เฉินจี้ “ลองเล่มนี้”
ดาบเล่มนี้ ตัวดาบแดงฉาน ราวกับเพิ่งดึงออกมาจากหินหลอมเหลว
เฉินจี้แกว่งอีกสองสามที “ไม่ไหว ไม่ถนัด รู้สึกขัดเขิน”
ความขัดเขินนี้ เหมือนคนที่เคยชินกับปากกาด้ามหนึ่ง พอเปลี่ยนไปใช้ด้ามอื่น ก็ยังใช้ได้และชำนาญ แต่ยังอยากเปลี่ยนกลับมาใช้ด้ามเดิม
ซวนหยวนมองเขาแวบหนึ่ง เรียกดาบออกมาจากความว่างเปล่า รวดเดียวหลายสิบเล่ม ลอยตัวอยู่กลางอากาศ “เลือกเอาเถอะ เลือกจนกว่าจะถูกใจ”
เฉินจี้เดินมาหยุดหน้าดาบแต่ละเล่ม หยิบลงมาทดลอง จับฟันแล้วฟันอีก มีทั้งมีดซ่อนแขน มีดสั้น ดาบจันทร์เสี้ยวใหญ่ ดาบด้ามตรง ดาบโค้งจันทร์เพ็ญ
เขาเปรียบเทียบความต่างของดาบแต่ละเล่มอย่างระมัดระวัง พิถีพิถัน นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป ซวนหยวนกลับไม่เร่งรัดแม้แต่คำเดียว
ครั้งนี้ ซวนหยวนดูจะอดทนเป็นพิเศษ
ในที่สุด เฉินจี้หยุดฝีเท้าหน้าดาบยาวเรียว ขาวผ่องเล่มหนึ่ง ตัวดาบยาวสามฉื่อสามชุ่น ด้ามดาบสองฉื่อสองชุ่น เมื่อพิงกับพื้น ดาบสูงเสมอคิ้ว
(*ทบทวนหน่วยวัด — 1 ฉื่อประมาณ 1 ฟุต / 1 ชุ่นประมาณ 1 นิ้ว)
เฉินจี้ยกดาบเล่มนี้ขึ้นมาถือ เอ่ยถามอย่างอยากรู้ “ดาบเล่มนี้ชื่ออะไร”
“เจ้าจำมันไม่ได้แล้วหรือ?”
“ข้าควรจำมันได้?”
“แน่นอนว่าเจ้าควรจำได้ เพราะมันคือดาบของเจ้า” ซวนหยวนกล่าวอย่างสงบนิ่ง “มันชื่อวาฬ”
“ข้าเป็นคนตั้งชื่อหรือ”
“ไม่ใช่ ข้าตั้ง”
เฉินจี้นิ่งงัน ที่แท้ซวนหยวนเงียบรออย่างอดทน ก็เพื่อดูว่าตนจะเลือกเล่มนี้ได้หรือไม่
ทั้งที่บนยอดขุนเขาขจีแห่งนี้ มีดาบลอยอยู่กลางอากาศกว่าห้าสิบเล่ม เขาไม่เลือกเล่มที่ยาวกว่า ไม่เลือกเล่มที่สั้นกว่า กลับเจาะจงเลือกเล่มนี้
เฉินจี้กำดาบ ‘วาฬ’ ไว้ในมือ รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับได้พบสหายเก่าที่พลัดพรากไปนาน
ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ตนอาจเป็นคนที่ซวนหยวนกล่าวถึงจริงๆ ก็ได้ อีกฝ่ายมิได้จำผิด
ความตระหนักนี้ บังเกิดอย่างฉับพลัน ก่อนหน้านี้แม้เฉินจี้จะขอขมาแทน ‘ตัวเองในอดีต’ และยอมรับการคาดคะเนของซวนหยวน แต่ในใจลึกๆ แล้วยังไม่เชื่อ เขาแค่อยากเรียนวรยุทธให้มาก เรียนรู้วิธีฆ่าฟัน และเรียนเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่
แต่บัดนี้...
เฉินจี้เงยหน้ามองซวนหยวน “ดาบข้าไปอยู่ในมือท่านได้อย่างไร ท่านฆ่าข้าหรือ?”
ซวนหยวนนิ่งเงียบ
เฉินจี้หัวเราะทันใด “ฮ่าๆ ทำหน้าแบบนั้นทำไม? ต่อให้ท่านสังหารข้าจริง ข้าก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้วนี่ ว่าแต่ ดาบเล่มนี้มอบให้ข้าได้หรือไม่ ในเมื่อท่านบอกว่าที่นี่คือโลกของท่าน ดาบเล่มนี้ก็ควรต้องมีอยู่จริง”
ซวนหยวนมองเขาแวบหนึ่ง “หากเจ้าเอาชนะเฟิ่งหวยได้ภายในสามวัน ดาบเล่มนี้ข้าคืนให้เจ้า”
เฉินจี้พลิกดาบ ควงอย่างคล่องแคล่ว “งั้นจะรออะไร? ลงมือเถิด”
ซวนหยวนมองเฉินจี้ กล่าวอย่างเคร่งขรึม “อย่าคิดว่าเจ้าเอาชนะนักรบง้าวได้ภายในวันเดียว แล้วจะเก่งกล้าไร้เทียมทาน ง้าวสำริดใช้ในแนวรบเพื่อรับมือม้าศึกพุ่งเข้าตี ท่าพลิกแพลงน้อย ไม่คล่องแคล่ว จับจุดอ่อนได้ง่าย แต่ดาบต่างออกไป เอาชนะเฟิ่งหวยได้ จึงจะนับว่าเจ้ามีคุณสมบัติลงสนามประจัญบาน”
เฉินจี้ถามอย่างสงสัย “ข้าเห็นนักรบง้าวกับนักรบดาบที่ท่านเลือกมา แต่งกายต่างจากคนอื่น พวกเขาไม่ใช่ทหารธรรมดาสินะ?”
ซวนหยวนเหลือบมองเขา “ทั้งคู่เป็นองครักษ์พยัคฆ์ใต้บัญชาข้า ฝีมือโดดเด่นในกองทัพ เป็นครูฝึกอาวุธ”
เฉินจี้อดถอนใจไม่ได้ ที่แท้ตนกำลังต่อสู้กับนักรบมือเยี่ยมที่สุด ด้วยอาวุธที่อีกฝ่ายถนัดที่สุด “ข้าชักเริ่มรู้สึกว่า...ท่านอยากถ่ายทอดสารพัดวิชาให้ข้าเอามากๆ”
ซวนหยวนหัวเราะเย็น “เฟิ่งหวย ฟันเขา”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น