ตอนที่ 0070 จากลา



เที่ยงคืน


เฉินจี้สะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา  แล้วบรรจงลุกขึ้นนั่ง


ในห้องพักเด็กฝึกอันคับแคบ  เหลียงมาวเอ๋อร์  เซ่อเติงเค่อ  หลิวฉวีซิง  ต่างหลับใหล  เหลียงโก่วเอ๋อร์ไม่รู้ไปเตร่ที่ใด  ยามราตรีก็มิได้กลับมา


มาวเอ๋อร์กับโก่วเอ๋อร์ที่ปกติไม่เคยพรากจากกัน  วันนี้กลับมิได้ออกไปด้วยกัน


เฉินจี้ลงจากเตียงอย่างยากลำบาก  ย่างก้าวไปยังลานบ้านอย่างระมัดระวัง  เขาต้องการยืนยันให้แน่ชัดว่า  อู๋หงเปียวมุสาหรือไม่


ลานบ้านว่างเปล่า  เหลือเพียงอีกาเกาะกิ่งแอปริคอต


เฉินจี้หันมองกำแพงที่มีบันไดพาดไว้


ไม่มีใครเหยียบบ่าพี่ชาย  ชะโงกศีรษะจากสันกำแพงอีกแล้ว  ไม่มีใครอยู่อีกฟากคอยประคองน้องสาว


โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไป๋หลี่  เลิกมาเที่ยวเล่น  หรือไม่ก็เลิกใช้โรงยาเป็นทางผ่าน  โรงยาไท่ผิงกลับคืนสู่ความเงียบสงบดังเดิม


เฉินจี้หยิบข้าวเหลือกับน้ำจากครัว  หันกายเตรียมจะออกนอกโรงยา  ทว่าถูกอีกาขวางหน้า  ชี้ไปยังภายนอก


“ลุงอีกาต้องการจะบอกอะไรกับข้า?”  เฉินจี้ขมวดคิ้ว


อีกากางปีกแสดงท่าทาง  ชี้ออกไปข้างนอกก่อน  แล้วทำท่าชักดาบจากเอว


เฉินจี้ตกตะลึง  “ท่านหมายความว่า  โรงยาไท่ผิงถูกสอดแนมแล้วหรือ?”


อีกาพยักหน้าด้วยความโล่งใจ


เฉินจี้ใจหายวาบ  “ลุงอีกา  ผู้ใดสอดแนมโรงยา  หากเป็นกรมสืบลับให้กะพริบตาหนึ่งครั้ง  หากเป็นกรมข่าวกรองให้กะพริบสองครั้ง”


อีกากะพริบตาสามครั้ง...


เฉินจี้  “...”


อีกาแยกจะงอยปาก  ราวกับหัวเราะเยาะภัยพาลที่ใกล้ถึงตัวเฉินจี้


เฉินจี้ขมวดคิ้วครุ่นคิด  ทั้งสองฝ่ายสอดส่องเขาเพราะเหตุใด  ตนทำอะไรพลาดไป?


ยิ่งกว่านั้น  ทั้งสองฝ่ายยังเริ่มจับตาพร้อมกัน  แล้วเขาจะออกไปพบอู๋หงเปียวได้อย่างไร?


อีกาเลิกหัวเราะ  โบกปีกให้เฉินจี้ตามมา  แล้วบินขึ้นหลังคาโถงใหญ่


เฉินจี้ยกบันไดมา  ลอบตามอีกาปีนขึ้นหลังคา


ยามดึกดื่นเที่ยงคืน  หนึ่งคนหนึ่งกาโผล่ครึ่งศีรษะจากสันหลังคา  แอบมองร้านค้าฝั่งตรงข้ามโถงใหญ่


คั่นกลางด้วยถนนอันซี  ในราตรีมืดมิดมองไม่แจ้งชัด


อีกาชี้ร้านขวามือลำดับสาม  ชั้นสอง  ภายในมืดทึบ  แต่แง้มหน้าต่างไว้  ถ้ามองออกมาก็จะเห็นประตูใหญ่โรงยาไท่ผิงพอดี


อีกาชี้ร้านซ้ายมือลำดับสอง  ชั้นสอง  หน้าต่างเปิดแง้มเช่นกัน  หันเข้าหาประตูหน้าโรงยาไท่ผิง


ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะคอยจับตาดูผู้เข้าออกโรงยา


เฉินจี้พึมพำ  “โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ได้เช่าร้านเดียวกัน...”


อีกาหัวเราะเงียบ


เฉินจี้ดึงศีรษะหลบใต้สันหลังคา  เอ่ยถามแผ่วเบา  “ลุงอีกา  ทางขวามีกี่คน?”


อีกากะพริบตาสามครั้ง  สามคน


“ทางซ้ายล่ะ?”


อีกากะพริบตาสามครั้ง  สามคนเช่นกัน


เฉินจี้รู้สึกถึงวิกฤตใหญ่  หากส่งมาคนเดียว  ยังนับเป็นการสอดส่องปกติ  แต่ส่งมาสามคนพร้อมกัน  นี่คือเตรียมจับกุมหรือสังหาร


โชคดีที่มีลุงอีกาช่วย...


เฉินจี้หันยิ้มให้อีกา  “ขอบคุณท่านลุงอีกา  ช่วยข้าไว้อีกแล้ว...เหตุใดท่านจึงยอมช่วยข้า?”


อีกายิ้มเงียบ  ไม่ตอบ


เฉินจี้ถามต่อ  “ข้าจะอ้อมไปร้านผ้าได้อย่างไร?”


อีกาโบกปีก  นำทางอ้อมด้านหลัง


เฉินจี้ตามอีกานำทาง  ลัดเลาะเงามืดระหว่างตึกตามถนนอันซี  กระโดดข้ามกำแพงเข้าลานหลังร้านผ้า


ไม่เพียงเท่านั้น  ลุงอีกายังคอยระวังหลังให้  พอเฉินจี้เข้าไปในลาน  มันก็เกาะกำแพงเฝ้าระวัง


ได้ยินเสียงปีนกำแพง  อู๋หงเปียวที่นอนราบกับพื้น  ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิทันที  “ในที่สุดเจ้าก็มา  กรมข่าวกรองกับกรมสืบลับยังตามจับข้าอยู่หรือไม่?”


เฉินจี้กล่าว  “ยังตามจับอยู่  แต่ถูกล่อไปตลาดประจิมแล้ว  ข้าได้ยินมาว่า  ร้านผ้านี้จะขายต่อ  ใช้พักนานไม่ได้  อาจมีคนมาดูร้านได้ทุกเมื่อ”


อู๋หงเปียวครุ่นคิดแล้วเอ่ยตอบ  “พรุ่งนี้ข้าจะทำความสะอาดที่นี่  หากมีใครมา  ข้าจะกระโดดออกไปก่อน  รอพวกเขาไปแล้วค่อยกลับมา”


“ยังไงก็ไม่ปลอดภัย”


อู๋หงเปียวไตร่ตรอง  “เจ้าล่วงรู้ตัวจริงของสือเฉาแล้วหรือ?”


เฉินจี้นิ่งไปครู่หนึ่ง  “ตอบคำถามข้าก่อน  แล้วช่วยข้าอีกสักเรื่อง  ถึงจะยอมตอบคำถามเมื่อครู่ของเจ้า”


อู๋หงเปียวพินิจมองเฉินจี้  “เจ้าเปลี่ยนไปนะ”


เฉินจี้เองพิงกรอบประตู  ปล่อยให้แสงจันทร์สาดส่อง  จนเกิดเงายืดยาว  


สองสหายเก่า  คนหนึ่งยืนตรงธรณีประตู  คนหนึ่งนั่งกับพื้น  ต่างอับจนหนทาง  ดั่งพี่น้องร่วมทุกข์  ทว่ายังคงระยะห่างปลอดภัย


อู๋หงเปียวกล่าวแผ่วเบา  “ตัวเจ้าในอดีต  ไม่เคยผ่านความยากลำบาก  ทั้งยังขาดความระวังตัว  แน่นอนว่าเป็นผลจากถิ่นเติบโต  พวกข้าชาวราชวงศ์จิ่ง  ถูกเกณฑ์เข้าค่ายทหารทุรกันดารภาคเหนือตั้งแต่อายุสิบสอง  ถูกหล่อหลอมท่ามกลางโลกอันหนาวเหน็บ  ครึ่งปีคือฤดูมรณะ  อาหารในค่ายมีจำกัด  รสชาติบัดซบ  ต้องอดมื้อกินมื้อ  อดสองมื้อก็แข็งตาย  แม้แต่มื้ออิ่มก็ยังต้องเล่ห์เหลี่ยมใส่กัน”


อู๋หงเปียวกล่าวต่อ  “เจ้าเติบโตในราชวงศ์หนิงแดนใต้อันร่มรื่น  มีหางเครื่องงามสะคราญ  ขับร้องเสนาะหู  บัณฑิตเปี่ยมคุณธรรม  แม่น้ำฉินหวยเรือสว่างไสว  เหล่าผู้อาศัยแดนนี้  ย่อม...อ่อนแอกว่า”


เฉินจี้ถามเรียบเฉย  “แล้วตอนนี้ล่ะ?”


อู๋หงเปียวตอบจริงจัง  “ตอนนี้เจ้าเปลี่ยนไป  แม้ข้าไม่รู้ว่าเจ้าผ่านสิ่งใดมา  แต่เจ้าในปัจจุบันคือนักรบตัวจริง  ถึงข้าจะปวดใจที่ถูกคลางแคลงสงสัย  แต่ขณะเดียวกันก็ยินดีจากก้นบึ้ง  มีแต่ต้องพัฒนาไปในทิศทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะเอาตัวรอดไปได้  จนกว่าพวกเราจะพบกันอีกครั้ง”


เฉินจี้ทอดสายตา  “ในเมื่อราชวงศ์จิ่งทรยศเจ้าแล้ว  ทำไมถึงไม่เข้ากรมสืบลับไปเลยล่ะ?”


อู๋หงเปียวเผยสีหน้าเคร่งขรึม  “มิใช่ราชวงศ์จิ่งทรยศข้า  เป็นสือเฉาต่างหากที่หักหลัง  ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว  ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้นักการเมืองมือสกปรกบางคน  มาสั่นคลอนศรัทธาของตัวเองเด็ดขาด  ข้าเชื่อมั่นว่า  ลุงของเจ้าจะกลับมาเรืองอำนาจอีกครั้ง  กวาดล้างพวกอสรพิษในราชสำนัก  ราษฎรราชวงศ์จิ่งทุกข์ยากพอแล้ว  ข้าจะไม่ทรยศแผ่นดินเกิดเพียงเพราะคนต่ำช้าหยิบมือเดียว”


เฉินจี้นิ่งงัน  นี่คือครั้งแรกที่เขาได้ยินคำว่า ‘ศรัทธา’ นับตั้งแต่มาถึงโลกนี้


เขาไม่อยากสานต่อประเด็นเดิม  จึงถามสิ่งที่อยากรู้ที่สุด  “เจ้าเคยบอกว่า  สือเฉาผู้สวมหน้ากากเขียวเขี้ยวยักษ์  ชำนาญดาบ  ต้องการสังหารพวกเรา  เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น?”


อู๋หงเปียวแปลกใจ  “สือเฉาก็คือสือเฉา  เหตุใดต้องเติมคำขยายมากมาย  สือเฉามีเพียงผู้เดียว”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ตอบคำถามข้าก่อน”


อู๋หงเปียวรำลึก  “มือสังหารหลอกข้าว่า  สือเฉามีคำสั่ง  ให้ข้าไปรับสินค้าที่สมาคมท่าเรือตลาดบูรพา  ข้าเป็นสายลับระดับนกพิราบ  ทั้งเมืองหลัวนอกจากเจ้า  มีเพียงโจวเฉิงอี้กับสือเฉาที่รู้ตัวจริงข้า  เหนือสิ่งอื่นใด  ในวันที่มือสังหารแวะมา  ข้าขอดูเครื่องหมายสือเฉา  อีกฝ่ายก็แสดงให้ดู”


“เครื่องหมายสือเฉาคืออะไร?”


“หนังสือ ‘ประวัติเมืองหลัว’ ประทับตรา ‘หรงเป่าไจ’  มุมขวาบนตราบิ่น  ปลอมแปลงไม่ได้”


ในที่สุดเฉินจี้ก็กระจ่าง  อู๋หงเปียวไม่รู้จักสือเฉาคนอื่นแล้ว  ทั้งยังไม่รู้ว่า  มีสือเฉาใหม่มาถึงเมืองหลัว  พยายามขับไล่สือเฉาเดิมออกไป


อย่างที่คิด  ผู้ประสงค์จะกวาดล้างพวกตน  คือผู้ดูแลหยวน  มิใช่สือเฉาคนขับรถม้า


ทว่าเฉินจี้ยังต้องพิสูจน์ว่า  อู๋หงเปียวมิได้มุสา


นิ่งเงียบครู่ใหญ่  เขาเอ่ยปากบอก  “ข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งหนึ่ง”


“สิ่งใด”


“ไปพบสือเฉา”


อู๋หงเปียวตะลึงงันทันใด


......


......


ยามรุ่งอรุณ  ณ จวนเจ้าเมืองหลัว


ป้ายทองคำ ‘จวนเจ้าเมืองหลัว’ แขวนเด่นสง่าหน้าหอขุนนาง  บรรดาขุนนางรีบร้อนลงชื่อเช้า  ส่วนพวกนายกองส่งเสียงเร่งรัดแผ่วเบา  “เร็วเข้า  ใครช้าจะถูกรองเจ้าเมืองตำหนิ”


ขณะนั้นเอง  รถม้าสลักลายนกคีรีบูนทองอร่าม  แล่นมาจอดหน้าจวน  เหล่าขุนนางละทิ้งการลงชื่อ  พร้อมใจกันก้มคำนับ


สารถีเปิดม่าน  เกี่ยวตะขอ  ยกตั่งมาตั้งข้างรถ  แล้วกราบทูลแผ่วเบา  “คุณชายรอง  ถึงแล้วขอรับ”


หลิวหมิงเสี่ยนในชุดขุนนางสีน้ำเงิน  ศีรษะสวมหมวกอูซา  เอวคาดแถบหยก  เท้าสวมรองเท้าหนังดำพื้นขาว  ก้าวลงจากรถม้าอย่างงามสง่า


“คารวะท่านผู้ตรวจการ”


“คารวะท่านผู้ตรวจการ”


หลิวหมิงเสี่ยนครางรับจากโพรงจมูก  เหล่าขุนนางจึงกล้ายืดกาย  รีบร้อนเข้าจวนไป


ตามธรรมเนียม  ขุนนางขั้น 5 ชั้นรองอย่างหลิวหมิงเสี่ยน  มิควรนั่งรถม้านกคีรีบูนทอง  แต่เสนาบดีหลิวผู้เป็นบิดาของเขา  ถือครองอำนาจสูงส่ง  แคว้นยู่ก็เป็นดั่งอาณาจักรตระกูลหลิว  ใครเล่าจะกล้าครหา


ครั้นหลิวหมิงเสี่ยนเข้าจวน  สารถีนำรถไปจอดข้างทาง  สวมงอบนั่งยองหน้าประตู  พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับบรรดาคนขับคนหาม


สารถีหัวเราะถาม  “เอ้อร์หนิว  เมื่อคืนนายเจ้าออกสำราญอีกแล้วหรือ?”


เอ้อร์หนิวยิ้ม  “ฮะๆ  นายข้าวันใดไม่ออกเที่ยวบ้าง?  เมื่อคืนไปหอปักไหมตรอกชุดขาว  เห็นว่าได้พบหน้าหลิ่วหังโส่วด้วย”


สารถีอุทานในลำคอ  “บัดนี้  ขุนนางทั้งเมืองหลัวต่างปรารถนาจะยลโฉมหลิ่วหังโส่ว  แล้วนายเจ้าว่าอย่างไรบ้าง?”


เอ้อร์หนิวตอบอย่างซื่อตรง  “นายข้าว่า  หลิ่วหังโส่วช่างเป็นหญิงวิเศษ  แต่น่าเสียดาย  มีตระกูลสวีคุ้มครองอยู่  ผู้ใดก็ไม่กล้าอาจเอื้อม”


สารถีนิ่งไปชั่วอึดใจ  แล้วเปลี่ยนเรื่องถาม  “เฒ่าหลี่  แล้วเจ้าล่ะ  เมื่อคืนไปไหนมาบ้าง”


“จะไปไหนได้”  เฒ่าหลี่หาวหวอด  “เมื่อคืน  พวกกรมสืบลับบุกสำนักช่าง  อ้างตรวจบัญชีคลัง  นายข้าติดอยู่ทั้งคืน  ครึ่งก้าวมิอาจขยับ  รุ่งเช้าเพิ่งถูกปล่อยตัว  จะแวะกลับบ้านยังไม่มีเวลา  ต้องรีบมาที่นี่ก่อน”


สารถีหัวเราะ  “เจ้าช่างน่าสงสารจริงๆ  กลับไปก็ให้เมียนวดหลังสักหน่อยสิ”


“เมียข้าน่ะหรือ  ให้ทุบน่ะได้  แต่นวดหลังอย่าได้ฝัน!”


เหล่าคนขับคนหาม  ต่างพากันหัวเราะเสียงกังวาน


ขณะนั้น  สารถีของหลิวหมิงเสี่ยนเหลือบมองถนน  สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม


ฝั่งตรงข้าม  ชายหนุ่มหน้าซีดเซียว  แทบจะไร้สีเลือดฝาด  กำลังยืนแน่นิ่ง  จ้องมองเขาไม่วางตา


สารถีหันบอกคนข้าง  “ข้ายังไม่ได้กินมื้อเช้าเลย  ขอตัวไปซื้อเต้าหู้นิ่มก่อน  พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ”


“เอาสิ  ขากลับฝากซื้อปาท่องโก๋สองแท่งด้วย!”


สือเฉาผู้เป็นสารถี  ก้าวเท้าเร็วๆ เข้ากลางฝูงชน  ระหว่างเดิน  เพียงพริบตาเดียวก็พลิกกายถึงข้างชายหนุ่ม  ฉวยแขนของเขา  แล้วลากเข้าตรอกแคบทันที


เมื่อทั้งคู่ถึงในตรอก  สือเฉาสารถีตวาดแผ่วเบา  “อู๋หงเปียว  เจ้าไม่หวงชีวิตแล้วหรือไร  ทั้งกรมสืบลับทั้งกรมข่าวกรอง  ล้วนตามหาเจ้ากันให้ควั่ก  ยังจะกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่ในเมืองหลัวอีก!”


อู๋หงเปียวกล่าวเสียงแผ่ว  “ข้ายังไปไหนไม่ได้”


สือเฉาสารถีถามเสียงขรึม  “เจ้ารู้ตัวจริงของข้าได้ยังไง  รวมถึงที่นี่ด้วย?”


อู๋หงเปียวก้มศีรษะ  “ข้าเคยสะกดรอยท่านมาก่อน”


สือเฉายิ้มเย็น  “เจ้าสะกดรอยข้า?  อย่างเจ้าน่ะหรือ?  เกรงว่าเจ้าสวามิภักดิ์กรมสืบลับหนิงแล้วกระมัง”


อู๋หงเปียวเงยหน้าประจันตา  “จะดีจะร้าย  ข้าก็เป็นมือดีของใต้เท้าลู่  ถูกเจาะจงส่งตัวมายังราชวงศ์ทางใต้  เลิกดูแคลนผู้อื่นดีกว่า”


สือเฉายังคงไม่คลายข้อสงสัย  หรี่ตาเล็กน้อย  มือสอดเข้าแขนเสื้อ  เตรียมพร้อมชักดาบสั้น  กวาดตาไปรอบทิศ  แต่ไร้วี่แววคนล้อม


เมื่อคราวก่อน  กรมสืบลับใช้คนนับร้อยที่ริมแม่น้ำฉินหวย  ยังจับเขาไม่ได้  หากอู๋หงเปียวคิดคด  กรมสืบลับคงเรียกองครักษ์เจี่ยฝานจากค่ายเมิ่งจินมาล้อมแล้ว


สือเฉาครุ่นคิด  “เวลาแบบนี้  เจ้ากลับไม่ปิดบังซ่อนตัว  มาหาข้าด้วยเหตุผลอันใด?”


อู๋หงเปียวกล่าว  “มีผู้ถือสัญลักษณ์ท่าน  มาลวงข้าไปสังหาร  ข้าย่อมต้องมาถามให้กระจ่าง  ท่านสือเฉา  เหตุใดจึงประสงค์ชีวิตของข้า?”


“มิใช่ข้า  มีผู้ต้องการกำจัดพวกเรา”  สือเฉาตอบเสียงทุ้ม


“จะพิสูจน์ได้อย่างไร”


สือเฉายิ้มเย็น  “หากข้าคิดสังหารจริง  เจ้าจะรอดมาถึงวันนี้ได้หรือ?  อย่ามัวทำเรื่องเหลวไหลอยู่เลย  ในเมื่อเจ้ายังมีชีวิต  จงรีบไปโรงยาไท่ผิง  แจ้งกับเฉินจี้  บอกเขาว่า  พรุ่งนี้ยามสนธยา  ให้พวกเจ้าสองคนมายังตรอกแห่งนี้  ข้าจะช่วยพาออกจากเมืองหลัว”


“ไปที่ใด”


“จะมีพ่อค้าเร่พาพวกเจ้ากลับราชวงศ์จิ่ง  กลับไปเถิด  ไปหาลุงเขา  มีเพียงการอยู่ข้างกายท่านผู้นั้น  พวกเจ้าจึงจะปลอดภัยชั่วคราว”  สือเฉากล่าว


อู๋หงเปียวหันหลังจากไป  ขณะเดียวกัน  บนหลังคากระเบื้องสีเทา  แมวสลิดสองตัวหยุดเล่นกัน  กระโดดลงจากชายคา  แล้วหายลับในเมืองหลัวอันกว้างใหญ่


......


......


เที่ยงวัน  อูหยุนกระโดดจากหลังคา  ลงสู่ลานกว้าง  ยกอุ้งเท้าตบเฉินจี้แผ่วเบา  แต่กลับปลุกเขาไม่ตื่น


อูหยุนรอคอยอย่างอดทน  จนเฉินจี้สูดลมเย็นฉับ  ตื่นจากฝันร้ายสนามรบโบราณ  พลางลูบคอตัวเอง  


เมื่อสักครู่  เฟิ่งหวยเพิ่งฟันเข้าจุดนี้พอดี...


เฉินจี้มองอูหยุน  “เจ้าบาดเจ็บมาหรือ?”


อูหยุนเชิดหน้าองอาจ  “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่!  นับแต่นี้ไป  ถนนอันซีเป็นของข้าแล้ว!”


เฉินจี้ทำท่ายำเกรง  “น่าเกรงขามยิ่งนัก!”


อูหยุนเล่าการสอดแนมอู๋หงเปียวในวันนี้อย่างครบถ้วน  จนกระทั่งเฉินจี้ได้ข้อสรุป:  อู๋หงเปียวมิได้มุสา  สารถีสือเฉาก็ไม่เคยคิดจะฆ่าตน  เมื่อวานมาเพื่อคุ้มกันอย่างแท้จริง


ผู้ปรารถนาจะสังหารคือ  ผู้ดูแลหยวนต่างหาก


อูหยุนถามกลับ  “ท่านจะไปจากราชวงศ์หนิงหรือ”


เฉินจี้นิ่งงัน


จากไปดีหรือไม่?  หากจาก  อย่างน้อยก็หลุดพ้นชะตาสายลับสองหน้า  ราชวงศ์จิ่งยังมีลุงของตน  อดีตขุนนางใหญ่  แม้พ้นตำแหน่ง  อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า


แม้ไร้อำนาจ  แต่ก็น่าจะซื้อโสมได้มากกว่าในปัจจุบัน


สหายใหม่บางคน  หลังจากนี้คงไม่ได้พบกันอีก  แต่ถึงอยู่ต่อ  พวกเขาก็อาจไม่มาโรงยาอีกแล้ว


สิ่งเดียวที่วางไม่ลง  กลับเป็นเฒ่าเหยา...หากตนจากไป  เขาจะเป็นเช่นไร  ได้แต่ฝากฝังเซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิง


ไม่ว่าจะมองแง่ใดก็ควรไป  อาจมิใช่ทางเลือกสวยหรูที่สุด  แต่นับว่าฉลาดที่สุด


เฉินจี้มองอูหยุน  “เจ้าจะร่วมทางไปกับข้าไหม”


อูหยุนใคร่ครวญ  “ถึงจะเสียดายถนนอันซีที่เพิ่งยึดได้  แต่ท่านไปที่ใด  ข้าก็จะไปด้วย”


เฉินจี้หายใจลึก  “งั้นก็ดี  พรุ่งนี้ตอนบ่าย  พวกเราออกเดินทาง  ไปจากดินแดนแห่งความวุ่นวายนี้”


เขาลุกขึ้น  เดินสู่ลานบ้านอย่างเนิบนาบ  จ้องโอ่งน้ำมุมตะวันออกเฉียงใต้  จ้องต้นแอปริคอตกลางลาน  จ้องห้องใหญ่ที่ปิดประตู  และต้องโถงโรงยาอันคึกคัก...


เฉินจี้มาถึงโลกนี้ไม่นาน  แม้อยู่เพียงสิบกว่าวัน  แต่เมื่อคิดจะจาก  ดวงตากลับอาลัยอาวรณ์


ขณะนั้น  หลิวฉวีซิงกลับมาล้างมือหลังบ้าน  เขามองเฉินจี้อย่างแปลกใจ  “อ้าว  เจ้าตื่นแล้วหรือ”


เฉินจี้อมยิ้ม  หยิบเงินแตกชิ้นหนึ่งยื่นให้อีกฝ่าย  “ศิษย์พี่  ช่วยไปซื้อเนื้อกับผักให้หน่อย  ข้าอยากทำอาหารเลี้ยงทุกคน”


(จบตอน)

______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0121
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง