ตอนที่ 0077 ระเบิดครั้งที่สอง
บนถนนสายมืดสลัว โอรสอ๋องกับไป๋หลี่กำลังก้มหน้าหนีออกจากตรอกชุดแดง วิ่งขึ้นเหนือก่อน แล้วเลี้ยวไปทางตะวันตก
ทั้งคู่ไม่หลงเหลือความสงบนิ่งเยือกเย็น เสื้อผ้าขาดเป็นริ้วหลายแห่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงประปราย
ขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งหอบ หายใจแทบไม่ทัน ก็พลันได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง ดังมาจากด้านหลัง ทั้งเมืองหลัวราวกับถูกปลุกให้ตื่น สุนัขเฝ้าบ้านทุกหลังคาเรือนพากันเห่าหอนระงม
ไป๋หลี่หยุดฝีเท้า หันกลับมองตรอกชุดแดงด้วยสีหน้ากังวล “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมีเสียงเช่นนี้?”
โอรสอ๋องครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ฟังดูคล้ายกับ…มีใครบางคนใช้อาวุธไฟ สมัยที่ข้าติดตามท่านพ่อไปชมกองพลศัสตราเทพ*ซ้อมยิงปืนใหญ่ ก็มีเสียงดังเช่นนี้เหมือนกัน”
(กองพลศัสตราเทพ — เป็นกองพลปืนใหญ่และปืนไฟในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง)
“ปืนใหญ่?!” ไป๋หลี่ตกใจจนหัวใจแทบหลุดออกมา รีบหมุนกาย เตรียมจะย้อนกลับไปยังถนนอันซี
โอรสอ๋องถึงกับเปลี่ยนสีหน้า รีบคว้าแขนนางไว้ “แม่หญิงน้อย เจ้าจะไปไหน? กว่าพวกเราจะหนีออกมาได้ ลืมไปแล้วหรือว่ามันลำบากแค่ไหน!”
ไป๋หลี่หันกลับมา กล่าวอย่างร้อนรน “ปืนใหญ่กระบอกนี้ มันอาจถูกใช้กับคนที่เพิ่งช่วยเหลือเราก็ได้นี่? อานุภาพของปืนใหญ่น่ะ แม้แต่สิงกวนก็ยังต้องหลีกเลี่ยง แล้วเขาจะต้านทานได้อย่างไร?”
โอรสอ๋องเริ่มลังเลใจ “ตามหลักแล้ว กองพลศัสตราเทพอยู่ห่างออกไปร้อยลี้ หากไม่มีเรื่องใหญ่โตถึงขั้นฟ้าถล่ม ย่อมไม่เข้าเมืองหลัว แล้วอีกอย่าง ถึงกองพลศัสตราเทพมาจริง ก็ไม่กล้าใช้ปืนใหญ่ในเมืองตามอำเภอใจแน่ ข้าคิดว่าคงไม่ใช่ปืนใหญ่หรอก อาจเป็นอาวุธอื่น...พวกเรากลับไปช่วยเขาดีไหม? ในเมื่อจอมยุทธ์ท่านนั้นช่วยชีวิตพวกเราไว้ ทางนี้ก็ไม่ควรเนรคุณ”
“เราจะช่วยเขายังไงได้บ้าง?” ไป๋หลี่เอ่ยถาม
โอรสอ๋องครุ่นคิดครู่หนึ่ง กัดฟันกล่าว “เราสองคนวิ่งกลับไปเฉยๆ ย่อมช่วยเขาไม่ได้แน่ เจ้าตามข้าไปค่ายกองทหารพันปี ไปขอร้องท่านลุง ให้ยกทัพมาล้อมตรอกชุดแดง ขอเพียงเราสองคนโน้มน้าวท่านลุงให้ยกกองทหารพันปีมาได้ องครักษ์เจี่ยฝานต่อให้แกร่งกล้าเพียงใด พวกเขาก็มีแค่ห้าร้อยนาย!”
“เราจะโน้มน้าวท่านลุงได้หรือ? ถ้าเขาไม่เห็นตราพยัคฆ์ของท่านพ่อ ย่อมไม่มีทางเคลื่อนทัพแน่” ไป๋หลี่กังวลใจ
“ข้าจะคุกเข่าคำนับท่านลุง รับรองได้ผลแน่!”
ไป๋หลี่ “...”
ขณะนั้น เสียงกีบม้าดังมาแต่ไกล โอรสอ๋องรีบดึงไป๋หลี่หลบเข้าไปในตรอกเล็กอันมืดมิด แล้วหาตะกร้าไม้ไผ่สานที่ถูกทิ้งในตรอก มาครอบทั้งคู่ไว้
ครู่ต่อมา องครักษ์เจี่ยฝานห้าร้อยนายขี่ม้าผ่านหน้าตรอก ไม่ว่างจะงอบ เสื้อฟางกันฝน หรือดาบเสียบเอว ก็ล้วนเรียงรายเป็นระเบียบใต้แสงจันทร์บนถนนหินกรวด ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
ข้างกายหลินเฉาชิง ชายหนุ่มคนหนึ่งชักบังเหียนม้าเคียงข้าง “ใต้เท้า คราวนี้จินจูจะตกอับหรือไม่?”
“ไม่หรอก” หลินเฉาชิงตอบเรียบง่าย
“เขาเคลื่อนกำลังองครักษ์เจี่ยฝานจากค่ายเมิ่งจินของเราตามอำเภอใจ แต่กลับคว้าน้ำเหลว โจรราชวงศ์จิ่งสักคนก็จับไม่ได้ เหตุใดเราไม่ถือโอกาสนี้ จับกุมเขากลับเมืองหลวงเสียเลย?” ชายหนุ่มสงสัย “ต่อให้เรื่องนี้ถึงมืออัครเสนาบดีฝ่ายใน แต่ฝ่ายเรามีเหตุผลครบครัน พวกสิบสองนักษัตรแห่งกรมสืบลับน่ะ ล้วนวางตัวหยิ่งยโส จับกุมพวกเขาก็นับว่าทำเพื่อประชาชนแล้ว”
หลินเฉาชิงมองไปข้างหน้า แม้นั่งอยู่บนหลังม้า แต่หลังตั้งตรง ดุจหอกยาวเล่มหนึ่ง “เจียวถู่กับหยุนหยางไร้รากฐานในกรมสืบลับ จัดการก็จัดการไป แต่จินจูนั้นต่างกัน หลายปีมานี้ เขาจงรักภักดีต่ออัครเสนาบดีฝ่ายในมาก ทั้งยังมีเทียนหม่าคอยหนุนหลัง ด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ ยังแตะต้องเขาไม่ได้หรอก”
ขณะที่พูด องครักษ์เจี่ยฝานก็ค่อยๆ ห่างออกไป
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด โอรสอ๋องมั่นใจว่า นอกตรอกไร้ผู้คนแล้ว จึงยกตะกร้าผุพังออกจากตัวเขาและไป๋หลี่ “ดูเหมือนพวกเขาจะจับคนไม่ได้ เราไม่ต้องไปช่วยแล้ว คนผู้นี้ช่างเก่งกล้านัก ถึงกับหนีรอดจากเงื้อมมือกรมสืบลับและองครักษ์เจี่ยฝานมาได้เชียว?”
ไป๋หลี่ลังเลครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “พี่ ท่านรู้จักคนที่ช่วยพวกเราหรือไม่ หรือรู้สึกคุ้นเคยบ้างไหม?”
โอรสอ๋องตอบอย่างเก้อเขิน “ตอนนั้นข้าคิดแต่จะหนีเอาตัวรอด จึงไม่ได้สังเกตให้ละเอียด...อาจเป็นชาวยุทธสักคนที่ข้าเคยคบหาไว้ พอเห็นพวกเราตกที่นั่งลำบาก จึงออกมาเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือกระมัง?”
พอพูดถึงชาวยุทธเหล่านั้น ไป๋หลี่ก็ขุ่นเคืองใจทันที “ท่านไปคบหาแต่กับพวกไม่เอาไหน พอมีอันตรายก็เผ่นหนีกันหมด! ย่อมไม่ใช่ชาวยุทธพวกนั้นแน่ พวกเขาล้วนเป็นมิตรเทียมทั้งสิ้น!”
“ก็มีบางคนที่ดี...”
“ยังไงข้าก็จะไม่จ่ายค่าเหล้าให้พวกเขาอีกแล้ว” ไป๋หลี่โกรธจัด “คนพวกนี้ตอนดื่มเหล้า ใช้เงินราวน้ำไหล กินต้องเลือกของดี เหล้าก็ต้องดื่มของชั้นเลิศ พูดถึงอาหารวิเศษ สุราชั้นดี นางงามได้อย่างคล่องปาก พอถึงยามคับขัน ไม่มีสักคนที่พึ่งพาได้ ข้าไม่ได้เสียดายเงิน แต่ข้าดูแคลนคุณธรรมที่พวกเขาเอาแต่อวดอ้าง”
โอรสอ๋องเกาหัว “ได้ๆๆ ต่อไปจะไม่จ่ายค่าเหล้าให้พวกเขา...ว่าแต่ เมื่อครู่เจ้าบอกว่า จอมยุทธ์ที่ช่วยพวกเราดูคุ้นตา เจ้าจำได้หรือว่าเป็นใคร?”
ไป๋หลี่เงียบไปครู่หนึ่ง “ไม่ ข้าก็จำไม่ได้”
นางคาดเดาบางสิ่งอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา เลือกที่จะฝังมันไว้ส่วนลึกของหัวใจ เตรียมจะไปสืบหาความจริงด้วยตนเองอย่างรอบคอบ
ไป๋หลี่ถอดปิ่นปักผม ยกสองแขนขึ้น เก็บผมให้เรียบร้อย แล้วจึงออกเดินทางต่อ
ทั้งคู่หลบซ่อนกันไปตลอดทางกลับถนนอันซี เมื่อมองเห็นทหารรักษาการณ์ มองเห็นป้ายจวนจิ้งอ๋องแต่ไกล ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก
ไป๋หลี่ไม่ได้ปีนกลับจวนอ๋องทางสวนหลัง นางรีบหันไปบอกโอรสอ๋อง “พี่ พวกเรากลับทางโรงยาไท่ผิงเถอะ ที่นั่นมีบันได”
โอรสอ๋องเอามือยันเข่า หอบหายใจถี่ พลางเอ่ยถาม “เมื่อคืนตอนออกมา เจ้ายังบอกเองว่า ต่อไปจะไม่ผ่านโรงยาไท่ผิงอีก จะไม่ยอมให้โจรน้อยเฉินจี้เก็บค่าผ่านทางแล้ว ทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะ?”
ไป๋หลี่กลอกตาขาว “ข้าไม่อยากปีนกำแพงแล้ว ไม่ได้หรือ? มีบันไดสะดวกกว่าตั้งเยอะ”
โอรสอ๋องก็กลอกตาขาวบ้าง “ใจสตรีช่างเปลี่ยนง่ายจริงๆ”
ทั้งคู่แอบย่องมาที่หน้าประตูโรงยาไท่ผิง เตรียมจะดึงประตูเปิด กลับพบว่าประตูถูกลงกลอนจากข้างใน
ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง เอ่ยเรียก “เฉินจี้ เฉินจี้ พวกเรามาจ่ายค่าผ่านทางแล้ว!”
เงียบสนิท
ไร้เสียงตอบ
ภายในประตูไม่มีใครขานรับ
ไป๋หลี่ยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตน นางก้มตัวลง พยายามเรียกผ่านช่องประตูอีกครั้ง “เฉินจี้ คราวนี้ข้าให้เจ้าสิบตำลึงเงิน!”
ยังคงเงียบงัน
ยังคงไร้ผู้ตอบรับ
ไป๋หลี่พึมพำ “ไม่อยู่ข้างในจริงๆ สินะ”
เสียงพูดเพิ่งขาดหาย อี๊ดอ๊าด ประตูเปิดออก
ไป๋หลี่ชะงักงัน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น กลับเห็นเฒ่าเหยายืนนิ่งอยู่หน้าประตู
นางอึกอักเก้อเขิน “หมอหลวงเหยา พวกเรารบกวนท่านหรือ? เฉินจี้เล่า เหตุใดเขาไม่มาเปิดประตู?”
เฒ่าเหยาทำหน้านิ่งเฉย “ธิดาอ๋องกับโอรสอ๋อง ดึกดื่นค่ำคืนไม่ยอมหลับนอน มาทำอะไรที่โรงยาไท่ผิงข้า? ข้าแก่ชราปูนนี้แล้ว เก้าสิบสองปี ทนให้พวกท่านมาป่วนเล่นไม่ไหวหรอกนะ”
ไป๋หลี่รีบเค้นสมอง “หมอหลวงเหยา ข้ากับพี่ชายรู้สึกไม่สบายตัว ให้พวกเราเข้าไปหน่อย จับชีพจรให้พวกเราได้ไหม?”
เฒ่าเหยามองนางแวบหนึ่ง กลับยื่นมือข้ามธรณีประตู จับข้อมือนางตรงจุดชีพจร
ครู่ผ่านไป เฒ่าเหยากล่าว “สมองเสีย รักษาไม่ได้ เชิญกลับ”
“ท่านจับชีพจรผิดแล้วกระมัง? ให้ข้าเข้าไปนั่งข้างใน แล้วจับให้ละเอียดอีกทีเถอะ” ไป๋หลี่พยายามเบียดตัวผ่านข้างเฒ่าเหยาเข้าประตู แต่เฒ่าเหยาราวกับรู้ทันความคิด รีบผลักประตูปิด
ตึง! ประตูไม้ปิดสนิท
เสียงเฒ่าเหยาลอยลอดออกมาจากช่องประตู “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง กลับจวนอ๋องด้วยทางอื่นเถิด หากยังคงป่วนต่อไป ยามอ๋องเสด็จกลับมา ข้าจะทูลให้ท่านทราบแน่”
ไป๋หลี่ยังคิดจะเคาะประตูต่อ แต่โอรสอ๋องรีบดึงแขนนางให้จากไป “ไปเถอะๆ เรื่องที่เฉินจี้เปิดทางให้พวกเรา คงทำให้หมอหลวงเหยาขุ่นเคืองแล้ว อย่าให้เฉินจี้ลำบากเลย เดินผ่านสวนหลังก็แล้วกัน หากหมอหลวงเหยาทูลเรื่องนี้กับท่านพ่อจริง เกรงว่าเงินรายเดือนของเจ้าคงถูกตัดแน่...”
ไป๋หลี่ถูกลากจูงไป ก้าวเดินสามก้าว แล้วหันกลับมามอง สายตาพุ่งไปยังประตูไม้ที่ปิดสนิท สุดท้ายก็จำใจต้องละทิ้งความปรารถนาที่จะค้นหาความจริง
นางเกิดคำถามในใจ หรือว่าเฉินจี้ยังไม่กลับมา หมอหลวงเหยาจึงช่วยปิดบังให้? ต้องเป็นเช่นนั้นแน่...
แต่หากเป็นจริงดังที่องครักษ์เจี่ยฝานว่า กรมสืบลับมิได้จับตัวเฉินจี้ไว้ แล้วยามนี้เฉินจี้อยู่ที่ใด?
......
......
ใต้ม่านราตรี เฉินจี้กำลังเดินขาเขยก เลียบไปตามตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยววกวน
เขาค่อยๆ หยุดฝีเท้า หายใจถี่กระชั้น พลางก้มตัวลง คลายผ้าพันแผลที่ขาขวาออก แล้วรัดให้แน่นอีกครั้ง
บาดแผลที่อกและขากำลังปวดแปลบ ประหนึ่งถูกแทงทะลุ แต่คืนนี้ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น เขาไม่มีเวลาหยุดพัก
เฉินจี้เงยหน้ามอง สำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว ก่อนจะวิ่งต่อไปยังจุดนัดพบที่ตกลงไว้กับอูหยุน
เลี้ยวผ่านตรอกแคบไปอีกสองแห่ง ก็เห็นอูหยุนนั่งยองบนชายคาผนังตรอก เอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ท่านเป็นยังไงบ้าง?”
เฉินจี้โน้มตัวหอบหายใจ พลางกล่าวด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง “จินจูคงเป็นยอดฝีมือขั้นแสวงเต๋าแล้ว ประทัดอานุภาพร้ายกาจเพียงนั้น ยังระเบิดเขาไม่ตาย รากฐานของสิงกวนใหญ่ช่างลึกล้ำยากหยั่งถึง โลกนี้น่าสะพรึงกว่าที่ข้าคิดไว้มากโข ถ้าเมื่อครู่ไม่มีดินปืนติดตัว ตอนนี้ข้าคงถูกคุมตัว อยู่ระหว่างทางกลับคุกในแล้ว”
อูหยุนร้องเหมียวอีกครั้ง “ข้าถามว่า บาดแผลของท่านเป็นอย่างไรต่างหาก? กลับไปหาอาจารย์ของท่านเถิด ให้เขารักษาแผลท่านก่อน”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ไม่ได้ ต้องฆ่าผู้ดูแลหยวนก่อน คืนนี้กรมสืบลับล้อมจับจินฟาง หากเขาคิดว่าข้าเป็นคนปล่อยข่าว ป่านนี้คงกำลังวางแผนสังหารข้าอยู่...เจ้ารู้ความเคลื่อนไหวของเขาบ้างไหม?”
อูหยุนตอบ “เขาส่งของให้โรงยาอื่นๆ เสร็จตอนเที่ยง บ่ายก็กลับเรือนของตัวเองบนถนนทงจี้ หลังจากนั้นไม่ออกมาอีกเลย”
ตอนกลางวัน ผู้ดูแลหยวนขับเกวียนวัวมาส่งของถึงโรงยาไท่ผิง พอจากไป ก็มีแมวสลิดสองตัวแอบตามหลัง สะกดรอยตามเขาตลอดทาง
เมื่อสักครู่ เฉินจี้กับอูหยุนแยกกันทำภารกิจ เพื่อให้มันไปตามหาแมวสลิดสองตัวนั้น
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “ดูเหมือนว่า ผู้ดูแลหยวนจะรู้แผนล้อมจับของจินจูตั้งแต่เที่ยงแล้ว...ใครกันที่ปล่อยข่าว? ต้องเป็นหนึ่งในโรงยาสิบกว่าแห่งนั่นแน่! อูหยุน เขาไปโรงยาใดบ้าง?”
อูหยุนส่ายหน้า “สมองแมวสลิดจำข้อมูลมากขนาดนั้นไม่ได้หรอก อย่างมากจำได้แค่บางส่วน”
เฉินจี้ครุ่นคิด “ช่างเถอะ ขอแค่ผู้ดูแลหยวนตาย ใครส่งข่าวให้เขาก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว”
พูดไปพลาง เฉินจี้เอื้อมมือเกาะกำแพง พยุงตัวลุกยืน คิดจะเดินทางต่อ
ทว่าคืนนี้ เขาสังหารหน่วยสืบลับไปหกนาย แถมยังทำจินจูบาดเจ็บสาหัส แล้วกระโดดข้ามหลังคาหนีมา แทบจะสิ้นแรงปราณ เดินได้แค่สองก้าวก็รู้สึกขาอ่อนยวบ แทบจะก้าวเท้าไม่ออก
อูหยุนถามด้วยความกังวล “กลับโรงยาดีไหม?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “พาข้าไปที่เรือนเขา คืนนี้ผู้ดูแลหยวนต้องตาย”
......
......
แต่ไหนแต่ไร ถนนทงจี้เป็นที่อยู่อาศัยของพ่อค้าวาณิชย์ ต่างจากคฤหาสน์ตระกูลบัณฑิต หากเป็นที่นี่ ราชสีห์หินหน้าเรือนจะแข่งกันโอ่อ่าตระการตา รถม้าจอดหน้าประตูแข่งกันวิจิตรงดงาม ป้ายนามเหนือประตูแข่งกันสูงเด่น ราวกับเกรงจะเสียหน้าให้เพื่อนบ้าน
ตามกฎหมายราชวงศ์หนิง พ่อค้าและนักแสดงละครเพลงห้ามโดยสารรถม้า ต้องมีฐานะเป็นบัณฑิตตั้งแต่ระดับซิ่วไฉ (ระดับอำเภอ) ขึ้นไปจึงจะได้รับอนุญาต
แต่ปีหลังๆ มานี้ โรงงานฝีมือในราชวงศ์หนิงเพิ่มจำนวนขึ้น พ่อค้าวาณิชย์ก็มากขึ้นตาม พวกเขาอาศัยผู้อุปถัมภ์ ดัดแปลงเกวียนบรรทุกเป็นรถม้า พอถูกตรวจจับก็ยัดเงินให้ผ่านไป กฎหมายข้อนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นแค่กระดาษเปล่าไร้ค่า
ยามนี้ ภายในคฤหาสน์หลังหนึ่งบนถนนทงจี้ บรรยากาศภายในเงียบงันดุจสุสาน ไม่มีแม้แต่คนรับใช้หรือบ่าวไพร่
ผู้ดูแลหยวนนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ประตูหน้าต่างปิดสนิท ทั้งที่ดึกดื่นค่ำคืนแล้ว แต่กลับยังแต่งกายเรียบร้อย ประหนึ่งกำลังอดทนรอให้ราตรียาวนานสิ้นสุดลง
ฟู่ๆ
เขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากนอกประตู เสียงฟู่ๆ ในตอนนี้ สำหรับยามเที่ยงคืน มันช่างไม่ปกติเอาเสียเลย
ผู้ดูแลหยวนลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขยับเข้าใกล้ประตูอย่างระวัง แนบหูชิดช่องประตู ฟังว่าเสียงนั้นคืออะไรกันแน่...
อี๊ดอ๊าด
ผู้ดูแลหยวนเห็นว่า ใครบางคนดึงหน้าต่างเปิดจากข้างนอก ขว้างหลอดไม้ไผ่เข้ามา แล้วปิดหน้าต่างกลับอย่างระมัดระวัง
อันตราย!
ผู้ดูแลหยวนจ้องชนวนดินปืนที่กำลังจะไหม้หมด เตรียมจะพุ่งทะลุประตูออกไปทันที แต่ด้านนอกประตูเหมือนถูกใครใช้คานไม้ขวางไว้ ผลักอย่างไรก็ไม่เปิด!
“อยากตายรึไง! ให้ข้าออกไป!”
ผู้ดูแลหยวนเดือดดาลสุดขีด รีบยกสองฝ่ามือ ตบประตูสองบานอย่างหนักหน่วง บานประตูไม้ทนรับพลังอันแข็งแกร่งนี้ไม่ไหว พลันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ยอดฝีมือระดับนี้ ประตูบานเดียวจะขวางกั้นได้อย่างไร?
ทว่าผู้ดูแลหยวนพังประตูแล้ว กลับไม่เห็นเงาคนข้างนอก แต่เห็นหลอดไม้ไผ่ที่ชนวนไหม้หมดแล้ว วางเรียบร้อยอยู่ไม่ไกลจากประตู!
เสร็จกัน!
ชั่วขณะนี้ ผู้ดูแลหยวนตัดสินใจไม่ถูก ว่าควรจะเข้าหรือถอยดี!
บึ้มมม!
หลอดไม้ไผ่ทั้งในและนอกห้อง เกิดระเบิดพร้อมกัน ดินดำ กำมะถัน ถ่านไม้ผสมรวมกัน ลุกไหม้อย่างรุนแรง น้ำตาลทรายอุณหภูมิสูงผสมกับดินปืน ปลดปล่อยแก๊สออกมามหาศาล
เพียงชั่วพริบตา คลื่นกระแทกของระเบิดลูกใหญ่ กวาดไปทั่วภายในห้อง พัดพาเศษเหล็กแหลมคมจากในหลอดไม้ไผ่ ฉีกเสื้อผ้าบนร่างผู้ดูแลหยวนจนขาดกระจุย
ตามมาด้วยเสียงถล่มดังครืน กำแพงอิฐของเรือนรับภาระไม่ไหว ไม่อาจรองรับน้ำหนักหลังคาได้อีกต่อไป กระเบื้องมุงหลายแผ่นพังทลายราวภูเขาถล่ม ฝุ่นควันมหาศาลฟุ้งกระจาย ฝังร่างผู้ดูแลหยวนไว้ใต้ซากปรักหักพัง!
เฉินจี้หลบออกมาจากมุมสนาม โสตประสาทกำลังอื้อตึง ราวกับมีเสียงโลหะดังกระหึ่มอยู่ข้างหู
เขาไม่ได้ยินเสียงภายนอก ทำได้เพียงจับตามองซากเรือนที่พังทลายอย่างระแวดระวัง
ผู้ดูแลหยวนตายแล้วหรือ?
ครั้งก่อน หลอดไม้ไผ่ระเบิดกลางอากาศ อำนาจดินปืนมิได้แสดงแสนยานุภาพเต็มที่นัก
คราวนี้ หลอดไม้ไผ่ระเบิดภายในเรือน แม้ผู้ดูแลหยวนจะพังประตูแล้ว แต่อานุภาพก็ยังทวีคูณจากก่อนหน้านี้หลายเท่า
เฉินจี้ภาวนาในใจไม่หยุด ตายเถอะ ผู้ดูแลหยวนช่วยตายไปเถอะ!
ทว่า...ไม่มีกระแสน้ำแข็ง!
เฉินจี้เดินซวนเซไปยังซากปรักหักพัง คิดจะขุดเศษกระเบื้องออกแล้วซ้ำอีกดาบ
แต่เขาเพิ่งโซเซไปได้ไม่กี่ก้าว กลับได้ยินเสียงกรอบแกรบ
กองซากปรักหักพังดังกล่าว บัดนี้กำลังโก่งตัวขึ้นมา!
สีหน้าเฉินจี้กลายเป็นหนักอึ้ง รีบถอยกรูดไปข้างหลัง...ผู้ดูแลหยวนยังขยับได้อีกหรือ!?
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น