ตอนที่ 0079 ภายหน้าคงได้พบกันอีก (จบเล่มหนึ่ง)
บังเหียนอยู่ในมือเฉินจี้ เกวียนวัวหยุดนิ่งบนเส้นทางมุ่งลงใต้
ณ ยามเที่ยงคืนอันเงียบสงัด หิมะโปรยปรายลงมาแผ่วเบา เกล็ดหิมะตกลงบนร่างของคนทั้งสาม ฝังตัวอยู่ระหว่างเส้นผม
สารถีสือเฉา นั่งขับเกวียนอยู่หน้าสุด หันกลับมามองเฉินจี้ด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “เจ้าจะกลับโรงยาไท่ผิง? ทำไมกัน? เจ้าไม่ไว้ใจข้ากับอู๋หงเปียว เลยไม่ยอมจากไปด้วยกัน?”
เฉินจี้ส่ายศีรษะ “ข้าย่อมไว้ใจ เมื่อตอนหัวค่ำ ทั้งที่พวกท่านจะกลับไปเลยก็ได้ แต่ยังกลับเสี่ยงตายมาช่วยข้า หากไม่ใช่พวกท่าน ข้าคงถูกจองจำในคุกในไปแล้ว”
สารถีสือเฉาถามต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า หากยังอยู่ต่อ มีโอกาสสูงมากที่จะถูกคนของลู่กวนอู้ชำระแค้น?”
เฉินจี้บรรจงปล่อยบังเหียน “บัดนี้ คนของกรมข่าวกรองที่รู้ตัวตนข้า ล้วนตายจากไปหมดแล้ว ต่อให้หัวหน้ากรมและสือเฉาคนใหม่มาถึงเมืองหลัว พวกเขาก็จะไม่มาหาเรื่องข้าอีก”
สารถีสือเฉานิ่งเงียบ
เฉินจี้ทำสีหน้าจริงจัง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าลำบากแทบแย่กว่าจะได้อยู่ในจวนจิ้งอ๋อง กว่าจะแทรกซึมเข้ากรมสืบลับราชวงศ์หนิงได้ แล้วจะให้ข้าละทิ้งเมืองหลัวเพียงเพราะความขลาดกลัวหรือ? เห็นทีคงจะไม่ได้”
เขากล่าวเสริมอีกประโยค “อาวุธไฟที่ข้าใช้ระเบิดใส่จินจูและสังหารผู้ดูแลหยวนคืนนี้ ก็ได้มาจากคนใหญ่คนโตในจวนอ๋อง ครั้งนี้ข้าได้อาวุธไฟ ครั้งหน้าอาจได้สูตรผสม พิมพ์เขียว แผนการรบ...ข้าอยู่ต่อจะเป็นประโยชน์มากกว่า!”
อู๋หงเปียวแสดงความนับถืออย่างจริงใจ “ศรัทธาของเจ้า แน่วแน่ยิ่งกว่าข้ามากนัก!”
เฉินจี้ใคร่ครวญครู่หนึ่ง แล้วมองไปยังสือเฉา “ในเมื่อท่านกลับไปแล้ว กอปรกับสือเฉา ‘ซิน’ ก็สิ้นชีพ แล้วภายภาคหน้า ใครจะมารับช่วงต่อเมืองหลัว?”
สือเฉาครุ่นคิดชั่วครู่ “ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า ผู้ดูแลหยวนเคยแย่งชิงอำนาจเมืองหลัวกับ ‘ติง’ คาดว่าติงจะเป็นผู้รับช่วงต่อ”
“เขาเป็นคนเช่นไร?”
“ไม่รู้เลย” สือเฉากล่าวอย่างสงบ “สือเฉาแต่ละคนไม่เคยเจอกัน หากข้ากับ ‘ซิน’ ไม่ใช่สหายเก่า ก็คงจดจำกันไม่ได้ ไม่ว่าใครจะมารับช่วงต่อ เจ้าก็อย่าเข้าไปติดต่อเองเด็ดขาด อันตรายเกินไป”
เฉินจี้ถามต่อ “แล้วใครคือหัวหน้ากรมคนต่อไป?”
สือเฉาตอบตรงไปตรงมา “เรื่องนี้เป็นความลับสูงสุดของกรมข่าวกรอง อย่าว่าแต่ข้าไม่รู้เลย ต่อให้รู้ก็บอกเจ้าไม่ได้”
“เข้าใจแล้ว”
สือเฉาลังเลอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยตักเตือน “แม้การอยู่ต่อของเจ้าจะมีประโยชน์มากกว่า แต่ถ้ากลับราชวงศ์จิ่ง เจ้าจะปลอดภัยกว่า ได้อยู่ข้างกายลุงของเจ้า จะไม่มีใครทำร้ายได้อีก”
เฉินจี้กระโดดลงจากเกวียนอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย เขาคารวะลาคนทั้งสอง “ข้าต้องกลับโรงยาไท่ผิงแล้ว การจากลาครั้งนี้ พวกเราต่างอยู่คนละราชวงศ์ ไม่รู้เมื่อไรจะได้พบกันอีก……ขอให้ได้พบกันใหม่!”
เขามองไปยังสือเฉาบนเกวียน ใบหน้าผอมเหลี่ยม โครงหน้าเด่นชัด ส่วนอู๋หงเปียวยังดูอ่อนแรงเพราะบาดแผลยังไม่หายดี
เขากับสองคนนี้ มิตรภาพไม่ได้ลึกซึ้งนัก แต่คนหนึ่งยอมเสี่ยงตายมาแจ้งข่าวให้ อีกคนยอมสละโอกาสพาตัวรอด เพื่อกลับมาช่วยเขา
เฉินจี้เผชิญหน้ากับทั้งสอง แม้ใจหนึ่งจะเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แต่อีกส่วนก็ค่อนข้างมั่นใจ……คงไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว
ขณะนี้ อู๋หงเปียวกลับไม่ได้อำลาเฉินจี้ทันที แต่หันไปมองสือเฉา “ท่านรอข้าสักครู่ได้ไหม?”
สือเฉาขมวดคิ้ว “ได้”
เห็นอู๋หงเปียวลากร่างที่บาดเจ็บไปค้นหารอบๆ จนในที่สุดก็พบโรงเหล้าที่ปิดกิจการแล้วแห่งหนึ่ง
เขาอ้อมไปหลังบ้าน แล้วปีนเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ไม่นานก็ถือไหเหล้าใบเล็กออกมา “น่าจะเป็นเหล้าเก๊กฮวยที่ร้านเหลือจากเทศกาลฉงหยาง แค่ได้กลิ่นก็หอมแล้ว เฉินจี้ การจากลาครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พบกันอีก พวกเราดื่มเหล้าไหนี้กัน นับเป็นการเลี้ยงส่งกันเถอะ”
เฉินจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาแกะดินผนึกไห ดื่มเหล้าเก๊กฮวยเข้าไปอึกใหญ่ แล้วส่งให้อู๋หงเปียว
อู๋หงเปียวอุ้มไหใบเล็กขึ้น กระดกเข้าปากอึกใหญ่เช่นกัน แล้วยื่นให้สือเฉา
สือเฉาลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็รับไหเหล้ามา จิบเพียงเล็กน้อย “เดี๋ยวยังต้องลักลอบออกนอกเมือง ข้าต้องรักษาสติให้แจ่มชัด ดื่มเหล้ามากจะเสียการ”
ใต้แสงจันทร์ เกล็ดหิมะละเอียดปลิวเข้าไปในไหเหล้า เฉินจี้ยิ้มพลางรับไหเหล้ามาถือ “ส่วนของท่าน ข้าดื่มแทนให้”
พูดจบ เขาก็กระดกเหล้าอึกใหญ่อีกครั้ง วางไหเหล้าลงบนเกวียนวัว คารวะพร้อมกับกล่าว “ภายหน้าคงได้พบกันอีก!”
สือเฉากับอู๋หงเปียวคารวะตอบ “ภายหน้าคงได้พบกันอีก!”
เกวียนวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวอีกครั้ง ล้อไม้กดทับถนนหิน ส่งเสียงกุกกักดังห่างออกไปเรื่อยๆ
หิมะค่อยๆ ตกหนักขึ้น ปลิวว่อนมากขึ้น จนแผ่นใหญ่ดุจขนห่าน
เฉินจี้ยืนอยู่ท่ามกลางลมหิมะ
เขานึกถึงเหล่าชาวยุทธที่ทิ้งโอรสอ๋องหนีไปก่อนหน้านี้ แล้วมองดูสายลับราชวงศ์จิ่งทั้งสอง ซึ่งกำลังจากไปยังสถานที่ไกล
เฉินจี้พลันตระหนักว่า นี่แหละคือชาวยุทธที่แท้จริง
...
...
“ไก่ขันยามรุ่ง นอนเร็วตื่นเช้า!”
ชายชราขัดสน ผู้ตีฆ้องบอกยาม ถือตะเกียงฝ่าลมหิมะ ตีฆ้องทองเหลือง เดินผ่านถนนเส้นยาวอย่างเนิบนาบ
คนตีฆ้องจะร้องคำที่ต่างกันในแต่ละยาม
ยามหนึ่ง ร้องว่า “อากาศแห้งแล้ง ระวังฟืนไฟ”
ยามสอง ร้องว่า “ปิดประตูหน้าต่าง ระวังโจรผู้ร้าย”
ยามสาม ร้องว่า “ไร้โรคไร้ภัย เป็นอยู่ปลอดภัย”
ยามสี่ ร้องว่า “หนาวเหน็บแข็งค้าง ระวังทางลื่น”
ยามห้า ร้องว่า “ไก่ขันยามรุ่ง นอนเร็วตื่นเช้า”
ชาวเมืองเพียงได้ยินคำที่คนตีฆ้องร้อง ก็ทราบทันทีว่า ขณะนี้เป็นยามใด
เมื่อคนตีฆ้องเดินผ่านพ้นไป เฉินจี้ค่อยๆ ออกมาจากตรอกแคบ ย่างเท้าโซเซ เดินอ้อมเส้นทาง ปีนกลับเข้าโรงยาไท่ผิง
ในลานว่างเปล่าไร้ผู้คน แม้แต่อีกาก็ไม่รู้หายไปไหน เหลือเพียงต้นแอปริคอตโล้นเตียน
เฉินจี้ยืนนิ่งกลางหิมะ ปล่อยให้หิมะแผ่นใหญ่โปรยลงบนศีรษะและบ่า เขารู้สึกผ่อนคลายลงทันที ราวกับเพียงแค่กลับมาถึงโรงยา จิตใจก็สงบนิ่งลงได้
เฉินจี้มิได้กลับเข้าห้องพักผ่อน หากแต่พาอาการมึนเมาเล็กๆ มาหยุดหน้าโอ่งน้ำ แล้วปลดเปลื้องเสื้อผ้า
เขายืนกลางหิมะขาวโพลน ตักน้ำเย็นจัดราดลงบนศีรษะทีละขัน ชำระล้างคราบโลหิต ฝุ่นธุลี กลิ่นดินปืน และความฟุ้งซ่านออกจากกาย จนกระทั่งผิวกายแดงก่ำทั่วสรรพางค์ จึงค่อยเช็ดตัวให้แห้ง
เฉินจี้กลับเข้าห้อง เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าแห้ง มาจุดเตาไฟในครัว โยนเสื้อผ้าเก่าลงในเตา
เขานั่งบนม้านั่งไม้ไผ่ตัวเล็กหน้าเตา ปล่อยให้แสงไฟสีส้มแดงโอบกอดร่างกาย ฟืนแห้งในเตาส่งเสียงแตกปะทุ ช่างสงบเงียบยิ่งนัก
อูหยุนเหยียบหิมะในลาน เดินเข้ามาในครัว มันกระโดดขึ้นมาบนตักเฉินจี้อย่างเบาหวิว ขดตัวอุ่นๆ ลงนอน “หนาวจัง...ข้าตามสือเฉากับอู๋หงเปียวไป พอแน่ใจว่าพวกเขาออกนอกเมืองอย่างปลอดภัยแล้ว จึงค่อยกลับมา”
“พวกเขาออกจากเมืองยังไง?”
อูหยุนตอบ “ในกรมทหารเมืองหลัว มีลูกน้องของสือเฉาอยู่ ช่วยปล่อยให้พวกเขาผ่านด่านไป ข้าได้ยินพวกเขาคุยกันระหว่างทางว่า หากท่านอยู่ต่อจะอันตรายมาก ทำไมถึงไม่ยอมกลับราชวงศ์จิ่งด้วยกัน ดูเหมือนสหายใหม่สองคนนี้ จะห่วงใยท่านอย่างแท้จริง”
เฉินจี้ยิ้มพลางลูบหัวอูหยุน “ข้าคงไม่เหมาะกับการมีสหาย ทุกครั้งที่เพิ่งได้สหายใหม่ ไม่นานก็ต้องเสียไป”
อูหยุนคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ย “ข้าจะอยู่เคียงข้างท่าน”
เฉินจี้ใคร่ครวญอยู่สักพัก “บัดนี้ ในเมืองหลัวเหลือเพียงหยุนเฟยที่รู้ตัวตนสายลับของข้า ต้องคิดหาทางรักษาความลับนี้ไว้”
“หยุนเฟย…” อูหยุนนึกถึงหยุนเฟยแล้วโมโห “นางน่ะ เมื่อก่อนพาไป๋โป๋เหร่มาตำหนักหวั่นซิง ซ้อมข้าทุกวัน น่าหงุดหงิดจริงๆ!”
เฉินจี้หัวเราะ “ต่อไปเราค่อยหาทางแก้แค้น! แต่ว่า นางแตกต่างจากจิ้งเฟย น่าจะยังพอคบหาได้”
“เหตุผล?”
เฉินจี้ลองวิเคราะห์ “จิ้งเฟยกับหยุนเฟยนิสัยแตกต่างกันชัดเจน ตอนเจ้าอยู่กับจิ้งเฟย พอสู้ไป๋โป๋เหร่ไม่ได้ แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีกิน ชุนหรงก็ด่าอีก เจ้าออกจากตำหนักหวั่นซิงมานานขนาดนี้ นางก็ไม่ส่งคนมาตาม คนแบบนี้อันตราย เพราะในใจนางมีแต่ตัวเอง”
“แล้วหยุนเฟยล่ะ?”
เฉินจี้นึกย้อนพลางอธิบาย “ไป๋โป๋เหร่บาดเจ็บ นางก็เชิญหมอไปรักษาทุกครั้ง ต้นพลับในลานนาง จะเหลือผลไว้ให้นกกินข้ามฤดูหนาว นางทำอะไรก็เผื่อทางไว้ให้คนอื่น แล้วอีกอย่าง ไป๋หลี่ก็เป็นนางเองที่สั่งสอนมากับมือ ข้าว่าแม่ที่สอนลูกสาวจนมีนิสัยแบบไป๋หลี่ได้ คงไม่เลวถึงแก่นหรอก”
“ก็จริง”
ขณะนี้ มีเสียงดังจากนอกลาน เฉินจี้ใช้เหล็กแหย่ ผลักเสื้อผ้าที่ยังไหม้ไม่หมด ให้ลึกเข้าไปในเตา แล้วจึงซ่อนดาบสั้นไว้ในแขนเสื้อ ค่อยๆ เดินออกจากครัวไปดู
อึดใจต่อมา เขาถึงกับชะงักไป
เพราะกำลังเห็นไป๋หลี่ เกาะอยู่บนกำแพงลานตั้งแต่เช้าตรู่ ยิ้มหวานทักทาย “อรุณสวัสดิ์”
ไป๋หลี่ยืนโยกเยกอยู่บนบ่าโอรสอ๋อง ผมรวบใหม่เรียบร้อย จี้ปลาคาร์ปสีแดงที่ห้อยตรงปกเสื้อ เมื่อสะท้อนกับหิมะขาวก็ยิ่งเด่นชัด
เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ “อรุณสวัสดิ์”
ไป๋หลี่ถามด้วยความสงสัย “เจ้ามาทำอะไรในลาน? อดนอนทั้งคืนหรือ?”
เฉินจี้นิ่งไปชั่วขณะ “เปล่า เมื่อคืนข้านอนแต่หัวค่ำ เพิ่งตื่นเมื่อครู่นี้เอง”
ไป๋หลี่มองอย่างสงสัย “แน่หรือ?”
“แน่สิ”
ไป๋หลี่ถามต่อ “เมื่อคืนเจ้าไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหม? อย่าคิดหลอกข้านะ คนทั่วไปหลอกข้าไม่ได้หรอก”
พูดจบ จากฝั่งตรงข้ามกำแพง โอรสอ๋องตะโกนขัดบทสนทนา “ไป๋หลี่ คราวหน้าคราวหลัง ปีนข้ามไปก่อนค่อยคุยได้ไหม ไหล่ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว! สามเณรน้อย เจ้าก็มาให้นางเหยียบบ้างสิ!”
“โอรสอ๋อง อาตมาจะสัมผัสกายสตรีได้อย่างไร?”
“ตอนอยู่ตรอกชุดแดง พวกพี่สาวลูบหน้าเจ้า ก็ไม่เห็นเจ้าปฏิเสธเลยนี่!”
ไป๋หลี่ยันมือ พลิกตัวบนกำแพง แล้วเดินลงบันไดมาทีละขั้น
นางไม่สนใจว่า โอรสอ๋องปีนข้ามมาหรือยัง เพียงเดินวนรอบตัวเฉินจี้ สำรวจบนล่างถี่ถ้วน แม้กระทั่งโน้มตัวเข้ามาดมกลิ่นกายเขา
เฉินจี้ยิ้มอย่างอ่อนใจ “ธิดาอ๋อง ท่านเป็นอะไรไป? เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ไป๋หลี่ทำแก้มป่อง “ไม่ยอมรับก็ช่าง!”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ธิดาอ๋อง ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าท่านกำลังพูดถึงอะไร”
จู่ๆ ไป๋หลี่ก็ฟุดฟิดจมูก “นี่กลิ่นอะไร? ไม่ใช่กลิ่นเผาฟืนนี่”
พูดจบไป๋หลี่ก็หันกาย เดินไปทางครัว แต่เฉินจี้รีบก้าวเท้า ขยับไปขวางหน้าประตูได้ทัน “ธิดาอ๋อง ในครัวควันโขมง เสื้อขาวของท่านจะเปื้อนเอาได้”
“ข้าไม่กลัว กลับไปซักก็สะอาดแล้ว”
“คราบควันไฟซักยากนะ”
“อ้อ…” ไป๋หลี่หันหลังเดินจากไป เดินได้สองก้าวก็หมุนตัวกลับกะทันหัน คิดจะฉวยโอกาสขณะเฉินจี้เผลอ แต่ยังคงถูกเฉินจี้กางแขนขวางไว้ได้
ไป๋หลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ทันใดก็โน้มตัวลง มองผ่านใต้รักแร้เฉินจี้เข้าไปในเตาไฟ
เห็นในเปลวไฟสีส้มแดงนั้น เสื้อผ้าเก่าของเฉินจี้ไหม้ไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงเศษผ้าที่เพิ่งไหม้เกรียม
ไป๋หลี่เหยียดตัวยืนตรง ใช้นิ้วจิ้มกระดูกไหปลาร้าเฉินจี้ พลางกล่าวอย่างภาคภูมิ “วางใจเถอะ ปากข้าปิดสนิทมาก!”
เฉินจี้ “...”
ขณะนั้นเอง มีคนมาเคาะประตูโรงยา โอรสอ๋องที่เพิ่งปีนเข้ามาในลานจึงเอ่ยปาก “ข้าไปเปิดเอง”
ครั้นประตูใหญ่โรงยาเปิดออก ลมหิมะก็พัดโถมเข้ามา เหลียงโก่วเอ๋อร์ยืนซอมซ่ออยู่หน้าประตู ผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก
ทุกคนต่างชะงักงัน ตั้งแต่คราวก่อนที่จินจูแวะมา เหลียงโก่วเอ๋อร์ก็หายตัวไป เฉินจี้ยังนึกว่าเขาไปเที่ยวตรอกชุดแดง แต่ตอนนี้ดูแล้วคงไม่ใช่
เห็นเหลียงโก่วเอ๋อร์เดินฉับๆ เข้ามาในลาน ยัดขวดกระเบื้องเล็กๆ ใส่มือเฉินจี้ “ข้าไปเขาเหล่าจวินมา หาประมุขเฉินหยุนจื่อ เพื่อขอยามาให้เจ้า เป็น ‘ยาอ่อนหยก’ ที่ปรุงด้วยเคล็ดวิชาของหมอยาเขาเหล่าจวิน บาดแผลจากมีดดาบทั่วไปจะหายในสามวัน ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง”
โอรสอ๋องกับไป๋หลี่ตาเป็นประกาย
เฉินจี้มองขวดกระเบื้องในมือ แล้วมองเหลียงโก่วเอ๋อร์ “นี่ให้ข้าหรือ?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์กลอกตาขาว “แล้วจะให้ใครล่ะ? ข้าช่วยเจ้าสู้กับพวกขันทีไม่ได้หรอก แต่ข้าไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ ไปกลับสามร้อยกว่าลี้ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”
โอรสอ๋องถามอย่างสงสัย “พี่โก่วเอ๋อร์รู้จักประมุขเฉินหยุนจื่อแห่งภูเขาเหล่าจวินด้วยหรือ? ได้ยินว่ายาที่นั่นขอยากมาก”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “พ่อข้ารู้จักเขา ข้าไม่รู้จักหรอก”
ขณะพูดกัน สามเณรน้อยก็ปีนขึ้นกำแพงลานอย่างเชื่องช้างุ่มง่าม
ยังไม่ทันจะปีนลงบันได โอรสอ๋องก็ก้มตัวลง ปั้นหิมะก้อนใหญ่ หัวเราะฮ่าๆ พร้อมกับขว้างใส่ศีรษะโล้นของสามเณรน้อย
“โอ๊ย!” สามเณรน้อยเกาะอยู่บนชายคา จะลงก็ไม่ได้ จะขึ้นก็ไม่ไหว
ไป๋หลี่ถือโอกาสตอนเฉินจี้เผลอ แอบปั้นหิมะยัดเข้าไปในคอเสื้อด้านหลัง
เห็นเฉินจี้หนาวจนทำหน้าเหยเก ไป๋หลี่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง แต่ไม่ทันระวัง เฉินจี้กวาดหิมะกำหนึ่งยัดเข้าปากนาง
เหลียงมาวเอ๋อร์ เซ่อเติงเค่อ หลิวฉวีซิงเริ่มทยอยตื่น ทั้งสามห่มเสื้อคลุมกันหนาวลงสนามรบ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ลานในโรงยากลายเป็นสมรภูมิขว้างหิมะไปแล้ว
เหลียงโก่วเอ๋อร์ตาค้าง อ้าปากมอง ‘เด็กน้อย’ เหล่านี้ แล้วก็ยิ้มหึๆ ก้มตัวปั้นหิมะขึ้นมาสองสามก้อน
จากนั้น ก้อนหิมะที่เขาขว้าง กระแทกเข้ากลางใบหน้าเซ่อเติงเค่อดังโผละ ก้อนหิมะนี้แฝงพลังปราณอ่อนๆ ทำเอาเซ่อเติงเค่อถึงกับเซถลา
ถัดมา เขาขว้างหิมะอีกก้อนใส่บ่าไป๋หลี่ธิดาอ๋อง ไป๋หลี่ถึงกับเสียหลัก ล้มคว่ำลงบนหิมะ
ทุกคนต่างอึ้งกันไปหมด ไหนเลยจะมีใครเคยเห็นก้อนหิมะบัดซบแบบนี้?!
ท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปราย โอรสอ๋องกระโจนกอดเอวเหลียงโก่วเอ๋อร์ พลางคำรามลั่น “พวกเจ้ารีบหนีไป!”
บนท้องนภา ก้อนเมฆกำลังม้วนเมฆคลี่ ล่องลอยผ่านไป แล้วลอยกลับมา
...
เล่มหนึ่ง ‘พบกันครั้งแรก’ จบ
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น