ตอนที่ 0080 ฝึกดาบ
หิมะตกหนักคราหนึ่ง ทำเอาเมืองหลัวที่มีบ้านเรือนหลังคากระเบื้องสีเทาเรียงรายสูงต่ำ กลายเป็นโลกสีขาวโพลน
มีเพียงในถนนทงจี้ หิมะขาวบริสุทธิ์บนพื้น ถูกทหารม้าของกรมสืบลับที่เดินขวักไขว่ไปมา เหยียบย่ำจนกลายเป็นโคลนดำ บ้านเรือนบนถนนต่างปิดประตูหน้าต่างสนิท กลัวจะพลอยติดร่างแหไปด้วย
ในคฤหาสน์ที่ถูกระเบิดจนกลายเป็นซากปรักหักพัง หน่วยสืบลับหลายสิบนายกำลังขุดค้นกองอิฐ หิน กระเบื้อง ซึ่งพังทลายลงมา พยายามหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์
จินจูถอนใจ “ใครๆ ก็ว่าหิมะมงคล เป็นลางดีแห่งปีอุดมสมบูรณ์ แต่ข้ากลับดีใจไม่ลง...อีกนานแค่ไหนกว่าจะขุดซากปรักหักพังนี้เสร็จ?”
“ใต้เท้า เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ท่านกินอะไรก่อนเถิด นี่เป็นซาลาเปายักษ์ร้านองจี้ที่ข้าใช้คนไปซื้อมา ขึ้นชื่อมากในเมืองหลัว”
“เวลาแบบนี้ยังจะกินซาลาเปาอีก...แต่ก็หอมดีจริงๆ ไส้หมูนี่เป็นหมูตอนที่เพิ่งเชือดเมื่อคืน ไม่มีกลิ่นคาว ใส่เครื่องเทศโป๊ยกั๊ก ต้นหอม ขิง น้ำมันงา...ดูเหมือนจะมีน้ำมันสูตรลับของเขาด้วย ฝีมือประณีตจริงๆ!”
ในลานบ้านมีกระโจมทหารหนังวัวหลังเล็กตั้งตระหง่าน ในกระโจมจุดเตาไฟน้อยๆ ต้มน้ำร้อนทิ้งไว้
จินจูนั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลายในกระโจม กัดซาลาเปายักษ์องจี้ที่ควันกรุ่น
ระหว่างนี้ หน่วยสืบลับนายหนึ่ง ก้มตัวมุดเข้ามาในกระโจม แล้วกระซิบรายงาน “ใต้เท้า รื้อซากปรักหักพังเสร็จแล้ว แต่นอกจากของใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดอีก”
จินจูเคี้ยวซาลาเปาพลางถามอู้อี้ “มือสังหารใช้ดินระเบิดไปกี่ลูก?”
“ดูจากเศษกระบอกไม้ไผ่ที่ขุดพบในซาก น่าจะใช้ไปสองลูก”
“หน่วยชันสูตรให้ความเห็นว่ายังไง?”
หน่วยสืบลับรายงาน “หน่วยชันสูตรตรวจบาดแผลศพแล้ว ศพมีบาดแผลจากเศษเหล็กถึงสี่สิบสองแห่ง บาดแผลฉีกขาดตรงคอหนึ่งแห่ง บาดแผลทะลุที่ต้นขาหนึ่งแห่ง ที่แปลกคือ ร่างกายส่วนบนของเขามีแค่รอยถลอกเล็กน้อย ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส”
จินจูชะงักมือที่ถือซาลาเปาครึ่งลูก “อำนาจของดินระเบิดนั่น ข้าเคยลิ้มรสมากับตัว ดินระเบิดสองลูกระเบิดบ้านพังทั้งหลัง แต่ร่างกายส่วนบนเขากลับไม่เป็นอะไร? นี่ต้องเป็นนักรบฝึกกายแข็งจากแคว้นชาง หรือไม่ก็ยอดฝีมือตีระฆังจากวัดขู่เจวี๋ยแห่งราชวงศ์จิ่ง...ราชวงศ์จิ่ง? ไป! โกนผมศพให้เกลี้ยง ดูว่ากลางกระหม่อมมีรอยเจี้ยปา*หรือไม่!”
(*รอยเจี้ยปา — รอยธูปจี้ 6-8 จุดบนศีรษะของพระจีน )
หน่วยสืบลับเดินเร็วออกไปนอกประตู กึ่งคุกเข่าข้างๆ ศพผู้ดูแลหยวน มือหนึ่งจับมีด อีกมือหนึ่งจับผมผู้ดูแลหยวนแล้วกรีดลงไป “ใต้เท้า มีรอยเจี้ยปาขอรับ!”
“เป็นพระจากวัดขู่เจวี๋ยจริงๆ…..ต้องเป็นพวกโจรราชวงศ์จิ่งแน่ พวกมันเคยขโมยเคล็ดวิชาฝึกตนจากวัดขู่เจวี๋ยมาก่อน” จินจูยัดซาลาเปาครึ่งลูกที่เหลือเข้าปาก กลืนลงไปรวดเดียว “แปลกจริง……แปลกจริงๆ มือสังหารรีบตรงมาฆ่าเขาทำไม?”
จินจูงุนงง ศพนี้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรราชวงศ์จิ่ง มือสังหารก็ต้องสงสัยว่าเป็นโจรราชวงศ์จิ่ง ทั้งสองฝ่ายฆ่ากันเองทำไม?
“ชาวบ้านในถนนทงจี้พูดว่าอย่างไร มีใครจำเขาได้บ้าง?”
หน่วยสืบลับส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ ชาวบ้านบอกว่า เรือนหลังนี้ว่างมาปีกว่าแล้ว ไม่เคยเห็นใครเข้าออก พวกเราลองถามนายหน้า เจ้าของโฉนดเป็นพ่อค้าหุยจากทางใต้ ปีก่อนๆ เคยเลี้ยงอนุไว้ที่นี่ แต่ปัจจุบันมอบอนุให้ใต้เท้าจางจัวไปแล้ว ไม่ได้มาเมืองหลัวนานมาก”
เสื้อผ้าผู้ดูแลหยวนถูกลอกออก หน้าตาไม่มีใครจำได้ เรือนก็รกร้าง ก่อนจากไป ‘กุ่ย’ ได้เปลื้องผ้าผู้ดูแลหยวน รวมถึงดึงหน้ากากหนังมนุษย์ออก ทำให้คดีขาดเบาะแสทันที
ขณะนั้น หน่วยสืบลับนายหนึ่ง ขี่ม้ามาถึงนอกคฤหาสน์ กระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับตะโกน “ใต้เท้า ใต้เท้า?!”
จินจูเปิดม่านกระโจมเดินออกมา “ร้องอะไร? ทำไมต้องลุกลี้ลุกลน ฟ้ายังไม่ถล่มใส่กรมสืบลับเราหรอกนะ”
แต่กลับได้ยินหน่วยสืบลับนายนั้น เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแห้งผาก “ใต้เท้า เมื่อคืนข้าไปเจรจากับกรมทหารเมืองหลัวแล้ว พวกเขาก็รับปากเต็มคำว่า จะปิดประตูเมืองตั้งด่านให้ แต่เช้านี้ข้าไปดูที่ประตูเมือง ประตูเมืองทั้งสี่กลับยังเปิดให้เข้าออกตามปกติ ไม่มีการตั้งด่านเลย คนของเราไปถามหาเหตุผล คนกรมทหารกลับตอบว่า ไม่มีใครแจ้งให้พวกเขาปิดประตูเมือง ตอนนี้ราษฎรเข้าออกไปแล้วหลายร้อยคน รอยหิมะบนถนนนอกเมืองก็ถูกทำลายหมดแล้ว!”
พวกหน่วยสืบลับพลันโกรธจัด ไม่ว่าในเมืองหลวงหรือจินหลิง ใครกันบังอาจเล่นหน้าเล่นหลังกับกรมสืบลับแบบนี้?
หน่วยสืบลับนายหนึ่งพูดเบาๆ “ใต้เท้า หลิวเจิ้นแห่งกรมทหารเมืองหลัว จะจับเข้าคุกในก่อนหรือไม่ขอรับ?”
จินจูนิ่งเงียบ นานมากกว่าจะยิ้มแย้ม “จับไปก็เปล่าประโยชน์ เผื่อตระกูลหลิวกำลังรอให้เราจับหลิวเจิ้นอยู่พอดี เตรียมแผนสำรองดักรอไว้แล้ว...ตระกูลหลิวในแคว้นยู่นี้ ช่างปิดฟ้าด้วยมือข้างเดียวจริงๆ……ไปหอขุนนางในจวนเจ้าเมืองหรือยัง?”
“ไปแล้วขอรับ ทั้งเจ้าเมือง รองเจ้าเมือง ต่างก็ไม่อยู่ในหอขุนนาง ขุนนางเล็กแจ้งว่า เมื่อคืนตอนหิมะตก ใต้เท้าทั้งสองรีบไปตั้งโรงทานข้าวต้มที่คันกั้นน้ำกลางดึก กำลังปลอบขวัญคนงานอยู่”
จินจูโกรธจนหัวเราะ “ดี ดี ดี! นี่แหละขุนนางฝ่ายบุ๋นแห่งราชวงศ์หนิงของข้า! ขุนนางฝ่ายบุ๋นทำลายแผ่นดิน!”
หน่วยสืบลับคนสนิทข้างกายกระซิบ “ใต้เท้า ตอนนี้ในเขตเมืองหลัว ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างหลบหน้าพวกเราราวกับโรคระบาด ตระกูลหลิวก็คอยขัดขวาง ในกรมสืบลับเมืองหลัวยังมีสายลับโจรราชวงศ์จิ่งแฝงตัวอยู่...”
จินจูรู้สึกว่า เรื่องราวชักจะยุ่งยากขึ้นทุกที สำคัญเหนืออื่นใดคือ เขาไม่รู้ว่าใครเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง ภายภาคหน้าแม้สืบได้เบาะแสใหม่ แต่ราชวงศ์จิ่งก็จะรู้ไปด้วย
เขาพูดเสียงแผ่ว “ตั้งแต่วันนี้ เจ้าพาคนของเราไปสืบเรื่องดินระเบิดเมื่อคืน ไม่ต้องให้หน่วยสืบลับท้องถิ่นมายุ่งแล้ว”
หน่วยสืบลับลำบากใจ “แต่พวกเราพาหน่วยสืบลับมาจากเมืองหลวงแค่สิบสองนาย ทุกคนยังไม่คุ้นเคยเมืองหลัว ต้องมีคนที่รู้จักเมืองหลัวดีและไว้ใจได้มานำทาง...”
จินจูพลันนึกขึ้นได้ “ข้ามีคนในใจแล้ว เตรียมม้า ข้าจะไปตามเขามาเอง พวกเจ้ารออยู่ที่นี่!”
...
...
ถนนอันซีปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ครึกครื้นเบิกบาน เด็กๆ วิ่งเล่นกันเต็มถนนราวกับม้าป่าหลุดบ่วง ก้อนหิมะลอยว่อนเต็มอากาศ
เพื่อนบ้านพลางกวาดหิมะหน้าบ้าน พลางทักทายกันอย่างสนุกสนาน
ไป๋หลี่ธิดาอ๋องพาเหลียงมาวเอ๋อร์เหยียบหิมะกลับมา ทั้งสองถือตะกร้าผักคนละสองใบ เดินเข้าโรงยาไท่ผิง
เหลียงมาวเอ๋อร์ถือตะกร้าด้วยสองมือ ด้านในมีเนื้อหมูกับเนื้อแกะ ส่วนไป๋หลี่ธิดาอ๋องถือต้นหอมใหญ่กับผักสด เพราะหิมะทำให้เดินลำบาก ราคาผักวันนี้จึงแพงเป็นพิเศษ
แต่ไป๋หลี่ไม่ใส่ใจ
ในห้องโถงใหญ่โรงยา เฒ่าเหยากำลังดีดลูกคิด
เขาเหลือบตาเห็นไป๋หลี่เดินเข้ามา ไม่เงยหน้าขึ้นแต่เอ่ยถาม “ธิดาอ๋องออกไปซื้ออะไรมาแต่เช้า?”
ไป๋หลี่ยิ้มสดใส “วันนี้หิมะตกหนัก เที่ยงจะทำเกี๊ยวไส้หมูต้นหอม ไส้แกะขึ้นฉ่ายให้ทุกคนได้กิน!”
เฒ่าเหยาเงยหน้าขึ้น ลูบเคราของตน ครั้งนี้เขากลับไม่พูดจาเสียดสีเหมือนทุกที แต่พินิจพิเคราะห์ไป๋หลี่อย่างละเอียด “ธิดาอ๋องช่างมีจิตใจพระโพธิสัตว์ ไหนลองยื่นมือมาหน่อย ข้าจะดูลายมือให้”
ไป๋หลี่วางตะกร้าผักบนโต๊ะบัญชี ยิ้มพลางแบฝ่ามือยื่นเข้าไป “ท่านชำนาญวิชาดูลายมือด้วยหรือ?”
เฒ่าเหยาจับมือขาวผอมของไป๋หลี่ พินิจพิเคราะห์อยู่นาน “ไม่ใช่คนอายุสั้น ไปทำกับข้าวเถอะ”
ไป๋หลี่ชะงักไปชั่วขณะ “อ้าว? แค่นี้หรือ? ท่านช่วยบอกเรื่องอื่นๆ ด้วยสิ”
เฒ่าเหยาถาม “เจ้าอยากรู้อะไรอีก?”
ไป๋หลี่ยืนหน้าโต๊ะบัญชี ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าจะมีภัยใหญ่หลวงหรือไม่?”
เฒ่าเหยาส่ายหน้า “ธิดาอ๋องบุญบารมีหนาแน่น แม้พานพบอันตราย ก็จะมีคนช่วยเหลือ เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี”
ไป๋หลี่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ตาพลันเป็นประกาย “สุดยอด! ท่านทำนายแม่นจริงๆ เซียนเฒ่า! ท่านช่วยดูเรื่องอื่นให้ข้าอีกหน่อยสิ อย่างเช่นคู่ครอง หรืออนาคตมีอะไรต้องระวังอีกไหม?”
“เรื่องพวกนั้นข้าดูไม่ได้ ไปห่อเกี๊ยวเถอะ” เฒ่าเหยาโบกมือไล่ไป๋หลี่ไป
รอไป๋หลี่ธิดาอ๋องเดินไปถึงลานหลังแล้ว เขาจึงหยิบเหรียญทองแดงหกเหรียญออกจากแขนเสื้อ โยนลงบนโต๊ะบัญชี ทันใดนั้นก็ทำคิ้วขมวด แล้วจึงค่อยคลายออก
ในลานหลัง
เซ่อเติงเค่อ หลิวฉวีซิง โอรสอ๋อง ทั้งสามกำลังหมอบม้า*ภายใต้การชี้แนะของเหลียงโก่วเอ๋อร์ เฉินจี้นั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่มองดูอยู่ มีคนใจดีคลุมผ้าห่มให้เขาด้วย
(หมอบม้า — ท่านั่งยองคล้ายๆ Squat แต่ต้องทำค้างไว้)
เพิ่งทายาไปไม่นาน เฉินจี้สัมผัสได้ว่า บาดแผลตรงขาและหน้าอกค่อยๆ คลายความเจ็บปวด แผลสมานตัวรวดเร็วจนตาเปล่ามองเห็น สะเก็ดหลุดเป็นแผ่นๆ
ยาสิงกวนจากภูเขาเหล่าจวิน ช่างวิเศษเหนือจินตนาการ เหลียงโก่วเอ๋อร์คงต้องออกแรงไม่น้อยกว่าจะได้มา
ฝั่งโอรสอ๋องกับอีกสองศิษย์หมอหลวง กำลังหมอบม้าในท่าโยกเยกโงนเงน กลางฤดูหนาวแท้ๆ แต่เหงื่อกลับชุ่มโชกหน้าผาก ไอระอุพวยพุ่งจากกระหม่อมราวกับควันหม้อนึ่ง
เซ่อเติงเค่อครวญครางออกมา “ข้าต้องหมอบม้าอีกนานแค่ไหนเนี่ย?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ชักไม้ไผ่ฟาดลงต้นขา “แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วรึ? ความลำบากที่ข้าเคยผ่านตอนฝึกวิชาดาบ มากกว่าเกลือที่เจ้ากินมาทั้งชาติ!”
หลิวฉวีซิงครุ่นคิดแล้วพึมพำ “ก็คงไม่มากเท่าไหร่...”
ป้าบ!
ไม้ไผ่ฟาดเข้าก้นหลิวฉวีซิงจนเจ็บแสบ ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก
มีเพียงโอรสอ๋องที่ไม่บ่นสักคำ เขาตั้งใจจริงที่จะเรียนวิชาดาบ ความรู้สึกอับจนหนทางเมื่อคืนที่ถูกเหล่าชาวยุทธทอดทิ้ง ความสิ้นหวังตอนเผชิญหน้ากับหน่วยสืบลับ ล้วนย้ำเตือนเขาว่า คนที่พึ่งพาได้มีเพียงตัวเอง
ดังนั้น โอรสอ๋องจึงอยากเป็นสิงกวนอย่างแท้จริง
ขณะที่ทั้งสามหมอบม้า เหลียงโก่วเอ๋อร์นั่งเอนหลังบนม้านั่งไม้ไผ่ใต้ชายคา ข้างๆ มีเหลียงมาวเอ๋อร์นั่งเด็ดผักอยู่
ระหว่างนี้ เหลียงมาวเอ๋อร์ก้มหน้าลง เอ่ยเสียงต่ำ “พี่ ขวดยาอ่อนหยกนั่น อยู่กับตัวท่านมาตลอด ทำไมถึงต้องมุสาพวกเขาว่า ถ่อไปขอมาจากภูเขาเหล่าจวิน?”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เหลือบมองน้องชายอย่างไม่พอใจ “ถ้าไม่พูดแบบนี้ พวกเขาจะรู้คุณค่าหรือ? มีเพียงของที่ได้มาด้วยความยากลำบากเท่านั้น ผู้คนจึงจะจดจำและหวงแหน!”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรมุสา ข้ารู้ว่าท่านอยากให้โอรสอ๋องพาท่านไปดื่มต่อ แต่ถึงท่านไม่โกหก แค่ให้ยาเฉินจี้ไป พวกเขาก็ต้องขอบคุณท่านอยู่ดี”
เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ “สรรพคุณยาไม่ผิดใช่ไหม? เป็นยาจากสิงกวนภูเขาเหล่าจวิน ก็ไม่ผิดใช่ไหม? ขอแค่เฉินจี้หายเร็วขึ้น คำมุสานิดหน่อยจะเป็นไรไป?”
เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ่งเอ่ยยิ่งเสียงต่ำลง “แล้วก็……วิชาดาบตระกูลเหลียงเรา ไม่ได้เริ่มจากท่าหมอบม้าสักหน่อย ตอนนั้นท่านพ่อก็บอกแล้ว วิชาดาบตระกูลเหลียงเริ่มจากลมหายใจสัมพันธ์ฟ้าดิน ไม่ต้องฝึกกังฟูภายนอกเหมือนนักสู้ทั่วไป”
เหลียงโก่วเอ๋อร์เริ่มหงุดหงิด “นักยุทธ์ทั้งหลายในใต้หล้า ฝึกวิชาล้วนเริ่มจากหมอบม้า ข้าสอนแบบนี้จะผิดตรงไหน? หรืออยากให้ข้าสอนวิชาดาบตระกูลเหลียงของจริงให้คนนอก? ถ้าทำแบบนั้น พอเราสองคนตกนรกไป คงถูกท่านพ่อด่าทอจนไม่ได้ผุดได้เกิด!”
คนใช้ดาบในยุทธภพมีมาก แต่คนที่บรรลุธรรมน้อยนิด หากจะเข้าถึงแนวทางของตน ต้องมีเคล็ดวิชาเฉพาะตัว
นี่คือความลับสุดยอดของตระกูลเหลียง
เหลียงมาวเอ๋อร์ก็เริ่มหงุดหงิด “แต่พวกเขาล้วนเป็นคนดี ถ้าท่านไม่คิดจะสอนวิชาของจริง ก็ควรบอกไปตรงๆ อย่าเอาแต่ปิดบังเลย”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ทำหน้านิ่ง “ถ้าบอกความจริงไป เราสองคนจะได้ดื่มเหล้า จะได้อยู่โรงยาไท่ผิงนี่ต่อหรือ? เอาแบบนี้เป็นไง เจ้าก็เรียนวิชาดาบตระกูลเหลียงให้แตกฉานสิ พอเจ้าบรรลุแล้ว จะส่งต่อให้ใครก็ตามใจ ข้าไม่ขอยุ่งด้วย”
เหลียงมาวเอ๋อร์ท้อใจทันที “ข้าเรียนไม่ไหวหรอก”
เหลียงโก่วเอ๋อร์ยืดตัวตรง “ข้าไม่เชื่อว่าจะสอนเจ้าไม่ได้! รอเจ้าบรรลุเมื่อใด จะส่งต่อให้ใครก็ตามใจ พอลงไปยังถนนหวงเฉวียน*แล้ว เจ้าก็รับผิดแต่เพียงผู้เดียว ถูกท่านพ่อกับท่านปู่ด่าทอตามลำพัง ข้าไม่เอาด้วยหรอก…”
(ถนนหวงเฉวียน — เส้นทางสู่ยมโลก)
“แต่ข้าเรียนไม่ไหวจริงๆ”
“เรียนไม่ไหวก็ต้องเรียน!” เหลียงโก่วเอ๋อร์ทำเสียงเข้ม “หายใจตามที่ข้าบอก หนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยลมปราณ สูดกลืนฟ้าดินบรรพกาล แค่หายใจเข้าออกธรรมดาๆ ทำไมเจ้าถึงยังข้ามธรณีประตูไม่ได้อีก?! อดทนไว้ รอให้ในอกในท้องเจ้า มีลมปราณสายนั้นก่อกำเนิดเสียก่อน...”
ไม่มีใครสังเกตว่า ขณะเหลียงโก่วเอ๋อร์สอนวิธีหายใจแก่เหลียงมาวเอ๋อร์ อูหยุนกำลังนั่งยองอยู่ด้านข้าง จ้องมองด้วยสายตางุนงง แต่ยังพอจับความได้บ้าง ร่างกายขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ
บางคำที่เหลียงโก่วเอ๋อร์พูด มันฟังไม่เข้าใจ ได้แต่ท่องจำไว้ก่อน แล้วค่อยมาขบคิดตามหลัง
อูหยุนกำลังครุ่นคิด ปรับจังหวะลมปราณ เหลียงโก่วเอ๋อร์บังเอิญเหลือบเห็นท่าทางตั้งใจของมัน ก็หัวเราะขึ้นมาทันที “เจ้าแมวน้อยนี่ ก็อยากเรียนวิชาดาบกับข้าด้วยหรือ? ฮ่าๆๆ ถ้าถูกแมวขโมยเรียนวิชาดาบตระกูลเหลียงไปได้ ไม่รู้ท่านพ่อในปรโลกจะคิดยังไง”
เหลียงมาวเอ๋อร์เด็ดผักไปพลางบ่นงึมงำ “ท่านก็สอนมันเลยสิ มันคงเรียนได้เร็วกว่าข้าแน่”
เหลียงโก่วเอ๋อร์จะขำก็ไม่ขำ จะจริงจังก็ไม่ได้ “พูดบ้าอะไรของเจ้า! แมวฟังคำคนยังไม่รู้เรื่อง จะเรียนวิชาดาบได้ยังไง! ตั้งใจฟังข้าให้ดี ข้าไม่เชื่อว่าจะสอนเจ้าไม่ได้!”
อูหยุนไม่สนใจเขา เพียงกระโดดขึ้นไปเกาะบ่าเหลียงมาวเอ๋อร์ ทำท่าหลับตาพริ้ม แต่แอบฟังเหลียงโก่วเอ๋อร์ถ่ายทอดวิชาให้เหลียงมาวเอ๋อร์อยู่...
มันรู้สึกว่า วิชาดาบตระกูลเหลียงนี้ช่างน่าหลงใหล จะฟังเข้าใจหรือไม่ค่อยว่ากัน ตอนนี้ฟังไว้ก่อน
......
......
ขณะนั้นเอง เสียงนกร้องใสแจ๋วดังมาจากนอกประตู
คนอื่นไม่ได้สนใจ แต่เฉินจี้ลืมตาโพลงทันที นี่คือเสียงนกหวีดทองแดงของกรมสืบลับ!
เขาพยุงตัวลุกยืนด้วยความประหลาดใจ พลางมองผ่านโถงทางเดินออกไปยังห้องโถงหน้า
จินจูแต่งกายแบบชาวบ้าน ศีรษะสวมงอบ แสร้งทำเป็นมาตรวจโรคที่โรงยาไท่ผิง
เขาหยุดอยู่หน้าโต๊ะบัญชี แล้วทักทายเฒ่าเหยาอย่างยิ้มแย้ม “หมอหลวงเหยา ข้ามาหาเฉินจี้”
เฒ่าเหยาวางพู่กันลงกับบัญชี เหลือบมองจินจูอย่างเย็นชา “คนของกรมสืบลับตายหมดแล้วหรือไร? ถึงต้องมาถามหาคนเจ็บหนักทุกวี่ทุกวัน?”
จินจูยิ้มแห้งๆ “ก็เพราะว่าลูกศิษย์ที่ท่านบ่มเพาะ ฝีมือยอดเยี่ยมเกินไปน่ะสิ”
“ไปเถอะ เขาอยู่ลานหลัง”
จินจูยื่นหน้ามองไปลานหลังแวบหนึ่ง “รบกวนท่านเรียกเขาให้หน่อย ในลานคนมาก ปากก็มาก”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น หันไปตะโกน “เฉินจี้ ออกมา มีคนมาหา”
จินจูเริ่มร้อนรน “ท่านเบาเสียงหน่อยสิ ข้าแอบมานะ!”
เฉินจี้ค่อยๆ เดินกะเผลกออกมา “ท่านจินจู มาได้อย่างไร?”
จินจูดึงเฉินจี้ไปข้างๆ แล้วพูดยิ้มๆ “อันดับแรก ขอแสดงความยินดีกับเจ้าก่อน คุณงามความดีที่เราทำ ณ บ่อนเฉาชางเมื่อคราวก่อน เบื้องบนตกรางวัลให้แล้ว บัดนี้เจ้าถือว่าเป็นสายลับระดับนกพิราบ อีกขั้นเดียวก็เป็นเหยี่ยวทะเล ปกครองแคว้นหนึ่งได้ ต่อไปนี้ทุกปี ทางการจะให้เงินเดือนเจ้าสามสิบตำลึง กรมสืบลับเราจะให้เพิ่มอีกสามสิบตำลึง”
เฉินจี้รับคำอืมๆ
จินจูเห็นเขาไม่ค่อยตื่นเต้น จึงเสริมอีกประโยค “เพื่อเจ้าแล้ว ข้าได้ฝ่าฝืนระเบียบ ร่างหนังสือขอเคล็ดวิชาฝึกตนให้เป็นกรณีพิเศษ หนังสือถูกส่งไปเมืองหลวงแล้ว อีกไม่กี่วันคงมีคำตอบจากอัครเสนาบดีฝ่ายใน”
เฉินจี้ตาลุกวาว “จริงหรือ?”
“ข้าจะหลอกเจ้าทำไม!”
เฉินจี้ยิ้มถาม “ท่านจินจูมาหาข้าคราวนี้ มีธุระอันใดหรือ?”
“ข้ามีความชอบใหญ่มาแบ่งให้!” จินจูยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย “เจ้ารู้ไหม เคล็ดวิชาฝึกตนถือเป็นรางวัลใหญ่ มีเพียงสายลับระดับเหยี่ยวทะเลเท่านั้นจึงจะขอได้ แม้ข้าจะยอมฝ่าฝืนระเบียบ ร่างหนังสือขอให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษแล้ว แต่อัครเสนาบดีฝ่ายในจะตอบรับหรือไม่ก็ยังไม่แน่ ทว่างานในคราวนี้ หากเจ้าสร้างความชอบใหญ่ได้อีก ไม่เพียงแต่จะรับประกันเคล็ดวิชาฝึกตน แต่ยังอาจได้เลื่อนเป็นเหยี่ยวทะเลทันที ได้รับทรัพยากรฝึกตนทุกเดือน……เมื่อคืนเจ้าได้ยินเสียงระเบิดบ้างไหม?”
“ไม่นี่ เสียงระเบิดอะไร?” เฉินจี้แสร้งทำไขสือ โรงยาห่างจากตรอกชุดแดงหลายลี้ ไม่มีทางได้ยินเสียงจากทางโน้น
จินจูกล่าว “เมื่อคืนมีโจรราชวงศ์จิ่งก่อเรื่องอึกทึกที่ตรอกชุดแดง บัดนี้ไม่รู้ว่าหลบซ่อนอยู่ที่ใด ข้าอยากให้เจ้าเป็นผู้นำหน่วย ตามล่าตัวมันให้เจอ”
เฉินจี้นึกในใจ...ช่างบังเอิญจริงๆ
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0142
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น