ตอนที่ 0081 ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ



“ใต้เท้าจินจู  โจรราชวงศ์จิ่งที่พวกเราต้องตามจับนั้น  หน้าตาเป็นเช่นไร?”


“ดำเหมือนถ่าน  ไม่มีใครเห็นหน้าชัดเจน”


“ส่วนสูงโดยประมาณ?”


“เรื่องนี้ก็ยากจะกะเกณฑ์”


ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่...


เฉินจี้เคยคาดคะเนว่า  ตนอาจถูกจับจากความผิดพลาดบางประการ  หรือไม่ก็ ‘กุ่ย’ กับอู๋หงเปียวหนีไม่พ้น  ถูกขังคุกในแล้วสารภาพซัดทอดถึงเขา


หลังกลับถึงโรงยาเมื่อคืน  เขาตื่นตัวราวกับนกตื่นธนู  พกเงินติดกายตลอด  เตรียมพร้อมพาอูหยุนหนีสุดขอบฟ้า


ทว่าเฉินจี้ไม่คิดฝันว่า  กรมสืบลับจะไหว้วานให้เขาตามจับตัวเขาเอง...


เขารู้สึกฉงนใจ  “เหตุใดท่านถึงเลือกข้า?  ทั้งฝีมือและปัญญาของท่าน  ล้ำเลิศกว่าข้ามากนัก  เหตุใดต้องให้ข้าทำแทน?”


ในห้องโถงโรงยา  จินจูแต่งกายราวชาวไร่ชาวนา  ศีรษะครอบงอบ  เชือกปอของงอบรัดคางสองชั้นให้ปูดนูน  ดูน่าขันอยู่บ้าง


จินจูถอดงอบวางบนโต๊ะบัญชี  กุมสองมือของเฉินจี้ด้วยความจริงใจ  “เจ้าไม่ต้องดูถูกตัวเอง  เจ้าช่วยหยุนหยางกับเจียวถู่ค้นหาหลักฐานคดีตระกูลหลิวได้  ย่อมมีความสามารถเหนือคนทั่วไป  ข้าไม่ปิดบังเจ้าหรอก  บัดนี้กรมสืบลับเมืองหลัวถูกแทรกซึม  เมื่อคืนข่าวกรองรั่วไหล  จึงจับโจรราชวงศ์จิ่งไม่ได้  ตอนนี้ในกรมสืบลับเมืองหลัว  คนที่ข้าไว้ใจได้มีแต่เจ้าเท่านั้น”


เฒ่าเหยาเก็บสมุดบัญชี  เดินเงียบๆ ไปทางลานหลัง  เขากลัวว่าหากไม่รีบไป  เดี๋ยวจะเผลอหัวเราะออกมา


จินจูมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงสามประการ  หนึ่ง  บุญคุณที่อุปถัมภ์เทียนหม่า  สอง  ปากกล้าชอบของอร่อย  และสาม  ความหลักแหลมเฉียบคม


คนเฉียบแหลมเช่นนี้  กลับกำลังกุมมือคนร้ายตัวจริง  พูดถึงความไว้วางใจ


เฉินจี้ค่อยๆ ดึงมือกลับ  “แล้วเหตุใดท่านไม่จับโจรราชวงศ์จิ่งด้วยตัวเอง?”


จินจูยิ้มอธิบาย  “สิ่งสำคัญที่สุดของข้าตอนนี้คือ  จับกุมไส้ศึกให้ได้  ดังนั้น  เราสองคนจึงแยกกันทำงาน  เจ้าทำของเจ้า  ข้าทำของข้า  ข้าจะส่งหน่วยสืบลับหกนายติดตามเจ้า  ให้พวกเขาช่วยคุ้มครอง”


จินจูเสริม  “เจ้าต้องจับโจรราชวงศ์จิ่งให้ได้  หากทำสำเร็จ  เจ้าจะได้ความดีความชอบใหญ่  หากจับไม่ได้  ก็อย่าถือสาหากข้าจะหันหน้าหนี  ทำตัวเหมือนไม่เคยรู้จัก  กรมสืบลับก็เป็นเช่นนี้  แม้แต่พี่น้องร่วมสายเลือดก็ไม่สำคัญไปกว่างานใหญ่”


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  “ใต้เท้าจินจู  ข้าจะลองจับโจรราชวงศ์จิ่งที่ก่อเรื่องเมื่อคืนดู  แต่ข้ามีคำขอเรื่องหนึ่ง  ท่านต้องเก็บตัวตนข้าเป็นความลับ  ท่านก็รู้ว่าเมืองนี้คือถิ่นของตระกูลหลิว  ผู้สมคบราชวงศ์จิ่งย่อมไม่ได้มีแค่หลิวเสินหยู  หากข้าสร้างความชอบบ่อยครั้งเข้า  เกรงว่าอาจถูกตระกูลหลิวจองเวร”


จินจูหัวเราะ  “วางใจเถิด  ข้าแต่งกายเช่นนี้มาพบเจ้า  ก็เพื่อช่วยปกปิดตัวตนให้  คืนนี้ยามไฮ่  ที่ตรอกชุดแดง  ‘โรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อ’  จะมีคนรอเจ้าอยู่ที่นั่น”


พูดจบก็สวมงอบกลับคืน  หันกายเดินออกประตูไป


ขณะนั้น  รถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าโรงยา  ม่านรถถูกเปิดจากด้านใน  สารถีรีบหยิบม้านั่งมาวางข้างรถ  พยุงชายวัยกลางคนหนวดเขี้ยวลงมา


เฉินจี้จำได้ว่าเป็นใคร  พ่อบ้านจวนเฉิน  เขาเคยเห็นตอนหิ้วของกลับบ้านช่วงวันหยุดเมื่อคราวก่อน


พ่อบ้านสวมหมวกขุนนางปีกกว้าง  รองเท้าหนังหนา  แม้แต่เสื้อคลุมก็เป็นผ้าแพรสีเขียวอ่อน  พ่อบ้านผู้นี้ดูไม่เหมือนพ่อบ้าน  กลับเหมือนขุนนางใหญ่โต


ตอนออกประตู  จินจูสวนกับพ่อบ้าน  เขาเหลือบมองพ่อบ้านด้วยความประหลาดใจ  แล้วรีบจากไป


เห็นพ่อบ้านลงจากรถ  เอามือไพล่หลัง  เดินเอื่อยๆ เข้ามาในโรงยา  มองสำรวจสภาพแวดล้อมภายในด้วยความสนใจ  พอเห็นเฉินจี้ก็ยิ้มถาม  “อยู่ที่นี่สบายดีหรือ?”


เฉินจี้ยืนนิ่งข้างโต๊ะบัญชี  “มาทำอะไร?”


พ่อบ้านยิ้ม  โบกมือเรียกสารถีนอกประตู  รับเหรียญเงินมาจากคนขับ  แล้วยื่นให้เฉินจี้  “สามร้อยเหรียญ  นับดูหน่อย”


เฉินจี้ไม่ยื่นมือรับ  เอ่ยเสียงราบเรียบไร้อารมณ์  “ไม่ต้องนับ  วางไว้บนโต๊ะบัญชีเลย”


มือที่ยื่นเหรียญของพ่อบ้าน  ชะงักค้างกลางอากาศ  ครู่หนึ่งจึงโยนเหรียญลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ  ลูบหนวดเขี้ยวสองข้างอย่างใจเย็น  “เจ้าว่าสามร้อยเหรียญน้อยไปหรือ?  รู้บ้างไหมว่าน้ำท่วมหน้าร้อนปีนี้  ชาวแคว้นยู่ตายไปเท่าไร?  ทุกวันนี้สามร้อยเหรียญที่ยู่ประจิม  ยู่ทักษิณ  ซื้อได้แม้กระทั่งสัญญาขายตัวสาวใช้  บ้านส่งเจ้ามาเรียนหมอไม่ง่าย  อย่าลืมตัว”


เสียงเพิ่งขาด  ไป๋หลี่ก็เดินออกมาจากลานหลัง  เดินไปพลางร้องเรียก  “เฉินจี้  มาห่อเกี๊ยวกันเถอะ  เกี๊ยวต้องห่อด้วยกันถึงจะอร่อย...เอ๊ะ  ท่านนี้คือ?”


พ่อบ้านเห็นไป๋หลี่  สีหน้าก็แปรเปลี่ยนทันที  ท่าทีกลายเป็นอ่อนน้อม  “ธิดาอ๋องไป๋หลี่  ข้าน้อยเป็นพ่อบ้านจวนเฉิน  รองเจ้าเมืองหลัว  เทศกาลโคมไฟเมื่อปีก่อน  เคยตามเจ้านายมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนอ๋อง  เคยเห็นท่านแต่ไกลครั้งหนึ่ง”


ไป๋หลี่แปลกใจ  “เราเคยเจอกันด้วยหรือ?  ข้าไม่เห็นจำได้”


พ่อบ้านลังเลครู่หนึ่ง  “ข้าน้อยนั่งอยู่ฝั่งคนรับใช้...”


“อ้อ...เจ้ามาหาเฉินจี้หรือ?  งั้นพวกเจ้าคุยกันไปก่อน  เฉินจี้  คุยเสร็จแล้วรีบมาห่อเกี๊ยวด้วยล่ะ”  ไป๋หลี่พูดจบก็กลับเข้าลานหลัง


พ่อบ้านมองแผ่นหลังนาง  แล้วมองเฉินจี้อย่างตื่นตระหนก  “ธิดาอ๋องไป๋หลี่อยู่ที่โรงยาไท่ผิงได้อย่างไร?”


เฉินจี้ตอบลอยๆ  “นางสนิทกับอาจารย์ข้า  จึงแวะมาบ่อย”


พ่อบ้านโล่งอก  เขานึกว่าเฉินจี้ถูกส่งมาโรงยานี้แล้วกลับได้ดิบได้ดี  ได้ใจธิดาอ๋องจวนอ๋องเสียแล้ว


เขาเปลี่ยนเรื่องพูด  วาจาอวดเบ่ง  “อีกสามวัน  คุณชายเวิ่นจงกับคุณชายเวิ่นเสี้ยวจะเข้าสอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วง  นายท่านสั่งมาเมื่อคืน  ให้ข้ามาตามเจ้ากลับจวนในวันมะรืน  เพื่อกินข้าวกันพร้อมหน้า”


เฉินจี้เหลือบมอง  “ฝากไปบอกด้วยว่า  ข้ายุ่งมาก  ทั้งการเรียนและการงาน  กลับไม่ได้”


พ่อบ้านทำหน้าตึง  “คำสั่งนายท่าน  เจ้ายังไม่ฟังอีกหรือ?  ลืมบุญคุณเลี้ยงดูของจวนเฉินแล้วหรือไร?  หากเป็นเช่นนี้  ต่อไปคงไม่มีเงินค่าเล่าเรียนเดือนละสามร้อยเหรียญอีกแล้ว”


เฉินจี้อมยิ้มทันที  “ไม่มีก็ไม่มี  อย่ามาโรงยาไท่ผิงอีกเลย”


พ่อบ้านโมโหจนขำ  “เจ้าพูดเองนะ!”


เฉินจี้พยักหน้า  “ใช่  ข้าพูดเอง”


พ่อบ้านสะบัดแขนเสื้อจากไป  มาเร็วไปก็เร็ว  ราวกับไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่นาน


ขณะนั้น  ไป๋หลี่ชะโงกหัวออกมาจากโถงทางเดินด้านหลัง  “ทะเลาะกับพ่อบ้านบ้านหรือ?”


“อืม”


ไป๋หลี่กล่าวเสียงเบา  “เจ้าฉลาดขนาดนี้  ย่อมต้องมองออกแน่  เขาไม่อยากให้เจ้ากลับจวนเฉินวันมะรืน  พ่อบ้านในจวนใหญ่ไม่มีใครโง่  ไม่มีทางขัดใจคนลอยๆ  พ่อบ้านคนนี้จงใจพูดจาหยาบคาย  ก็เพื่อยั่วให้เจ้าพูดจาใจร้อนออกมา  แล้วกลับไปรายงานพ่อของเจ้า……เจ้าไม่ควรหลงกลเขา”


เฉินจี้หันกลับมามองไป๋หลี่  แล้วพูดยิ้มๆ  “จวนเฉินน่ะ  จะกลับหรือไม่กลับก็ได้  ข้าไม่คิดจะกลับอยู่แล้ว”


ไป๋หลี่อืมในลำคอ  “ไม่กลับก็ไม่กลับ  ไปเถอะ  ห่อเกี๊ยวกัน!”


“ได้”  เฉินจี้มองออกไปยังถนนอันซีนอกประตู  ฟังเสียงสับไส้เกี๊ยว  ‘ตุกๆๆๆ’  จากลานหลัง  อารมณ์สงบลงทันที


...


...


ยามราตรี


ตรอกชุดแดงที่เคยคึกคักเซ็งแซ่  พลันซบเซาลงอย่างน่าประหลาด


บนถนนหินปูยาว  โคมแดงฉูดฉาดยังคงแขวนสูงเช่นเคย  แต่ไร้เงาผู้คนและนักเที่ยว  นางรำนางร้องยืนพิงราวระเบียง  อ่อนเปลี้ยเหงาหงอย


ยากนักกว่าจะเห็นแขกสักคน  เดินเลี้ยวมาจากทิศตะวันตก  พวกนางเพิ่งจะสะบัดแขนเสื้อแดงเรียกแขก  พอเห็นงอบบนศีรษะเขา  ก็นิ่งเงียบราวนกกระจอกเจอเหยี่ยว  พากันถอยกลับเข้าห้อง


โรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อปิดแล้ว  ห้องโถงมืดมิด  ไม่มีแม้แต่ตะเกียงน้ำมันสักดวง


หน่วยสืบลับหกนายในชุดดำ  กอดดาบยาวพิงเสาไม้ต้นแล้วต้นเล่า  ดุจมือสังหารรอเหยื่อมาติดกับ


ท่ามกลางความเงียบมืด  ใครบางคนถามขึ้นมา  “ซีเฟิง  ใต้เท้าได้บอกหรือไม่ว่า  จะเรียกใครมาช่วยสืบคดี?  ผู้ช่วยสืบคดีคนนี้  วางมาดใหญ่โตนัก  ให้พวกเรารอตั้งวันเต็ม  เสียโอกาสสร้างความดีความชอบไปเปล่าๆ”


“นัดหมายกันไว้ยามไฮ่  อีกเพียงธูปเดียวก็จะยามจื่อแล้ว  ยังไม่เห็นวี่แววคนมาเลย”


หน่วยสืบลับนามว่าซีเฟิง  เงยหน้าขึ้น  สายตาคมกริบใต้งอบกวาดมองทุกคนท่ามกลางความมืด  “ใต้เท้าสั่งให้รอ  พวกเราก็รอเถอะ”


ใครบางคนกล่าวเสียงแผ่ว  “ซีเฟิง  ใกล้จะได้เลื่อนเป็นเหยี่ยวทะเลอยู่แล้ว  อย่าให้คนอื่นมาขัดขวางการสร้างความดีความชอบเชียวล่ะ  หากคราวนี้จัดการคดีได้งดงาม  เจ้าจะได้ออกไปประจำการในฐานะเหยี่ยวทะเล  ถ้าให้ใต้เท้าจินจูช่วยวิ่งเต้น  ส่งไปอยู่ทางใต้หรือทางเหนือแม่น้ำหวย  ยึดทรัพย์พ่อค้าเกลือรายย่อยสักสองสามราย  เห็นทีคงสร้างฐานะได้ไม่น้อย”


ทว่าซีเฟิงกลับหัวเราะเย็น  “เจ้าคิดจะยึดทรัพย์  ก็ยึดทรัพย์ได้เลยหรือ?  พ่อค้าเกลือทุกรายล้วนมีคนหนุนหลัง  ขุนนางฝ่ายบุ๋นทางใต้ยังร่วมใจกันต่อต้านสำนักพิธีการของเรา  จะไปแตะต้องง่ายๆ ได้อย่างไร”


“หึๆ  พี่ซีเฟิงคงยังไม่ทราบ  ข้ากับหน่วยสืบลับใต้บัญชาของเป่าโหวคนหนึ่ง  เป็นคนบ้านเดียวกัน  ได้ยินเขาเล่ามาว่า  ทุกครั้งที่มีเหยี่ยวทะเลคนใหม่ไปรับตำแหน่งที่เหนือใต้แม่น้ำหวย  สมาคมพ่อค้าเกลือจะคัดพ่อค้าเกลือรายย่อยหนึ่งถึงสองราย  มอบให้เหยี่ยวทะเลที่เพิ่งรับตำแหน่งไว้สร้างบารมี  จะยึดทรัพย์ก็ได้  จะตัดหัวก็ได้  ลงมือเสร็จก็ไม่มีใครว่าอะไร  กลายเป็นคนมีหน้ามีตา  ดำรงตำแหน่งสามปี  โฉมงามก็ใช้ไม่หมด  ทรัพย์สินก็ใช้ไม่หมด”


ซีเฟิงหัวเราะเยาะ  “เจ้านึกว่ากรมอาญาเป็นพวกกินแล้วนอนหรือ?  หากมีหางให้จับได้จริง  ภายหน้าจะไม่ตกเป็นหุ่นเชิดของผู้อื่นหรือไร?  ข้าติดตามใต้เท้าจินจูเพื่อทำการใหญ่  จะยอมเสียอนาคตเพราะผลประโยชน์เล็กน้อยทำไม?”


หน่วยสืบลับผู้หนึ่งลองเสี่ยงถาม  “ข้าได้ยินมาว่า  ใต้เท้าจินจูมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลสวีแห่งแดนเซี่ยงไฮ้  จริงหรือไม่?”


น้ำเสียงซีเฟิงเย็นชาลงทันที  “พวกเจ้าเบื่อชีวิตแล้วหรือ  กล้าสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของใต้เท้า?  อยากให้ข้าจับส่งคุกในไหม?”


“อย่าเลย  อย่าเลย  นี่ก็แค่รอจนเบื่อเท่านั้น...ว่าแต่  คนที่ใต้เท้าจินจูนัดไว้  ทำไมยังไม่มาอีก?”


เสียงเพิ่งขาดคำ  ประตูโรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อก็ถูกผลักเปิดอี๊ดอ๊าด


ทุกคนนิ่งขรึมทันที  กลับมาทำหน้าบึ้งตึง  ไม่ยิ้มไม่แย้ม


ซีเฟิงหันไปมอง  แลเห็นผู้มาเยือนสวมงอบ  คลุมหน้าด้วยผ้าสีเทา


เขาชะงักไปครู่หนึ่ง  โดยไม่รู้ตัว  ซีเฟิงปรายตามองต้นขาของอีกฝ่าย  เห็นเพียงผู้มาเยือนย่างก้าวปกติ  มิได้ดูเหมือนผู้ที่เคยบาดเจ็บ


อ้าว?


ซีเฟิงติดตามจินจูอย่างใกล้ชิดเสมอ  จึงรู้ฝีมือของเฉินจี้ดี  อีกทั้ง  เฉินจี้ก็เป็นคนท้องถิ่นเมืองหลัว  เขาจึงคิดว่า  บุคคลที่จินจูนัดหมายวันนี้คือเฉินจี้


แต่บัดนี้ดูแล้ว  ผู้มาเยือนไม่ใช่เฉินจี้


ซีเฟิงถามเสียงเข้ม  “เหตุใดถึงมาสาย?  รู้หรือไม่ว่า  หากเสียจังหวะ  จะทำให้โจรราชวงศ์จิ่งหลุดรอดไป?”


เฉินจี้ยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามทั้งหกนาย  เขาไม่ตอบคำถามซีเฟิง  เพียงกล่าวเสียงต่ำทุ้ม  “พวกท่านคือหน่วยสืบลับใต้บัญชาของใต้เท้าจินจูใช่หรือไม่?”


ซีเฟิงชะงักไปครู่  “ใช่”


เฉินจี้พยักหน้า  “ใต้เท้าจินจูมีคำสั่ง  ต่อจากนี้ไป  พวกท่านอยู่ใต้บัญชาของข้า  ช่วยข้าจับกุมสายลับราชวงศ์จิ่ง”


หน่วยสืบลับทั้งหกมองหน้ากันงุนงง  สายตาแฝงนัยลึกลับ


จินจูไม่เคยบอกพวกเขาว่า  ต้องฟังคำสั่งคนผู้นี้  


ทุกคนต่างคิดว่า  ครั้งนี้ซีเฟิงเป็นหัวหน้า  คนที่มาเป็นเพียงผู้ช่วยสืบคดี


ซีเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง  ไม่ได้โต้แย้งเรื่องนี้กับเฉินจี้  เพียงส่งสายตาให้หน่วยสืบลับที่เหลือ  แล้วคารวะต่อเฉินจี้  “ใต้เท้า  ข้าจะนำท่านไปดูจุดเกิดเหตุสังหารหมู่ก่อน  เผื่อว่าท่านอาจคิดแผนออก”


เขาทำหน้าขรึม  เดินนำเฉินจี้มายังลานหลัง  เห็นเพียงศพหน่วยสืบลับหกศพ  นอนเรียงรายบนพื้น  แม้แต่คราบเลือดยังไม่ได้ล้างชำระ


ซีเฟิงมองไปยังเฉินจี้  กล่าวเสียงแผ่ว  “ใต้เท้า  มือสังหารเมื่อคืน  ฆ่าหน่วยสืบลับหกนายที่นี่  ศพและสิ่งของยังไม่ถูกขยับเขยื้อน  เชิญท่านตรวจดู”


กล่าวจบ  ซีเฟิงก็ปิดปากเงียบ  ไม่ยอมเอ่ยแม้แต่คำเดียว


หน่วยสืบลับทั้งหก  จ้องมองเฉินจี้ด้วยสายตาแน่วแน่  ทุกคนเข้าใจสายตาของซีเฟิงดี  นี่คือการข่มขวัญเฉินจี้  ให้เฉินจี้รู้ว่าหากไร้ฝีมือ  ก็ไม่อาจเป็นนายของพวกเขาทั้งหก


เฉินจี้เหลือบมองทั้งหกคนแวบหนึ่ง  แล้วเดินอ้อมรอบลานอย่างเนิบนาบ  ก้มหน้าจมอยู่กับความคิด


สายตาของหน่วยสืบลับประสานกันใต้งอบ  แลกเปลี่ยนแววตาไม่หยุด  สุดท้ายก็พร้อมใจกันมองไปยังซีเฟิง:  หากเขาไม่ไหว  พวกเราจะสนับสนุนท่านร่วมกัน


บัดนี้ซีเฟิงห่างจากตำแหน่งเหยี่ยวทะเลเพียงก้าวเดียว  หากปล่อยให้คนนอกชิงความดีความชอบไป  เกรงว่าซีเฟิงต้องรออีกปีหนึ่ง


มิใช่ว่าทุกคนมีน้ำใจ  เพียงแต่เมื่อมีคนนอก  การกีดกันคนนอกแทบเป็นสัญชาตญาณของทุกคน


นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป  เฉินจี้ยังคงก้มหน้าครุ่นคิด  ไม่เอ่ยวาจาใด


หน่วยสืบลับคนหนึ่งส่งสัญญาณด้วยสายตา  บอกใบ้ให้ซีเฟิงเปิดปาก  ชิงความได้เปรียบ  ทว่าซีเฟิงยังคงสงบนิ่งอยู่  เฉินจี้ไม่พูด  เขาก็ไม่พูด


ครู่ต่อมา  เฉินจี้เคลื่อนไหวกะทันหัน


หน่วยสืบลับทุกนาย  เพ่งมองไปพร้อมกัน  เห็นเขาเดินไปยืนตรงมุมลาน  ลูบคลำลูกธนูหน้าไม้ที่ปักอยู่บนกำแพง  พลางกล่าวเสียงสงบ  “มือสังหารเข้าลานมาจากตรงนี้  เข้ามาแล้วลอบโจมตีคนหนึ่งก่อน  ใช้ดาบสั้นแทงทะลุปอดและไตของหน่วยสืบลับ  จากนั้นก็หลบหลังหน่วยสืบลับที่บาดเจ็บ  ใช้เป็นโล่บังหน้าไม้ประจำกาย”


กล่าวจบ  เขาก็เดินหน้าสองก้าว  มาถึงข้างศพที่นอนคว่ำ  “มือสังหารทิ้งหน่วยสืบลับที่บาดเจ็บไว้ตรงนี้  แล้วพุ่งเข้าโจมตีกลางกลุ่มคน  ใช้ดาบสั้นสะบั้นดาบยาวของหน่วยสืบลับหักทีละเล่ม  จากนั้น...”


หน่วยสืบลับทั้งหกมองหน้ากันอีกครั้ง  ทุกคนรูม่านตาหดแน่น


ซีเฟิงทนไม่ไหว  ต้องเอ่ยถามออกมา  “ใต้เท้า  ท่านวินิจฉัยได้อย่างไรว่า  ที่นี่มีมือสังหารเพียงคนเดียว?  พวกเราไม่เคยกล่าวเช่นนั้น  หน่วยสืบลับหกนายมีบาดแผลจากดาบสองชนิด  น่าจะเป็นฝีมือของสองบุคคล”


เฉินจี้กล่าวเรียบเฉย  “ที่มีแผลจากดาบสองชนิด  เพราะมือสังหารชิงดาบของหน่วยสืบลับมาใช้กลางคัน  ไม่ใช่เพราะมีคนสองคน”


ซีเฟิงนิ่งเงียบไป


พวกเขาวิเคราะห์ไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืน  หน่วยสืบลับหลายนายที่ชำนาญการต่อสู้  ผนึกกำลังกับหน่วยชันสูตรอีกหลายคน  ตรวจจุดเกิดเหตุ  ใช้เวลาถึงสองชั่วยามจึงจำลองขั้นตอนการต่อสู้ของมือสังหารได้อย่างครบถ้วน


แต่บัดนี้  ผู้บังคับบัญชาชั่วคราวตรงหน้า  เพียงมองสถานที่เกิดเหตุแวบเดียว  ก็สามารถจำลองเหตุการณ์ได้ภายในหนึ่งก้านธูป?


หากรู้แต่แรกว่า  อีกฝ่ายมีความสามารถระดับนี้  พวกตนจะเหนื่อยไปทำไมตั้งแต่เช้า?


ซีเฟิงดับความคิดที่จะข่มขวัญเฉินจี้ทันที


ไหนเลยจะรู้ว่า  เฉินจี้กำลังนึกในใจ:  ที่แท้การวินิจฉัยก็ช่างง่ายดาย  แค่เล่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปก็พอ


ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ


ซีเฟิงล้มเลิกความคิดที่จะลองเชิง  เอ่ยถามอย่างเร่งร้อน  “ใต้เท้า  อีกฝ่ายตัดดาบได้ง่ายดุจดื่มน้ำ  พวกข้าไม่เคยได้ยินวิชาดาบเช่นนี้ในยุทธภพ  ไม่ทราบว่า  ท่านวินิจฉัยตัวจริงของอีกฝ่ายได้หรือไม่?”


เฉินจี้ไม่ตอบ  เพียงกล่าวเนิบนาบ  “อย่าเพิ่งรีบสรุปเลย  ข้าขอถามก่อน  เมื่อคืนมือสังหารได้ต่อสู้ที่อื่นอีกไหม?” 


ซีเฟิงอธิบาย  “ยังมีอีกแห่งหนึ่ง  ที่ถนนทงจี้”


“พาข้าไป”


ทุกคนเดินออกจากโรงเตี๊ยม  เฉินจี้กับซีเฟิงเดินเคียงบ่ากันผ่านห้องโถง


ทว่าเมื่อทั้งสองเดินถึงประตู  กำลังจะออกไป  ซีเฟิงกลับหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว  ปล่อยให้เฉินจี้ก้าวนำหนึ่งก้าว  ตนเองเดินตามหลังอย่างเงียบงัน


(จบตอน)

______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0143
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง