ตอนที่ 0082 วิญญาณตามหลอกหลอน
ถนนทงจี้มืดมิด
หากเป็นวันปกติ ยามนี้ถนนทงจี้ควรจะคึกคักอย่างยิ่ง
พ่อค้าใหญ่น้อยต่างเชิญคณะละครมาแสดงเลี้ยงแขก รถม้าเรียงรายดุจพญานาค บรรดาคนขับรถนั่งยองๆ ตามมุมกำแพง เล่นพนันคุยโม้โอ้อวด
ทว่าถนนทงจี้วันนี้เงียบสงัด พ่อค้าหลายรายหนีไปกลางดึก หวาดกลัวกรมสืบลับจับกุม ใส่ร้ายว่าเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง เอาไปถวายความดีความชอบ
ในคฤหาสน์ร้าง ชายชุดดำเจ็ดนายสวมงอบ ยืนล้อมศพผู้ดูแลหยวนอย่างสงบนิ่ง ราวกับหุ่นหินเจ็ดตน
ยามเฉินจี้ครุ่นคิด คนอื่นไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว เกรงจะรบกวนความคิดของเขา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อเมื่อครู่ ยังติดตราตรึงใจ เมื่ออยู่ร่วมกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่ผู้มีสายตาเฉียบคม พวกหน่วยสืบลับแม้แต่จะหายใจแรงก็ไม่กล้า ราวกับมีหินก้อนมหึมาทับอยู่บนศีรษะ
เฉินจี้มองศพผู้ดูแลหยวนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น พลันเอ่ยถาม “แต่ละดาบล้วนพุ่งเข้าจุดตาย เพลงดาบเดียวกับมือสังหารที่โรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อ หรือก็คือ จุดเกิดเหตุทั้งสองแห่งเกิดจากฝีมือคนเดียวกันจริง ในหมู่โจรราชวงศ์จิ่ง มีผู้ใดชำนาญการใช้ดาบสั้นหรือไม่ มือสังหารที่ใช้ดาบสั้นเป็นอาวุธคู่กาย นับจำนวนแล้วคงมีไม่มากนักหรอก”
ซีเฟิงรีบกล่าว “มีอยู่คนหนึ่ง ชำนาญดาบสั้นอย่างยิ่ง พวกพ้องเราที่จินหลิงเคยพยายามจับกุมเขา แต่กลับถูกโจรผู้นี้สังหารไปสิบกว่าชีวิต แล้วกระโดดลงแม่น้ำฉินหวยหลบหนีไป……พวกข้าก็สงสัยว่าเป็นคนผู้นี้ เพียงแต่อีกฝ่ายไม่เคยแสดงวิชาตัดดาบมาก่อน ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจนัก”
เฉินจี้ถาม “เรื่องที่จินหลิงเกิดขึ้นเมื่อใด”
ซีเฟิงตอบ “น่าจะสามปีก่อน”
เฉินจี้พยักหน้า “สามปีก็นานพอสมควร บางที คนผู้นี้อาจฝึกวิชาลับเพิ่มเติมในช่วงสามปีหลัง เอาเป็นว่า ตั้งเขาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งไว้ก่อน ออกหมายจับประกาศทั่วแผ่นดินเลย”
ยังไง ‘กุ่ย’ ก็ต้องกลับราชวงศ์จิ่ง ช่วยข้าแบกความแค้นจากกรมสืบลับไปด้วยหน่อย คงไม่เป็นไรกระมัง
แต่กลับได้ยินซีเฟิงกล่าวอย่างลำบากใจ “เกรงว่าคงจะไม่ได้ คนผู้นี้ระวังตัวเป็นเลิศ คราวก่อนตอนปะทะกัน เขาสวมหน้ากากยักษ์เขียวเขี้ยวงา ไม่มีใครเห็นหน้าตาที่แท้จริง ย่อมไม่อาจออกหมายจับได้ แต่ท่านจินจูได้นำคนออกนอกเมืองไปแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางคมนาคมสำคัญทุกแห่ง พวกมันหนีไม่พ้นแน่”
เฉินจี้ใจหล่นวูบ ที่แท้จินจูก็ออกไปตั้งด่านสกัดด้วยตนเองแล้ว
เขาถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “พวกท่านแน่ใจหรือ ว่าโจรราชวงศ์จิ่งหลบหนีออกจากเมืองหลัวไปแล้ว?”
ซีเฟิงคิดอยู่ครู่แล้วตอบ “ไม่อาจยืนยันได้ แต่เป้าหมายใหญ่ที่สุดของโจรราชวงศ์จิ่งคือ ขโมยอาวุธไฟของราชวงศ์เรา บัดนี้อีกฝ่ายทำภารกิจลุล่วงแล้ว สิ่งเร่งด่วนคงเป็นการนำอาวุธไฟส่งกลับราชวงศ์จิ่ง อยู่ที่นี่ต่อก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด”
เฉินจี้หารู้ไม่ว่า การที่ตนใช้อาวุธไฟไปสามกระบอกเมื่อคืนนี้ ข่าวคราวได้ถูกส่งด่วนแปดร้อยลี้ ไปถึงเมืองหลวงและกองทัพชายแดนแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เส้นทางทั้งบกทั้งน้ำสู่ทิศเหนือล้วนถูกปิดล้อม ตั้งด่านทีละจุด ไม่ยอมให้โจรราชวงศ์จิ่งนำดินปืนกลับไปได้เด็ดขาด
อันที่จริง ราชวงศ์จิ่งมิได้ชิงดินปืนไปได้ แต่ทุกคนล้วนเชื่อว่า พวกเขาได้ไปแล้ว กรมสืบลับจึงใช้มาตรการสูงสุด ปิดกั้นเส้นทางขึ้นเหนือทุกเส้น
โชคดีที่ ‘กุ่ย’ ไม่ได้เลือกมุ่งเหนือทันที ไม่เช่นนั้น ป่านนี้คงเข้าปากเสือไปแล้วเป็นแน่
เฉินจี้ย่อตัวลง นั่งยองๆ ข้างศพผู้ดูแลหยวน ครุ่นคิดว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อ
ประการแรก ตัวเขาย่อมไม่อาจซัดทอดไปหา ‘กุ่ย’ กับอู๋หงเปียว เพราะหากสองคนนี้ถูกจับจริง ตัวเขาเองก็ย่อมไม่ปลอดภัย
ประการที่สอง เขาต้องจับสายลับราชวงศ์จิ่งให้ได้สักกลุ่มหนึ่ง มิฉะนั้น จินจูคงไม่ปล่อยตัวไปง่ายๆ แน่
แต่ว่า จะจับผู้ใดดี…?
เดี๋ยวก่อน เขานึกได้แล้วว่าควรไปจับใคร
เฉินจี้ถามอย่างสงบนิ่ง “ซีเฟิง ตอนที่พวกท่านพบศพ เขาเปลือยกายอยู่แล้วหรือ? มีเบาะแสใดพิสูจน์ตัวตนของเขาได้บ้าง”
ซีเฟิงนั่งยองๆ ข้างเฉินจี้ ตอบเสียงแผ่ว “คนผู้นี้เป็นสิงกวนจากวัดขู่เจวี๋ยแห่งราชวงศ์จิ่ง น่าจะเป็นสายลับราชวงศ์จิ่ง ตัวตนอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างสืบสวน…ปัจจุบันยังไม่มีเบาะแสเพิ่มเติม”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “ไม่มีเบาะแสอื่นแล้วหรือ? วันนี้ทั้งวัน พวกท่านทำอะไรกัน?”
พวกหน่วยสืบลับรู้สึกกดดันทวีคูณ ซีเฟิงรีบกล่าว “วันนี้พวกข้าให้ชาวบ้านทั้งถนนทงจี้ ทยอยมาชี้ตัวทีละคน แต่ทั่วทั้งถนนทงจี้ ล้วนไม่มีใครเคยเห็นเขามาก่อน คฤหาสน์หลังนี้เป็นของพ่อค้าฮุย ร้างมาปีกว่าแล้ว...พวกข้ายังตามตัวนายหน้า ผู้ใหญ่บ้านแถวนี้มาให้ชี้ตัว สืบกันมาทั้งวัน ที่สืบได้ก็ทำไปหมดแล้ว”
ศพนี้ราวกับผุดขึ้นจากอากาศธาตุ รอบด้านเป็นระยะหลายลี้ กลับไม่มีใครรู้จักตัวตนของคนผู้นี้เลย
มิใช่พวกหน่วยสืบลับไม่พยายาม แต่เบาะแสมันหมดจริงๆ
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ “อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ผู้ตายย่อมไม่เปลือยกายเดินออกจากบ้านเอง แน่นอนว่า คนที่ถอดเสื้อผ้าไปต้องเป็นมือสังหาร อีกฝ่ายถอดไปทำไม? ต้องเป็นเพราะเสื้อผ้าของเขาโดดเด่นไม่เบาแน่ อาจถึงขั้นทำให้คนจดจำตัวจริงของเขาได้”
ซีเฟิงถาม “ใต้เท้า ท่านนึกวิธีสืบสวนออกแล้วหรือ”
“กรมสืบลับในเมืองหลัวยังเหลือคนอยู่เท่าไร”
“คนของท่านจินจู ยังเหลือคนสี่สิบสองนาย เฝ้าอยู่ในเมืองหลัว”
“เรียกทุกคนมาทันที ปิดล้อมตลาดบูรพา” เฉินจี้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเนิบนาบ “เมื่อการวิเคราะห์ใช้ไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธีคัดออกที่โง่หน่อย คนผู้นี้ย่อมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลัวแน่นอน การหายตัวไปของเขาไม่มีทางไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้เลย ไปเรียกผู้ใหญ่บ้านกับนายหน้าในตลาดบูรพามา ขอบเขตการคือ รอบๆ ตลาดบูรพาทั้งหมด สืบหาว่ามีใครหายไปบ้าง คนไหนหายไปอย่างไร้สาเหตุ ผู้ตายก็คือคนนั้น”
ยามนี้ ในหอไป๋ลู่ไม่มีผู้ดูแลหยวนแล้ว เบาะแสเดียวนี้จึงชี้ไปยังหอไป๋ลู่
ขอเพียงยืนยันได้ว่า ผู้ดูแลหยวนหายตัวไป เขาก็มีเหตุผลตรวจค้นหอไป๋ลู่ จับคนมาสอบสวน เป็นคำตอบให้จินจูได้
ลอกข้อสอบตามเฉลย ไม่มีทางลอกผิดหรอก
เฉินจี้รู้ดีว่า ‘กุ่ย’ เป็นคนปอกเสื้อผ้าผู้ดูแลหยวนออกไป เพราะไม่อยากให้กรมสืบลับสาวมาถึงหอไป๋ลู่ ด้วยเกรงว่าจะทำลายแหล่งเงินทองของกรมข่าวกรอง
แต่นั่นเกี่ยวอะไรกับเขา? หอไป๋ลู่ซ่อนโสมไว้มากมายถึงเพียงนั้น ช่างบังเอิญเหลือเกิน เขากำลังต้องการมันอยู่พอดี
......
......
ยามราตรีดึกดื่น ผู้ใหญ่บ้านถูกหน่วยสืบลับลากตัวออกจากเรือน ตัวสั่นงันงก เดินตามหลังพวกหน่วยสืบลับ หวาดผวาว่าจะทำให้เหล่ายมบาลเดินดินเหล่านี้ขุ่นเคืองใจ แล้วจะฆ่าตนทิ้งเสีย
ซีเฟิงชูคบเพลิงในมือขึ้น นำพวกหน่วยสืบลับเคาะประตูร้านค้าทีละแห่ง ตรวจค้นอย่างถี่ถ้วนไปทีละบ้าน
จากด้านในร้านค้าเงียบสงบ เสียงหวาดผวาดังลั่นเป็นระยะ เหล่าคนดูแลร้านกับลูกจ้างที่กำลังหลับใหล ยังไม่ทันได้คลุมเสื้อนวม ก็ถูกหน่วยสืบลับลากตัวออกมากลางถนนอย่างไร้ความปรานี หนาวเย็นจนตัวสั่น
ซีเฟิงกับพรรคพวก ดึงสีหน้าเคร่งขรึม จนกว่าผู้ใหญ่บ้านจะยืนยันว่า ในร้านไม่มีใครหายตัวไป พวกหน่วยสืบลับจึงปล่อยให้คนดูแลร้านและลูกจ้างกลับไปนอนต่อ
เฉินจี้เดินตามหลังหน่วยสืบลับโดยไม่พูดไม่จา จิตใจมิได้จดจ่อกับร้านค้าที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เพียงรอให้ตรวจค้นไปทีละแห่ง ย่างกรายเข้าใกล้หอไป๋ลู่ทุกขณะ
เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าโจรราชวงศ์จิ่งในหอไป๋ลู่ตื่นตระหนก หันมาสู้ตายแลกชีวิต เขาจึงซ่อนตัวอยู่แนวหลังสุดเสมอ
แต่ทว่า เมื่อใกล้จะตรวจค้นถึงหอไป๋ลู่แล้ว เฉินจี้กลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล……บรรยากาศมันเงียบสงบเกินไป
ภายในหอไป๋ลู่ ราวกับไม่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก ไม่มีผู้ใดพยายามหลบหนี ดูเสมือนเป็นร้านค้าธรรมดาสามัญ
ครู่ต่อมา ซีเฟิงก้าวเข้าไปข้างหน้า เคาะประตูใหญ่หอไป๋ลู่
มีเสียงคนถอดกลอนจากด้านในประตู
อี๊ดอ๊าด! ประตูถูกดึงเปิดจากด้านใน ลูกจ้างหนุ่มวัยละอ่อน ท่าทางงัวเงียงุนงง ถูกแสงสว่างจากคบเพลิงแยงตา จึงหรี่ตาลงพลางยกฝ่ามือป้องตา “ใครกัน ดึกดื่นป่านนี้มีธุระอันใด?”
ซีเฟิงไม่เอ่ยวาจา ปล่อยผู้ใหญ่บ้านอุ้มสมุดทะเบียนเดินออกมาข้างหน้า ถามอย่างยิ้มแย้มว่า “ทางถนนทงจี้เกิดคดีอุกฉกรรจ์ แต่ยืนยันตัวตนผู้ตายไม่ได้ พวกเราจึงตรวจสอบไปทีละบ้าน ดูว่ามีผู้ใดสูญหายหรือไม่ ช่วยเรียกทุกคนในร้านออกมาหน่อย ตรวจสอบเสร็จเมื่อไรก็จะไปทันที”
“อ้อ...” ลูกจ้างหนุ่มหันกลับ ตะโกนเข้าไปในเรือน “ท่านผู้ดูแล! ผู้ใหญ่บ้านพาคนมา ต้องการจะดูว่าร้านเรามีคนหายไปหรือเปล่า”
กล้ามเนื้อทั่วร่างเฉินจี้เกร็งตึง พร้อมจะลงมือสังหารหรือล่าถอยได้ทุกเมื่อ
ทว่าในฉับพลัน เขากลับนิ่งค้างไป
เห็นเพียงร่างอ้วนท้วนในเรือน นำลูกจ้างห้าคนมายืนอยู่หน้าประตู ยิ้มหน้าบานพลางเอ่ยปาก “ท่านผู้ใหญ่บ้าน คนในหอไป๋ลู่ของข้ามีเท่านี้ อยู่ครบหมดแล้ว”
ผู้ดูแลหยวน!
เฉินจี้แทบคิดว่าตัวเองตาฝาดไป แต่เขาพินิจพิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างอ้วนท้วนตรงหน้า สวมเสื้อคลุมยาวผ้าแพรสีแดงสด ศีรษะสวมหมวกเหลียงกวานสีทอง มิใช่ผู้ดูแลหยวนแล้วจะเป็นผู้ใด?!
ชั่วขณะหนึ่ง เขาถึงกับรู้สึกงุนงง
ในหอไป๋ลู่ สือเฉา ‘กุ่ย’ เชือดผู้ดูแลหยวนไปหนึ่งคน ที่ถนนทงจี้ เฉินจี้ก็เชือดผู้ดูแลหยวนอีกหนึ่งคนกับมือ แต่บัดนี้ในหอไป๋ลู่ กลับมีผู้ดูแลหยวนคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นอีก!
ราวกับอีกฝ่ายฆ่าไม่ตาย ไม่ว่าจะทำอย่างไร ดุจวิญญาณร้ายตนหนึ่ง ขับไล่ไม่ไปสักที
เขาอยากจะคว้าคอเสื้ออีกฝ่าย ถามไถ่สักประโยคว่า เจ้าเป็นคนหรือผี?!
เฉินจี้จ้องมองใบหน้าขาวผ่องของผู้ดูแลหยวน เขาทราบดีว่า ใบหน้านี้คือหน้ากากหนังมนุษย์ชิ้นใหม่ กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งคงทราบว่าสือเฉา ‘ซิน’ สิ้นชีพแล้ว จึงรีบหาคนใหม่มาแทนที่ แม้กระทั่งหน้ากากหนังมนุษย์ก็เตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ
ตนควรฉีกหน้ากากหนังมนุษย์ของอีกฝ่ายออกเลยดีไหม?
แต่หากฉีกเผยแล้ว จะอธิบายกับซีเฟิงอย่างไรว่า เขาทราบเรื่องที่อีกฝ่ายสวมหน้ากากหนังมนุษย์ได้อย่างไร
ซีเฟิงมิใช่คนโง่ ถึงตอนนั้น อีกฝ่ายอาจจับสังเกตได้ว่า คืนนี้ตนเจาะจงตรวจค้นหอไป๋ลู่โดยเฉพาะ!
หน้าประตูหอไป๋ลู่ ได้ยินผู้ใหญ่บ้านกล่าวกับซีเฟิงว่า “ใต้เท้า หอไป๋ลู่เป็นร้านเก่าแก่ในตลาดบูรพาเรา พวกเขามีคนเท่านี้มาตลอด ไม่ผิดแน่ขอรับ”
ซีเฟิงมองไปยังผู้ดูแลหยวน “ช่วงนี้เมืองหลัวไม่สงบนัก หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ก็ให้รายงานพวกเราทันที”
ผู้ดูแลหยวนยิ้มหน้าบาน “แน่นอนขอรับ พวกข้าล้วนเป็นพลเมืองดี อยู่ในกรอบกฎหมายของเมืองหลัว การช่วยใต้เท้าจับกุมคนร้าย ก็นับเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งอยู่แล้ว”
ซีเฟิงฮึมเสียงหนึ่ง เพียงกำชับสั้นๆ ว่า “ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด” แล้วก็เดินไปยังร้านถัดไป
สุดท้ายเฉินจี้ก็ไม่ได้เปิดโปงความจริง เขาหันหลังเดินตามซีเฟิงจากไป ทิ้งให้ผู้ดูแลหยวนกับบรรดาลูกจ้าง ยืนนิ่งอยู่หลังธรณีประตูหอไป๋ลู่ สีหน้าเรียบเฉย อ่านอารมณ์โศกสุขไม่ออก
ขณะเดียวกัน หน่วยสืบลับคนหนึ่งรีบร้อนมาแต่ไกล ครั้นวิ่งมาใกล้ หน่วยสืบลับก็แจ้งกับซีเฟิงว่า “ใต้เท้า ขณะที่พวกข้าพานายหน้าไปตรวจสอบแถวร้านตัดเสื้อหลี่จี้ บังเอิญได้พบเบาะแสสำคัญ คนดูแลร้านนั้นแจ้งว่า เมื่อคืนเขาอยู่นอกตรอก เห็นพวกเราปิดล้อมตรอกชุดแดง แล้วก็เห็นชาวยุทธสี่คนถือกระบี่ แอบหลบหนีไปทางด้านหลังตรอกชุดแดง คนกลุ่มนี้อาจเป็นโจรราชวงศ์จิ่งก็ได้!”
เฉินจี้ใจเต้นแรง หรือว่าจะเป็นสี่คนที่ทอดทิ้งโอรสอ๋องกับไป๋หลี่?!
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น