ตอนที่ 0092 รัชทายาท
ไก่ขันยามรุ่งอรุณ
อูหยุนเกาะริมเตียง จิกปอยผมเฒ่าเหยาแผ่วเบา
เฒ่าเหยาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ฟังเสียงน้ำไหลรินในลานบ้าน เขาคลุมเสื้อกันหนาว แล้วอุ้มอูหยุนออกจากห้อง
ใจกลางลาน เขาเห็นเฉินจี้พับแขนเสื้อ กำลังหาบคานเดินออกไปข้างนอก
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “ดูท่าเมื่อวานคงยังไม่เหนื่อยพอสินะ ถ้าเจ้าไม่เหนื่อยจริง ก็ไปเจาะประตูที่กำแพงลานเถอะ โอรสอ๋องกับไป๋หลี่จะได้ไม่ต้องปีนกำแพงทุกวัน”
เฉินจี้ยิ้มอธิบาย “เมื่อคืนพวกเราล้างฝุ่นผงออกจากตัว ใช้น้ำมากไป ข้าจึงรีบตื่นแต่เช้ามาตักน้ำใส่โอ่งให้เต็ม เกรงว่าจะไม่พอใช้ตอนทำอาหาร รบกวนการพักผ่อนของท่านหรือไม่? คราวหน้าข้าจะทำให้เบาลงอีก”
“ไม่ต้องหรอก” เฒ่าเหยาถอนหายใจ สายตาเขาหยุดที่ต้นแอปริคอตแดงกลางลานซึ่งเปลี่ยนโฉมไปแล้ว อดรำพึงไม่ได้ “ปีหน้าฤดูใบไม้ผลิ เมื่อต้นแอปริคอตออกดอกสีขาว คงจะงดงามยิ่งนัก เมื่อครั้งยังหนุ่ม เป็นเรื่องดีจริงๆ ที่ได้ทำอะไรร่วมกับสหาย ตอนนั้นอาจมอมแมมเต็มตัว แต่เมื่อผ่านไปหลายสิบปี หวนคิดถึงสหายเก่าเหล่านั้น กลับเหมือนมีแสงสว่างเรืองรองอยู่บนตัวพวกเขา...”
เฉินจี้ประหลาดใจ
เฒ่าเหยามองมาที่เขา “ยังมีผ้าแดงอีกไหม”
เฉินจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบหยิบแถบผ้าแดงที่เหลือจากเมื่อคืนมา แล้วไปหยิบพู่กันจากโต๊ะบัญชีในห้องโถงใหญ่ยื่นให้อาจารย์
ในความทรงจำของเขา เฒ่าเหยามักแสดงออกอย่างเรียบเฉย ไม่เคยพูดจาเสแสร้ง และทนไม่ได้กับคนเสแสร้ง
แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับอ่อนไหวผิดปกติ
เห็นเฒ่าเหยารับพู่กันไป ค่อยๆ เขียนคำอธิษฐานของตนลงบนผ้าแดง ‘พวกกระต่ายน้อยอย่ามารังควานคนแก่’
เฉินจี้ตำหน้าตึง ค่อยๆ หันไปมองอาจารย์ “...”
เฒ่าเหยากล่าวเนิบช้า “ไม่ต้องแขวนบนต้นแอปริคอตหรอก แขวนบนหน้าผากเจ้าเลย คำอธิษฐานนี้น่ะ ลำพังเจ้าคนเดียวก็ช่วยข้าทำให้เป็นจริงได้”
เฉินจี้พูดอย่างขุ่นเคือง “ท่านตื่นแต่เช้ามาแกล้งข้าเล่นงั้นสิ”
เฒ่าเหยาพันแถบผ้าแดงรอบกิ่งต้นแอปริคอตต่ำสุด เอ่ยเสียงเรียบเฉย “เมื่อวานยามเย็น จินจูมาหาเจ้าที่โรงยา แต่เจ้าไม่อยู่”
“เขาได้แจ้งธุระไว้หรือไม่”
เฒ่าเหยาเอามือไพล่หลัง หันเดินไปยังห้องโถงใหญ่ของโรงยา “ไม่ได้บอก เรื่องของกรมสืบลับจะมาเล่าให้หมอหลวงฟังง่ายๆ ได้อย่างไร แต่ข้ารู้ว่าเขามาหาเจ้าด้วยเหตุใด”
เฉินจี้หาบคานตามอาจารย์ไป “ด้วยเหตุใด”
“กรมสืบลับจับโจรราชวงศ์จิ่งที่ใช้อาวุธไฟไม่ได้ จึงหันกลับมาสืบเส้นทางจินฟางกับสำนักช่าง เมื่อวานพวกเขาไปจับคนที่สมาคมท่าเรือมาไม่น้อย บางทีอาจได้เบาะแสใหม่ที่ต้องให้เจ้าไปตรวจสอบ……เจ้าเดินทางไปหมู่บ้านแซ่หลิวก็เพื่อหลบหน้าพวกเขาหรือ? เข้ากรมสืบลับแล้วย่อมไม่มีทางถอย เจ้าคิดว่าตัวเองจะหนีไปสักกี่น้ำ”
เฉินจี้กล่าวเสียงแผ่ว “ข้าสงสัยว่า หยุนเฟยกำลังจะผลักโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องเข้าสู่ใจกลางวังวน จึงพาพวกเขาออกห่างจากเรื่องยุ่งไปก่อน บัดนี้จิ้งอ๋องกลับมาแล้ว คงไม่มีใครกล้าใส่ร้ายส่งเดชอีก แต่หลบได้วันหนึ่งก็นับว่าดี”
เฒ่าเหยาเลิกคิ้ว “หยุนเฟยจะทำร้ายลูกตัวเอง?”
เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมา “อาจารย์ วันนั้นราชวงศ์จิ่งรู้ข่าวล่วงหน้าแล้วว่า องครักษ์เจี่ยฝานจะล้อมจินฟางที่ตรอกชุดแดง ผู้ดูแลจินฟางชิงหนีไปก่อน แต่กลับมีคนจงใจล่อโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไปที่นั่น นอกจากหยุนเฟย ตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าใครจะทำ ข้าเดาว่านางต้องการให้ลูกของตนเองสืบทอดตำแหน่งจิ้งอ๋อง”
แต่เฉินจี้ก็ยังสงสัย “แต่ข้าคิดไม่ออก หยุนเฟยก็ไม่มีบุตรชาย นางจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”
“เจ้าถามข้าหรือ ข้าไม่ใช่หน่วยสืบลับสักหน่อย!”
เฉินจี้คิดไปคิดมา รู้สึกว่ายังขาดข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่ง ราวกับการสร้างหอคอยที่เป็นโครงสร้างไม้ ยังขาดลิ่มไม้ซึ่งสำคัญที่สุด
“อาจารย์ หลายปีมานี้ หยุนเฟยเคยมีบุตรที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กหรือไม่”
“ไม่มี นางมีแค่ไป๋หลี่คนเดียว”
“จวนจิ้งอ๋องมีบุตรคนอื่นที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กอีกหรือไม่”
“รวมกับที่จิ้งเฟยเพิ่งเสียไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็สองคน คนก่อนหน้าก็เป็นบุตรของจิ้งเฟยเช่นกัน”
เฉินจี้ประหลาดใจ “อาจารย์ หยุนเฟยมีปัญหาสุขภาพหรือไม่”
เฒ่าเหยากล่าวเสียงเรียบ “ข้าเคยจับชีพจรให้นาง ไม่มีอะไรผิดปกติ”
เฉินจี้ยังมีข้อสงสัยในใจ หยุนเฟยตอนนี้ก็ไม่มีรัชทายาทจะสืบทอดตำแหน่งจิ้งอ๋อง เหตุใดจึงใจดำกับโอรสอ๋องและไป๋หลี่นัก หากจะลงมือ ก็ควรรอให้มีรัชทายาทก่อนแล้วค่อยลงมือไม่ใช่หรือ?
หรือว่าตนวิเคราะห์ผิดกันแน่
“เดี๋ยวนะ” เฉินจี้มองเฒ่าเหยา “อาจารย์ จิ้งอ๋องไม่ไปค้างที่ตำหนักเฟยหยุนนานแค่ไหนแล้ว ลุงอีกาสื่อสารกับนกได้ เรื่องนี้ท่านต้องรู้แน่”
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนแบบไหน อย่างข้าจะแอบฟังคนอื่นเชียวหรือ”
เฉินจี้พูดจริงจัง “อาจารย์ เรื่องนี้สำคัญมาก”
เฒ่าเหยาลูบเคราช้าๆ “ข้ามาเมืองหลัวสามปีแล้ว จิ้งอ๋องไม่เคยค้างที่ตำหนักเฟยหยุน พักอยู่คนเดียวที่หอหมิงเจิ้งเสมอ”
เฉินจี้นิ่งเงียบ ลิ่มไม้ชิ้นสุดท้ายถูกเสียบเข้าที่ ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดหยุนเฟยจึงทำเช่นนี้ คนที่นางต้องการกำจัดไม่ได้มีแค่โอรสอ๋องกับไป๋หลี่ แต่ยังมีจิ้งเฟยด้วย
...
...
ขณะกำลังครุ่นคิด มีเสียงกรอบแกรบดังมาจากนอกกำแพง เฉินจี้กับเฒ่าเหยามองหน้ากันด้วยความสงสัย เดินกลับไปที่ลานหลัง
พริบตาเดียวก็เห็นศีรษะโอรสอ๋องโผล่มาจากชายคากำแพง “เฉินจี้!”
เฉินจี้ประหลาดใจ “ท่านมาเช้าขนาดนี้เชียว? กระตือรือร้นทำงานแบบนี้ ดูไม่สมกับเป็นท่านเลย”
โอรสอ๋องเปลี่ยนสีหน้า “เจ้าพูดอะไรน่ะ เมื่อวานข้าดูไม่ขยันทำงานหรือไง? เฉินจี้ พูดอะไรอิงความจริงบ้างสิ!”
“ขยัน ขยันมากเลย!”
สีหน้าโอรสอ๋องผ่อนคลายลง “ขอปรึกษาเจ้าเรื่องหนึ่ง เมื่อวานเจ้าบอกว่า ต้องการคนช่วยแปลงเตา ข้าหาผู้ช่วยมาให้แล้ว”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “มีคนช่วยก็ดีแล้ว”
โอรสอ๋องลังเลเล็กน้อย “ผู้ช่วยคนนี้น่ะ ฐานะค่อนข้างพิเศษ แต่เจ้าไม่ต้องกดดันนะ เขาแค่อยากรู้ว่าพวกเราทำอะไรกัน...”
เฉินจี้ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล
ระหว่างนี้ มีคนยกบันไดมาพิงกำแพงอีกฝั่ง จนกระทั่งเขาเห็นร่างของคนผู้หนึ่ง ปรากฏขึ้นบนชายคากำแพง
เฉินจี้เปลี่ยนสีหน้าทันที “ท่านอ๋อง?!”
ให้ขอคนมาช่วย ไฉนถึงกลายเป็นจิ้งอ๋อง?!
แต่จิ้งอ๋องยังคงสวมชุดปะๆ ชุนๆ อยู่เช่นเดิม หลังจากปีนข้ามกำแพงเข้ามาในโรงยา ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ปีนกำแพงบ้านตัวเองก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน มิน่าเล่า หยุนซีกับไป๋หลี่ถึงไม่เข้าออกประตูหน้า”
โอรสอ๋องนอนคว่ำบนชายกำแพง หัวเราะร่าพลางช่วยเสริม “ใช่ไหมล่ะ!”
เฉินจี้รีบส่งสายตาให้โอรสอ๋อง แล้วกระซิบว่า “ท่านอ๋องกำลังประชดท่านอยู่นะ ฟังไม่ออกหรือ”
รอยยิ้มของโอรสอ๋องเริ่มจางลง
จิ้งอ๋องเดินอย่างไม่รีบร้อน จนมาถึงข้างต้นแอปริคอต ยกมือหยิบผ้าแดงผืนหนึ่ง เงียบมองคำอธิษฐานที่เขียนไว้ “นี่พวกเจ้าเขียนกันเองหรือ? นานแล้วที่ไม่ได้เห็นคำอธิษฐานเรียบง่ายเช่นนี้ ปกติเห็นแต่คนขอตำแหน่งกับเงินทอง”
เฉินจี้วางคานหาบลงจากบ่า ถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋องจะมาช่วยพวกข้าหรือ”
อ๋องยิ้มตอบว่า “ร่างกายข้าคงทำงานหนักไม่ไหว แต่ข้าเรียกคนมาช่วยพวกเจ้าแล้ว พวกเขากำลังมา คงใกล้จะถึงแล้วล่ะ”
เสียงเพิ่งขาดคำ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากนอกโรงยา แล้วมีคนตะโกนผ่านช่องประตูว่า “ท่านอ๋อง พวกเรามาแล้ว”
จิ้งอ๋องชี้บอกทางเฝิงต้าป้านที่เพิ่งปีนเข้ามาในลาน “ไปเปิดประตูให้พวกเขาหน่อย”
ขณะที่เฝิงต้าป้านไปเปิดประตู เฉินจี้กระซิบถามโอรสอ๋อง “ท่านไปบอกอะไรกับท่านอ๋องหรือเปล่า?”
จิ้งอ๋องใฝ่แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คงต้องเป็นเพราะโอรสอ๋องไปเล่าเรื่องน่าสนใจ ถึงได้รีบรุดมาแต่เช้าตรู่
โอรสอ๋องก็กดเสียงต่ำลงเช่นกัน “หลังเรียนคาบเช้าวันนี้ ท่านพ่อถามข้าว่า เมื่อวานทำอะไรบ้าง ข้าเลยเอาคำพูดของเจ้าไปโม้กับท่าน บอกว่าเตาดินใช้ไม่ได้ เตากึ่งเปลวกลับที่พวกงูเจ้าถิ่นสร้างเป็น เราก็ไม่เอาเหมือนกัน วันนี้เราจะสร้างเตาเปลวกลับเต็มรูปแบบให้ได้”
เฉินจี้ครุ่นคิด “ท่านอ๋องว่าอย่างไร”
โอรสอ๋องยักไหล่ “ท่านถามข้าว่า เตาเปลวกลับเต็มรูปแบบคืออะไร ปล่องควันต้องวางตรงไหน ช่องลมเข้า รูพ่นไฟต้องเว้นอย่างไร ห้องเผาไหม้ตั้งไว้ตำแหน่งใด กำแพงกันไฟต้องสูงเท่าไร...ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าบอกท่านว่านี่เป็นความลับ บอกไม่ได้”
เฉินจี้ตะลึง
จิ้งอ๋องช่างรอบรู้เหลือเกิน
เตาไฟพุ่ง เตาไฟราบ เตากึ่งเปลวกลับ เตาเปลวกลับเต็มรูปแบบ ความแตกต่างที่แท้จริงคือการไหลของเปลวไฟภายในเตา คนทั่วไปเมื่อนึกถึงเตาเผาก็คิดแค่ว่าเป็น ‘กองดิน’ น้อยคนนักที่จะสนใจโครงสร้างภายในของเตา
ขุนนางผู้มีอำนาจเต็มขั้นเช่นนี้ กลับรู้รายละเอียดลึกซึ้ง ถึงขนาดอยากช่วยสร้าง
ขณะนั้น ประตูโรงยาไท่ผิงเปิดออก เห็นชายฉกรรจ์สิบกว่าคนเดินเรียงแถวเข้ามา พวกเขาผิวคล้ำแดด กล้ามเนื้อทั่วร่างเป็นมัดๆ แลดูแข็งแกร่งยิ่ง
ชายฉกรรจ์ที่นำหน้า ประนมมือคำนับจิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง ข้าพาคนมาแล้ว พวกเขาล้วนเป็นมือฉมังในการก่อเตา”
จิ้งอ๋องพยักหน้า หันมามองเฉินจี้ “งั้นไปกันเถอะ หน้าประตูเตรียมเกวียนไว้แล้ว”
เฉินจี้อึ้งไป “ท่านก็นั่งเกวียนด้วยหรือ”
จิ้งอ๋องหัวเราะฮ่าๆ “พวกเราไปทำงานกัน ไม่นั่งเกวียนจะนั่งอะไร”
ออกจากประตูไป ไป๋หลี่ขึ้นเกวียนคันเดิมของเฉินจี้ตามสัญชาตญาณ แต่ถูกจิ้งอ๋องเรียก “เจ้าจะไปไหน มานั่งนี่”
“โธ่…” ไป๋หลี่ก้มหน้า ค่อยๆ นั่งขัดสมาธิข้างจิ้งอ๋อง
เกวียนทั้งสามคันค่อยๆ ออกเดินทาง ล้อไม้หมุนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปตามทาง
มีจิ้งอ๋องอยู่ข้างๆ ทุกคนบนเกวียนเฉินจี้ต่างกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง
บนเกวียนสองคันของจิ้งอ๋อง บรรดาชายฉกรรจ์ต่างสีหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดไม่หัวเราะ ก้มหน้ากัดแผ่นแป้ง
พอถึงโรงเตา เหล่าชายฉกรรจ์ลงจากเกวียนก็ลงมือทำงานทันที เก็บกวาดโรงเตาที่รกรุงรังให้สะอาดเอี่ยม
เฉินจี้หยิบกิ่งไม้มา วาดแบบก่อสร้างลงบนพื้น “ขุดฐานรากก่อน ทั้งสองข้างเว้นที่สำหรับห้องเผาไหม้ไว้ข้างละห้อง...”
วาดไปวาดมา จิ้งอ๋องก็เอ่ยปากขัด “ภายในเป็นผนังตรงขึ้นลง แถมรูพ่นไฟยังตั้งตรงอีก เช่นนี้กระแสเปลวไฟมิใช่จะพุ่งขึ้นไปกระทบยอดโดมหมดหรือ อุณหภูมิก้นเตาจะเพิ่มได้อย่างไร”
เฉินจี้อธิบาย “หน้าตัดรูพ่นไฟต้องเล็ก เช่นนี้กระแสเปลวไฟจะเร็วมาก หากยอดโดมเป็นโค้งที่เหมาะสม กระแสเปลวไฟก็จะม้วนกลับลงมาข้างล่างในเตา อีกอย่าง กำแพงกันไฟต้องเจาะรู เพื่อให้อุณหภูมิกระจายสม่ำเสมอกว่าเดิม”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งสงสัย “เหตุใดจึงต้องทำห้องเผาไหม้สองห้อง”
เฉินจี้อธิบายต่อ “ก็เพื่อให้กระแสเปลวไฟหมุนเวียนเช่นกัน ทำให้กระแสเปลวไฟเปลี่ยนจากสภาพกึ่งเปลวกลับ เป็นเปลวกลับเต็มรูปแบบ อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน”
จิ้งอ๋องตกใจ “เพิ่มมากขนาดนั้นเชียว? เจ้ารู้หรือไม่ว่า อุณหภูมิเพิ่มสองส่วนหมายถึงอะไร ช่างฝีมือนับไม่ถ้วนอยากเพิ่มอุณหภูมิสักหนึ่งส่วน ทุ่มเทสุดกำลังก็ยังทำไม่ได้ เจ้าบอกเพิ่มสองส่วนก็เพิ่มสองส่วนงั้นหรือ”
เฉินจี้คิดอยู่ครู่ “น่าจะไม่ผิดพลาด”
จิ้งอ๋องครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วหันไปมองพวกชายฉกรรจ์ที่พามา “พวกเจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่”
หัวหน้าชายฉกรรจ์ลังเล “พวกเราขอปรึกษากันสักครู่”
เห็นชายฉกรรจ์สิบกว่าคนมารวมตัวกันกระซิบกระซาบ สุดท้ายคนหนึ่งกล่าว “ลองดูเถอะขอรับ ลองแล้วจะรู้ ขอแค่แบบวาดไม่ผิด สร้างเตาเล็กแค่นี้ วันเดียวก็เพียงพอ”
เฝิงต้าป้านหาเก้าอี้ที่พอใช้ได้มาจากในโรงเตา เช็ดให้สะอาดแล้วปูผ้าหยาบให้จิ้งอ๋อง “ท่านอ๋อง นั่งพักเถอะขอรับ ร่างกายท่านยืนนานไม่ได้”
จิ้งอ๋องยกมือห้าม “ไม่เป็นไร ข้าขอดูก่อน”
เฉินจี้พาโอรสอ๋องและพวกไปก่อเตา แต่คาดไม่ถึงว่า หัวหน้าชายฉกรรจ์เห็นพวกเขาก่ออยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยขึ้นมาตรงๆ “โอรสอ๋อง พวกท่านถอยออกไปเถิด ช่วยส่งอิฐกับดินเหนียวอยู่ข้างๆ ก็พอ ที่เหลือพวกเราจัดการเอง”
โอรสอ๋องบ่นเบาๆ “ถูกมองเป็นภาระแล้วสินะ”
หลิวฉวีซิงกระซิบ “จะทำอย่างไรดี? พวกเราลองแสดงให้เห็นดีไหมว่า ทางนี้เองก็ไม่แพ้พวกเขา?”
โอรสอ๋องมองเหล่าชายฉกรรจ์ทำงานคล่องแคล่ว คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก “ไม่ต้อง ข้ายอมถูกมองเป็นภาระ”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น