ตอนที่ 0093 แอบเรียน
ในโรงยาไท่ผิง เหลือเพียงเฒ่าเหยาผู้เดียวยืนอยู่หลังโต๊ะบัญชีกำลังสาวลูกคิด
สาวไปสาวมา เขาชะงักมือ เหลือบมองฝูงชนพลุกพล่านนอกประตู
แต่ก่อนเขารำคาญพวกเด็กๆ ที่มาอึกทึกครึกโครมในโรงยา ทว่าวันนี้เงียบเชียบกะทันหัน กลับรู้สึกว่างเปล่าในอก
เฒ่าเหยาหยิบเหรียญทองแดงหกเหรียญจากแขนเสื้อ โยนลงบนโต๊ะบัญชี ทำนายไปพลางบ่นพึมพำ “คืนนี้ไม่กลับหรือ? หึ ดีจริง ข้าไม่ต้องเก็บข้าวไว้ให้พวกมันแล้ว”
เสียงแมวร้องเมี๊ยวดังมาจากลานหลัง เขาเดินเอื่อยๆ ไปลานหลัง พบอูหยุนนั่งหมอบเรียบร้อยบนชายคา ข้างกายมีแมวสลิดยี่สิบกว่าตัว
เฒ่าเหยายิ้มหน้าบาน “พวกเจ้ารอเดี๋ยวนะ”
ว่าแล้วก็เข้าไปในเรือน หยิบกล่องขนมร้านเจิ้งซินออกมา เปิดลิ้นชักหยิบขนมทีละชิ้นมาวางบนฝ่ามือ แมวสลิดเรียงแถวกระโดดลงจากชายคาทีละตัว คาบขนมไปอย่างมีมารยาท
พอถึงคิวอูหยุน เฒ่าเหยาเปิดกล่องกว้าง “อยากกินอันไหนเลือกเอาเองเลย”
อูหยุนไม่กิน กลับเงยหน้ามองเขา
เฒ่าเหยานึกชื่นชม ลูบศีรษะอูหยุนพลางกล่าว “ยังรู้จักห่วงให้ข้ากินก่อนด้วยหรือ? ข้ากินไม่ลงแล้ว”
อูหยุนงุนงง
เฒ่าเหยาหัวเราะอธิบาย “คนเราล้วนมีเกิดแก่เจ็บตาย ครั้นกินของไม่ลง ก็ถึงคราวต้องจากไป แต่ก่อนก็เคยไม่ยอม แต่ภายหลังก็คิดได้ มีชีวิตถึงเก้าสิบสองปี ไม่เหลืออะไรให้ค้างคาใจแล้ว”
ระหว่างนี้ เสียงดังมาจากห้องโถงหน้า “หมอหลวงเหยา?”
เฒ่าเหยายกคิ้ว กอดอกเดินไปห้องโถงหน้า พบผู้คนแน่นขนัดในโรงยา นำหน้าโดยเฉินหลี่ฉินในชุดขุนนางสีน้ำเงิน
ข้างหลังเฉินหลี่ฉิน บ่าวจวนเฉินหามหีบของขวัญแปดหีบ นอกประตูมีชาวบ้านละแวกใกล้เคียงกำลังยืนมุง ยื่นหน้าเข้ามาดูความครื้นเครง
พอเห็นเฒ่าเหยาออกมา บ่าวคนหนึ่งก็ร้องเสียงดัง “วันนี้จวนเฉินมาถวายของไหว้ครูแปดอย่างในนามเฉินจี้ เหล้าดีสองไห ขาหมูตากสิบชิ้น ขาหลังหมูหนึ่งชิ้น ลูกแกะสองตัว ขนมหนึ่งกล่อง ท่อนเงินสิบท่อน ผ้าไหมสองพับ ไม้ฉื่อเงินหนึ่งท่อน”
เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ “เอะอะโวยวายอะไรกัน อยากให้ชาวบ้านรู้ว่าจวนเฉินร่ำรวย หรืออยากให้รู้ว่าไม่รู้จักธรรมเนียม เป็นเด็กฝึกสองปีแล้วเพิ่งมาถวายของไหว้ครู? ใต้เท้าเฉินช่างยิ่งใหญ่เสียจริง มาเยือนโรงยาเล็กๆ ของข้ายังต้องสวมชุดขุนนาง”
เฉินหลี่ฉินสีหน้าเก้อเขิน รีบคารวะ “ยามเที่ยงยังต้องไปงานเลี้ยงเข้าสนามสอบฤดูใบไม้ร่วง จึงต้องสวมชุดขุนนางออกจากบ้าน หมอหลวงเหยาได้โปรดอภัย วันนี้ข้ามาเยือนเพื่อขอขมา ชดเชยมารยาทที่จวนเฉินละเลยไป”
“ไม่เป็นไร วางของแล้วไปเถอะ” เฒ่าเหยาโบกมือ
เฉินหลี่ฉินยังไม่ไป ลังเลครู่หนึ่งจึงกล่าว “ได้ยินว่าลูกชายข้ากลับตัวแล้ว ไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร?”
“เป็นอย่างไรน่ะหรือ?” เฒ่าเหยาคิดอยู่ครู่ “ทุกวันตื่นแต่เช้ามืดมาหาบน้ำ กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ เอะอะจนคนแก่อย่างข้าอยู่สงบไม่ได้”
เฉินหลี่ฉินถามต่อ “เขายังเล่นการพนันอยู่หรือไม่?”
เฒ่าเหยาลูบเคราส่ายหน้า “หลายคนบอกว่าเขาเคยติดพนันจนเป็นนิสัย แต่มาอยู่โรงยาข้า ไม่เคยเห็นเล่นสักวันเดียว”
เฉินหลี่ฉินถอนใจโล่งอก “วันนี้มาโรงยา ที่จริงยังมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษาท่าน”
“เรื่องใด?”
เฉินหลี่ฉินกล่าว “เฉินจี้ฉลาดหลักแหลมแต่เด็ก ปีที่ผ่านมาเพราะข้าติดราชการ ไม่มีเวลาดูแล เขาจึงเติบโตผิดทาง บัดนี้เขากลับตัวแล้ว ข้าจึงคิดจะรับเขากลับจวน พอต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะส่งเขาไปเรียนที่สำนักตงหลินสามปี”
“เรียนหนังสือ?”
“ถูกต้อง เฉินจี้ปีนี้เพิ่งอายุสิบเจ็ด อ่านหนังสือสามปีแล้วเข้าสอบราชการก็ยังทัน”
ในโรงยา เฒ่าเหยามองคนจวนเฉินที่มากันเนืองแน่น สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึมลง “ตัวเองเลี้ยงลูกจนเสียคน ก็โยนมาให้โรงยาไท่ผิงข้า พอดีขึ้นมาก็จะรับกลับไป? มีเรื่องดีๆ แบบนี้ในโลกด้วยหรือ? จวนเฉินของเจ้า ต่อไปอย่างสอนลูกหลานเองเลย ส่งมาที่นี่ให้หมดเถอะ”
เฉินหลี่ฉินกล่าวอย่างจริงใจ “หมอหลวงเหยา ท่านก็เข้าใจดี อ่านหนังสือสอบราชการคือหนทางอันชอบธรรม แต่ก่อนข้าคิดว่าเขาเกินเยียวยา บัดนี้เขาหลงทางแล้วรู้จักหันกลับ ข้าผู้เป็นพ่อย่อมต้องคิดถึงอนาคตเขา หากท่านรักเขา ย่อมปรารถนาให้เขามีอนาคตสดใส มิใช่หรือ?”
เฒ่าเหยาพูดเสียดสี “เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วย เอาของที่พวกเจ้าหามากลับไปเถอะ คนแก่อย่างข้าไม่ต้องการ เมื่อวานก็บอกไปแล้ว ต่อไปจวนเฉินเจ้าแม้แต่ค่าเล่าเรียนก็ไม่ต้องจ่าย ข้ารับเขาเป็นลูกศิษย์ ให้กินให้อยู่ไม่คิดเงิน ส่วนเขาคอยดูแลข้ายามแก่เฒ่า ส่งข้าจนถึงที่สุด”
เฉินหลี่ฉินทำหน้าขรึมเช่นกัน “หมอหลวงเหยาอย่าไร้เหตุผลนักเลย เมื่อวานข้ายังไม่ได้ตกปากรับคำ เรียนวิชากับท่านไป อย่างมากก็เป็นแค่หมอหลวงชั้น 7 แต่หากสอบราชการ ภายหน้าปกครองแคว้นหนึ่งได้ ย่อมอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรได้มากกว่า เฉินจี้อยู่ไหน ให้เขาตัดสินใจเองดีกว่า ข้าเชื่อว่าเขารู้ว่าควรเลือกอย่างไร”
เฒ่าเหยายกคิ้ว “เขาไม่อยู่โรงยา”
เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้ว “ท่านอย่าถ่วงเวลาแบบนี้เลย เปล่าประโยชน์”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น “เขาอยู่ที่โรงเตาหมู่บ้านแซ่หลิว ท่านอยากถามเขาก็ไปถามเองที่นั่น! หากเขาอยากกลับจวนเฉินกับท่าน ข้าก็ไม่ขวาง!”
เฉินหลี่ฉินงุนงง “เขาไม่อยู่เรียนที่โรงยา ไปโรงเตาสกปรกโสโครก คลุกคลีกับพวกช่างปั้นหม้อเลอะเทอะหรือ? หมอหลวงเหยา เหตุใดท่านไม่ห้ามปรามเขา?”
เฒ่าเหยากลอกตาขาว “ศิษย์ข้าอยากทำอะไรก็ทำ เจ้าจะมาสั่งหรือ?”
เฉินหลี่ฉินคารวะ “บัดนี้ ข้ายิ่งคิดว่าควรพาเฉินจี้กลับจวน ขอตัว! หากเขายินดีกลับจวนเฉินกับข้า ขอท่านอย่าได้ขัดขวาง”
กล่าวจบ เฉินหลี่ฉินก็ออกจากประตู ขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแซ่หลิวทางใต้เมือง
เฒ่าเหยามองของไหว้ครูที่ถูกทิ้งไว้ในห้องโถง นิ่งเงียบไม่พูดจาอยู่นาน
อูหยุนกระโดดขึ้นโต๊ะบัญชีอย่างเบาหวิว ใช้ศีรษะถูไถหลังมือเขา
เฒ่าเหยามองอูหยุน เอ่ยถามเนิบช้า “เคล็ดวิชาสิงกวน ข้าสอนเขาหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะสอนอีก ฝ่ายหนึ่งเป็นชายแก่ในโรงยา กลิ่นฝาดเหม็นคาวยาเต็มห้อง อีกฝ่ายเป็นตระกูลเฉินใหญ่โตของเสนาบดีกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน เจ้าว่าเขาจะเลือกอย่างไร?”
อูหยุนมิได้ตอบ
......
......
ในโรงเตา จิ้งอ๋องประคองมือไพล่หลัง ยืนนิ่งดุจขุนเขา จ้องมองเตาเปลวกลับที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
เฝิงต้าป้านยืนข้างกาย กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทูลท่านอ๋อง วันนี้เป็นวันเข้าม่านการสอบฤดูใบไม้ร่วง ตามธรรมเนียม ศาลากลางเมืองหลัวจะจัดงานเลี้ยงขุนนางม่านในม่านนอกที่หออิ๋งเซียนตอนเที่ยง ท่านควรเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงได้แล้ว วันสำคัญเช่นนี้ หากไร้อ๋องประทับ เกรงว่าเหล่าขุนนางจะหวั่นวิตกในใจ”
ตามประเพณี ก่อนเปิดการสอบฤดูใบไม้ร่วงต้องจัด ‘งานเลี้ยงเข้าม่านขึ้นม้า*’ ก่อน
(เข้าม่าน — ใช้เรียกการเข้ารับตำแหน่งขุนนางใหม่ เนื่องจากในสมัยโบราณ เวลาสอบได้หรือมีการประกาศชื่อ จะมีการแขวนรายชื่อไว้หลังม่าน/ป้าย
ขึ้นม้า — หมายถึง ออกเดินทางไปรับตำแหน่งในพื้นที่ใหม่)
หลังงานเลี้ยง กรรมการสอบแบ่งเป็นขุนนางม่านในกับขุนนางม่านนอก ขุนนางม่านในรับผิดชอบตรวจให้คะแนนข้อสอบ ขุนนางม่านนอกรับผิดชอบควบคุมสนามสอบ ทั้งสองฝ่ายห้ามพบปะกัน
งานเลี้ยงเข้าม่านขึ้นม้า โดยปกติแล้ว ผู้มีบารมีสูงสุดในท้องถิ่นจะเป็นประธาน
จิ้งอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงสงบ “วันนี้จะไม่ไปงานเลี้ยงขึ้นม้า ที่นี่มีเรื่องสำคัญกว่า”
เฝิงต้าป้านสงสัย “ทูลท่านอ๋อง ท่านฟังโอรสอ๋องแค่ไม่กี่ประโยค ก็ส่งคนไปเรียกช่างฝีมือหัวกะทิจากสำนักช่างมาแต่เช้าตรู่ บัดนี้ยังจะขาดงานเลี้ยงเข้าม่าน……ก็แค่เตาเผาเครื่องเคลือบเตาเดียว แต่ก่อนก็ไม่เห็นท่านใส่ใจเครื่องเคลือบขนาดนี้ หากโปรดปรานเตานัก ข้าจะส่งคนไปเมืองจิ่งเต๋อ คัดสรรมาถวาย เหตุใดต้องเผาเองเล่า?”
จิ้งอ๋องชี้ไปยังเตาที่กำลังก่อสร้าง ถามอย่างยิ้มแย้ม “เครื่องเคลือบ? เครื่องเคลือบคงไม่ทำให้ข้ารีบร้อนมาที่นี่หรอก”
เฝิงต้าป้านยิ่งงุนงง “ท่านกำลังสนใจสิ่งที่หมอเฉินน้อยกล่าวถึง ว่าใช้แทนปูนข้าวเหนียวหรือ?”
“จะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิด” จิ้งอ๋องเอ่ยเชื่องช้า “ปัจจุบันราชสำนักผลิตเหล็กถึงขีดจำกัดแล้ว ขัดสนยิ่งนัก หากแบ่งให้กองทัพชายแดนมาก ในหมู่ราษฎรแม้แต่หม้อเหล็กก็ยังราคาพุ่งสูง แต่หากจัดสรรให้แต่ละแคว้นมาก กองทัพชายแดนก็ต้องลำบาก แม่ทัพที่กลับจากด่านชายแดน ใครบ้างไม่บ่นว่าขาดแคลนอาวุธ”
จิ้งอ๋องกล่าวต่อ “เฝิงต้าป้าน เจ้ารู้หรือไม่ว่า เตาเปลวกลับนี้ หากเพิ่มอุณหภูมิได้อีกสองส่วนจริง จะหมายความว่าอย่างไร”
เฝิงต้าป้านคารวะทอดสายตาต่ำ “ข้าน้อยเป็นเพียงขันที รู้แต่ปรนนิบัติและปกป้องพระองค์ให้ดี เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องทราบ รู้มากไปก็ใจฟุ้งซ่าน”
จิ้งอ๋องหัวเราะชอบใจ “เฝิงต้าป้านยังคงรอบคอบเช่นเคย”
เฝิงต้าป้านยิ้ม “ขอท่านอ๋องช่วยชี้แจง เหตุใดจึงใส่ใจเตาเผานี้นัก”
จิ้งอ๋องอธิบายเนิบช้า “หากเตาเปลวกลับนี้เพิ่มอุณหภูมิได้อีกสองส่วน ก็หมายความว่าแร่เหล็กจะหลอมเป็นน้ำเหล็กได้เลย เมื่อถึงตอนนั้น กองทัพชายแดนราชวงศ์หนิงเราก็ไม่ต้องใช้อาวุธชำรุดที่ถูกซ่อมแล้วซ่อมอีก หวังได้ถึงทหารม้าเกราะหนักด้วยซ้ำ”
เฝิงต้าป้านตาสว่างทันที ประดุจหายสงสัย “นี่คือนโยบายแผ่นดิน เทียบกันแล้ว การสอบฤดูใบไม้ร่วงเมืองหลัวย่อมไม่สำคัญ แต่ท่านอ๋องวางตัวมั่นคงมาตลอด เหตุใดจึงกล้าเดิมพันการใหญ่ไว้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง? หากเขาเพียงคุยโวโอ้อวดเล่า”
จิ้งอ๋องอมยิ้ม “เจ้าเชื่อคำทำนายหรือไม่”
“ขอรับ?” เฝิงต้าป้านไม่เข้าใจ จิ้งอ๋องก็มิได้อธิบายต่อ
จิ้งอ๋องเบี่ยงประเด็น เอ่ยเย้าหยอก “เจ้าหนุ่มเฉินจี้เฉลียวฉลาดก็จริง แต่ยังอ่อนต่อโลก เขามุ่งแต่จะทำสิ่งแทนปูนข้าวเหนียว กลับไม่รู้ว่าวิชาปรับปรุงเตานี่ต่างหากคือไข่มุกแท้”
เฝิงต้าป้านสงสัย “พระองค์จะทรงซื้อวิชาปรับปรุงเตานี้หรือ?”
จิ้งอ๋องหัวเราะเสียงดัง “ซื้อ? ข้าจะมอบบทเรียนแก่เด็กหนุ่มอ่อนต่อโลกคนนี้ก่อน”
หน้าโรงเตา เฉินจี้กำลังต้อนเกวียนวัวกลับจากข้างนอก บนเกวียนบรรทุกอิฐดินเผากองสูง เหลียงมาวเอ๋อร์กับโอรสอ๋องคอยเข็นเกวียนอยู่ด้านหลัง
ชายคนหนึ่งเดินสวนมา “หมอเฉินน้อย ข้ามีข้อสงสัย ช่วยชี้แจงให้กระจ่างได้หรือไม่”
เฉินจี้เรียกเซ่อเติงเค่อมาจูงวัวแทน ตนเองปัดฝุ่นบนฝ่ามือ ยิ้มพลางกล่าว “ได้ พวกเราไปคุยกันที่เตาเผา ท่านอยากถามอะไร”
เฉินจี้ยืนหยุดหน้าเตา ชี้ไปตามจุดต่างๆ พลางอธิบายให้ชายผู้นั้นฟัง
“หมอเฉินน้อย เหตุใดต้องฝังปล่องควันหลักไว้ใต้เตาเผาพอดีด้วย ไม่ควรตั้งปล่องควันไว้ด้านหลังหรือ”
“ต้องฝังช่องดูดไฟไว้ใต้เตาพอดี จึงจะทำให้เปลวไฟม้วนกลับในเตาได้”
“หมอเฉินน้อย เหตุใดช่องพ่นไฟต้องมีขนาดสองส่วนของตะแกรงเตาพอดี”
“เพราะหากใหญ่กว่านั้น จะเผาตะแกรงเตาพังเสีย”
เฉินจี้กับชายคนหนึ่งยืนเคียงกันหน้าเตา ด้านหลังทั้งสอง ชายอีกคนแอบหยิบสมุดเล่มเล็กจากอก ใช้ดินสอถ่านจดคำอธิบายของเฉินจี้ไว้อย่างเงียบๆ
ครั้นเฉินจี้ตอบคำถามจบ เขาก็ทำทีเหมือนไม่มีอะไร ยัดสมุดกลับเข้าอก ทำงานของตัวเองต่อไป
ไป๋หลี่เงียบมองแผ่นหลังผอมตรงของเฉินจี้ รู้สึกว่าตอนนี้เขาดูไม่เหมือนเด็กฝึกโรงยาเลย
ไม่ว่ารูปลักษณ์ ผมเผ้า หน้าตาจะดูมอมแมมสักเพียงใด แค่เขาปัดฝุ่นบนตัว ก็ดูเหมือนอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา ชี้แนะทางสว่าง อ่อนโยนและสุขุม
เด็กหนุ่มอ่อนโยนผู้นี้ กับนักฆ่าหักดาบคืนนั้น ราวกับคนละคนที่แยกขาดจากกัน สลับกันดุจกลางวันกลางคืน
แต่นางสังเกตเห็นท่าทีลับๆ ล่อๆ ของช่างทหาร จึงเดินไปหาเฉินจี้เพื่อฟ้อง
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น