ตอนที่ 0094 เรื่องในบ้านกับเรื่องบ้านเมือง



ตอนที่เฉินจี้หยุดพักดื่มน้ำ  ไป๋หลี่เดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบแผ่วเบา  “เมื่อครู่ข้าเห็นพวกเขาแอบจดคำพูดของเจ้าเอาไว้ด้วย  ระวังหน่อยนะ  อย่าให้พวกเขาขโมยวิชาไปได้เชียว”


เฉินจี้ดื่มน้ำจากถุงหนังวัวไปพลาง  กวาดตามองรอบๆ ไปพลาง  พอสายตาไปถึงที่ใด  เหล่าชายฉกรรจ์หน้าตาใสซื่อต่างก็หลบตากันถ้วนหน้า


เขาถามด้วยความสงสัย  “ธิดาอ๋อง  คนพวกนี้พ่อท่านส่งมา  ท่านไม่เข้าข้างพ่อตัวเองหรือ”


ไป๋หลี่ตอบด้วยความโกรธ  “มันคนละเรื่องกัน  ขโมยของผู้อื่นยังไงก็ผิด!”


เฉินจี้ยิ้มพลางกล่าวกับไป๋หลี่  “ไม่เป็นไรหรอกธิดาอ๋อง  ท่านดูพี่ๆ ช่างพวกนี้สิ  ล้วนเป็นมือดีในการก่อเตา  มาช่วยทำงานเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้  เรียนรู้อะไรไปบ้างก็ไม่เสียหาย  อย่าขี้หวงนักเลย”


ไป๋หลี่โกรธที่เหล็กไม่อาจเป็นเหล็กกล้า  “ข้าไม่รู้หรอกว่า  ฝีมือของเจ้ามีค่าแค่ไหน  แต่ที่ทำให้พ่อข้าถึงกับต้องรีบร้อนมาแอบเรียน  ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่  ไม่รู้ว่าเจ้าแกล้งโง่หรือโง่จริง  สอนลูกศิษย์จนเก่งแต่อาจารย์อดตาย  เจ้าไม่เข้าใจหรือไร?  พ่อข้าคนนี้  รักใคร่ราษฎรก็จริง  แต่พอต้องทำการใหญ่  กลเม็ดกลับแพรวพราว  ถ้าไม่มีเล่ห์เหลี่ยมบ้าง  พวกขุนนางเจียงหนานจะยอมส่งเสบียงให้ง่ายๆ หรือ”


“ท่านกำลังพูดถึงพ่อตัวเองอยู่นะ”


ไป๋หลี่กลอกตาขาว  “ช่างเถอะ  พูดกับเจ้าไม่รู้เรื่อง  ข้าไปคุยกับเขาเองดีกว่า!”


เฉินจี้มองแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างฉุนเฉียวของนาง  แล้วก็อมยิ้มกับตัวเอง


ระหว่างนี้  เฝิงต้าป้านสั่งให้คนไปหาโต๊ะเก้าอี้จากค่ายทหาร  ปูผ้าหยาบ  ตั้งกระดานหมากไว้  “การแก้เตานี้คงไม่เสร็จง่ายๆ แน่  ท่านอ๋อง  อย่ามัวยืนอยู่เลย  ข้าจะเล่นหมากเป็นเพื่อนท่านสักสองสามกระดาน  เดี๋ยวจะเบื่อเอาเสียก่อน”


จิ้งอ๋องหัวเราะ  “มาสิ  วันก่อนเล่นหมากกับเจ้าหนุ่มนั่น  จิตใจเกือบแตกสลาย  วันนี้ได้เล่นกับเจ้า  ถือโอกาสหาความมั่นใจคืนไปในตัว”


เฝิงต้าป้านกล่าวเสียงอ่อย  “ท่านอ๋องพูดจาไม่ถนอมน้ำใจคนเอาเสียเลย”


“มา  เสี่ยงทายว่าใครได้เดินก่อน”


ขณะที่จิ้งอ๋องหยิบหมากขึ้นมากำในมือ  ก็พลันเห็นมือขาวเรียวยื่นมาจากด้านข้าง  แคะหมากออกจากอุ้งมือของเขา  แล้วโยนกลับลงในกระบุงหมาก


จิ้งอ๋องค่อยๆ หันหน้าไปมอง


เห็นไป๋หลี่ยืนอยู่ด้านข้าง  ท่าทางฉุนเฉียว  “ท่านพ่อ  ท่านมาทำอะไรกันแน่?”


จิ้งอ๋องอธิบายอย่างจริงใจ  “มาช่วยงานพวกเจ้าไง  แต่สามปีมานี้  ร่างกายพ่อทรุดโทรมลงเรื่อยๆ  ทำงานหนักเองไม่ไหวแล้ว  ไม่งั้นตอนนี้คงไปช่วยขนอิฐ  โบกปูนเหมือนคนอื่นๆ”


ไป๋หลี่ขมวดคิ้วเรียว  “อย่ามาทำไขสือ  ไหนเลยท่านจะมาช่วยงาน  ชัดเจนว่ามาขโมยวิชาต่างหาก!”


จิ้งอ๋องรีบลุกขึ้นยืน  จับข้อมือไป๋หลี่  เดินลากออกไปนอกโรงเตา  “พ่อเป็นจิ้งอ๋องผู้ยิ่งใหญ่  จะไปทำเรื่องอย่างขโมยวิชาได้ยังไง  ไปๆ พ่อพาไปเที่ยวข้างนอก  อ้อ  อีกสองสามเดือนก็วันเกิดเจ้าแล้ว  อยากได้ของขวัญเป็นอะไรล่ะ”


ไป๋หลี่ดิ้นรนขณะถูกลากออกไป  “ท่านพ่อ  ท่านติดสินบนข้าไม่สำเร็จหรอก  ปล่อยเถอะ...”


พอเดินมาถึงหน้าประตู  ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าประตู  ด้านหลังยังมีบริวารขี่ม้าสูงใหญ่ตามมาอีกหลายนาย


สารถียกบันไดลง  วางบนพื้นโคลน  ประคองเฉินหลี่ฉินลงจากรถม้าอย่างไม่รีบร้อน


“ท่านอ๋อง  มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”  เฉินหลี่ฉินถึงกับอึ้งไป


เขามาตามหาเฉินจี้


ครั้นได้ยินว่าเฉินจี้มาเสียเวลาที่โรงเตา  ก็โกรธจนแทบทนไม่ไหว  วัยหนุ่มผ่านไปเร็วดุจลูกศร  ควรแข่งกับเวลา  อ่านหนังสือให้มาก  จะมาเสียเวลาเปล่าที่โรงเตานี้ได้อย่างไร


แต่เขาไม่นึกเลยว่า  พอลงจากรถม้า  จะได้เห็นจิ้งอ๋องกับธิดาอ๋องไป๋หลี่!


จิ้งอ๋องเห็นเฉินหลี่ฉินก็อึ้งไปเช่นกัน  “ใต้เท้าเฉินมาที่นี่ทำไม”


เฉินหลี่ฉินคารวะพลางกล่าว  “ข้าน้อยเพิ่งไปจ่ายค่าฝากตัวให้ลูกชายที่โรงยาไท่ผิง  และตกลงกับหมอหลวงเหยาแล้ว  ต่อไปลูกชายข้าจะไม่เป็นเด็กฝึกโรงยาอีก  ตั้งใจว่าปีหน้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ  จะส่งเขาไปสำนักตงหลิน  รอให้เขาศึกษาสำเร็จกลับมาเหมือนพี่ชาย  ก็จะส่งเขาสอบขุนนาง  รับใช้ราชวงศ์หนิงของเรา”


ไป๋หลี่อุทานเสียงดัง  “เฉินจี้จะไม่อยู่โรงยาไท่ผิงแล้วหรือ?  เขาต้องไปสำนักตงหลินสามปีเลยหรือ?”


จิ้งอ๋องจับมือไป๋หลี่  เอ่ยเสียงขรึม  “ก่อนนี้พ่อยังสงสัยอยู่ว่า  เด็กฉลาดอย่างเฉินจี้ทำไมต้องอยู่โรงยาไท่ผิง  ต่อไปถ้าเขาสอบขุนนางรับราชการ  ก็นับว่ามีอนาคตที่ดีกว่า”


“ท่านอ๋องทรงปรีชายิ่ง”


“เฉินจี้อยู่ข้างใน  ข้าจะพาท่านไปหาเขาเอง”


ไป๋หลี่กระซิบแผ่วเบา  “ท่านพ่อ  เฉินจี้ไม่อยากกลับจวนเฉินหรอก”


จิ้งอ๋องหัวเราะ  “เด็กโง่  นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  เจ้าตัดสินใจแทนเขาได้หรือ”


......


......


ระหว่างนี้  เฉินจี้กำลังเข็นหินโม่กับเหลียงมาวเอ๋อร์  เตรียมวัตถุดิบไว้ให้พร้อมแต่เนิ่นๆ  พอแก้เตาเสร็จจะได้เผาปูนขาวทันที


เฉินหลี่ฉินเห็นเขาหน้าตามอมแมมแต่ไกล  ก็ขมวดคิ้วชนกันทันที  “เฉินจี้!”


เฉินจี้เงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ  ถามโดยไม่ทันคิด  “ใต้เท้าเฉินมาที่นี่ได้อย่างไร?”


เฉินหลี่ฉินได้ยินคำเรียก ‘ใต้เท้าเฉิน’ ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ  “ข้าตกลงกับหมอหลวงเหยาแล้ว  นับแต่นี้ไป  เจ้าไม่ต้องไปโรงยาไท่ผิงอีก  ตามข้ากลับจวนเดี๋ยวนี้”


เฉินจี้นิ่งเงียบ


ตกลงกับอาจารย์แล้ว?


ต่อไปไม่ต้องเป็นเด็กฝึกโรงยาไท่ผิงอีก?


ในโรงเตา  ทุกคนต่างหยุดงานในมือ  หันมามองเฉินจี้


เฉินจี้พูดขึ้นอย่างหนักแน่น  “เป็นไปไม่ได้”


เฉินหลี่ฉินขมวดคิ้ว  “อะไรเป็นไปไม่ได้”


เฉินจี้ตอบอย่างจริงจัง  “อาจารย์ไม่มีทางตกลงกับท่านแน่”


เฉินหลี่ฉินถึงกับอึ้ง  เขาคิดจะหลอกเฉินจี้แล้วพาตัวกลับบ้าน  ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะจับผิดคำโกหกของตนได้  


นี่ต้องไว้ใจกันขนาดไหน  ถึงได้มั่นใจเพียงนี้


เขาผ่อนน้ำเสียงลง  “เฉินจี้  ข้ารู้ว่าเจ้ายังขุ่นเคืองใจอยู่  แต่บ่าวรับใช้ที่แอบยักยอกเงินรายเดือนเจ้า  บัดนี้ถูกเฆี่ยนตายไปแล้ว  แม้แต่พ่อบ้านก็ยังโดนโบยสิบไม้  เจ้าเคยโกรธมากเพียงใดก็น่าจะคลายลงบ้าง  ตอนนี้เจ้าก็โตพอควร  ย่อมคิดเองได้ว่าสองทางนี้ต้องเลือกทางใด  หากยังอยู่โรงยาไท่ผิง  จนแก่ตายก็เป็นได้แค่หมอหลวงขั้น 7  แต่หากสอบเข้าราชการ  ต่อไปจะได้ปกครองหัวเมือง  คบหาแต่ผู้ดีมีตระกูล  หูตากว้างไกลต่างกันลิบลับ”


เฉินจี้ถามขึ้นลอยๆ  “ใต้เท้าเฉิน  จักจั่นฤดูร้อนหลังฝนตก  จะไต่ออกจากรูช่วงชั่วยามใด”


“ถามทำไม?  อายุเจ้ายังน้อย  อย่ามัวเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้เลย!”


เฉินจี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม  “ใต้เท้าเฉิน  ขอท่านกลับไปเถิด  ข้าว่าเป็นเด็กฝึกโรงยาก็ดีอยู่แล้ว  เป็นขุนนางอาจจะดี  แต่ข้าไม่ปรารถนา”


เป็นขุนนางอาจจะดี  แต่ข้าไม่ปรารถนา


เสียงนี้หนักแน่นดุจหินตกน้ำ


ไป๋หลี่จ้องมองร่างอันสงบนิ่งของเด็กฝึกหนุ่ม  ท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา  ไม่ก้มหัวให้ใคร  ไม่ถือตัวเกินงาม


สีหน้าของเฉินหลี่ฉินถมึงทึงสุดขีด  “เฉินจี้  เรื่องใหญ่เช่นนี้  ไม่ใช่เจ้าจะตัดสินใจเองได้  ตอนนี้เจ้ายังเด็ก  ไม่รู้เรื่องรู้ราว  คิดว่าตัวเองถูกต้อง  แต่บิดามารดาย่อมไม่ทำร้ายลูก  บ่าวไพร่!  รัดตัวเขาขึ้นรถม้า  กลับจวน!”


ทันใดนั้นเอง  เฉินจี้มองจิ้งอ๋องด้วยสีหน้าไร้เดียงสา  “ท่านอ๋อง  พวกท่านยังจะเรียนวิธีแก้เตาอยู่หรือไม่”


จิ้งอ๋องอึ้งไป  “ที่แท้เจ้าหนุ่มรู้มาตั้งนานแล้ว  ทำไมถึงแกล้งทำไขสือเล่า?”


เฉินจี้ยิ้มตอบ  “ท่านอ๋องใจบุญเพื่อราษฎร  ถูกขโมยเรียนไปก็ไม่เป็นไร”


จิ้งอ๋องยกคิ้ว  หยอกเย้ากลับไปว่า  “แต่ตอนนี้  พวกเราก็เรียนรู้ได้เกือบหมดแล้ว  เจ้ากลับจวนไปกับใต้เท้าเฉินเถิด  วันหน้าสอบจอหงวน  ได้เป็นแม่ทัพขุนนางใหญ่  อนาคตรุ่งโรจน์รออยู่”


เฉินจี้ยิ้มกว้างกว่าเดิม  “ท่านอ๋องคงไม่คิดว่า  เตาเปลวกลับเล็กๆ นี่จะใช้หลอมเหล็กได้จริงๆ กระมัง?  น้ำเหล็กจะไหลออกทางไหน  ผงเหล็กจะเติมทางไหน  น้ำเหล็กไหลออกมาแล้วจะผัดให้เป็นเหล็กสุกได้ทันทีอย่างไร  เหล็กจะเติมคาร์บอนให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้อย่างไร  หรือว่าท่านอ๋องเรียนรู้เรื่องพวกนี้หมดแล้ว?”


คำถามต่อเนื่องเหล่านี้  ทำเอาจิ้งอ๋องถึงกับนิ่งงัน  เขาหันไปมองเหล่าทหารช่างที่ตนพามา  กลับเห็นทหารช่างยืนอยู่ห่างๆ  ท่าทางกระวนกระวายดั่งมดบนกระทะร้อน  โบกมือโบกแขนเป็นพัลวัน  ส่งสัญญาณให้รั้งเจ้าหนุ่มนี่ไว้ให้ได้!


จิ้งอ๋องหัวเราะ  “เจ้าเอาวิชาแก้เตามาล่อข้า  แถมยังซ่อนไพ่เด็ดไว้มากมายเพียงนี้เชียว?  เฝิงต้าป้าน  เดิมที  ข้าว่าจะสอนบทเรียนให้เจ้าหนุ่มอ่อนประสบการณ์คนนี้  แต่กลับกลายเป็นโดนเขาสอนบทเรียนเสียเอง  ถูกกุมจุดอ่อนเข้าแล้วไง”


เฝิงต้าป้านยิ้มน้อยๆ  “หมอน้อยเฉินช่างฉลาดหลักแหลมเหนือคน”


จิ้งอ๋องโบกมือเรียกพวกทหารช่าง  “อย่าให้ใต้เท้าเฉินพาเฉินจี้ไปได้  เขาต้องอยู่กับเราก่อน”


ไป๋หลี่บ่นเบาๆ จากด้านข้าง  “ไหนเมื่อครู่ท่านเพิ่งบอกว่า  นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเฉินจี้?”


จิ้งอ๋องกดเสียงต่ำ  พูดอย่างจริงจัง  “ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว  เป็นเรื่องบ้านเมือง”


ระหว่างนี้  เหล่าทหารช่างพากันขวางหน้าเฉินจี้  ผลักบรรดาคนรับใช้และองครักษ์จวนเฉินให้ถอยกลับไป


เฉินหลี่ฉินมองจิ้งอ๋องด้วยความไม่เข้าใจ  “ท่านอ๋อง  นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว  ท่านจะมายุ่งทำไม”


จิ้งอ๋องอธิบายอย่างใจเย็น  “เฉินจี้ต้องอยู่ทำเรื่องสำคัญที่นี่ก่อน  ใต้เท้าเฉินกลับไปเถิด  เขายังไปกับท่านไม่ได้”


“เขาต้องทำอะไรอยู่ที่นี่?”


“เป็นความลับทางทหาร  ยังบอกท่านไม่ได้”


เฉินหลี่ฉินหายใจหอบหนัก  เคราสั่นระริก  เขาไม่อยากเชื่อเลยว่า  ตนพยายามพาเฉินจี้กลับจวนถึงสองครั้งสองครา  กลับไม่สำเร็จสักที


เขามองเฉินจี้  แล้วหันไปมองจิ้งอ๋อง  “ข้าต้องไปเป็นประธานงานเลี้ยงเข้าม่าน  วันนี้ขอตัวลา  เพียงแต่ว่า  ท่านอ๋องไม่ควรยุ่งเรื่องครอบครัวข้ามากเกินไปนัก  วันหลังคงต้องมารบกวนอีก”


จิ้งอ๋องโบกมือ  “ไปเถิดไปเถิด”


เห็นเฉินหลี่ฉินเดินฉับๆ จากไป  เขาจึงหันมาจ้องเฉินจี้อย่างแน่วแน่  “เติมคาร์บอนให้เป็นเหล็กกล้าคืออะไร?”


เฉินจี้หันกลับไปมองเตาเปลวกลับด้านหลัง  “ท่านอ๋อง  เราต้องค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน”


จิ้งอ๋องหัวเราะแห้ง  พลางชี้นิ้วไปทางเขา  “ดี  ดี  ดี!  งั้นก็ทำไปทีละขั้นตอน!  หวังเค่อจือ  พาพวกเจ้ากลับไปเร่งงาน  พรุ่งนี้เช้าข้าต้องเห็นเตาที่สมบูรณ์แล้ว!”


หัวหน้าทหารช่างหวังเค่อจือประสานมือ  “ขอรับ!”


เมื่อพวกทหารช่างจากไป  หลิวฉวีซิงมองเฉินจี้ด้วยสีหน้าขมขื่น  “เฉินจี้  เจ้าควรกลับจวนเฉินกับบิดานะ  เขาพูดไม่ผิด  สอบจอหงวนเป็นเส้นทางสู่สวรรค์  ก้าวล้ำรุดหน้า  ทะยานสูงหมื่นลี้  เป็นหมอหลวงก็ได้แต่อยู่เมืองหลัว  คลุกคลีกับคนไข้  หากโชคร้าย  แม้แต่หมอหลวงก็อาจเป็นไม่ได้”


เฉินจี้พับแขนเสื้ออีกครั้ง  ยิ้มร่าพลางเอ่ยตอบ  “หากข้าไปสำนักตงหลินสามปี  พวกท่านคงลืมข้ากันหมดแน่  แล้วจะดื่มสุราด้วยกันได้ยังไง!”


เหลียงโก่วเอ๋อร์ที่พิงผนังอู้งานอยู่ด้านข้าง  พลันขยับตัวเล็กน้อย  ยกหมวกสานที่บังหน้าขึ้น  คาบก้านหญ้าเหลืองแห้ง  พูดเสียงเอื่อยเฉื่อย  “คนหนุ่มทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง  วันหน้าเจ้าจะเข้าใจเองว่า  บนโลกนี้น่ะ  เป็นขุนนางดีที่สุดแล้ว  เจ้าจะต้องเสียใจแน่  แล้วตอนที่นึกเสียใจ  มันก็คงสายเกินแก้แล้วล่ะ!”


เฉินจี้หัวเราะ  “ไว้ถึงตอนนั้น  พวกเราสองคนก็นั่งดื่มกัน  กอดคอร้องไห้โฮ  ท่านเสียใจกับชีวิตสมรสของท่าน  ข้าเสียใจกับอนาคตของข้า!”


เหลียงโก่วเอ๋อร์บ่นพึมพำ  พลางดึงหมวกสานมาปิดหน้าอีกครั้ง  “เจ้าหนุ่มนี่  ตอนด่าคนไม่ยั้งปากเลยสักนิด......”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0182
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง