ตอนที่ 0095 สี่สิบเก้าชั้นฟ้า
ยามอาทิตย์อัสดงปลายฤดูใบไม้ร่วง แสงทองส่องเฉียง
บรรดาหนุ่มน้อยบนเกวียนวัวหัวเราะเฮฮา พากันเขียนอักษรบนใบหน้าเปื้อนฝุ่นของกันและกัน
หลังจากหยอกล้อกันพอสมควร โอรสอ๋องนั่งบนเกวียนวัว มองมายังเฉินจี้ “หลายปีมานี้ คนที่วางอุบายกับท่านพ่อข้าได้ มีไม่มากนัก เมื่อครึ่งปีก่อน ยามที่แคว้นยู่ประสบอุทกภัยใหญ่ ท่านพ่อเดินทางลงใต้เพื่อเก็บภาษีข้าว พวกขุนนางท้องถิ่นรวมหัวแจ้งที่ดินต่ำกว่าความจริง เพื่อหลบเลี่ยงภาษี แต่ละครัวเรือนบริจาคข้าวแค่สิบกระสอบ ราวกับให้ทานขอทาน ทว่าวันเดียวกันนั้น กลับจัดงานเลี้ยงรับรองแขกบนแม่น้ำฉินหวย เทสุราหนึ่งร้อยไหลงแม่น้ำ อ้างว่า ‘เชิญคนทั้งใต้หล้าร่วมดื่ม’”
“แล้วยังไงต่อ?” หลิวฉวีซิงตาลุกวาว พวกเขาไม่ค่อยได้ฟังเรื่องราวในราชสำนักแบบนี้กันบ่อยนัก
โอรสอ๋องหัวเราะร่า “พ่อข้าไม่ได้ถือโทษโกรธพวกเขา กลับสั่งให้ช่างหล่อแผ่นศิลาสูงกว่าหนึ่งจั้ง ตั้งตระหง่านหน้าหอขุนนางจินหลิง บนนั้นจารึกชัดแจ้งถึงจำนวนข้าวที่พวกขุนนางแต่ละคนบริจาค อ้างว่าเพื่อเชิดชูคุณงามความดี แต่ที่จริงเพื่อให้ราษฎรได้เห็นหน้ามือของพวกขุนนาง ตอนนั้นแม้แต่นักเล่าเรื่องตามโรงน้ำชา ก็พากันแต่งนิทานเย้ยหยัน ว่าพวกขุนนางปากพร่ำแต่เรื่องเมตตาธรรม ทว่าแท้จริงแล้วมั่งมีแต่ไร้ปรานี เจ้าเล่ห์เพทุบายถึงขีดสุด”
เฉินจี้ครุ่นคิด “นิทานของนักเล่าเรื่อง ท่านอ๋องเป็นคนสั่งให้แต่งใช่หรือไม่?”
โอรสอ๋องเบิกตากว้าง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“แล้วต่อมา?”
“ไม่ถึงครึ่งเดือน พวกขุนนางที่เสียหน้าเริ่มทนไม่ไหว สุดท้ายก็ยอมบริจาคข้าวตามจำนวนที่ควรจะเป็น”
หลิวฉวีซิงชื่นชม “ท่านอ๋องใช้อุบายอ่อนสยบแข็งได้เก่งกาจจริง”
โอรสอ๋องมองเฉินจี้พลางชูนิ้วโป้ง “เจ้าหนุ่มนี่วางอุบายย้อนเกล็ดท่านพ่อข้าได้ นับว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง!”
ทว่าเฉินจี้กลับไม่ดูดีใจเลย
โอรสอ๋องเห็นเขาขมวดคิ้วแน่น จึงสงสัย “เจ้าไม่ดีใจหรือ? หากข้าวางอุบายท่านได้สักครั้ง คงคุยโม้ได้อีกสิบปี!”
เฉินจี้ถอนใจ “พ่อท่านไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบเปล่าๆ หรอก ข้ารู้สึกว่า เขาคงจะหันมาวางอุบายกับข้าบ้าง”
โอรสอ๋องถอนหายใจ “นั่นก็จริง…”
หลิวฉวีซิงมองมา “เฉินจี้ เจ้าไปเรียนเกี่ยวกับเตาเปลวกลับมาจากไหน? ไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อนเลย”
“เซียนบอกในฝัน” เฉินจี้นั่งขัดสมาธิบนเกวียนวัว หลับตาพักผ่อนจิตใจ
หลิวฉวีซิงเบ้ปาก “พูดจาเหลวไหล หากเซียนบอกในฝันจริง เหตุใดจึงบอกแต่เจ้า ไม่มาบอกข้าในฝันบ้าง?”
ทว่าโอรสอ๋องกลับเอ่ยขึ้นฉับพลัน “บนโลกนี้มีเซียนมาบอกในฝันจริงๆ พวกเจ้าคนธรรมดาอาจไม่ทราบ สื่อถูจื่อ ประมุขแห่งภูเขาหวงคนนั้น สามารถอัญเชิญเทพจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าได้เชียวนะ”
“หือ?”
เฉินจี้ที่กำลังหลับตาพักผ่อน พลันเบิกตาโพลง จ้องมองโอรสอ๋องดุจแสงไฟลุกโชน แต่ปากกลับถามเสียงเรียบ “สี่สิบเก้าชั้นฟ้า?”
ในที่สุด
ในที่สุดเฉินจี้ก็ได้ยินใครสักคนเอ่ยถึงสี่สิบเก้าชั้นฟ้าแล้ว
เขาเคยถามอาจารย์ อาจารย์ไม่เคยได้ยิน
เขาเคยถามซวนหยวน ซวนหยวนก็ไม่เคยได้ยินเช่นกัน
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เฉินจี้เริ่มถอดใจคิดว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวชชิงซาน อาจเป็นเพียงภาพมายาที่เขาฝันไปยามใกล้ดับสูญ
หลี่ชิงเหนี่ยว สี่สิบเก้าชั้นฟ้า เป๋าเกอ เอ้อร์ต้าว แม้กระทั่งตัวเขาเอง ล้วนไม่มีตัวตนอยู่จริง
แต่บัดนี้ ความฝันได้หลอมรวมเข้ากับความจริงแล้ว
โอรสอ๋องนั่งตัวตรง ชี้ไปยังแสงสีทองบนฟ้า “พวกเจ้าไม่รู้จักสี่สิบเก้าชั้นฟ้าสินะ? กล่าวกันว่าเป็นที่ประทับของเหล่าเทพเซียน พ่อข้าบอกว่า ลัทธิภูเขาหวงแกร่งกล้า ก็เพราะสามารถอัญเชิญเทพจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้ามาประทับร่าง กล่าวกันว่า ตอนประมุขสื่อถูจื่อปะทะกับยอดฝีมือราชวงศ์จิ่ง เคยอัญเชิญเทพอู๋โต่วซิงจวิน*จากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าลงมาโลกมนุษย์”
(อู๋โต่วซิงจวิน — เทพห้าดาราในความเชื่อของจีน)
เฉินจี้โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “สี่สิบเก้าชั้นฟ้าคือที่ประทับของเทพเซียนหรือ?”
โอรสอ๋องนึกย้อนความทรงจำ “พ่อข้าเคยเอ่ยถึงอยู่บ้าง เหล่าเทพทางพุทธล้วนประทับอยู่สี่สิบเก้าชั้นฟ้า พวกชื่ออย่าง ภูเขาอู๋จี๋ ขุนเขาอวี้จิง แดนฟ้าลี่เริ่น ภูเขาสุเมรุ เผิงไหล ฟางจั้ง เป่ยจวีลู่โจว หนานปู้จานโจว ล้วนเป็นชื่อของแต่ละชั้นฟ้า แต่ข้าทราบเพียงเท่านี้ พ่อข้าแทบไม่พูดถึงเลย ดูเหมือนจะจงใจหลีกเลี่ยงบางสิ่ง”
พูดจบ เขายกก้นขึ้นครึ่งหนึ่ง โน้มตัวเข้ามากลางกลุ่มสหาย กระซิบกระซาบอย่างลึกลับ “พ่อข้าเคยบอกว่า ทุกระยะหนึ่ง จะมีเทพเซียนจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าจุติลงมาเกิดใหม่ แฝงตัวอยู่ตามหมู่บ้าน บางที พวกเราอาจเคยพบเทพเซียนแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ตัว”
เฉินจี้ขยับตัวถอยหลังเล็กน้อย ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “เทพเซียนมีลักษณะพิเศษหรือไม่ พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นเทพเซียน?”
โอรสอ๋องยักไหล่ “นั่นสิ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เฉินจี้ผ่อนลมหายใจเบาๆ
แต่แล้วก็ได้ยินหลิวฉวีซิงถามด้วยความอยากรู้ “โอรสอ๋อง ท่านเคยพบเทพเซียนจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าหรือไม่?”
โอรสอ๋องส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน อาจเคยพบ หรืออาจไม่เคยก็ได้”
หลิวฉวีซิงถามต่อ “เทพเซียนสี่สิบเก้าชั้นฟ้านี่ ต้องขับถ่ายด้วยหรือเปล่า?”
เซ่อเติงเค่อหัวเราะ “กินข้าวแล้วก็ต้องขับถ่ายสิ!”
หลิวฉวีซิงเชิดคอ “แล้วถ้าพวกเขาไม่ต้องกินข้าวล่ะ?!”
เซ่อเติงเค่อเชิดคอโต้กลับ “ไม่กินข้าวจะอยู่ได้อย่างไร? พวกเขาต้องขับถ่ายเยอะแน่ๆ!”
สีหน้าเฉินจี้กลายเป็นซับซ้อนขึ้นมา
เขาเปลี่ยนประเด็นถาม “โอรสอ๋อง ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หนิงของเรา มีเทพเซียนจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าที่รู้จักอย่างแพร่หลายบ้างหรือไม่?”
“มีสิ”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นเหลียงมาวเอ๋อร์นั่งไขว่ห้างอยู่ท้ายเกวียน ยกหมวกสานที่คลุมหน้าขึ้น “บรรพชนของข้าเคยพบคนผู้หนึ่ง อ้างตนว่ามาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า ลงมาฝึกหยางเสินของลัทธิเต๋า หวังจะใช้วิถีนี้หลอมรวมกับดาว แม้ในยามราตรีมืดมิด หยางเสินของเขาก็ดุจดวงอาทิตย์แสงจ้า”
“แล้วท้ายที่สุด เขาบรรลุดาวได้หรือไม่?”
เหลียงมาวเอ๋อร์หัวเราะเยาะ “ไม่ได้ คนผู้นั้นอยู่ในกองทัพชายแดนราชวงศ์หนิง ถูกศาลเจ้านักรบแห่งราชวงศ์จิ่งวางอุบายซุ่มสังหาร สิ้นชีพทั้งกายและดาว น่าจะเป็นเรื่องเมื่อสองร้อยปีก่อน รายละเอียดแน่ชัดข้าเองก็ไม่มั่นใจ”
เฉินจี้จมอยู่ในห้วงคำนึง
หลี่ชิงเหนี่ยวเคยกล่าวกับเขาว่า ‘สี่สิบเก้าชั้นฟ้าเก็บเจ้าไว้ไม่อยู่ จงไปยังที่ที่เจ้าควรไป’ เขามั่นใจว่าตนมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า ทว่าที่อยู่อาศัยของเขา กลับไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับที่ประทับของเทพเซียน ตัวเขาเองก็มิใช่เซียนองค์ใด
แต่ไม่ว่าอย่างไร เฉินจี้ก็คว้าเบาะแสบางประการเกี่ยวกับสี่สิบเก้าชั้นฟ้าไว้ได้สักที ราวกับเรือที่ล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง ได้ทอดสมอลงสู่ก้นทะเลเสียที
......
......
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงสีส้มแดง เกวียนวัวแล่นเข้ามาจากทางใต้เมืองอย่างเนิบนาบ หลิวฉวีซิงพลันเอ่ยปากร้อง “พวกท่านดูสิ หน้าสำนักตงหลินคนแน่นขนัดเชียว”
ทุกคนหันไปมอง
ใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ผู้คนหลายร้อยชีวิตมาชุมนุมหน้าสำนักตงหลิน มีทั้งหนุ่มน้อยหน้าตาฮึกเหิม ชายวัยกลางคนสีหน้าหม่นหมอง และคนชราหน้าตาเหม่อลอย ราวกับหมดอาลัยตายอยาก
“พวกนี้คือผู้เข้าสอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วง” โอรสอ๋องกระซิบ “ตาแก่คนนั้นข้าเคยเห็น ได้ยินว่าเขาสอบมาทั้งชีวิต ขายไร่นาจนหมดเนื้อหมดตัว เมียหนีลูกหาย ก็ยังไม่ยอมล้มเลิก”
หน้าสำนักตงหลิน ผู้สอบแต่ละคนแบกตะกร้าสานไม้ไผ่ บรรจุเครื่องนอนและเสบียงอาหารสามวันสามคืน
ก่อนเข้าแถวเข้าสู่สำนักสอบ ขุนนางผู้คุมสอบจะเปิดตะกร้าตรวจทีละใบ ค้นตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกรงว่าผู้สอบจะแอบซุกซ่อนโพยติดตัวเข้าไป
ขณะเกวียนวัวแล่นผ่านหน้าสำนักตงหลิน โอรสอ๋องที่ผมเผ้าหน้ามอมรีบก้มหน้าลง “เร็วเร็วเร็ว ก้มหัว ข้าเห็นคนรู้จักเพียบ!”
ทว่า สายเกินไปเสียแล้ว
มีคนเหลือบมองเกวียนวัวโดยบังเอิญ ถามด้วยความสงสัยไม่แน่ใจ “อ๊ะ โอรสอ๋อง?”
ผู้สอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วงพากันหันมามองเกวียนวัว หน้าประตูสำนักตงหลิน เฉินเวิ่นจง เฉินเวิ่นเสี้ยว หลินเฉาจิง ที่กำลังถูกขุนนางผู้คุมสอบตรวจค้นอยู่ ก็หันกลับมาพร้อมกัน
“โอรสอ๋อง?”
“คนที่ผมเผ้าหน้าตามอมแมมบนเกวียนวัวนั่น คือโอรสอ๋องหรือ?”
บนเกวียนวัว โอรสอ๋องซุกหน้าลงอกตัวเอง พลางชักแส้ฟาดก้นวัว พึมพำในปาก “เดินเร็วๆ พี่วัว เดินเร็วหน่อย ขายหน้าชาวบ้านเขาหมดแล้ว!”
ทว่าวัวแก่สีเหลืองกลับเดินเรื่อยเปื่อยไม่ยี่หระ ไม่สนใจเขาเลยสักนิด กลับสะบัดหางถ่ายมูลก้อนโตกลิ่นคาวหญ้าออกมาเสียอีก
ข้างเกวียนวัว มีคนเดินตามติดๆ เอียงคอมอง พยายามจะดูให้แน่ใจว่าเป็นโอรสอ๋องจริงหรือไม่
ทันใดนั้น คนหนึ่งร้องด้วยความตกใจ “เป็นโอรสอ๋องจริงๆ ด้วย? โอรสอ๋อง ท่านไปทำอะไรมาถึงได้มอมแมมเยี่ยงนี้?”
โอรสอ๋องเงยหน้า ดึงบังเหียนหยุดเกวียน ยิ้มอายๆ “ไปทำงานมาน่ะ”
เฉินจี้หันไป พลันเห็นพี่ชายทั้งสองของตน เฉินเวิ่นจงและเฉินเวิ่นเสี้ยว ยืนอยู่บนขั้นบันไดสำนักตงหลิน หันกลับมามอง ในดวงตาเฉินเวิ่นจงเต็มไปด้วยความผิดหวังและเสียดาย
พี่น้องทั้งสามประสานสายตากันแต่ไกล แสงตะวันยามสนธยาส่องข้ามชายคาด้านหลังเฉินจี้ ไปสาดลงตรงหน้าประตูสำนักตงหลิน ร่างของเฉินเวิ่นจงและเฉินเวิ่นเสี้ยวเสมือนมีรัศมีเรืองรอง
ระหว่างนี้ ฝูงชนค่อยๆ แยกทางให้ หลินเฉาจิงก้าวออกมาจากหมู่คน กล่าวด้วยความจริงใจ “หากข้าจำไม่ผิด ตอนอยู่สำนักตงหลิน โอรสอ๋องเคยกล่าวว่า จะร่วมสอบใหญ่ฤดูใบไม้ร่วงกับพวกเรา ลองดูว่าจะอาศัยฝีมือสอบผ่านได้หรือไม่ แต่วันนี้กลับไม่เห็นวี่แววโอรสอ๋องเลย”
สีหน้าโอรสอ๋องสงบนิ่งลง เพียงยิ้มน้อยๆ “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นผู้มีปัญญา ข้าไม่อาจเทียบเคียงได้ จึงตัดสินใจไม่มาทำให้ตัวเองอับอาย ข้าขออวยพรให้เพื่อนร่วมสำนักทุกท่านสอบได้ ชื่อติดบัญชีทองกันถ้วนหน้า”
หลินเฉาจิงประนมมือคารวะ ยิ้มกล่าวว่า “ขอบคุณคำอวยพรจากโอรสอ๋อง เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งอยากเตือนสติ ไม่ทราบควรพูดหรือไม่ควรพูด?”
โอรสอ๋องตอบอย่างเปิดเผย “เชิญพูดเถอะ”
หลินเฉาจิงกล่าวว่า “โอรสอ๋องเป็นทายาทจิ้งอ๋อง ปัจจุบันจิ้งอ๋องขยันราชการ เป็นที่รักของราษฎร ขอโอรสอ๋องจงละทิ้งนิสัยเสเพล ตั้งใจเล่าเรียนให้ดี อย่าได้ทำให้ชื่อเสียงจวนจิ้งอ๋องต้องเสื่อมเสียเลย”
โอรสอ๋องลุกขึ้นคารวะตอบ “ขอบคุณที่เตือนสติ พวกเราไม่รบกวนเวลาสอบพวกท่านแล้ว ขอตัว”
พูดจบ เขานั่งลงใหม่ ดึงบังเหียนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เกวียนวัวค่อยๆ เคลื่อนจากไป
ด้านหลัง ได้ยินมีคนกระซิบว่า “โอรสอ๋องเกเรเกินไป น่าเสียดายที่จิ้งอ๋องขยันราชการ รักราษฎร......”
บนเกวียนวัว พอหลิวฉวีซิงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็ก้มหน้าลงพลางเอ่ยปาก “ก็เพราะจิ้งอ๋องใจดี พวกเขาถึงกล้าพูดแบบนี้ หากเป็นฝูอ๋อง ฉีอ๋อง อันอ๋อง พวกเขาจะกล้าเหน็บแนมหรือ? ไก่หมาในบ้านถูกฆ่าเหี้ยนเตียนหมดแล้ว!”
เฉินจี้หันไปมองอย่างเงียบงัน กลับเห็นโอรสอ๋องสีหน้านิ่งสงบ ดูไม่ออกว่าดีใจหรือโกรธ
เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้าไปโดยสิ้น แสงในดวงตาโอรสอ๋องก็ค่อยๆ มอดดับลงเช่นกัน
โอรสอ๋องเอ่ยเสียงแผ่ว “พ่อข้าน่ะ ทำไมถึงไม่ให้กำเนิดบุตรชายอีกสักคนกันนะ”
เฉินจี้ยิ้มถาม “ให้กำเนิดอีกคน เพื่อมาแย่งตำแหน่งจิ้งอ๋องกับท่านหรือ?”
โอรสอ๋องมองไปทางอื่น “แย่งก็แย่งไปสิ ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ยกให้เขาทั้งหมดเลย”
ชั่วพริบตาต่อมา เฉินจี้กระชับบังเหียน ฉุดหัววัวอย่างแรง บังคับให้เกวียนหันกลับไปทางเดิม
โอรสอ๋องหันกลับมา ถามด้วยความประหลาดใจ “อ๊ะ? เจ้าจะทำอะไร?”
เฉินจี้หัวเราะเสียงกังวาน “คนเราต้องมีลมหายใจสักอึด! พวกเราจะยังไม่กลับ จะพักอยู่ที่โรงเตาจนกว่าจะปั้นซีเมนต์สำเร็จ หากปั้นไม่ได้ ก็จะไม่กลับไปตลอดกาล!”
โอรสอ๋องหัวเราะร่า “จำเป็นต้องดันปั้นซีเมนต์ให้ได้ด้วยเหตุผลอันใด?”
“เพื่อฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น