ตอนที่ 0102 พนันชีวิต
ยามเที่ยงคืนในร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ตลาดบูรพา เฉินจี้ก้มหน้าซดก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้อนๆ อย่างเอร็ดอร่อย โดยเก็บเนื้อวัวเพียงสองชิ้นในชามไว้กินทีหลัง
จินจูนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะไม้เก่าที่เป็นมันวาว ถอนหายใจพลางกล่าว “เจ้ากับเทียนหม่าช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เขามักจะกินเนื้อในชามหมดก่อนเสมอ ไม่สนว่าเส้นที่เหลือจะจืดชืดเพียงใด นิสัยแบบเจ้าไม่เหมาะกับยุทธภพ เพราะเจ้าใช้ชีวิตไม่สะใจพอ”
เฉินจี้ร้องอ๋อแผ่วเบา ก๋วยเตี๋ยวหมดชามแล้ว เขาคีบเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าปาก แล้วมองไปยังชามก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ยังเหลืออยู่ครึ่งชามตรงหน้าจินจู “ท่านจินจูเคยเล่าว่า สมัยยังหนุ่มชอบกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่สุดมิใช่หรือ”
“แต่ข้าไม่ใช่หนุ่มแล้วนี่” จินจูยิ้มกว้าง “ไว้งานนี้สำเร็จ ข้าจะเลี้ยงเจ้าที่หออิ๋งเซียนด้วย อยากกินอะไรก็สั่งได้ตามใจ”
“ไม่ต้องหรอก ข้าวน้ำปลาธรรมดาก็พอแล้ว”
รอยยิ้มของจินจูค่อยๆ จางหาย “ก๋วยเตี๋ยวก็หมดแล้ว ตัวก็อุ่นแล้ว ถึงเวลาบอกข้าได้แล้ว เจ้าเขียนอะไรในกระดาษที่ให้หลิวหมิงเสี่ยน”
เฉินจี้ใช้หลังมือเช็ดปาก “ข้านัดเขาไว้ใต้สะพานโบตั๋นตอนรุ่งเช้า”
จินจูขมวดคิ้ว “นัดไปทำไม”
เฉินจี้ตอบเรียบเฉย “ถามดูว่าเขาสมคบกับสายลับราชวงศ์จิ่งหรือเปล่า”
จินจู “...”
เฉินจี้หัวเราะฮ่าๆ ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก “ล้อเล่นน่า ข้าจะไปถามตรงๆ ว่าเขาเป็นใครได้อย่างไร ไปเถอะใต้เท้า เราต้องรีบไปถึงสะพานโบตั๋นก่อนฟ้าสาง”
นอกร้านก๋วยเตี๋ยว ชายชราคนหนึ่งหาบคานเดินสวนมา หีบไม้สองใบห้อยหน้าหลังบนคาน บนหีบวางหน้ากากไม้บางๆ หลายใบ แกะสลักเป็นรูปลิง หมู กระต่าย แกะ ละเอียดประณีตสมจริง
เด็กน้อยหลายคนรุมล้อมคานหาบ ดึงมือพ่อแม่อยากซื้อหน้ากาก แต่ถูกผู้ใหญ่ห้ามปราม
เฉินจี้ก้าวเข้าไป หยิบหน้ากากขึ้นมาสองใบ “ลุง หน้ากากขายเท่าไร”
ชายชราวางคานหาบยิ้มตอบ “ยี่สิบเหรียญเงินต่อใบ”
เฉินจี้หยิบสองใบ อันหนึ่งเป็นกระต่าย อีกอันเป็นแกะ แต่จินจูคว้าข้อมือเขาไว้
จินจูเปลี่ยนหน้ากากของตนเป็นหน้าวัว แล้วเปลี่ยนของเฉินจี้เป็นหน้าเสือ “สวมกระต่ายกับแกะไม่เป็นมงคล สวมเสือเถิด ขอให้เป็นสิริมงคล อวยให้เจ้าเลื่อนขั้นราบรื่น ได้รับตำแหน่งแทนท่านปิ้งหู่”
เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย “ท่านจินจูไม่กลัวหรือว่า ข้าขึ้นเป็นสามอันดับแรกแล้วจะกลับมาแก้แค้น เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ท่านยังแขวนข้าไว้บนหลังคาเลย”
“พอเจ้าถึงตำแหน่งนั้น ย่อมเข้าใจเองว่าผลประโยชน์คือสิ่งนิรันดร์” จินจูตบบ่าเฉินจี้พลางหัวเราะ “รบกวนท่านเฉินจี้ในเวลานั้นไว้ชีวิตข้าด้วย ข้ายังมีประโยชน์กับท่านอยู่ ไปกันเถอะ”
เฉินจี้หันกลับมองหออิ๋งเซียนที่ยังคงส่องแสงระยิบระยับอยู่ไกลๆ แล้วหันหลังเดินหายเข้าไปในราตรีมืดมิด
......
......
ยามเช้ามืด ฟ้ายังไม่สาง
คฤหาสน์หลังหนึ่งริมสะพานโบตั๋นมีแสงไฟสว่างวาบ บ่าวคนหนึ่งถือโคมไฟ รีบลัดผ่านประตูพระจันทร์ในคฤหาสน์ มาหยุดหน้าห้องบรรทมแล้วร้องเรียก “คุณชายรอง คุณชายรอง ถึงเวลาแล้วขอรับ”
เสียงจากในห้องดังตอบ “รู้แล้ว”
ลึกเข้าไปในคฤหาสน์ อนุภรรยางามสองนางในชุดนอนผ้าไหมเนื้อดี พากันเปิดม่านเตียงจากด้านในทั้งซ้ายขวา
หลิวหมิงเสี่ยนลงจากเตียงกางแขนออก ปล่อยให้อนุภรรยางามช่วยสวมเสื้อผ้าให้ เขาถามคนนอกประตูเสียงเรียบ “แขกสามท่านจากเอี่ยนซือ มาถึงแล้วหรือยัง”
“ขอรับคุณชายรอง พวกเขามาถึงแล้ว กำลังรออยู่ที่รถม้า”
หลิวหมิงเสี่ยนแต่งกายเรียบร้อย ค่อยๆ ก้าวออกจากห้องอย่างสงบนิ่ง
ขณะข้ามธรณีประตู เขาเอ่ยเบาๆ “รางวัล”
บ่าวล้วงทองคำสองก้อนจากถุงเงินของตน โยนลงบนพื้นในห้อง อนุภรรยาทั้งสองรีบคุกเข่าลงหน้าประตู จ้องมองแผ่นหลังหลิวหมิงเสี่ยนที่เดินจากไป
มาถึงหน้าประตู หลิวหมิงเสี่ยนคารวะผู้อารักขาสามนายจากตระกูลหลิว “วันนี้ต้องรบกวนทั้งสามท่าน พรุ่งนี้จะให้คนนำค่าตอบแทนไปส่งถึงที่พักพวกท่าน”
ชายชราผอมบางคนหนึ่งหัวเราะแห้งๆ ตรงเอวมีเชือกแดงคล้องเหรียญผีวาดด้วยชาด “ใต้เท้าอย่าได้เกรงใจ นี่เป็นหน้าที่อยู่แล้ว เสนาบดีอาวุโสสั่งไว้ว่า ต้องคุ้มครองใต้เท้าให้ปลอดภัย”
หลิวหมิงเสี่ยนยิ้มถาม “บิดาข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ชายชราตอบ “เสนาบดีอาวุโสยังคงไว้ทุกข์ที่สุสานบรรพชน ยังไม่ได้ออกมาเลยขอรับ”
ตั้งแต่ราชวงศ์หนิงถูกสถาปนา ขุนนางที่ดำรงตำแหน่งหากบิดามารดาสิ้นชีพ ต้องลาออกจากราชการกลับภูมิลำเนา ไว้ทุกข์ให้บิดามารดายี่สิบเจ็ดเดือนเต็ม
ระหว่างนั้นต้องกินอยู่หลับนอนหน้าหลุมศพบิดามารดา งดสุรา ไม่อาบน้ำ ไม่โกนผมโกนหนวด ไม่เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม
บัดนี้หลิวกุ่นลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงขุนนางแล้ว สร้างกระท่อมพักอาศัยในสุสานบรรพชนตระกูลหลิว
หลิวหมิงเสี่ยนกล่าวเรื่อยเปื่อย “ทั้งสามท่าน ในเมื่อมาทำงานกับข้าแล้ว ก็ตั้งถิ่นฐานในเมืองนี้เถิด ส่วนพ่อข้า มีอาจารย์เฝิงคนเดียวเฝ้าอยู่ก็พอแล้ว”
ชายกำยำคนหนึ่งข้างกาย ก้มหน้ารับคำ “ขอรับ”
หลิวหมิงเสี่ยนเหลือบมองชายฉกรรจ์ตรงหน้า ยิ้มถาม “สวีซัน พวกเจ้าสองพี่น้องกลับจากกองทัพชายแดนแล้ว คิดถึงทิวทัศน์เมืองชายแดนบ้างไหม”
ชายฉกรรจ์ชื่อสวีซันคารวะตอบ “เมืองชายแดนทุกข์ยากนัก วันๆ นอนกลางดินกินกลางทราย หนุนอาวุธรอรุ่งเช้า ไหนจะสบายเท่าเมืองหลัว ต้องขอบคุณเสนาบดีอาวุโสที่เห็นความดีพวกเราสองพี่น้อง ให้มีข้าวกินน้ำใช้”
หลิวหมิงเสี่ยนยิ้มน้อยๆ “ต่อไปพวกเจ้าจะเข้าใจเอง ติดตามตระกูลหลิวของข้ามีแต่คุณ ไม่มีโทษ”
ชายชรารีบยิ้มประจบ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วขอรับ”
หลิวหมิงเสี่ยนพยักหน้าพอใจ “คฤหาสน์หลังนี้ยกให้พวกเจ้าทั้งสามอยู่ต่อไป คนข้างในก็มอบให้พวกเจ้าทั้งหมด ม้าผอมแคว้นหยางสิบกว่านางนั่น ซื้อมานางละหลายร้อยตำลึงเงินเชียวนะ”
“ขอบพระคุณคุณชายรอง!”
สารถีเปิดม่านประตูรถม้า หลิวหมิงเสี่ยนก้มตัวขึ้นรถ
ผู้อารักขาทั้งสามไม่ขึ้นรถ ชายชราเดินก้าวสั้นๆ ติดตามรถม้าราวยายเฒ่าพันเท้า* ถึงก้าวจะสั้นแต่กลับตามความเร็วรถม้าทัน
(ตามธรรมเนียมจีนโบราณ ผู้หญิงจะนิยมพันเท้าให้เล็กๆ เหมือนดอกบัว ทำให้เดินได้ช้า)
สองพี่น้องสวีซันเดินฉับๆ นำหน้ารถ ดุจเทพยักษ์องครักษ์เบิกทางให้รถม้า
จนกระทั่งมาถึงสะพานโบตั๋น ทั้งสามหยุดกึกพร้อมกัน
ชายชราแนบปากกับหน้าต่างรถม้า พลางกระซิบ “คุณชายรอง ถึงที่แล้วขอรับ คนไม่อยู่ใต้สะพาน อยู่บนสะพาน”
หลิวหมิงเสี่ยนนั่งนิ่งในรถ สีหน้าสงบนิ่ง แหวกม่านมองออกไป เห็นกลางสะพานมีคนสองคนสวมหน้ากาก จ้องมองพวกตนตรงปากสะพานอย่างเย็นชา
คนหนึ่งสวมหน้าวัว อีกคนสวมหน้าเสือ
สะพานหินโค้งโบตั๋นยาวราวสามสิบจั้ง มีช่องโค้งยี่สิบสี่ช่อง รถม้าสองคันวิ่งสวนกันได้
ชายชราข้างรถส่งสายตาให้พี่น้องสวีซัน ชั่วพริบตา สวีซันกับสวีฉู่พุ่งขึ้นไปบนราวหินสองข้างสะพาน ย่างสามขุมเข้าหากลางสะพานทีละก้าว
ชายชราลูบคลำเหรียญผีสีชาดตรงเอว เดินเอื่อยๆ มากลางสะพาน ทั้งสามเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงดุจกระบวนศร จนเหลือระยะห่างจากคนหน้าวัวหน้าเสือเพียงสิบก้าว จึงค่อยๆ หยุด
หลิวหมิงเสี่ยนลงจากรถ เดินมายืนข้างหลังชายชรา จ้องประสานสายตากับหน้ากากข้ามอากาศ
จินจูหลังหน้ากากวัวหรี่ตา เขามองเหรียญผีสีชาดตรงเอวชายชรา แล้วหันไปมองรอยสักประหลาดบนคอชายฉกรรจ์ทั้งสอง ร่างกายพลันเกร็งแข็งทั้งตัว
จินจูแอบลอบมองเฉินจี้ เขาไม่รู้ว่าเฉินจี้เขียนอะไรลงในกระดาษ ถึงได้เรียกมือสังหารจากเมืองชายแดนที่หายหัวไปนานมาได้
หรือว่าเฉินจี้ขายข้าแล้ว คิดจะร่วมมือกับตระกูลหลิววางกับดักลวงฆ่าข้า?
ไม่ใช่ มือของเฉินจี้นิ่งสนิท มือเป็นเครื่องชี้จิตใจ มือไม่สั่นแสดงว่าใจไม่หวั่น
เฉินจี้สงบนิ่งยิ่งนัก
แต่จินจูยังไม่รู้ว่าเหตุใดเฉินจี้จึงใจนิ่งถึงเพียงนี้
ใต้แสงจันทร์ ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเอ่ยคำใด บรรยากาศบนสะพานยิ่งทวีความหนักอึ้งทุกขณะ
ทีละเล็กละน้อย หมอกยามเช้าฤดูใบไม้ร่วงเริ่มก่อตัว ท้องฟ้าทางไกลค่อยๆ สว่าง
ขณะที่จินจูกำลังจะเอ่ยปากไกล่เกลี่ย ก็ได้ยินเฉินจี้ถามเสียงเรียบเฉย “ตระกูลหลิวของเจ้าขโมยอาวุธไฟจากสำนักช่างไป แต่ปิดเรื่องไม่มิด ข่าวรั่วไหลออกมา ทำลายการใหญ่ของพวกเรา เรื่องนี้จะว่ากันอย่างไร? ใต้เท้าหัวหน้ากรมมาถึงเมืองไคเฟิงแล้ว แต่เดิมมีกำหนดจะเยือนเมืองหลัววันนี้ แล้วจะให้พวกข้ากลับไปทูลหัวหน้ากรมว่าอย่างไร”
จินจู: อะไรนะ?!
หัวหน้ากรม?
นัดพบ?
รูม่านตาจินจูหลังหน้ากากไม้หดเล็กฉับพลัน สัญชาตญาณแทบจะบอกให้ทิ้งเฉินจี้ไว้ แล้วหนีเปิงไปคนเดียว
ถึงตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจ เฉินจี้กำลังปลอมตัวเป็นคนของกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง มาเจรจากับตระกูลหลิว
ไหนเลยจะเรียกสิ่งนี้ว่าสืบคดี?
นี่มันพนันชีวิตชัดๆ!
จินจูไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจแล้วว่าเฉินจี้กำลังเดิมพัน หลังตรอกชุดแดงถูกล้อม กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งคงไม่กล้าโผล่หน้าชั่วคราว ระหว่างค้นหาทั่วเมือง ทางนั้นคงไม่กล้าติดต่อตระกูลหลิว
ถือโอกาสช่องว่างนี้ พวกตนต้องปลอมเป็นกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง ค่อยๆ ชักนำตระกูลหลิวเข้ากับดัก ให้ส่งมอบหลักฐานมาเอง!
แต่เรื่องนี้เสมือนเดินบนเส้นลวด หากกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งยังติดต่อกับตระกูลหลิวอยู่ หากพวกเขามีสัญญาณลับพิเศษกัน...พลาดเพียงนิดเดียว วันนี้ทั้งคู่ต้องทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้แน่
คนบ้าชอบเสี่ยงตายจริงๆ!
ขณะกำลังครุ่นคิด หลิวหมิงเสี่ยนได้ยินเฉินจี้ซักถาม จึงหรี่ตาเล็กน้อย “สำนักช่าง? ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดอะไร”
เฉินจี้กล่าวเรียบเฉย “อย่ามัวเสียเวลาเลย”
หลิวหมิงเสี่ยนหัวเราะเย็น “ตระกูลหลิวของข้าเคารพกฎหมาย หากท่านนัดข้ามาวันนี้เพียงเพื่อพูดเรื่องไร้สาระ ข้าจะจับพวกท่านสองคนในฐานะสายลับราชวงศ์จิ่ง ส่งไปกรมสืบลับ”
เฉินจี้ถามอย่างใจเย็น “วันที่หยุนหยางกับเจียวถู่เปิดโลง ใต้เท้าหลิวฆ่าปู่ตัวเอง คนกบฏปิตุฆาต จะมาพูดถึงการเคารพกฎหมายได้อย่างไร? หากวันนั้นไม่มีพวกข้าช่วยเตือน ใต้เท้าหลิวคงเป็นนักโทษไปแล้ว”
จินจูชะงักงัน ฟังเฉินจี้พูดคล่องแคล่วราวน้ำไหล ไม่มีท่าทีแกล้งทำแต่อย่างใด หากมิใช่เมิ่งจีเคยทดสอบเฉินจี้ด้วยตนเอง เขาแทบปักใจเชื่อว่า บุคคลข้างกายตนคือสายสืบราชวงศ์จิ่ง อย่างน้อยต้องระดับสือเฉาขึ้นไป
ในใจเขาเริ่มเกิดความระแวงสงสัย
ผู้หลักแหลมที่อ่านสำนวนย่อมรู้ดี ครั้งแรกที่หยุนหยางกับเจียวถู่เปิดโลง ในโลงคงไม่มีผู้เฒ่าหลิวอยู่จริง สองนักษัตรนั้นคงไม่มุสาเรื่องนี้แน่
การเปิดโลงครั้งที่สอง ต้องมีคนแพร่งพรายข่าวล่วงหน้าแน่นอน องครักษ์เจี่ยฝานจึงพลาดเป้าไป
แต่เฉินจี้กล้ายืนยันได้อย่างไรว่า กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งเป็นผู้ส่งข่าวให้ตระกูลหลิว? เดาเอาหรือ? หรือข้างกายเขามีสายสืบราชวงศ์จิ่งยืนอยู่จริง รู้ความลับข้างใน
ความหวาดระแวงในใจจินจูพอกพูนขึ้นทุกขณะ
อีกฝ่าย สีหน้าหลิวหมิงเสี่ยนเคร่งขรึมดุจน้ำนิ่ง นี่คือความลับใหญ่สุดของเขา วันนั้นหากไม่มีกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งเตือน เกรงว่าคงแบกข้อหากบฏต้มราชบัลลังก์ไปแล้ว
ได้ยินถึงตรงนี้ เขาเชื่อแล้วว่าเฉินจี้มีสถานะราชวงศ์จิ่งจริง
หลิวหมิงเสี่ยนทำหน้านิ่งขรึมกล่าว “ตรอกชุดแดงถูกล้อมมิใช่ความประสงค์ของข้า ไล่หยุนหยางกับเจียวถู่ไปได้ กลับมาเจอจินจูที่เจ้าเล่ห์กว่าสิบเท่า คนผู้นี้ยากจะรับมือยิ่ง คาดเดาได้แต่แรกว่าพวกเราจะลงมือที่สำนักช่าง ได้กลิ่นคาวก็ตามกัดมาทันที”
เฉินจี้หัวเราะเย็น “เรื่องนี้มิใช่ใต้เท้าหลิวกล่าวแค่ ‘มิใช่ความประสงค์ของข้า’ ก็จบได้ พวกท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
หลิวหมิงเสี่ยนค่อยๆ กล่าว “ร่วมมือกันย่อมเพื่อให้งานสำเร็จ ครั้งนี้ส่งของพลาดไปแล้ว ก็นัดวันส่งใหม่ก็พอ เพียงแต่ตอนนี้กรมสืบลับจับตาแน่น ต้องรอจังหวะก่อน”
เฉินจี้กล่าวเคร่งขรึม “บัดนี้หัวหน้ากรมอยู่ในเมืองไคเฟิง เสี่ยงจะเปิดเผยตัวตนได้ทุกเมื่อ ไหนเลยจะมีเวลารอพวกท่าน? หากตระกูลหลิวไร้ความจริงใจ ท่านหัวหน้าก็จะกลับเหนือทันที!”
หลิวหมิงเสี่ยนขมวดคิ้ว “แล้วพวกท่านต้องการส่งของเมื่อไร?”
“พรุ่งนี้ ที่สะพานโบตั๋นแห่งนี้เช่นเดิม ข้าต้องเห็นของ มิฉะนั้น ท่านหัวหน้าจะออกจากเมืองไคเฟิงทันที ข้อตกลงระหว่างกรมข่าวกรองกับตระกูลหลิวก็ถือเป็นโมฆะทั้งหมด”
บนสะพานเงียบสนิท หมอกเช้าหนาทึบยิ่งขึ้น จนห่างกันสิบก้าวก็แทบมองไม่เห็นหน้าตากัน
นานครู่ใหญ่ หลิวหมิงเสี่ยนกล่าวเรียบนิ่ง “ย่อมได้ งั้นก็นัดพรุ่งนี้”
“ขอตัว”
เฉินจี้ดึงแขนเสื้อจินจูเบาๆ ทั้งคู่ค่อยๆ ถอยหายเข้าไปในม่านหมอกยามเช้า
......
......
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร จินจูเอ่ยขึ้นในตรอกเล็ก “พอแล้ว ไม่มีคนตาม”
เฉินจี้ถอดหน้ากากออก ไม่ทันระวัง จินจูกระชากคางเขาไว้ กดเข้ากับกำแพง ยิ้มเย็นเยียบ “หมอเฉินน้อย เจ้าคงไม่ใช่สายสืบราชวงศ์จิ่งจริงๆ หรอกนะ? เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเรื่องเปิดโลง เป็นกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งแอบส่งข่าวให้ตระกูลหลิว? ทำไมถึงไม่ใช่สายที่ตระกูลหลิวฝังไว้เอง?”
“ก็เดิมพันไงล่ะ” เฉินจี้ถามกลับอย่างสงบนิ่ง “ใต้เท้าจินจู หากข้าเป็นสายสืบราชวงศ์จิ่งจริง เหตุใดต้องเปิดโผเรื่องนี้ให้ท่านรู้ ยั่วให้ท่านระแวง?”
จินจูนิ่งเงียบ
เฉินจี้ถามต่อ “หากข้าเป็นสายสืบราชวงศ์จิ่ง แล้วเหตุใดต้องช่วยท่านหาหลักฐานปรักปรำตระกูลหลิว?”
จินจูยิ่งเงียบหนัก
เฉินจี้ค่อยๆ แกะนิ้วมือจินจูที่คลายแรงออก “ใต้เท้าจินจู ใช้คนต้องไม่สงสัย สงสัยก็อย่าใช้ เมื่อเลือกข้าแล้ว ควรเชื่อการตัดสินของข้า ท่านจะระแวงข้าก็ไม่เป็นไร เชิญตรวจสอบได้ตามสบาย”
จินจูถอนหายใจในใจ เฉินจี้พูดก็มีเหตุผลทุกประโยค หากเฉินจี้เป็นคนฝ่ายราชวงศ์จิ่งจริง คืนนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดโผตัวเองเลย
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลันหัวเราะ ช่วยเฉินจี้ปัดเสื้อให้เรียบ “เข้าใจผิดกันได้ อย่าถือสาเลย อยู่กรมสืบลับนาน มองใครก็สงสัยไปหมด จริงสิ เจ้าหนุ่มนี่ ที่ไม่ยอมบอกแผนตั้งแต่แรก ก็เพราะกลัวข้ารู้แล้วจะไม่กล้ามาด้วยสินะ!”
“ขอรับ”
จินจูยิ้มตาหยี “กำลังดูถูกใครกัน? คราวหน้าบอกแผนข้าล่วงหน้าด้วย อย่าให้ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้อีก”
“ขอรับ”
จินจูไตร่ตรองอยู่นาน เอ่ยถาม “แผนต่อไปของเจ้าคืออะไร?”
เฉินจี้กล่าว “แผนต่อไปไม่ต้องใช้ข้าแล้ว หลิวหมิงเสี่ยนอยากส่งของพรุ่งนี้ วันนี้ย่อมเสี่ยงตายบุกสำนักช่างอีกครั้งแน่ ใต้เท้าจินจูเพียงวางกำลังดักรอที่สำนักช่าง จับหัวขโมยคาหนังคาเขาให้ได้ก็พอ ขอแค่มีหลักฐานลากตัวหลิวหมิงเสี่ยนเข้าคุกใน การโค่นตระกูลหลิวก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา”
จินจูตาสว่างวาบ “จริงของเจ้า หลิวหมิงเต๋อบุตรหัวปีตระกูลหลิวมุ่งแต่ทางธรรม กิจการทั้งหมดในแคว้นยู่ล้วนอยู่ในกำมือหลิวหมิงเสี่ยนบุตรคนรอง จับตัวเขาได้ ก็คุมตระกูลหลิวได้ทั้งตระกูล”
เฉินจี้คารวะจินจู “ใต้เท้า ตอนนี้ข้ากลับบ้านได้แล้วใช่ไหม?”
“ได้สิ กลับได้” จินจูยิ้มโบกมือ “จริงอย่างที่ว่า หากหวังให้งานสำเร็จ ต้องร่วมมือกับคนที่ทำสำเร็จ แผนนี้แม้เสี่ยง แต่นับเป็นกลยุทธ์เด็ดจริงๆ”
เฉินจี้หันหลังจากไป จินจูมองแผ่นหลังเขาเดินหายเข้าไปในม่านหมอกบาง รู้สึกเพียงว่า ร่างสงบนิ่งนั้นกลับซ่อนความบ้าคลั่งอันน่าสะพรึง
ตั้งแต่เมื่อคืนจนเช้านี้ เฉินจี้ไปส่งสารให้หลิวหมิงเสี่ยนอย่างสงบนิ่ง กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อจนหมดอย่างสงบนิ่ง สวมบทสายสืบราชวงศ์จิ่งอย่างสงบนิ่ง
จินจูอวดตนว่าผ่านคลื่นลมมามาก แต่ตอนนี้ยังขนลุกซู่ไม่หาย หันไปกลับมองเฉินจี้ กลับเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เขาด่าในใจคำหนึ่ง
คนบ้า!
......
......
บนถนนหินเขียวคราม
เฉินจี้เดินเอื่อยๆ กลับโรงยา เสื้อด้านหลังแนบติดเนื้อ เปียกชุ่มด้วยเหงื่อ
พนันชีวิตราวกับเดินบนเส้นลวด ทุกวินาทีต้องตื่นตัวเต็มร้อย
แต่เขาก็มิได้เดิมพันทั้งหมด
กรมสืบลับไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่า สือเฉากุ่ยกับอู๋หงเปียวลงใต้ไปแคว้นหยางแล้ว สือเฉาซินถูกเขาฆ่าด้วยมือตนเอง กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งไม่มีใครติดต่อกับตระกูลหลิวต่อได้อีก
เหนือสิ่งอื่นใด ที่ผ่านมา กรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งล้วนให้โจวเฉิงอี้กับหลิวเสินหยูติดต่อกัน ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยพบหน้ากันเลย
บังเอิญว่าเฉินจี้เป็นสายสืบราชวงศ์จิ่งตัวจริง รู้ความลับข้างในมากกว่า เขาจึงกล้าเดิมพัน
จินจูจะสงสัยเขาหรือไม่?
สงสัย แน่นอน
แต่เฉินจี้ไม่แยแส โค่นตระกูลหลิวมิใช่จุดจบ เขาจะเติมห่วงสุดท้ายด้วยมือตนเอง
หน้าโรงยาไท่ผิง เฉินจี้เงยหน้ามองป้ายแผ่นนั้น ในใจพลันผ่อนคลาย
กลับบ้านแล้ว
ดูเหมือนแค่กลับมาที่นี่ หัวใจที่กระวนกระวายใกล้เสียสติก็สงบนิ่งลงได้อีกครั้ง เพียงแต่เขายังคิดไม่ออกว่า จะอธิบายเรื่องผิดนัดกับทุกคนอย่างไร
หรือไม่ต้องอธิบาย?
เฉินจี้ก้าวข้ามธรณีประตู แล้วก็เผยสีหน้างุนงง
จากลานหลัง เสียงโอรสอ๋องดังแว่ว “เฉินจี้ยังไม่กลับมาอีกหรือ? เจ้าหนุ่มนี่ แค่เพื่อไม่ต้องเลี้ยงข้าว ถึงกับไม่กลับบ้านเลยรึ?”
หลิวฉวีซิงกล่าว “อาจารย์ เฉินจี้บ้านช่องไม่กลับ พอเขากลับมา ท่านต้องสั่งสอนให้หนักเลยนะ!”
เฉินจี้เดินมาถึงลานหลัง มองโอรสอ๋อง ไป๋หลี่ หลิวฉวีซิง เซ่อเติงเค่อและคนอื่นๆ ด้วยความตกใจ “พวกท่านมาทำอะไรกันที่นี่พร้อมหน้าเชียว?”
ไป๋หลี่เท้าเอว ทำเสียงฉุนเฉียว “แน่นอนอยู่แล้ว มาถามว่าทำไมเจ้าถึงผิดนัดเรา!”
หลิวฉวีซิงโวยวาย “ขี้เหนียวเกินไปแล้วนะ!”
เฉินจี้เงียบไปครู่ กล่าวเบาๆ “ขอโทษ เมื่อวานมีธุระเร่งด่วนจริงๆ”
“ฮ่าๆๆๆ” โอรสอ๋องพลันหัวเราะลั่น “พวกเจ้าดูสิ ข้าเพิ่งเคยเห็นเฉินจี้ทำหน้าแบบนี้ครั้งแรก”
เฉินจี้มองทุกคน สีหน้างุนงงเล็กน้อย
โอรสอ๋องเดินมาโอบไหล่เขา “พวกเราย่อมรู้ว่าเจ้ามีธุระสำคัญ ทุกคนเป็นห่วงจึงรออยู่ที่นี่ ไป๋หลี่บอกว่า หากเช้านี้เจ้ายังไม่กลับ จะให้ข้าไประดมกองทหารพันปีตามหาเจ้าเลย”
ไป๋หลี่ถามอย่างอยากรู้ “เจ้าเจอเรื่องยุ่งยากอะไรต้องบอกพวกข้านะ ทุกคนช่วยกันคิดหาทางแก้ เป็นสหายกัน อย่าปิดบังกันเลย”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร”
เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มซื่อ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว รีบกินข้าวเถอะ ข้าจะไปอุ่นอาหาร”
พูดพลางหิ้วปิ่นโตสีชาดสี่ชั้นสองใบเดินเข้าครัว ก่อไฟอุ่นอาหาร
หลิวฉวีซิงตาเป็นประกาย “ในที่สุดก็จะได้ลิ้มรส ‘แปดเซียนข้ามทะเล’ ของหออิ๋งเซียนแล้ว! เมื่อคืนอยากชิม ไป๋หลี่ก็ไม่ให้”
เฉินจี้ขมวดคิ้วงง “แปดเซียนข้ามทะเล?”
ใต้ต้นแอปริคอต เฒ่าเหยากล่าวเรียบเฉย “พวกลูกกระต่ายน้อยนี่อยากกิน ‘แปดเซียนข้ามทะเล’ ของหออิ๋งเซียน แต่กระเป๋าตัวเองไม่มีสตางค์ ก็เลยหลอกล่อคุณชายจากเจียงหนานให้เลี้ยง พอถึงหออิ๋งเซียน โอรสอ๋องสั่งอาหารเต็มโต๊ะ ไม่ทันแตะตะเกียบก็บอกว่าบ้านมีธุระต้องไปก่อน หอบอาหารทั้งโต๊ะกลับมา แถมยังขนเหล้าฮัวเตียวเส้าซิงมาอีกสองไห แล้วก็นั่งรอเจ้าที่นี่ทั้งคืน”
เฉินจี้ “อ้าว?”
เฒ่าเหยาแลบลิ้น “ตะลึงสินะ? ข้าว่าคุณชายจากเจียงหนานนั่น คงตะลึงยิ่งกว่าเจ้าอีก ไม่ต้องพูดถึงเขา แม้แต่ข้าแก่แล้วยังนึกไม่ถึง โอรสอ๋องจวนจิ้งอ๋องผู้โอ่อ่าจะมาหลอกกินหลอกดื่ม จริงอย่างที่เขาว่า ขอแค่มีชีวิตยืนยาวพอ อะไรๆ ก็ได้เห็นทั้งนั้น”
เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วกล่าว “ขอบคุณ”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น