ตอนที่ 0109 ยิ่งคิดยิ่งเคือง
คุณหนูรองตระกูลจาง มาดุจลมกรดไฟแลบ แล้วจากไปดุจลมกรดไฟแลบ
ม้าชื่อ ‘เจ๋าจ่าว’ พ่นลมหายใจขาวราวลูกศร แบกร่างอาภรณ์สีแดงฉานนั้น ทะยานจากไปดุจสายลม
เซ่อเติงเค่อฟังเสียงกีบม้าที่ห่างไกลออกไป กวาดตามองคนทั้งหลายด้วยความตกตะลึง “นางกล้าจองหองเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?”
ในโรงยาเงียบสงัด ไร้ผู้ใดตอบคำถามของเขา
นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หลิวฉวีซิงถอนหายใจ “ทั่วทั้งเมืองหลัว นอกจากตระกูลหลิวกับจวนจิ้งอ๋อง ก็ไม่มีผู้ใดจองหองยิ่งไปกว่าตระกูลจางอีกแล้ว”
เซ่อเติงเค่อพูดเสียงอู้อี้ “แต่ธิดาอ๋องไม่ได้เป็นเช่นนาง ข้าว่าธิดาอ๋องประเสริฐยิ่ง ไม่เคยอาศัยอำนาจข่มเหง ไม่ถือยศถือศักดิ์ วงศ์ตระกูลจวนอ๋อง ย่อมสูงส่งกว่าตระกูลสวีที่อยู่เบื้องหลังมารดาของนางกระมัง?”
โอรสอ๋องเอาศอกข้างหนึ่งเท้าโต๊ะบัญชี พลันยิ้มอย่างมีนัยลึกซึ้ง “วงศ์ตระกูลเชื้อพระวงศ์หนิงของข้า ยังไม่แน่ว่าจะสูงส่งกว่าตระกูลสวี ในเมืองหลัวอันเป็นถิ่นเล็กๆ นี้ แม้แต่จวนอ๋องก็ยังต้องปรึกษาหารือกับตระกูลหลิวทุกเรื่อง สามตระกูลใหญ่ทางเหนือ ฉี เฉิน หู กับสามตระกูลใหญ่ทางใต้ หลิว สวี หยาง แม้จะไม่ถูกชะตากัน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจบัลลังก์ ย่อมรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวเสมอ”
เขากล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้พ่อข้าคิดจะฮุบสูตรซีเมนต์ ผลปรากฏว่า พอเฉินจี้บอกจะนำสูตรกลับตระกูลเฉิน พ่อข้าก็ยอมเจรจาทันที เพราะเหตุใด? ก็เพราะหากสูตรซีเมนต์ตกอยู่ในมือตระกูลเฉิน แม้แต่จวนจิ้งอ๋องก็เรียกคืนไม่ได้”
เซ่อเติงเค่อเบิกตากว้าง “ไม่ว่าตระกูลใหญ่จะเก่งกาจเพียงใด แต่จะกล้าแย่งชิงสิ่งของกับราชสำนักเชียวหรือ?”
โอรสอ๋องหัวเราะ “ในสายตาพวกเขา พวกเขาต่างหากที่คือราชสำนัก...”
“หุบปาก” เฒ่าเหยาเหลือบตามองโอรสอ๋อง “นี่เป็นเรื่องที่ข้าแก่ๆ ควรได้ยินรึ? เจ้าคงทนไม่ได้ที่ข้าอายุเก้าสิบสอง จึงคิดจะส่งข้าไปสู่สุคติงั้นสิ?”
โอรสอ๋องยิ้มเจื่อน “ไม่พูดแล้วๆ”
ขณะนั้น ไป๋หลี่เดินมาหยุดฝั่งตรงข้ามโต๊ะไม้แดง จ้องเฉินจี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแน่นิ่ง “เจ้าไม่โกรธหรือ? นางพูดถึงเจ้าเช่นนั้น เจ้ายังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เฉินจี้ไม่ตอบ เพียงอุ้มกระดานหมากกับกระบุงหมาก หันหลังเดินไปทางลานหลัง
เพิ่งก้าวได้สองก้าว ไป๋หลี่กลับเขย่งเท้า คว้าแขนเฉินจี้ข้ามโต๊ะ ดึงเขากลับมา “ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่ อย่าไป!”
เฉินจี้จำต้องหยุดยืน ยิ้มถาม “ท่านหมายถึงเรื่องที่นางดูถูกข้าหรือ?”
ไป๋หลี่พูดอย่างจริงจัง “นางไม่เคยรู้จักเจ้าเลย มีสิทธิ์อันใดมากล่าวว่า เจ้าสู้เฉินเวิ่นจงไม่ได้? ยังไงนางก็ไม่มีสิทธิ์พูดถึงเจ้าแบบนั้น”
เฉินจี้ย้อนถาม “ท่านต้องการให้ข้าพิสูจน์ตัวเองกับนางหรือ?”
ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “อย่างน้อยก็ควรให้นางรู้ว่า เจ้าไม่ได้ด้อยกว่าเฉินเวิ่นจง”
เฉินจี้ยิ้มพลางถาม “แล้วต่อจากนั้นเล่า?”
“หือ?”
เฉินจี้กล่าว “แล้วนางก็ค้นพบว่าการหมั้นหมายนี้ไม่เลวเลย จึงรับการหมั้นหมายอย่างยินดีปรีดา ถึงตอนนั้น ใต้เท้าจางก็จะเลียนแบบการจับเขยใต้ป้ายประกาศสอบ มัดข้าไปเข้าพิธีอภิเษก หลังแต่งงานแล้ว พวกเราจะออกมาดื่มสุราด้วยกันอีกคงไม่ได้ ข้าต้องอยู่บ้าน เรียนเย็บปักถักร้อยกระมัง”
ไป๋หลี่อึ้งไป “อ้าว? ถ้างั้น...ถ้างั้นไม่ต้องดีกว่า”
ขณะนั้น หลิวฉวีซิงถาม “เมื่อครู่คุณหนูรองตระกูลจางก็ดูจะจำธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องไม่ได้ พวกท่านไม่เคยพบหน้ากันหรือ?”
โอรสอ๋องอธิบาย “ในความทรงจำของข้า ใต้เท้าจางมาเมืองหลัวรับตำแหน่งเมื่อเจียหนิงศกปีที่ 27 ตอนนั้นมิได้พาครอบครัวมาด้วย ดูเหมือนจะเพิ่งรับครอบครัวมาเมื่อปีกลายก่อนเทศกาลโคมไฟ ช่วงนั้นข้ากับไป๋หลี่ไปอยู่สำนักตงหลินแล้ว พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องคุณหนูรองตระกูลจางนี้บ้างหรือไม่ นิสัยใจคอเป็นเช่นไร?”
หลิวฉวีซิงพึมพำ “ข้าเคยเห็นนางเพียงสองครั้ง ทุกครั้งล้วนควบม้าห้อตะบึงกลางเมือง ทำเอาผู้คนต้องหลบหลีกกันวุ่น ฝีมือขี่ม้าของนางดูจะไม่เลว ไม่เคยได้ยินว่านางขี่ม้าชนคนเดินถนน”
เหลียงมาวเอ๋อร์กล่าวจากด้านข้าง “ข้าเคยได้ยินเรื่องนางตอนไปดื่มสุรากับพี่ชาย กล่าวกันว่า บุตรชายสายตรงตระกูลหลิวหลงใหลนาง ตระกูลหลิวส่งแม่สื่อไปสู่ขอ แต่ถูกใต้เท้าจางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่แค่ตระกูลหลิว บรรดานักปราชญ์บัณฑิตที่หลงใหลนางก็มิใช่น้อย”
ไป๋หลี่บ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่าพวกนี้ตาอยู่ที่ใด ไฉนจึงหลงใหลนาง?”
โอรสอ๋องหัวเราะร่า “คุณหนูรองตระกูลจางโฉมงามสะคราญ ทั้งยังเป็นบุตรีที่ใต้เท้าจางโปรดปรานที่สุด ย่อมมีคนแห่แหนพากันมา บัณฑิตสกุลต่ำหากได้แต่งงานกับนาง ย่อมลัดเลาะความลำบากไปสามสิบปี”
ไป๋หลี่หันมองเฉินจี้ทันควัน “เฉินจี้ เจ้าก็คิดว่านางงามโฉมสะคราญหรือ?”
เฉินจี้พึมพำเสียงเบา “ข้าไม่ได้มองให้ละเอียด”
ไป๋หลี่เอนพิงโต๊ะบัญชีด้วยความอัดอั้นตันใจ
โอรสอ๋องถามอย่างสงสัย “เจ้ายังโกรธอยู่อีกหรือ?”
ไป๋หลี่พูดอย่างฉุนเฉียว “เมื่อครู่ตอนจางเซี่ยอยู่ นางทำให้ข้าโมโหฝ่ายเดียว ข้ากลับไม่ได้ทำให้นางโกรธเลย ตอนนี้ข้าคิดได้แล้วว่าควรโต้ตอบนางอย่างไร แต่นางกลับจากไปแล้ว!”
ยิ่งคิดยิ่งเคือง!
ไป๋หลี่หันตัวเดินออกไปข้างนอก
โอรสอ๋องรีบคว้าตัวนางไว้ “เจ้าจะไปไหน?”
ไป๋หลี่พูดอย่างขุ่นเคือง “ข้าจะไปหานางแล้วเถียงให้รู้แล้วรู้รอด!”
โอรสอ๋องหัวเราะปนขมขื่น “ไม่เอาน่า นางจากไปไกลแล้ว”
เขามองเฉินจี้พลางยิ้ม “หากว่าด้วยชาติตระกูล คุณหนูรองตระกูลจางก็นับว่าเป็นคู่ครองที่ไม่เลว บางทีนางอาจเพียงแค่ได้ยินข่าวลือตามท้องถนน เพราะไม่รู้จักเจ้าจึงรีบมาวางกฎเกณฑ์ไว้ก่อน แต่นานวันเข้าย่อมรู้คุณค่า กาลเวลาย่อมพิสูจน์หัวใจ สักวันหนึ่งนางจะได้รู้จักตัวตนจริงของเจ้า...ไม่คิดจะพิจารณาอีกหรือ?”
เฉินจี้ยิ้มตอบ “สิ่งที่ไม่เข้าใจกันตอนนี้ ภายหน้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ”
......
......
ยามดึกสงัด ราตรีสงบ
เฉินจี้หลุดพ้นจากแดนฝันขุนเขาขจี ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาตั้งใจนับเสียงกรน เมื่อแน่ใจว่าคนข้างกายหลับสนิทครบถ้วนแล้ว จึงลุกขึ้นอย่างเบามือเบาเท้า
แต่ทว่าเฉินจี้เพิ่งเปิดบานประตู ก็เห็นเฒ่าเหยายืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นแอปริคอต จ้องมองแถบผ้าแดงที่ผูกพันอยู่บนกิ่งไม้
“อาจารย์? ท่านยังไม่พักผ่อนหรือ”
เฒ่าเหยาเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนมีลมหายใจไม่จำเป็นต้องหลับนาน ตายแล้วค่อยหลับชั่วกัลป์ ไม่รู้เป็นอะไรไป ช่วงนี้รู้สึกว่าทิวทัศน์ในโลกนี้ ดูเท่าไรก็ไม่จุใจ”
เฉินจี้ชะงักงัน “ร่างกายท่านยังแข็งแรงดีนี่”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น “ข้าควรต้องชมโลกใบนี้ให้มากๆ ก่อนที่เจ้าจะลากข้าไปตายด้วย”
เฉินจี้ “...”
เฒ่าเหยาหันกลับมามองเขา “การสวมรอยเป็นหัวหน้ากรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งต่อหน้าตระกูลหลิว เรื่องนี้ไม่ต่างจากเดินบนคมดาบ พลาดนิดเดียวก็ตกนรกหมกไหม้”
“ท่านรู้หมดแล้วหรือ?”
เฒ่าเหยาถาม “เจ้ามีแผนการอะไร?”
เฉินจี้ชะงักงัน
คนแก่คนหนุ่มยืนประจันหน้ากันใต้ต้นแอปริคอต
เฉินจี้หวนนึกถึงตอนที่ตนเพิ่งมาถึงโลกนี้ เดินตามหลังอาจารย์บนถนนหินแผ่นสีเขียวอย่างเชื่องช้า ตนเองอยากจะพูดอะไรมากมาย แต่ผู้เฒ่ากลับหลีกเลี่ยงอันตราย ไม่อยากฟังอะไรเลย
แต่บัดนี้ ผู้เฒ่ากลับเป็นฝ่ายถามเอง
เฉินจี้ยิ้มพลางกล่าว “แต่ก่อนท่านไม่เคยถามถึงเรื่องพวกนี้เลย”
เฒ่าเหยาชะงักงัน จากนั้นแสดงอาการขุ่นเคืองเล็กน้อย “ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก อย่าทำเหมือนข้าห่วงเจ้านักหนา ข้าแค่กลัวถูกเจ้าลากไปตายด้วยเท่านั้น!”
เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงกล่าว “ไม่บอกท่านน่าจะดีกว่า”
เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น “ไม่บอกก็ไม่บอก ระวังตัวให้ดี”
เฉินจี้เปลี่ยนเรื่อง “อาจารย์ ลุงอีกาอยู่ไหน ไม่เห็นมันมานานแล้ว”
“มันออกไปหลบเอาตัวรอด”
เฉินจี้ถามต่อ “แล้วอูหยุนเล่า? วันนี้ก็ไม่เห็นมันเลย”
“มันก็ออกไปหลบเอาตัวรอดเช่นกัน”
เฉินจี้ “?”
ทั้งลานบ้านนี้ มีแต่พวกคนเถื่อนสัตว์เถื่อนหรือไง?
เฉินจี้สงสัย “อูหยุนทำผิดอะไรถึงต้องออกไปหลบหน้า?”
เฒ่าเหยาหันตัวเดินกลับเข้าเรือนหลักอย่างเชื่องช้า “หากเจ้าอยากหามัน ให้เดินไปตามถนนอันซีทางตะวันออกหนึ่งลี้ เลี้ยวเข้าตรอกเล็กข้างร้านข้าวน้ำมันฉายจี้ คืนนี้มันน่าจะอยู่ที่นั่น ส่วนว่าทำไมมันถึงต้องหลบหน้า พอเจ้าเจอมันก็จะเข้าใจเอง”
เฉินจี้เดินออกไปข้างนอก ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง เขาเดินไปตามถนนอันซีมุ่งสู่ทิศตะวันออก
แต่เดินไปได้เพียงครึ่งทาง เขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง
เฉินจี้หันขวับกลับหลังทันที เห็นเพียงถนนหินแผ่นสีเขียวครามอันยาวเหยียด ราวกับอุโมงค์โปร่งใส มองเห็นได้จนสุดสาย แต่ไร้เงาผู้คน!
บนถนนอันเวิ้งว้างใต้แสงจันทร์ มีเพียงเฉินจี้ร่างผอมบางยืนนิ่งหันกลับมามอง
ว่างเปล่า
ในชั่วพริบตา ขนหลังคอของเฉินจี้เริ่มลุกซู่
เขาหวนนึกถึงตำนานเหรียญผีบุปผาคีรี นึกถึงรถม้าของตระกูลหลิวที่ไร้คนขับ แต่บังเหียนกลับแกว่งไกวเองโดยไม่มีลม...
บนถนนหินแผ่นนี้ ราวกับมีเงาที่มองไม่เห็นเกาะติดอยู่ด้านหลังเขา ดุจหนอนชอนไชกระดูก ห่อหุ้มด้วยความแค้นสีดำอันไร้สิ้นสุด หนาวเหน็บแทงกระดูก
นี่ตนถูกเฒ่าพรรคกระยาจกนามว่า ‘จางกั่วเอ๋อร์’ จับตามองแล้วหรือ? อีกฝ่ายตามมาถึงโรงยาไท่ผิงได้อย่างไร?
ไม่ใช่ ไม่น่าเป็นเหรียญผีบุปผาคีรี สิ่งที่เหรียญผีบุปผาคีรีขับดัน ไม่ควรมีเสียงฝีเท้า
เฉินจี้หันตัวก้มหน้าเดินเร็ว เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าละเอียดด้านหลังก็ดังขึ้นอีก
คราวนี้เขาไม่หันกลับ แต่ค่อยๆ เร่งฝีเท้า จนกระทั่งวิ่งออกไป
อึดใจต่อมา เฉินจี้พลันเลี้ยวเข้าตรอกมืดทึบ
แต่ขณะที่ร่างของเขาเพิ่งคลำทางเข้าสู่เงามืด ก็พลันชักดาบสั้นออกจากอกเสื้อ หมุนตัวกลับหลังแล้วฟันสับ
ดาบสั้นฟันจากเงามืดไปสู่แสงจันทร์ ราวกับดาบสั้นเล่มนั้น ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาตลอด แล้วพลันปรากฏกายกะทันหัน
มีเสียง ‘อ๊ะ!’ ดังขึ้น มีคนยกดาบยาวตั้งรับโดยสัญชาตญาณ แต่ดาบสั้นที่ฟันมาจากเงามืด กลับฟาดลงตรงเอวดาบพอดี จนดาบยาวหักกลางส่งเสียงดัง ‘แกร๊ง’ !
ดาบสั้นสะบั้นดาบยาวแล้วตวัดขึ้นตามแรง แต่เฉินจี้รู้สึกผิดปกติกับเสียง ‘อ๊ะ!’ เมื่อครู่ ปลายดาบจึงหยุดชะงักใต้คางของแขกไม่ได้รับเชิญ
ไม่มากไม่น้อย หากแทงเข้าไปอีกหนึ่งส่วนต้องได้เห็นเลือดสดแน่
เฉินจี้ยืนอยู่ในเงามืด มองสำรวจแขกไม่ได้รับเชิญตรงหน้า แล้วก็ต้องตะลึงงัน
ธิดาอ๋อง!?
นอกตรอกเล็กใต้แสงจันทร์ เขาเห็นไป๋หลี่ถือดาบหักอยู่ในมือ ใบหน้าขาวผ่องเผยความตกใจตื่นกลัว
ด้านหลังนาง ยังมีโอรสอ๋อง เหลียงมาวเอ๋อร์ และเหลียงโก่วเอ๋อร์!
คงเป็นเพราะเมื่อครู่ เหลียงมาวเอ๋อร์กับเหลียงโก่วเอ๋อร์ช่วยซ่อนตัวให้โอรสอ๋องและไป๋หลี่ ตนจึงไม่พบร่องรอย
ณ ขณะนี้ โอรสอ๋องกับเหลียงมาวเอ๋อร์จ้องมองเฉินจี้อย่างตะลึงงัน
มีเพียงเหลียงโก่วเอ๋อร์ที่รูม่านตาหรี่ลง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา
เขาที่เดิมทีแบกดาบยาวบนบ่าอย่างเลินเล่อ พลันยืดกายตั้งตรง
โอรสอ๋องกับเหลียงมาวเอ๋อร์ตะลึงงัน เพราะถูกการฟันดาบอันดุดันเฉียบคมของเฉินจี้เมื่อครู่ทำให้ตกใจ แต่พวกเขาเพียงแปลกใจที่เฉินจี้ในตอนนี้ ต่างจากเฉินจี้ที่พวกตนรู้จักในยามปกติราวฟ้ากับดิน
มีเพียงเหลียงโก่วเอ๋อร์เท่านั้นที่รู้ว่า การฟันดาบเมื่อครู่นั้นไร้ช่องโหว่
วิชาดาบที่ชำนิชำนาญ แม่นยำ และดุดันเช่นนี้ แม้แต่อัจฉริยะอย่างเหลียงโก่วเอ๋อร์ ก็ไม่อาจใช้ได้ในวัยเท่ากับเฉินจี้
นี่มิใช่วิชาดาบที่เด็กฝึกโรงยาพึงมี!
เฉินจี้มองเหลียงโก่วเอ๋อร์แวบหนึ่ง ค่อยๆ สอดดาบสั้นเข้าฝัก แล้วเดินออกจากเงามืดของตรอกเล็กอย่างใจเย็น
เขามองดาบในมือโอรสอ๋องและไป๋หลี่ กล่าวอย่างอ่อนใจ “โอรสอ๋อง ธิดาอ๋อง พี่มาวเอ๋อร์พี่โก่วเอ๋อร์ พวกท่านตามข้ามาทำไม?”
ไป๋หลี่ยังตกใจไม่หาย “สองวันนี้เจ้าออกไปตอนกลางคืนตลอด กลับมาตอนกลางวัน ทุกคนคิดว่าเจ้าต้องมีเรื่องลำบากแต่ไม่ยอมบอก จึงร่วมกันจ้างพี่โก่วเอ๋อร์ให้ช่วย ตามมาดูหน่อย เฉินจี้ หากมีเรื่องยากลำบากจริงๆ อย่าเก็บไว้คนเดียว ทุกคนจะช่วยกันแก้ไข!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น