ตอนที่ 0111 วางเดิมพัน
เมืองหลัวยามราตรีกาล ดุจกระดานหมากรุกมหึมา ถนนหินสีเขียวครามทอดตรงดั่งเส้นตาราง แบ่งอาคารบ้านเรือนเป็นช่องสี่เหลี่ยมยี่สิบเอ็ดแนวตั้งแนวนอน
บรรดาหน่วยสืบลับสวมชุดดำ มือประคองดาบตรงเอว ดุจหมากรุกสีดำตัวแล้วตัวเล่า เคลื่อนไปตามเส้นทางต่างกัน วางตัวยังตำแหน่งที่พึงไป
หากมองจากฟากฟ้า หน่วยสืบลับเชื่อมโยงเป็นตาข่ายอย่างไร้เสียง ราวกับมังกรดำมหึมาขดตัวอยู่บนกระดานหมากรุก
บนถนนซิงหลงไจ้อันเงียบสงบ ซีเฟิงสวมหน้ากากหัวมังกรที่เพิ่งแกะสลักเสร็จใหม่ๆ เดินนำอยู่ด้านหน้า เฉินจี้กับจินจูสวมหน้ากากเดินเคียงบ่าเคียงไหล่
ข้างหลังพวกเขา หน่วยสืบลับสองนายที่จินจูจัดแจงมา ติดตามเฉินจี้ไม่ห่าง ปิดกั้นเส้นทางหนีทุกทิศทาง
ระหว่างเดิน เฉินจี้หยุดชะงักแล้วหันกลับทันใด
ชั่วพริบตา หน่วยสืบลับทั้งสองชักดาบออกมาครึ่งฝัก แววตาเย็นชาจับจ้องเขาไม่วางตา
เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้าจินจู นี่ท่านจะปกป้องข้า หรือจะคุมตัวข้ากันแน่? ตอนนี้ก็ปฏิบัติกับข้าดุจนักโทษแล้ว ขั้นต่อไปคงจะจับข้าขังคุกในกระมัง?”
จินจูตบบ่าเขาพลางถอนหายใจ “ทุกคนล้วนเฉลียวฉลาด จะต้องพูดให้กระจ่างไปไย”
เฉินจี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบไร้อารมณ์ “ใต้เท้าจินจู ข้าช่วยท่านหาทางจับผิดตระกูลหลิวได้แล้ว ความดีความชอบใกล้จะสำเร็จ ท่านกลับข้ามฟากถอนสะพาน! ท่านจะเชื่อใจข้าได้เมื่อไรกัน?”
จินจูหัวเราะ “เมื่อใดเจ้าอธิบายจุดน่าสงสัยมากมายบนตัวเจ้าได้ ข้าจึงจะเชื่อใจเจ้า”
เฉินจี้ถามเสียงเข้ม “จุดใดบ้างที่น่าสงสัย?”
จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เจ้าเป็นเพียงเด็กฝึกโรงยา กลับถอดรหัสลับราชวงศ์จิ่งได้ เจ้าไร้กำลังแม้แต่จะมัดไก่ แต่คราวที่บ่อนเฉาชางกลับรอดชีวิตจากเงื้อมมือสายลับราชวงศ์จิ่ง เจ้าไม่เชี่ยวชาญการสืบสวน กลับสลัดหลุดจากลูกน้องข้าสองคนได้ เจ้ารู้หรือไม่ แม้แต่ในกรมสืบลับ คนที่ทำเรื่องเหล่านี้ได้ก็มีไม่มาก นับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นเพียงเด็กฝึกโรงยาตัวน้อย?”
จินจูกอดอกไพล่หลัง ถามด้วยท่าทีสนใจยิ่ง “ดังนั้น เจ้าช่วยข้าไขข้อข้องใจเหล่านี้ได้หรือไม่?”
เฉินจี้นิ่งเงียบไม่ตอบ
จินจูหัวเราะลั่น “เจ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร เมื่อเรื่องนี้จบลง เมิ่งจีย่อมจะซักไซ้ให้กระจ่างเอง”
เฉินจี้ถามขึ้นฉับพลัน “ใต้เท้าไม่กลัวหรือว่า ตอนเจรจาเล่นละครกับหลิวหมิงเสี่ยน ข้าจะเอ่ยปากทำลายแผนการของท่านกะทันหัน? ท่านยังต้องการให้ข้าร่วมแสดงละคร ไม่สู้เราตกลงแลกเปลี่ยนกันดีกว่า”
จินจูถามเนิบนาบ “แลกเปลี่ยนอะไร?”
แต่ขณะนั้นเอง หน่วยสืบลับนายหนึ่งกระซิบแผ่วเบา “ใต้เท้าจะต้องตกลงกับเขาไปทำไม? ทุกครั้งที่ท่านพบหลิวหมิงเสี่ยน ต่างก็สวมหน้ากาก บัดนี้หลิวหมิงเสี่ยนไม่รู้หรอกว่า ใต้หน้ากากเป็นใคร ใครสวมก็เหมือนกัน ไม่สู้ให้ข้าสวมหน้ากากของเขา เมื่อถึงเวลา ข้าเพียงไม่เอ่ยปาก หลิวหมิงเสี่ยนย่อมไม่รู้สึกผิดปกติแน่”
จินจูยิ้มมองเฉินจี้ “ขออภัย บนโต๊ะพนันนี้ ผู้ใดมีเบี้ยในมือมากที่สุด ผู้นั้นจึงจะหัวเราะทีหลังได้ บัดนี้เจ้าหมดเบี้ยในมือแล้ว แต่ข้ายังมีอยู่”
เสียงเพิ่งขาดคำ จินจูพลันกระชากหน้ากากเสือออกจากใบหน้าเฉินจี้
เขามองแววตาสงบนิ่งของเฉินจี้ แล้วมองไปยังกำปั้นที่กำแน่นโดยไม่รู้ตัว พลันรู้สึกสะเทือนใจ “ข้ารู้ว่าแท้จริงเจ้าโกรธมาก แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องโกรธ ข้ารู้ว่าการถูกหักหลังย่อมไม่สบายใจ แต่หากเจ้าไม่มีปัญหาจริง ข้าจะขอขมาด้วยตนเอง ให้คำตอบที่เจ้าพอใจ พาเขาไปขัง อุดปากเขาไว้ อย่าให้ส่งเสียงมาขัดขวาง”
หน่วยสืบลับสองนายก้าวเข้ามา ใช้ผ้าผูกปากเฉินจี้อย่างแน่นหนา
จินจูอมยิ้ม พลางเหยียดหน้ากากเสือไม้ในมือ สุดท้ายก็ยื่นออกไป “ลิ่วเถียว เจ้าสวมหน้ากากนี้เสีย ตั้งแต่บัดนี้ เจ้าคือสือเฉาแห่งกรมข่าวกรองแล้ว”
กล่าวจบ จินจู ซีเฟิง ลิ่วเถียว ทั้งสามสวมหน้ากากเดินต่อไปยังสะพานโบตั๋น ส่วนหน่วยสืบลับอีกนายคุมตัวเฉินจี้เลี้ยวเข้าตรอกแคบ ไปรวมกับหน่วยสืบลับคนอื่นที่ซ่อนอยู่ในความมืด
ในตรอกแคบ เฉินจี้ชะลอฝีเท้า พยายามถ่วงเวลา
แต่เพิ่งชะลอฝีเท้า แผ่นหลังก็โดนฝักดาบของหน่วยสืบลับฟาดอย่างแรง “เดินเร็วหน่อย อย่าคิดเล่นลูกไม้”
เฉินจี้รู้สึกแสบร้อนที่แผ่นหลัง แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เช้ามืด ยามสี่
ดังคำกล่าวว่า ยามหนึ่งคนเดิน ยามสองไฟสว่าง ยามสามผีออก ยามสี่โจรลง ยามห้าไก่ขัน
ยามสี่คือเวลาที่ราตรีหนาทึบที่สุด มนุษย์หลับใหลลึกที่สุด นับเป็นโอกาสทองของการฆ่าคนวางเพลิง
จินจูมองเห็นสะพานโบตั๋นแต่ไกล จึงชะลอฝีเท้า พลางกระซิบกำชับ “จำไว้ให้ดี เดี๋ยวต้องรอให้ข้ายืนยันว่าหลิวหมิงเสี่ยนปรากฏตัวหรือไม่ก่อน หากหลิวหมิงเสี่ยนไม่มา คืนนี้ยกเลิกปฏิบัติการ เล่นละครหาความไว้ใจต่อไป...ยามนี้ราชสำนักวุ่นวาย พวกเราต้องจับหลิวหมิงเสี่ยนให้ได้คาหนังคาเขา จึงจะปิดปากเหล่าขุนนางที่พร้อมจะซัดทอดได้”
“ขอรับ!”
จินจูตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทั้งสามสวมหน้ากากเรียบร้อย ไม่มีช่องโหว่ จึงค่อยๆ เดินไปยังสะพานโบตั๋น แต่ไกลได้ยินเสียงคนตีระฆังดังมาเนิบนาบ “ราตรีสวัสดิ์ ปราศจากโรคภัย!”
จินจูส่ายหน้า ใครๆ ต่างว่าคนตีระฆังลำบาก ต้องตื่นกลางดึกคืนละห้าครั้ง จะหลับเต็มตาก็ทำไม่ได้ แต่กรมสืบลับของเขาก็ไม่ต่างกันนี่?
ทว่าเพิ่งเดินถึงหัวสะพานโบตั๋น เมื่อเห็นรถม้าที่รออยู่บนสะพาน จินจูพลันรู้สึกว่า ตนพลาดรายละเอียดบางอย่างไป “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
“ผิดปกติตรงไหน?”
“เงียบเกินไป...”
“ใต้เท้า รอบๆ มีคนเราวางกำลังไว้แล้ว เงียบก็ถูกต้องแล้ว”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่!”
จินจูชูคอเงยหน้ามองดวงดาว พลันร้องลั่น “คำว่า ‘ราตรีสวัสดิ์ ปราศจากโรคภัย’ เป็นคำเรียกของยามสาม บัดนี้ย่างเข้ายามสี่แล้ว เหตุใดเขาจึงเรียกผิด?”
กล้ามเนื้อทั่วกายซีเฟิงแข็งเกร็งตึงในพริบตา “คนตีระฆังตีกลอง หากเรียกชั่วยามผิด ต้องถูกจับขังคุก ผิดเวลาไม่ได้เด็ดขาด!”
“คนเรียกยามเมื่อครู่ มิใช่คนตีระฆังตัวจริง!”
“มีคนดักซุ่มอยู่!”
...
...
บนถนนอันซี ชายชราผู้หนึ่งสวมรองเท้าผ้าพื้นขาวขลิบดำ หิ้วห่อขนมสองห่อในมือ เดินเอื่อยๆ มาหยุดข้างร้านข้าวน้ำมันฉายจี้
ขณะที่เขาจ้องมองตรอกมืดมิด ในตรอกนั้นก็มีดวงตาสีเขียวมรกตนับสิบคู่หันมาสบตาเขาเช่นกัน
ท่ามกลางความนิ่งงัน ชายชรายิ้มพลางโบกมือเรียก “เจ้าฟ้านวสวรรค์ก่อกำเนิดอสนีคำรามแปรผัน”
เสียงเพิ่งขาดคำ ดวงตาคู่หนึ่งแหวกฝูงออกมา ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวจากเงามืดสู่แสงจันทร์ เผยให้เห็นรูปกายดำสนิทขนฟูนุ่ม
อูหยุนเงยหน้าร้องเหมียวแผ่วเบา “อาจารย์ เหตุใดท่านยังไม่พักผ่อน?”
เฒ่าเหยาถอนใจ “เรื่องวุ่นวายที่เฉินจี้ก่อไว้ ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร? เกรงว่าหากหลับตาลง ตื่นมาฟ้าจะถล่มเสียแล้ว มานี่ ข้านำขนมมาสองห่อ เจ้าเอาไปแบ่งให้พวกแมวข้างหลังนั่นด้วย”
อูหยุนคาบเชือกห่อกระดาษ หันกลับคาบเข้าไปในความมืด
ชั่วพริบตา ดวงตาคู่แล้วคู่เล่าเบิกกว้างเป็นสีเขียวสด
อูหยุนร้องเหมียว ดวงตาในตรอกค่อยๆ หายไปทีละคู่ ขนมก็ไม่รู้ว่าถูกคาบไปไหน
มันเดินกลับมายังแสงจันทร์ กระโดดเบาๆ ขึ้นสู่อ้อมอกเฒ่าเหยา “อาจารย์จงมีอายุยืนยาวร้อยปี!”
เฒ่าเหยาเม้มปากแล้วเม้มอีก “ฟังดูราวกับว่า ข้าจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปีเองหรือ?”
อูหยุน “...”
มันคลุกคลีกับมนุษย์ยังไม่นาน รู้เพียงว่ายามนี้ควรกล่าวชม แต่ยังไม่รู้ว่าจะชมอย่างไรจึงเหมาะสมที่สุด
อูหยุนเบี่ยงประเด็น “อาจารย์ เหตุใดท่านจึงมา?”
เฒ่าเหยาลูบศีรษะอูหยุน “คืนนี้ข้าทำนายให้เฉินจี้...ทว่านับตั้งแต่เขาบรรลุเคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่ โหราศาสตร์ของข้าดูจะใช้ไม่ได้ผลกับเขาอีก รางเลือนคลุมเครือ บ้างแม่นบ้างผิด บัดนี้ข้าทำนายได้เพียงว่าคืนนี้เขามีภัย แต่ไม่อาจรู้ผลลัพธ์เป็นประการใด”
อูหยุนชะงักงัน “เขาบอกว่าไม่มีอันตราย แต่พอข้าจะตามไปด้วย เขากลับไม่ยอมให้ข้าไป”
เฒ่าเหยาอมยิ้ม “เขาคงไม่อยากให้เจ้าพลอยเจออันตรายด้วย”
อูหยุนรีบกล่าว “งั้นท่านช่วยเขาหน่อยเถิด!”
เฒ่าเหยานิ่งเงียบครู่หนึ่ง “ข้าจะไปช่วยเขาทำไม? เคยบอกไปแล้วว่า ข้ากับเขาไม่มีสายสัมพันธ์ฉันอาจารย์ศิษย์”
อูหยุนงุนงง “แล้วที่ท่านออกมาดึกดื่นเช่นนี้ ด้วยเหตุผลใดกัน?”
เฒ่าเหยาครุ่นคิดชั่วครู่ “ข้าแค่อยากไปดูว่า ต้องเก็บศพให้เขาหรือไม่”
อูหยุนนับถือยิ่งนัก “ท่านช่างใจบุญจริงๆ”
“หากชมไม่เป็น ก็ไม่ต้องชมก็ได้” เฒ่าเหยาหัวเราะร่า “ข้ามิได้ใจบุญ หากใจบุญจริง ชีวิตคงไม่ยืนยาวถึงเพียงนี้ อูหยุนเอ๋ย เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพน่ะ ยิ่งยืนสูงเพียงใด โลหิตในดวงใจยิ่งเย็นเฉียบเพียงนั้น”
เฒ่าเหยาก้มมองอูหยุน “ที่เขาแวะมาหาเจ้าก่อนจากไป ได้พูดอะไรบ้างหรือไม่?”
อูหยุนครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เขาให้ข้าไปเรียนท่านยามรุ่งสาง ว่าเขาอาจไม่กลับมาหลายวัน แต่เขาจะปลอดภัย”
เฒ่าเหยาอุทานในลำคอ “เขารู้ล่วงหน้าว่า ตนจะกลับไม่ได้หลายวัน? แต่บัดนี้เจ้าหนุ่มจินจูเริ่มระแวงเฉินจี้แล้ว ถึงขนาดตั้งใจเชิญเมิ่งจีมา เขามั่นใจได้อย่างไรว่าตนจะปลอดภัย?”
อูหยุนไม่เข้าใจ “ก่อนหน้านี้จินจูยังบอกว่า จะลงทุนให้เฉินจี้ แล้วเหตุใดจึงมาระแวงเฉินจี้อีก? ก่อนหน้านี้มุสางั้นหรือ”
เฒ่าเหยาหัวเราะ “อยากลงทุนเป็นเรื่องจริง เพราะเคล็ดวิชาฝึกตนของจินจูคือการเดิมพันครั้งใหญ่กับผู้อื่น หากผู้ที่เขาเดิมพันมีฤทธิ์เพิ่มพูน เขาก็จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ ครั้งก่อนเขาเดิมพันเทียนหม่าสำเร็จ เทียนหม่าใช้เวลาเพียงสิบปีก็แตะขอบประตูขั้นวิถีเทพ พลอยให้จินจูก้าวขึ้นสู่ขั้นฝึกตนระดับใหม่ไปด้วย”
“หลังจินจูได้ลิ้มรสความหอมหวาน ทุกวันก็จ้องแต่จะขุดค้นเทียนหม่าคนต่อไป แต่พลาดติดๆ กันหลายครั้ง ทำให้ขั้นฝึกตนไม่เพิ่มกลับลดลง ร่วงจากขั้นแสวงเต๋ากลับลงมาขั้นก่อนฟ้า...บัดนี้เขาเห็นศักยภาพของเฉินจี้ ย่อมอยากเดิมพันอีกครั้ง ช่วยเฉินจี้หาเคล็ดวิชาฝึกตนและทรัพยากรบำเพ็ญเพียร”
“เข้าใจแล้ว”
“กลับมาพูดเรื่องสำคัญ” เฒ่าเหยาถาม “สามวันก่อน หลังเฉินจี้พบเจ้าหนหนึ่ง เจ้าก็หายตัวไป คืนนั้นเจ้าไปที่ใด?”
อูหยุนลังเล
เฒ่าเหยาหัวเราะเบาๆ “พูดไม่ได้งั้นหรือ?”
อูหยุนตอบตามตรง “เฉินจี้บอกว่า หากท่านถามถึงสามครั้งจึงจะบอกท่านได้ ตอนนี้ท่านเพิ่งถามสองครั้ง”
เฒ่าเหยาขำอีก “...งั้นตอนนี้ข้าถามครั้งที่สาม คืนนั้นเจ้าไปที่ใด?”
“ข้าไปส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้คฤหาสน์ตระกูลหลิว”
“บนกระดาษเขียนว่าอะไร?”
“หัวหน้ากรมเป็นตัวปลอม สืบหาความจริงได้จากผู้ดูแลหอไป๋ลู่”
เฒ่าเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย
ชายชราผอมแห้งยืนอยู่กลางถนนยาว หันมองทางหินสีคล้ำยาวสุดลูกหูลูกตา ทอดหายเข้าไปในราตรีมืดมิด ราวกับจะพาไปยังสุดปลายขอบฟ้า
“เขาคิดจะใช้แผน ‘รักษาผู้โดดเดี่ยว กลืนมังกร’ หรือ?”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น