ตอนที่ 0120 สามตระกูลเฉิน
จางจัว?
เฉินหลี่ฉิน?
ตระกูลหลิวจะลงมือกับสองคนนี้หรือ? ทั้งคู่เป็นขุนนางราชสำนักนะ!
ในห้องขังอันมืดมิด เปลวไฟตะเกียงน้ำมันบนผนังพลันหยุดนิ่ง
ผู้ดูแลหยวนนอนราบบนโต๊ะ ปล่อยให้หน่วยสืบลับพันแผล ท่าทางของหน่วยสืบลับค่อยๆ ชะงักไป
จินจูที่เอนกายอยู่ข้างหูผู้ดูแลหยวน เผลอเหยียดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว เบิกตากว้างพลางจ้องเฉินจี้ “พวกเขาคิดจะฆ่าจางจัวกับเฉินหลี่ฉินเชียว? ไม่สู้ข้าส่งหน่วยสืบลับไปคุ้มครองทั้งคู่ ใต้เท้าเฉินก็ถือเป็น...”
ทันใดนั้น มือขวาเฉินจี้กดลงบนแผลผู้ดูแลหยวน เสียงร้องโหยหวนฝ่ายหลังดังก้องไปทั่วคุกใน กลบเสียงอื่นๆ จนมิด
ครู่ต่อมา เฉินจี้ถามเสียงเรียบ “ตระกูลหลิวว่าอย่างไร?”
ผู้ดูแลหยวนหอบหายใจ “หลิวหมิงเสี่ยนยืนกรานหนักแน่นว่า หลังพรุ่งนี้ ในแคว้นยู่จะมีแต่ตระกูลหลิว ไม่มีใครแตะต้องได้อีก”
เฉินจี้ถามต่อ “เขาบอกแผนละเอียดหรือไม่?”
ผู้ดูแลหยวนหน้าซีดขาว “ข้าจะบอกเจ้าไปทำไม?”
“ข้าว่าเจ้าพูดจาส่งเดช” เฉินจี้หน้านิ่งไร้ความรู้สึก มือกดลงบนแผลต้นขาผู้ดูแลหยวน แผลที่ห้ามเลือดไว้แล้วพลันปริแตก ผู้ดูแลหยวนร้องโหยหวนดังลั่น
ขณะที่เขากำลังจะฉีกแผลหาเส้นเลือดใหญ่ต่อ จินจูรั้งแขนเฉินจี้ลากออกจากห้องขัง กดเสียงต่ำ “ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจอยากช่วยบิดา แต่เจ้าไม่เคยเรียนวิชาสอบปากคำ ไม่รู้หนักเบา อาจจะเผลอทำนักโทษสำคัญตายได้”
เฉินจี้นิ่งเงียบ
เขาไม่แยแสชีวิตเฉินหลี่ฉินแม้แต่น้อย เพียงแต่คิดถือโอกาส ‘พลั้งเผลอ’ ปลิดชีพผู้ดูแลหยวน เพื่อมิให้ลากพาหยุนเฟยและตนเองพัวพัน แต่บัดนี้จินจูห้ามทัน โอกาสจึงสิ้นสูญแล้ว
เฉินจี้จำต้องถอนใจ “ใต้เท้า ข้าวู่วามแล้ว”
จินจูหัวเราะหึๆ “ก่อนหน้านี้ ข้ายังฉงนใจเมื่อได้ยินว่า เจ้าจะตัดขาดบุญคุณกับตระกูลเฉิน คนเราตัดสายเลือดญาติพี่น้องได้จริงหรือ? คงเป็นแค่คำพูดตอนโมโห โกรธที่บิดาส่งเจ้าไปฝึกงานที่โรงยาไท่ผิงกระมัง”
เฉินจี้อืมในลำคอ
จินจูตบไหล่เฉินจี้ “อย่าร้อนใจ ข้ารับรองได้ ใต้เท้าเฉินจะไม่เป็นไร เมื่อครู่ข้าใคร่ครวญแล้ว ตระกูลหลิวมีกำลังฆ่าจางจัวกับเฉินหลี่ฉินในแคว้นยู่ได้จริง แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางฉีกหน้าราชสำนัก ดังนั้นตระกูลหลิวจะแค่ขับไล่ทั้งคู่ ไม่ปลิดชีพแน่”
“ตระกูลหลิวจะทำอย่างไร?”
“ใส่ร้าย”
เฉินจี้มองจินจู “ใต้เท้าหมายความว่า ตระกูลหลิวจะใส่ร้ายจางจัวกับเฉินหลี่ฉิน บีบให้ย้ายไปรับตำแหน่งอื่น...ใต้เท้าทราบกำหนดการคืนนี้ของท่านทั้งสองหรือไม่?”
จินจูตอบทันควัน “วันนี้ทั้งคู่จะเลี้ยงจู่เหรินรุ่นใหม่ทุกคน จัดงานเลี้ยงลู่หมิง”
งานเลี้ยงสองมื้อแห่งการสอบราชการ: มื้อแรกคืองานเลี้ยงลู่หมิงหลังการสอบฤดูใบไม้ร่วง เลี้ยงต้อนรับจู่เหรินใหม่ มื้อที่สองคืองานเลี้ยงฉงหลินหลังการสอบในพระราชวัง เลี้ยงจิ้นซื่อ*ใหม่ นี่คือธรรมเนียมเก่าแก่หลายร้อยปีของราชวงศ์หนิง
(จิ้นซื่อ — ผู้ผ่านรอบสุดท้ายของการสอบบัณฑิต เป็นประตูสู่การเป็นขุนนางระดับสูงของราชสำนัก)
เฉินจี้ถาม “งานเลี้ยงลู่หมิงจัดที่ใด?”
“หออิ๋งเซียน” จินจูโบกมือเรียกซีเฟิง ฉับเท้าก้าวยาวออกไปข้างนอก “พวกเราไปหออิ๋งเซียนกันเถอะ คืนนี้ไม่เพียงต้องปกป้องใต้เท้าเฉินให้ดี ยังต้องจับตระกูลหลิวให้ได้คาหนังคาเขา! พวกเขากล้าใส่ร้ายขุนนางราชสำนัก ไม่ใช่แค่กรมสืบลับข้าไม่ยอมให้ตระกูลหลิวอยู่ แม้แต่ราชสำนัก ตระกูลสวี่ ตระกูลเฉิน ย่อมไม่มีใครปล่อยไว้แน่!”
เฉินจี้เหลือบมองแผ่นหลังจินจู แล้วหันไปมองผู้ดูแลหยวนอย่างเงียบงัน
จินจูชะงักฝีเท้า หันกลับมามอง สายตาทอดผ่านทางเดินยาวมืดสลัว “เดินสิ มัวยืนงงอะไรอยู่?”
“มาแล้ว”
......
......
หออิ๋งเซียนชื่อเดิมคือ ‘ร้านมั่งคั่งร่ำรวย’
เพียงแต่วันเปิดมหามงคล มีนกกระเรียนบินมาแต่ทิศตะวันตก ร่อนลงเกาะบนกระเบื้องหลังคาสีส้มอำพัน
เจ้าของจึงรีบให้ช่างปั้นรูปนกกระเรียนหินตั้งหน้าประตู พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นหออิ๋งเซียน
ยามนี้
หน้าหออิ๋งเซียนรถม้าเนืองแน่น ผู้คนประนมมือคำนับไม่ขาดสาย
เฉินหลี่ฉินกับจางจัวสวมอาภรณ์แดงเข้ม สง่าเด่นดั่งนกกระเรียนในฝูงไก่ท่ามกลางขุนนางชุดน้ำเงิน
ขณะที่เหล่าจู่เหรินเข้าไปนั่งในหอ จางจัวเอียงตัวกระซิบข้างหูเฉินหลี่ฉิน “เฉินจี้ตกลงไปเรียนที่สำนักจือสิงตามคำขอจิ้งอ๋องแล้ว แต่เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ ของท่านถูกธิดาอ๋องไป๋หลี่มองออก ข้าว่านะ วิธีง่ายสุดคือ ตีพ่อบ้านในจวนท่านให้ตายเสีย เขาจะได้คลายโทสะ จะวกวนให้วุ่นวายไปไย? พ่อบ้านนั่นก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว!”
เฉินหลี่ฉินเหลือบมองจางจัว “พ่อบ้านจวนข้าทำงานอุตสาหะนานกว่าสิบปี ไม่มีความดีความชอบก็มีความเหนื่อยยาก ใต้เท้าจางช่างปากร้าย เอาแต่ฆ่าแต่ตี เสียมารยาทบัณฑิตไปหน่อย”
จางจัวพูดอย่างหงุดหงิด “ท่านคิดจริงๆหรือว่า พี่น้องสามคนเรียนในสำนักเดียวกัน จะกลับมารักใคร่กันได้ จะสำนึกบุญคุณท่าน? ไปไหว้พระที่วัดเฉิงหวงหรือภูเขาเหล่าจวิน ให้เต้าจวินประทานปาฏิหาริย์ยังได้ผลกว่า!”
เฉินหลี่ฉินหน้าดำคล้ำ “ขอแค่เขาได้เรียนรู้วิชาแท้จริงบ้าง ข้าในฐานะบิดาก็นับว่าทำหน้าที่แล้ว ส่วนเขาจะสำนึกบุญคุณหรือไม่ นั่นเรื่องของเขา”
จางจัวหัวเราะหงุดหงิด
สะบัดชายเสื้อคลุม หันเดินเข้าไปในหอ “ท่านอย่าลืมข้อตกลงเราก็แล้วกัน!”
นอกประตูหลังหออิ๋งเซียน จินจูสวมหมวกไม้ไผ่ เคาะประตูแผ่วเบา
ซีเฟิงดึงประตูไม้จากด้านใน รับจินจูกับเฉินจี้เข้ามา “ใต้เท้า รอบๆ วางตาข่ายดักรอแล้ว หากคนตระกูลหลิวมาก่อกวน รับรองมีแต่เข้าไม่มีออก”
จินจูหัวเราะเยาะ ก้าวเข้าไปในหออิ๋งเซียน “เจ้าคุยโตเก่งเหลือเกิน ถ้าแน่จริงจะเรียกข้ามาทำไม!”
ซีเฟิงบ่นพึมพำแผ่วเบา “เมื่อวานยังเรียกข้าว่าหัวหน้ากรมอยู่เลย...”
จินจูหันขวับ “เจ้าพึมพำอะไร? ต้องพูดไม่ดีกับข้าแน่!”
ซีเฟิงรีบยิ้มแห้ง “ไม่มีขอรับ ใต้เท้าช่างอัจฉริยะเฉียบแหลม!”
จินจูหัวเราะเย็น นำเฉินจี้แทรกซึมเข้าหออิ๋งเซียน หลบหลังเสาต้นหนึ่งสังเกตการณ์อย่างเงียบงัน
ในห้องโถง จู่เหรินกว่าสามสิบคนนั่งล้อมโต๊ะกลมหลายโต๊ะ ชูจอกดื่มสุราครื้นเครง บรรยากาศคึกคัก โต๊ะหลักมีห้าอันดับต้นการสอบฤดูใบไม้ร่วงนั่งข้างจางจัวกับเฉินหลี่ฉิน ตำแหน่งสูงกว่าขุนนางอื่นๆ เสียอีก
ระหว่างงาน ขุนนางคนหนึ่งชูจอกลุกขึ้น ยิ้มพูดกับจางจัวและเฉินหลี่ฉิน “ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านทั้งสองเลย”
จางจัวชะงักไป “ใต้เท้าสิง ยินดีอะไรกัน? ลูกข้าไม่ได้สอบราชการนี่”
ขุนนางเสื้อคลุมสีคราม ยิ้มกล่าวว่า “เมื่อวานซืน คุณหนูรองตระกูลจาง กล่าวด้วยปากของนางเองที่สนามม้าตีคลี* ว่าท่านจะยกนางให้เป็นคู่ครองแก่คุณชายจวนเฉิน ย่อมไม่เท็จแน่ บัดนี้ท่านทั้งสองรับราชการจวนเดียวกัน สองตระกูลผูกดวงเป็นเครือญาติ นับเป็นมงคลซ้อนมงคลโดยแท้”
(ขอปรับจาก ‘โปโล’ เป็น ‘ขี่ม้าตีคลี’ )
ครั้นวาจานี้ออกมา หออิ๋งเซียนเงียบสนิท เหล่าจู่เหรินพากันหันมองโต๊ะหลัก แววตากวาดผ่านเฉินเวิ่นจงกับเฉินเวิ่นเสี้ยว ล้วนเต็มไปด้วยความริษยา
ใต้เท้าสิงกวาดตามองไปมาระหว่างเฉินเวิ่นจงกับเฉินเวิ่นเสี้ยว ถามด้วยความสงสัยว่า “ใต้เท้าทั้งสอง ไม่ทราบว่าคุณหนูรองตระกูลจาง หมั้นหมายกับคุณชายท่านใด”
ยังไม่ทันที่เฉินหลี่ฉินจะเอ่ยปาก เฉินเวิ่นเสี้ยวก็ยิ้มกว้าง กล่าวจากด้านข้าง “มิใช่สองพี่น้องเรา ที่ใต้เท้าจางหมายตา คือน้องสามของข้าต่างหาก”
จินจูที่แอบอยู่หลังเสาค่อยๆ หันมองเฉินจี้
นี่มิใช่คุณชายสามตระกูลเฉินหรอกหรือ?
เฉินจี้มิได้สนใจแววตาของเขา เพียงก้มหน้าฟังเงียบๆ
ระหว่างงานเลี้ยงมีคนกระซิบแผ่วเบา “คุณชายสามตระกูลเฉิน? นั่นผีพนันที่ถูกส่งไปโรงยาไม่ใช่หรือ?”
“ชู่ว! อย่าให้ใต้เท้าเฉินได้ยินเชียว!”
“แปลกแท้ เหตุใดใต้เท้าจางไม่ยกธิดาให้เฉินเวิ่นจง ต่อให้เป็นเฉินเวิ่นเสี้ยวก็ยังดี”
จินจูกวาดตามองสำรวจเฉินจี้อย่างเงียบงัน
เขาเห็นเฉินจี้เพียงยืนนิ่งเงียบหลังเสา ราวกับเรื่องที่กำลังถกเถียงกันในงานเลี้ยง ไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย
อึดใจต่อมา เฉินหลี่ฉินเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด ก่อนหน้านี้ใต้เท้าจางจัวเพียงพูดหยอกเย้าสองสามครา เราทั้งสองมิได้ถือเป็นจริงจัง ลูกชายข้าดื้อด้านเกเร มิคู่ควรกับคุณหนูรองจางหรอก”
ใต้เท้าสิงที่ชูแก้วสุราค้างมืออยู่ กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ถ้าเช่นนั้น เหตุใดคุณหนูรองจางจึง...”
จางจัวยิ้มอธิบายว่า “นั่นเป็นเพราะนางแอบฟังข้าสนทนากับใต้เท้าเฉิน แล้วเข้าใจผิดคิดว่า ข้ากับใต้เท้าเฉินตกลงเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้ว แม่นางน้อยน่ะ ได้ยินลมก็นึกว่าพายุ วิ่งออกไปพูดจาส่งเดชทั่วทุกแห่ง ก่อความเข้าใจผิดขึ้นมา ขอทุกท่านอย่าได้เล่าลือต่อไปเลย”
ใต้เท้าสิงนั่งกลับลงอย่างเก้อเขิน “เป็นเช่นนี้นี่เอง เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ทว่าจางจัวหันเหคำพูด กล่าวด้วยความสนใจว่า “แต่ข้าว่าพวกท่านเข้าใจเจ้าหนุ่มเฉินจี้ผิดถนัด ดังคำกล่าวที่ว่า ฟังด้วยหูย่อมเท็จ เห็นด้วยตาจึงจริง ข้าได้พบหน้าเขาหลายครา ส่วนตัวเห็นว่า เขามิได้ต่ำช้าดังคำเล่าลือ มิใช่แต่ข้าเท่านั้น บัดนี้แม้แต่จิ้งอ๋องยังทรงโปรดปรานเขา คิดว่าก่อนหน้านี้คงมีความเข้าใจผิดบางประการ”
เฉินหลี่ฉินมองจางจัวด้วยความประหลาดใจ
ด้านหลังต้นเสา จินจูกดเสียงต่ำ เอ่ยหัวเราะร่า “บิดาและพี่ชายเจ้ายังไม่เคยออกหน้าปกป้องเจ้า กลับเป็นใต้เท้าจางที่คิดเห็นตรงกับข้า! อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ฝึกตนให้ดี สร้างความชอบให้มาก รอจนเจ้าได้เลื่อนขึ้นเป็นสิบสองนักษัตร จะริบทรัพย์ล้างตระกูลพวกเขาทีละคน ก็ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ!”
เฉินจี้มองจินจูด้วยสีหน้าซับซ้อน ชั่วครู่ไม่รู้ควรโต้ตอบอย่างไรดี...
...
...
ดวงจันทร์ลอยสูงสามไม้ไผ่
เทียนและตะเกียงในหออิ๋งเซียนถูกเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าจู่เหรินรุ่นใหม่แข่งขันกันแต่งกลอนโต้ตอบ อวดฝีมือต่อหน้าจางจัว
ทว่า ทุกสิ่งสงบนิ่งราบเรียบ พายุฝนที่เฉินจี้กับจินจูรอคอย หาได้บังเกิดไม่
เห็นทีงานเลี้ยงลู่หมิงใกล้จะเลิกรา หากตระกูลหลิวยังไม่ลงมือทำการใด คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
จินจูยืนหลังเสาจนขาชา พึมพำงุนงงว่า “บัดซบ อย่าบอกนะว่าข่าวรั่วอีกแล้ว?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ไม่หรอก ซีเฟิงจับตาพวกหน่วยสืบลับไม่ให้ออกไปไหน ไม่มีใครส่งข่าวได้แน่”
จินจูพิงเสานวดขมับ “หรือว่าไอ้โจรราชวงศ์จิ่งนั่น หลอกลวงพวกเรา?”
เฉินจี้หลับตาครุ่นคิด
ไม่ใช่
ผู้ดูแลหยวนไม่ได้โกหก ยามนี้อีกฝ่ายกำลังต้องการความไว้วางใจจากกรมสืบลับเพื่อเอาชีวิตรอด จะมาหลอกลวงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?
ถ้าอย่างนั้น ตระกูลหลิวจะทำอะไรกันแน่?
ตระกูลหลิวต้องทำเรื่องใด จึงจะทำให้จางจัวกับเฉินหลี่ฉินต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกจากแคว้นยู่?
จินจูกล่าวว่า “งานจะเลิกแล้ว เราก็ถอยกันเถอะ”
“ไม่ได้การ”
“อืม?”
ในความมืดหลังเสา เฉินจี้ลืมตาขึ้นฉับพลัน จ้องมองจินจู “ที่ตระกูลหลิวจะลงมือไม่ใช่ที่นี่!”
จินจูแปลกใจ “อืม?”
เฉินจี้ถาม “ใต้เท้าพกป้ายธงบัญชาหลวงมาหรือไม่?”
จินจูส่ายหน้า “สิ่งนั้นจะพกติดตัวได้อย่างไร หากทำหาย ศีรษะต้องหลุดแน่ เดี๋ยวก่อน เจ้าถามทำไม...”
เฉินจี้สูดลมหายใจลึก
เห็นเขาหยิบผ้าสีเทาออกจากแขนเสื้อคลุมบังหน้า กดขอบงอบให้ต่ำลง ก้าวเท้าเร็วจนถึงข้างกายจางจัว “ใต้เท้าจาง กรมสืบลับข้ามีเรื่องต้องขอความร่วมมือ รบกวนท่านตามมาด้วยกัน”
จางจัวหรี่ตาเล็กน้อย “กรมสืบลับ? ข้าเป็นเจ้าเมืองขั้น 5 ของแผ่นดิน เจ้าบอกให้ข้าร่วมมือ ข้าก็ต้องร่วมมือหรือ?”
เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง กล่าวกับจางจัวอย่างจริงจัง “ใต้เท้าจางวางใจเถิด พวกข้ามิได้จะจับท่านขังคุกใน เพียงแต่มีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือ หากพลาดจังหวะไป เกรงว่าผู้อพยพนับหมื่นนอกเมืองจะต้องตาย ท่านเองก็ต้องเสียอนาคตอันรุ่งโรจน์”
จางจัวฟังเสียงของเฉินจี้ ทันใดนั้นก็แสดงสีหน้าสงสัย
เขาจ้องมองดวงตาเฉินจี้
เฉินจี้ไม่ถอยไม่หลบ
ในที่สุด จางจัวลุกขึ้นอย่างสงบ ยกมือทั้งสองปัดรอยยับบนชุดขุนนางสีแดงสด กล่าวเสียงเรียบเฉย “ก็ได้ ข้าจะตามไป”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น