ตอนที่ 0121 จลาจล
ภายในหออิ๋งเซียนที่แสงไฟส่องสว่างระยิบระยับ เฉินจี้หันมองจางจัวด้วยความประหลาดใจ
สำนักพิธีการกับขุนนางฝ่ายบุ๋นเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาช้านาน ดั่งน้ำกับไฟที่ไม่อาจสามัคคี
เขาคิดว่าหากไม่มีป้ายคำสั่งหลวงในมือ การเชิญจางจัวไปคงต้องผ่านอุบายนานัปการ ทว่าไหนเลยจะรู้ พอจางจัวได้ยินว่าผู้อพยพตกทุกข์ได้ยาก ก็ลุกขึ้นทันควัน พร้อมตามเขาไป
เพราะเหตุใด?
จางจัวมองเฉินจี้พลางยิ้มขำขัน “เป็นอะไรไป? ข้ากล้าตามเจ้าไป เจ้ากลับไม่กล้าพาไปแล้ว?”
เสียงโกลาหลค่อยๆ ดังขึ้นในงานเลี้ยง จู่เหรินใหม่ผู้หนึ่งลุกพรวดขึ้นยืน อาศัยฤทธิ์สุราเอ่ยทัดทาน “ใต้เท้า ท่านอย่าได้ตามพวกขันทีไปเป็นอันขาด หากพวกมันคิดฉวยโอกาสจับท่านขังคุกในเล่า จะทำอย่างไร?”
“ใต้เท้า อย่าหลงกลพวกขันที!”
ทว่าจางจัวกลับยกมือขึ้น เสียงในงานเลี้ยงเงียบกริบทันใด เขายิ้มพลางกล่าวกับเฉินจี้ “เชิญเถิด ธุระสำคัญย่อมต้องมาก่อน”
ว่าแล้ว เจ้าเมืองผู้นี้ก็เดินนำหน้าออกจากหออิ๋งเซียนไปเสียดื้อๆ
พ้นประตูหออิ๋งเซียน จางจัวยืนบนถนนหินในตรอกชุดขาว หันกลับมามองเฉินจี้ที่อยู่ข้างหลัง กล่าวอย่างปลอดโปร่ง “จงว่ามา ต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใด?”
เฉินจี้อธิบายอย่างรวดเร็ว “ขอใต้เท้าจางโปรดเปิดยุ้งข้าวโดยด่วน ขนข้าวสักชุดไปยังนอกประตูเมืองตะวันตก”
จางจัวลูบเคราเบาๆ “เปิดยุ้งข้าว? เจ้าหนุ่ม ยุ้งข้าวเมืองหลัวคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่ง...เหตุใดเจ้าไม่ไปหาใต้เท้าเฉิน กลับมาหาข้า?”
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ใต้เท้าเฉินเคร่งครัดหัวโบราณ บัดนี้ในเมืองหลัวมีเพียงใต้เท้าจางที่มีอำนาจและความกล้าหาญพอจะทำเรื่องนี้”
จางจัวหัวเราะเหน็บแนม “อย่ามาสวมหมวกสูงให้ข้า หากเจ้ากล่าวคำนี้ต่อหน้าใต้เท้าเฉิน ข้าคงยินดียิ่งกว่านี้”
พูดจบ เขาเก็บรอยยิ้ม กลับสู่ความเคร่งขรึม “ข้าขอถามให้แน่ใจอีกครั้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนกำลังทำสิ่งใด พร้อมรับกรรมที่ตามมาหรือไม่?”
เฉินจี้ชุดเทาสวมงอบ กับจางจัวในอาภรณ์ขุนนางสีแดงสด ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน
ชั่วครู่ใหญ่ผ่านไป
เฉินจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ใต้เท้าจาง ข้ารู้ดีว่าตนกำลังทำสิ่งใด”
จางจัวไม่ถามต่อ “เจ้ารู้ก็ดีแล้ว”
เฉินจี้หันไปตะโกนลงตรอกแคบข้างหออิ๋งเซียน “ซีเฟิงเตรียมรถ พวกท่านคุ้มกันใต้เท้าจางไปเบิกข้าว ยิ่งเร็วยิ่งดี”
ซีเฟิงจูงรถม้าคันหนึ่งออกมาจากตรอกเล็ก สายลับหลายนายขี่ม้าศึกคุ้มกันขนาบข้างรถ
เฉินจี้กล่าว “ใต้เท้าจาง เชิญขึ้นรถเถิด”
ทว่าจางจัวมิได้ขึ้นรถ กลับแก้บังเหียนออกจากม้าอย่างคล่องแคล่ว พลิกกายขึ้นหลังม้าไปแล้ว
เขาหัวเราะกังวาน “รถม้าช้าเกินไป! แล้วพบกันที่ประตูเมืองตะวันตก หากข้าพบว่าพวกเจ้าหลอกลวง แม้แต่สวีเหวินเหอก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้!”
ว่าจบ จางจัวกระทืบขาหนีบท้องม้า อาชาเร็วยกกีบ ควบห้อจากไป
เฉินจี้มองชุดขุนนางสีแดงสดเลี้ยวออกจากตรอกชุดขาวจนลับตา พลันรู้สึกว่าหากเอวชุดขุนนางนั้นคาดกระบี่เล่มหนึ่ง คงดูสมส่วนยิ่งกว่านี้
ขณะกำลังครุ่นคิด จินจูก็วิ่งพรวดออกมาจากหออิ๋งเซียน ปากพึมพำ “บ้าบิ่นมาก บ้าบิ่นมาก...”
เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้า เป็นอะไรไป?”
จินจูบ่นอุบ “กรมสืบลับของเรา แม้จะเอาแต่ใจ ขี่คอผู้อื่น จับขุนนางฝ่ายบุ๋นมาแล้วหลายราย แต่การพาขุนนางขั้น 5 ไปจากงานเลี้ยงลู่หมิง ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่หนเดียว มันผิดจารีตบ้านเมือง!”
เฉินจี้อธิบาย “แต่พวกเราไม่ได้จะจับใต้เท้าจาง แต่จะช่วยท่านต่างหาก”
จินจูถอนใจ “พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่คิดแบบนั้นหรอก! ก่อนทำเรื่องนี้ เจ้าน่าจะปรึกษาข้าบ้างสิ!”
เฉินจี้ถาม “หากข้าถามแล้ว ใต้เท้าจะอนุญาตให้ทำหรือ?”
จินจูตอบอย่างหงุดหงิด “แน่นอนว่าไม่ยอม...ช่างเถอะๆ เจ้าจะทำอะไรก็ตามใจ! จะไปไหนต่อ?”
“ประตูเมืองตะวันตก!”
......
......
“เฉินจี้”
“หืม?”
จินจูนั่งบนหลังม้า มองเด็กฝึกโรงยาที่สีหน้าสงบนิ่งข้างกาย พลันรู้สึกซาบซึ้ง “เจ้าเกิดมาเพื่องานนี้โดยแท้จริง ก่อนหน้ายังเคยบอกว่า จะลาออกจากหน่วยสืบลับ แต่กรมสืบลับต่างหากที่เหมาะกับเจ้าที่สุด”
“เพราะเหตุใด?”
จินจูมองไปยังสุดถนน “เจ้าชอบใช้กลอุบายพิสดาร สักวันต้องล้มคว่ำแน่”
เฉินจี้เปลี่ยนเรื่องคุย “ใต้เท้า เมื่อครู่ใต้เท้าจางกล่าวว่า ‘แม้แต่สวีเหวินเหอก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้’ สวีเหวินเหอคือผู้ใด?”
จินจูหัวเราะ “นั่นคือชื่อของใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน เพียงแต่ทุกวันนี้ ผู้คนเรียกท่านว่าเสนาบดีพิษบ้าง เสนาบดีฝ่ายในบ้าง แทบลืมชื่อนี้ไปแล้ว จางจัวช่างใจกล้าเสียจริง ขุนนางขั้น 5 กล้าเอ่ยนามเสนาบดีฝ่ายในตรงๆ!”
เฉินจี้อดสงสัยไม่ได้ “ข้ารู้สึกเสมอว่า ใต้เท้าจางไม่ค่อยเหมือนขุนนางฝ่ายบุ๋นทั่วไป กลับคล้ายยอดกระบี่พเนจร”
จินจูยิ้มหน้าบาน “เจ้าพูดถูกแล้ว หลังภรรยาคู่บุญสิ้นชีพ จางจัวก็ออกเที่ยวเป็นยอดกระบี่พเนจรอยู่หนึ่งปี ทุกวันคลุกคลีกับคนในยุทธภพ ไม่ทำการทำงาน”
“แล้วเหตุใดท่านจึงกลับมาแต่งกับหลานสาวเสนาบดีสวี?”
จินจูหัวเราะเย้ย “ฝึกวิชาจนชำนาญ ขายตัวรับใช้ราชสำนัก พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นล้วนคิดเช่นนี้ จะมีเหตุผลอันใดอีก? ว่าแต่ เรื่องที่เขาจะยกบุตรสาวให้เจ้า คิดเห็นอย่างไรบ้าง? หากสำเร็จจริง เจ้าจะพบทางลัดสามสิบปี...ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในเคยกล่าวว่า ใต้เท้าจางมีวาสนาได้เป็นถึงมหาเสนาบดี!”
เฉินจี้ไม่ได้ตอบ และไม่มีทางตอบ
ขณะนั้น หน่วยสืบลับนายหนึ่งร้องตะโกน “ใต้เท้า มีแสงไฟ!”
ตรอกชุดขาวอยู่ทางตะวันออกเมือง เมื่อเฉินจี้และพรรคพวกควบม้ามาถึงประตูเมืองตะวันตก ก็ล่วงเข้ายามจื่อแล้ว
ยังไม่ทันออกนอกเมือง จินจูและพรรคพวกก็เห็นเปลวเพลิงลุกโหมผงาดฟ้าอยู่นอกกำแพง ประกายไฟกระจายว่อนในม่านราตรี
จินจูมองเฉินจี้ด้วยความตกตะลึง “เจ้าทายถูกจริงๆ…..รู้ได้อย่างไรว่าประตูเมืองตะวันตกจะเกิดเรื่องใหญ่?”
สีหน้าเฉินจี้นิ่งขรึมดั่งน้ำนิ่ง
จินจูถามเสียงร้อนรน “นอกเมืองมีอะไรที่ไหม้แล้วเป็นไฟใหญ่ถึงเพียงนี้ได้?”
เฉินจี้ตอบ “เกรงว่าจะเป็นยุ้งข้าวที่ศาลากลางเมืองหลัวใช้แจกจ่ายผู้ประสบภัย”
จินจูหน้าเคร่งขรึม เขาก็มิใช่คนโง่ ไขปริศนากระจ่างในทันที “นอกเมืองมีผู้อพยพจากแคว้นยู่ประจิมกว่าหมื่นคน อดอยากหิวโหย ผ้าคลุมกายก็ไม่มี หากยุ้งข้าวถูกเผา แล้วมีคนแทรกซึมปลุกปั่น เกรงว่าผู้อพยพจะกลายเป็นโจรฉกรรจ์ทันที บุกเข้าเมืองหลัว เผาฆ่าปล้นสะดม หากเกิดจลาจล จางจัวกับเฉินหลี่ฉินคงอนาคตขาดสะบั้นแน่!”
หน่วยสืบลับนายหนึ่งแย้งด้วยความสงสัย “ใต้เท้า กรมทหารเมืองหลัวก็ไม่ได้เลี้ยงเสียข้าวสุก หากเกิดจลาจล พวกเขาจะปิดประตูเมืองทันที รอกองทัพมาปราบ หากไม่ปิดประตูให้ทันเวลา ย่อมโทษมหันต์ถึงประหาร ต่อให้ตระกูลหลิวยัดเงินให้มากเท่าไรก็ไม่ช่วย”
จินจูกล่าวเสียงเยือก “ข้าเดาว่า ประตูเมืองตะวันตกคงถูกตระกูลหลิวเปิดแล้วแน่”
เสียงเพิ่งขาดคำ พวกเขาควบม้าอ้อมหัวมุมถนน ก็เห็นประตูเมืองตะวันตกเปิดโล่งกว้าง ทหารเฝ้าประตูถูกเชือดคอเกลื่อน ศพนอนระเนระนาดเต็มพื้น
แต่ไกล เฉินจี้มองทะลุประตูที่เปิดอ้า เห็นผู้อพยพแน่นขนัด ยืนชูคบไฟ มือถือคราดและกระบองไม้ พุ่งตรงมายังเมืองหลัวด้วยอาการดุดัน
หน่วยสืบลับคนหนึ่งถามเสียงร้อนรน “ใต้เท้า พวกเราควรทำอย่างไร?”
จินจูเริ่มคิดถอย จางจัวกับเฉินหลี่ฉินจะสูญเสียตำแหน่งหรือไม่ เกี่ยวอันใดกับเขา? ผู้อพยพเหล่านี้บุกเข้าเมืองหลัวเผาฆ่าปล้นชิง จะเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเล่า?
เขามิใช่บิดามารดาปกครองที่นี่!
จินจูหันมองเฉินจี้ “เจ้ากับข้าวันนี้ทำเต็มที่แล้ว เป็นความผิดพวกขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ชิงดีชิงเด่นกันจนก่อเรื่องใหญ่ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา! อย่างไรเสีย บิดาเจ้าก็ไม่ไยดีเจ้า พอดีเลย เขาเสียตำแหน่งก็ได้ระบายแค้นให้เจ้า!”
เฉินจี้หยุดม้านิ่ง แววตาใต้งอบเงียบมองแสงไฟนอกประตูเมือง
นอกประตูราวกับมีลมปั่นป่วนกระสับกระส่าย พลิ้วไหวไปตามเงาคบเพลิง
เฉินจี้ถาม “หากผู้อพยพหลั่งไหลเข้าเมือง จะมีคนล้มตายเท่าใด?”
จินจูจ้องแสงไฟที่ส่ายพริ้มในดวงตาเฉินจี้ ร้องตกใจ “เจ้าจะไปสนใจทำไมว่าตายกี่คน ผู้อพยพเหล่านี้น่ะ ฆ่าฟันมาไม่ถึงถนนอันซีหรอก! เฉินจี้ คืนนี้ขอให้ทำเป็นว่าพวกเราไม่เคยมาได้ไหม ตราบใดที่เราไม่เข้าไปยุ่ง เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรา พอเข้าไปแทรกแซง ต่อให้ไม่ใช่ความผิดเรา พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นก็จะซัดมาให้เรารับกรรม!”
ทว่าเสียงเพิ่งขาดหาง กลับเห็นเฉินจี้โน้มตัวต่ำ ควบม้าพุ่งตรงไปยังประตูเมือง “ปิดประตู อย่าให้ผู้อพยพบุกเข้ามา!”
เหล่าหน่วยสืบลับต่างใจหายวาบ หันมองจินจู
จินจูมองแผ่นหลังเฉินจี้ กัดฟันกรอด “ช่างเขา ปล่อยให้ตายคนเดียวไปเถอะ!”
แต่เขาลังเลอยู่ไม่กี่ลมหายใจ ก็เฆี่ยนแส้ลงบนก้นม้าแรงๆ พลางคำรามดุดัน “บัดซบ! ตามข้าไปปิดประตูเมือง! ข้าซวยแปดชาติแล้ว ดันมาเจอไอ้หนุ่มนี่เข้า!”
ทุกคนควบม้าถึงประตูเมือง เห็นผู้อพยพห่างเพียงร้อยก้าว หน่วยสืบลับช่วยกันผลักประตูสีแดงชาดบานใหญ่ ค่อยๆ ปิดมันให้สนิท
ครั้นสอดกลอนไม้ขวางเรียบร้อย จึงผ่อนลมหายใจ
เฉินจี้กับจินจูขึ้นไปบนหอคอย มองผู้อพยพเบื้องล่างจากที่สูง
เฉินจี้ชูคบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ ตวาดถามด้วยเสียงกึกก้อง “ผู้ใดบังอาจล่วงล้ำเขตเมือง!”
จากดงคบไฟนับร้อยนับพันเบื้องล่างกำแพง เสียงคำรามโกรธแค้นดังขึ้น “ราชสำนักเผายุ้งข้าว หวังไม่ให้พวกข้ามีชีวิตรอด! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ พวกข้าจะเข้าไปหาของกินในเมือง!”
จินจูขมวดคิ้วมุ่น “ไฉนจึงมีคนหลงเชื่อข่าวลือไร้สาระเยี่ยงนี้ ราชสำนักจะเผายุ้งข้าวของพวกเจ้าไปเพื่ออันใด!”
เฉินจี้ร้องตะโกน “เรื่องนี้ย่อมมีคนชั่วคิดยุแหย่ ท่านทั้งหลายอย่าหลงเชื่อคำลือ!”
เสียงเพิ่งขาดหาย ในหมู่ผู้อพยพก็มีเสียงโห่ร้อง “อย่าฟังไอ้ขุนนางสุนัขพวกนี้เลย พวกมันอิ่มท้องอุ่นหนำอยู่ในเมือง พูดสบายปากเพราะไม่รู้จักความทุกข์ยาก พังประตูเข้าไปเลย!”
อึดใจต่อมา เฉินจี้หรี่ตาลง จึงมองเห็นในความมืด มีผู้อพยพราวสามสิบกว่าคน แบกเชือกป่านบนบ่า หามท่อนซุงหนักอึ้งพุ่งตรงมายังประตูเมือง
มีการตระเตรียมมาแต่แรกแล้ว!
ครืนนน! เฉินจี้กับจินจูยืนอยู่บนหอคอย รู้สึกราวกับแผ่นดินไหว กำแพงเมืองทั้งหลังสั่นสะเทือนจนหินก้อนน้อยกับฝุ่นผงร่วงกราว
เฉินจี้ถาม “ประตูเมืองจะทนได้อีกนานเท่าใด?”
จินจูหนังศีรษะชา “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าไม่เคยไปเมืองชายแดน ไม่เคยเห็นการตีเมืองมาก่อน!”
เฉินจี้สังเกตครู่หนึ่ง “ท่าไม่ดีแล้ว ประตูเมืองชำรุดมานาน เกรงว่าอีกไม่นานคงถูกพังข้ามาได้”
จินจูหันกลับมองเมืองหลัวที่มืดทึบข้างหลัง “การจลาจลคราวนี้ เกรงว่าคนนับหมื่นจะต้องประสบเคราะห์กรรม”
กล่าวจบ เขาลังเลชั่วอึดใจ แล้วหยิบป้ายพระราชโองการสีทองออกจากอก ชูขึ้นเหนือเศียร “ป้ายพระบรมราชโองการอยู่ที่นี่ ดุจฝ่าบาทเสด็จมาเอง! ข้าซ่งเฉียนได้รับแต่งตั้งจากพระองค์ ให้เป็นข้าหลวงตรวจการ ตระเวนทั่วแผ่นดิน ปลอบขวัญกองทัพและอาณาประชาราษฎร์! ข้าทราบถึงภัยพิบัติที่ยู่ประจิมแล้ว และสั่งการให้เจ้าเมืองหลัวอย่างใต้เท้าจาง ไปเปิดคลังแจกข้าว เสบียงบรรเทาทุกข์จะมาถึงในอีกไม่ช้า!”
หมู่ผู้อพยพค่อยๆ หยุดโห่ร้อง เงยหน้ามองป้ายพระราชโองการที่ส่องประกายทองอร่าม ชั่วขณะหนึ่งต่างลังเลไม่แน่ใจ
เฉินจี้มองจินจูด้วยสีหน้าซับซ้อน สิบสองนักษัตรผู้นี้ ไม่มีคำจริงออกจากปากเลยสักคำจริงๆ
ขณะนั้น มีเสียงตะโกนจากฝูงชน “ของปลอมแน่นอน! ข้าเคยเห็นป้ายพระราชโองการของแท้ หาได้เป็นเช่นนี้ไม่!”
จินจูโกรธจนกระโดดเท้าเดียว ด่าทอลั่น “ไอ้คนพูดจาเหลวไหล! นี่คือสิ่งที่ฝ่าบาทพระราชทานแก่ข้าด้วยพระองค์เอง เจ้ากล้าว่าเป็นของปลอมหรือ? ผู้ใดหนอแอบปลุกปั่นให้เกิดจลาจลในฝูงชน?! เสบียงจะมาถึงในไม่ช้า หากไม่ถึงก่อนฟ้าสาง ข้าจะเปิดประตูเมืองกว้างให้พวกเจ้าเข้ามาเอาเองเลย!”
มีเสียงยุแหย่อีกครั้ง “อย่าเชื่อมัน! มันต้องเรียกกองทหารมาปราบปรามพวกเราแน่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ราชสำนักจะเปิดคลังแจกข้าวจริง!”
ผู้อพยพหวั่นไหวระหว่างคำยั่วยุกับป้ายพระราชโองการ จินจูร้อนรนจนเหงื่อท่วมกาย “ข้าก็ไม่เคยรับมือเรื่องแบบนี้มาก่อนนี่! จะทำอย่างไรดี?”
บนหอคอย เหล่าหน่วยสืบลับต่างมองหน้ากันด้วยอาการตื่นตระหนก นิ้วมือกำด้ามดาบแน่น แต่ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
ขณะที่ผู้อพยพกำลังจะกลับมาพังประตูอีกครั้ง เฉินจี้กลับตะโกนลงไปข้างล่าง “ข้าจะลงไปรอใต้เท้าจางแจกข้าวพร้อมกับพวกท่าน หากไม่เห็นเสบียงก่อนยามเหม่า ท่านทั้งหลายจงเอาดาบฟันข้าให้ขาดเสีย!”
กล่าวจบ เขาหาเชือกป่านเส้นหนึ่งจากหอคอยมาส่งให้จินจู “ใต้เท้าช่วยจับปลายเชือกข้างนี้ไว้ หย่อนข้าออกไปนอกเมือง”
จินจูตกตะลึง “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? ต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้เชียว? ข้างล่างนั่นย่อมมีพวกตระกูลหลิวแฝงตัว คอยปลุกปั่นจลาจล หากพวกมันยุให้ผู้อพยพสังหารเจ้า ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร?”
เฉินจี้ไตร่ตรองชั่วครู่ “ตามความเข้าใจของข้า ราษฎรไม่กล้าบังอาจถึงเพียงนั้น เว้นแต่จวนจะอดตาย หากไม่แล้ว พวกเขาจะไม่ก่อการกบฏ...เหนือสิ่งอื่นใด ใต้เท้าเทียนหม่ามาแล้ว”
จินจูหันกลับมาทันที แลเห็นเทียนหม่าในชุดขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่บนมุมชายคาหอคอยไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด
ในใจเขาพลันรู้สึกสงบลงเป็นอันมาก
เฉินจี้กำชับอย่างเคร่งขรึม “หากมีผู้ใดจะสังหารข้า ย่อมเป็นสายลับตระกูลหลิวแน่แท้ ขอใต้เท้าเทียนหม่าโปรดยิงพวกมันให้ตายสิ้น”
“เดี๋ยวก่อน หากเสบียงไม่มาเล่า? เทียนหม่าก็ขวางผู้อพยพมากมายเพียงนั้นไม่อยู่หรอก!”
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ข้าพนันว่าใต้เท้าจางจะจัดการเสบียงได้ทันเวลา”
จินจูเกาะกำแพงเมือง มองลงไปข้างล่าง กลับเห็นผู้อพยพไม่ได้รุมล้อมฆ่าเฉินจี้ หากแต่ค่อยๆ ถอยออกไปสองสามก้าว
เสียงโห่ฆ่าเงียบสนิทในพริบตา
......
......
ยามจื่อ เค่อที่สาม
บนถนนกว่างจี้ ม้าเร็วสิบกว่าตัวห้อตะบึง กีบเท้ากระทบพื้นหินดังกุบกับกังวาน
บนหลังม้า ลมสวนพัดเส้นผมของจางจัวสะบัดพลิ้วยุ่งเหยิง มือขวากำบังเหียนแน่น ย่อกายต่ำ หันไปมองซีเฟิงที่อยู่ข้างกาย “นี่ บุรุษน้อยเมื่อครู่คือผู้ใด?”
ซีเฟิงระแวดระวัง “ใต้เท้าจาง ถามเรื่องนี้ไปเพื่ออันใด?”
จางจัวถามลอยๆ “พวกท่านทุกคนไม่ปิดบังใบหน้า มีเพียงเขาผู้เดียวที่คลุมหน้า ข้าจะอยากรู้หน่อยไม่ได้หรือ?”
ซีเฟิงอธิบาย “เขามีฐานะพิเศษ เกรงว่าจะถูกพวกโจรราชวงศ์จิ่งตามล้างแค้น จึงไม่เคยเปิดเผยหน้าตาที่แท้จริง ใต้เท้าอย่าถามเลย นี่คือความลับสำคัญของพวกข้า”
จางจัวกลอกตาคิด เปลี่ยนประเด็นถาม “บุรุษน้อยผู้นั้นไปขัดใจราชวงศ์จิ่งหรือ?”
ซีเฟิงหัวเราะหึๆ “ขัดใจอย่างหนักเลยขอรับ เพราะเขาผู้นี้เอง ราชวงศ์จิ่งต้องเสียทั้งไพร่พลทั้งแม่ทัพไปหลายหน”
จางจัวครุ่นคิด ครู่ต่อมาถามอีก “เขาเป็นหัวหน้าพวกท่านหรือ?”
ซีเฟิงตอบเสียงอู้อี้ “ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่คงใกล้จะเป็นแล้ว...ใต้เท้า เหตุใดท่านจึงสนใจเขานัก?”
จางจัวหัวเราะเฮ่ๆ แต่ไม่ตอบ
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ทุกคนมาถึงหน้าค่ายยุ้งข้าว ดึงบังเหียนหยุดม้า ทหารในค่ายถือง้าวยาวเดินออกมารับ “ผู้ใดมาที่นี่ยามดึกดื่น?”
จางจัวกระโดดลงจากหลังม้า “ข้าคือเจ้าเมืองหลัว นามว่าจางจัว จำเป็นต้องเบิกข้าวจากคลังสามร้อยถังเพื่อแก้วิกฤติเร่งด่วน รีบหลีกทางเดี๋ยวนี้!”
กระนั้นทหารหน้าค่ายก็มิได้ถอยหลีก พวกเขาหันกลับไปมองนายกองที่อยู่เบื้องหลัง ฝ่ายนั้นสีหน้าเรียบเฉย ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหน้า ยิ่งไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว
ทหารยันง้าวตั้งตระหง่าน หันกลับมาบอกจางจัว “มิใช่ว่าสวมเครื่องแบบขุนนางสีแดงแล้วจะเป็นใต้เท้าจางตัวจริง อาจเป็นโจรราชวงศ์จิ่งปลอมตัวมาก็ได้...พวกท่านพกตราประทับศาลากลางมาด้วยหรือไม่?”
จางจัวขมวดคิ้ว คืนนี้เขาต้องไปร่วมงานเลี้ยงลู่หมิง จะพกตราประทับศาลากลางติดตัวมาได้อย่างไร?
เขามองข้ามทหารไปยังนายกองผู้นั้น กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ข้าเคยพบเจ้า เจ้าคงเคยเห็นข้าเช่นกัน! เดินมาพูดกันเดี๋ยวนี้!”
นายกองเอามือทาบดาบตรงเอว สีหน้าเรียบนิ่ง “พวกข้าอยู่ใต้การปกครองของกรมทหารเมืองหลัว ยุ้งข้าวเป็นเขตหวงห้ามทางทหาร หากจะเบิกใช้พวกข้า ไม่เพียงต้องมีตราประทับศาลากลางของเจ้าเมือง ยังต้องมีตราพยัคฆ์จากแม่ทัพหลิวด้วย”
จางจัวหรี่ตาลง “หากข้าไม่มีเล่า?”
นายกองตอบเรียบเฉย “ไม่มีก็จงกลับไปเถิด”
จางจัวนิ่งเงียบ สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวล้วนเป็นขั้นตอนตามระเบียบ หากเป็นวันปกติ เขาคงรอได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้
เขาเอียงศีรษะกระซิบถามซีเฟิง “จำเป็นต้องได้ข้าวพวกนี้เท่านั้นหรือ? เฉิน...บุรุษน้อยผู้นั้น มีแผนอื่นให้เลือกอีกหรือไม่?”
ซีเฟิง “ไม่มี”
จางจัวถามต่อ “เขาบอกไว้หรือไม่ว่า หากเบิกข้าวไม่ได้จะเกิดผลเช่นไร?”
ซีเฟิงคิดอยู่ครู่แล้วตอบ “เขาบอกว่า ตระกูลหลิวจะขับไล่ท่านกับใต้เท้าเฉินออกจากเมืองหลัวพร้อมกัน หากเบิกข้าวไม่ได้ เกรงว่าตำแหน่งของท่านจะไม่รอด”
“บัดซบ ข้าลำบากลำบนกว่าจะไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนี้ จะปล่อยให้ถูกตระกูลหลิวเล่นงานง่ายๆ ได้ยังไง…” จางจัวพึมพำเบาๆ “ดูเหมือนตระกูลหลิวรู้ว่า คืนนี้จะมีคนมาเบิกข้าว แม้แต่นายกองเล็กๆ ยังกล้าขัดคำสั่งเจ้าเมือง แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าที่เจ้าหนุ่มนั้นตัดสินใจไม่ผิด”
ชั่วพริบตาต่อมา จางจัวเดินตรงดิ่งไปหานายกองผู้นั้น บารมีกดดันน่าเกรงขาม “หลีกไป!”
นายกองเลิกคิ้ว แต่ไม่ใส่ใจเขาเลย ยืนนิ่งดุจหอเหล็ก ไม่ถอยไม่หลีก
จางจัวไม่หยุดฝีเท้า
เมื่อเขามาถึงตรงหน้านายกอง ก็พลันกระชากดาบจากเอวอีกฝ่าย กลับมือฟันปาดผ่านลำคอนายกอง
ในพริบตา โลหิตจากคอนายกองพุ่งกระฉูดไปราดเสื้อคลุมแดงของจางจัว ย้อมเป็นจุดสีม่วงเข้มทั่วตัว
จางจัวยันดาบ กล่าวเสียงดุดัน “ข้าคือจางจัวเจ้าเมืองหลัว วันนี้เกิดเรื่องเร่งด่วน ต้องตัดสินใจเด็ดขาดมาเบิกข้าวที่นี่ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม จะถือเป็นกบฏแผ่นดิน!”
ซีเฟิงตาเบิกกว้างค้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นขุนนางฝ่ายบุ๋นถือดาบฆ่าคน
พอตั้งสติได้ ก็ตะโกนลั่นทันควัน “คุ้มกันใต้เท้าจาง!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น