ตอนที่ 0119 ผู้เปลี่ยนใจ



ภายในหอไป๋ลู่  ประตูหน้าต่างปิดสนิท  ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น


กลิ่นยาจีนฉุนคลุ้งไปทั่วห้อง  แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านช่องประตู  ทำให้เห็นฝุ่นละอองล่องลอยในอากาศ


เฉินจี้ก้มมองหีบไม้ในมือ  โสมถูกยัดใส่อย่างรีบร้อน  พันกันยุ่งเหยิง  ดูราวกับเศษเชือกไร้ค่า  แต่กระแสน้ำแข็งที่ปั่นป่วนในร่างกายยืนยันว่า  โสมเหล่านี้เป็นของแท้


เขาเงยหน้ามองจินจู  “ใต้เท้า  ทุกเคล็ดวิชาฝึกตน  จำเป็นต้องใช้โสมหรือไม่”


“ไม่ใช่”  จินจูอธิบายอย่างใจเย็น  “เคล็ดวิชาฝึกตนที่สำนักพิธีการมีอยู่  ครึ่งหนึ่งไม่ต้องใช้โสม  แต่เคล็ดวิชาที่ข้าขอมาให้เจ้านั้นต้องใช้”


เฉินจี้ปิดฝาหีบไม้ใบเล็ก  อุ้มไว้ในอ้อมแขน  ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก  “ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่า  ข้าจะก้าวเข้าสู่เคล็ดวิชาฝึกตนได้  หากข้าไม่มีพรสวรรค์เป็นสิงกวน  จะไม่เสียความตั้งใจของท่านเปล่าๆ หรือ”


จินจูหัวเราะฮึๆ  “หลังเมิ่งจีสอบสวนเจ้าครั้งแรก  ในรายงานลับถึงเสนาบดีฝ่ายใน  เขาเขียนว่าเจ้ามีพรสวรรค์เป็นสิงกวน  ต้องใช้ฝันชั้นเจี่ยจึงจะรับมือได้  วางใจเถิด  เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นสิงกวนแล้ว”


เฉินจี้พลันเข้าใจ


ที่แท้จินจูจับตามองเขาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว  ไม่แปลกที่หลังหยุนหยางและเจียวถู่ถูกจับขังคุก  อีกฝ่ายจะรีบมาเยือนโรงยาไท่ผิงทันที


ทันใดนั้น  หน่วยสืบลับนายหนึ่งผลักประตูเข้ามา  แสงอาทิตย์ยามบ่ายอันเจิดจ้าส่องเข้าหอไป๋ลู่


จินจูหน้าเปลี่ยนสี  “อยากตายหรือไง  เข้ามาตอนนี้ทำไม”


หน่วยสืบลับชุดดำคุกเข่าลง  “ใต้เท้า  มีข่าวจากคุกใน  สือเฉาแห่งราชวงศ์จิ่งยอมเปิดปากแล้ว  เขาบอกว่า  มีข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลหลิวและจวนจิ้งอ๋องจะบอกกับท่านด้วยตัวเอง”


สีหน้าจินจูเริ่มเคร่งขรึม  “ออกเดินทางไปคุกในเดี๋ยวนี้!”


เฉินจี้มองจินจู  “ท่านคงไม่ได้นอนมาทั้งคืน  ไม่พักผ่อนสักหน่อยหรือ?”


จินจูกล่าวอย่างจริงจัง  “เสนาบดีฝ่ายในให้เคล็ดวิชาฝึกตนทีละส่วนๆ  เมื่อได้เป็นสามนักษัตรบนเท่านั้น  จึงจะได้เคล็ดวิชาฝึกตนฉบับสมบูรณ์  ต่อจากนี้  เจ้ากินเนื้อข้ากินน้ำแกง  โอกาสสร้างความดีความชอบใดๆ  เราต้องไม่พลาด!”


“เฉินจี้  ตระกูลหลิวกับจวนจิ้งอ๋อง  คือบันไดทองให้เจ้าก้าวสู่ความรุ่งเรือง”


......


......


ในรถม้าที่โคลงเคลง  เตาทองเหลืองปล่อยความอบอุ่น  ราวกับแช่อยู่ในน้ำอุ่น


เฉินจี้ไม่ได้หลับมาทั้งคืน  ในที่สุดก็อดทนไม่ไหว  เอนกายพิงผนังรถม้าแล้วผล็อยหลับไป


เขาฝัน


ฝันว่าตัวตนสายลับราชวงศ์จิ่งถูกเปิดโปง  ต้องหนีหัวซุกหัวซุน


ระหว่างหลบหนี  ขณะกำลังแฝงตัวกับขบวนพ่อค้า  เตรียมจะลอดประตูชิงหลงด่านฉงหลี่  กลับถูกเทียนหม่าบนกำแพงเมืองยิงลูกธนูทะลุอก


ยามโพล้เพล้  ใต้ด่านฉงหลี่อันสูงตระหง่าน  จินจูคุกเข่าข้างศพเขา  ร่ำไห้โศกเศร้า  อ้อนวอนไม่ให้เขาตาย...


“ตื่นเถิด  เราใกล้ถึงแล้ว”


“ตื่น!”


เฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  มือลูบอกโดยไม่รู้ตัว  ที่นั่นไร้รอยแผลเป็น


จินจูฝั่งตรงข้ามยิ้มถาม  “ฝันร้ายหรือ”


เฉินจี้รับคำอืมๆ


จินจูหยอกเย้า  “ฝันร้ายไม่ใช่เรื่องน่าอาย  ตอนข้าเพิ่งฆ่าคนครั้งแรก  หวาดกลัวจนตัวสั่น  เลือดลมพลุ่งพล่าน  ไม่เหมือนเจ้า  เจ้าเหมือนเกิดมาเพื่อทำมาหากินด้านนี้โดยเฉพาะ”


เฉินจี้เปิดม่านรถ  ปล่อยให้ลมหนาวพัดเข้ามา  สติกลับคืนทันที  “ท่านฆ่าคนครั้งแรกตอนอายุเท่าไร”


“สิบขวบ”  จินจูจ้องมองอย่างลึกล้ำ  “เด็กกำพร้าอย่างข้า  หยุนหยาง  เจียวถู่  เทียนหม่า  ฉิวสู่ (หนูคุก)  หลังถูกใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในรับไว้อุปการะ  จะถูกส่งไปที่เดียวกัน  รอจนเรียนรู้การฆ่า  เรียนรู้ที่จะไม่เชื่อใจใครอีกต่อไป  จึงจะออกมาทำงานได้”


“หากเรียนไม่ได้ล่ะ”


“คนที่เรียนไม่ได้  ตายในนั้นหมดแล้ว”


“สถานที่นั้นชื่ออะไร”


“พวกข้าเรียกมันว่าเขาอู๋เนี่ยน  ภูเขาที่ออกมาแล้วจะไม่คิดถึงอีกเลย”


เฉินจี้ถามอย่างสงสัย  “ใต้เท้า  ข้าได้ยินว่าพวกโจรราชวงศ์จิ่งกระดูกแข็ง  เหตุใดสือเฉาผู้นี้ถึงยอมเปิดปาก  จะมีกลอุบายหรือไม่”


จินจูหัวเราะ  “ยิ่งเป็นสายลับชั้นผู้น้อย  กระดูกยิ่งแข็ง  แต่พอกลายเป็นขุนนางเล็กๆ  จะเริ่มเข้าใจแล้วว่า  ตัวเองเป็นเพียงเครื่องมือของขุนนางใหญ่  กระดูกก็อ่อนยวบทันที  ดังนั้นหากจับสายลับตัวเล็กๆ ได้  ข้าขี้เกียจสอบสวนด้วยซ้ำ  แต่คนระดับสือเฉา...ย่อมสามารถเจรจากันได้”


รถม้าค่อยๆ หยุด  ซีเฟิงเคาะประตูเหล็กเปิดออก


ด้านหลังประตูเหล็ก  ใต้บันไดทางเดินอันยาวเหยียด  ส่งกลิ่นเน่าเหม็น  เสียงด่าทอ  และเสียงโอดครวญดังแว่วขึ้นมา


ก้าวลงบันไดหินไป  เฉินจี้เห็นคุกขังนักโทษอยู่เต็ม  บ้างร่ำไห้ว่าตนเป็นเพียงทหารปลายแถว  ทำตามคำสั่ง  บ้างด่าทอพวกขันที  ถ่มน้ำลายใส่จินจู


จินจูถอยห่างออกมา  มองผู้คุมตามทางเดินอย่างยิ้มแย้ม  “พวกเจ้าทนน้ำลายพวกมันได้  แต่ข้าทนไม่ได้หรอกนะ”


ผู้คุมสีหน้าเปลี่ยน  รีบตักน้ำเย็นจากแม่น้ำใต้ดินชั้นล่างสุดของคุกในมาเป็นถังๆ  สาดผ่านลูกกรงเหล็กเข้าไปในห้องขังทีละห้อง


จินจูเอามือไพล่หลัง  เดินผ่านนรกบนดินแห่งนี้ด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า


เดินถึงส่วนลึกของคุกใน  เห็นผู้ดูแลหยวนถูกตอกมือทั้งสองติดไม้กางเขน  ศีรษะห้อยลง  เล็บทั้งสิบนิ้วถูกถอนจนหมดสิ้น


จินจูยืนนิ่งหน้าผู้ดูแลหยวน  กล่าวอย่างใจเย็น  “จะพูดอะไรก็รีบพูดเถิด  คนหอไป๋ลู่ของเจ้าน่ะ  ถูกข้าจับมาหมดแล้ว  เจ้าไม่พูด  ก็มีคนอื่นพูด”


ผู้ดูแลหยวนค่อยๆ เงยหน้า  แววตาดุดัน  “พวกเขาจะรู้มากเท่าข้าได้อย่างไร  สิ่งที่ข้ารู้น่ะ  หากพูดออกมา  อาจช่วยให้ท่านสร้างความชอบใหญ่อีกครั้ง  แต่หากข้าพูด  ท่านจะให้อะไรตอบแทน”


จินจูยิ้มอ่อนโยน  “ข้าจะไว้ชีวิตสุนัขอย่างเจ้า  พอหรือยัง”


“ยังไม่พอ”  ผู้ดูแลหยวนขู่คำราม  “ข้าต้องการตำแหน่งเหยี่ยวทะเลแห่งกรมสืบลับ  ต้องประทับตราสำนักพิธีการ  แล้วประกาศลงราชกิจรายวันให้ยี่สิบสี่หอขุนนางในวังรับทราบด้วย!”


จินจูยิ้มเย็น  “เจ้านี่นะ  ปากกว้างดุจสิงห์หิวโซ  แต่ลืมไปแล้วหรือ  ข้าเรียกเมิ่งจีมาได้ทุกเมื่อ  ถึงตอนนั้นข้าจะถามอะไรก็ไม่ต้องวุ่นวาย”


ผู้ดูแลหยวนหัวเราะก้องกังวาน  “ข้าว่าเมิ่งจีก็มิใช่เทพ  หากเขาสอบปากคำข้าได้ตลอด  เหตุใดไม่ไต่สวนให้กระจ่างตั้งแต่ริมแม่น้ำ?  แดนฝันของเขาย่อมมีข้อจำกัดที่ไม่มีใครรู้  ใต้เท้าจินจูไม่ต้องมาข่มขวัญ  ข้ารับราชการในกรมข่าวกรองมายี่สิบปี  ผ่านคลื่นลมมามาก  ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก!  หากเมิ่งจีซักถามข้าจนแจ่มแจ้งได้จริง  ข้าก็ยอมรับชะตา!”


จินจูไม่แสดงอาการขุ่นเคือง  หันเหประเด็น  “เจ้าก็รู้ดี  การเป็นเหยี่ยวทะเลต้องให้เสนาบดีฝ่ายในลงนามด้วยหมึกแดง  นกพิราบส่งสารไปกลับเมืองหลวงต้องใช้เวลาครึ่งเดือน  หากข้ารอถึงตอนนั้น  พวกพ้องของเจ้าคงหนีหายไปหมดแล้ว”


ผู้ดูแลหยวนจ้องจินจูแน่นิ่ง  “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น  ข้าจะให้ท่านลิ้มรสของหวานก่อน  พอข้าพูดจบ  พวกท่านจะรู้เองว่าข้ามีค่าเพียงใด”


ผู้ดูแลหยวนถูกตรึงบนแท่นจนเลือดอาบ  แต่สติยังแจ่มใสผิดปกติ


จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “เจ้าลองว่ามาก่อน”


ผู้ดูแลหยวนหอบหายใจ  “กรมสืบลับของพวกท่านมีคนของกรมข่าวกรองข้าแทรกซึมอยู่  และอยู่ในเมืองหลัวนี่เอง  นามแฝงว่าฉางจิง!  ข่าวที่พวกท่านล้อมตรอกชุดแดงก่อนหน้านี้  ก็เป็นเขาที่แอบแพร่งพรายมา!”


ฉางจิง (วาฬเฒ่า)


เฉินจี้ได้ยินนามแฝงนี้อีกครั้ง


รูม่านตาจินจูหรี่ลง  “ฉางจิงอยู่ในเมืองหลัว?  เขาปลอมตัวเป็นใคร  ชื่อจริงว่าอะไร?  เจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้  ข้าจะเขียนหนังสือกราบทูลใต้เท้าเสนาบดีให้ทันที!”


ผู้ดูแลหยวนหัวเราะหึๆ  “เอาล่ะ  ใต้เท้าจินจูเคยได้ยินนามแฝงฉางจิงมาแล้ว  ใครเป็นคนเอ่ยชื่อนี้?  ให้ข้าเดานะ  หลี่เป่าอวี่  หวังชวน  เถียนจี้...”


เฉินจี้หันมองจินจู  จินจูอธิบายอย่างอดทน  “ฉางจิงแฝงตัวในสำนักพิธีการของเราอย่างน้อยแปดปี  ขัดขวางแผนการเรานับครั้งไม่ถ้วน  หากไม่ใช่เพราะเขา  เราคงจับหัวหน้ากรมได้แล้ว  จินหลิง  เมืองหลวง  แคว้นหยาง  แคว้นซู  ราวกับเขามีหลายร่าง  ไปได้ทุกหนแห่ง”


เฉินจี้ก้มหน้าวิเคราะห์  “หน่วยสืบลับแต่ละเมืองต่างทำหน้าที่ของตน  คนที่ถูกส่งไปมาระหว่างจินหลิง  เมืองหลวงและที่อื่นๆ เป็นประจำนั้นมีไม่มาก  ถ้าลองตรวจสอบตัวตนก็น่าจะหาพบได้ง่าย”


จินจูพยักหน้า  “แต่พวกเราตรวจสอบแล้ว  กลับพบว่าทุกคนพ้นข้อสงสัย”


เฉินจี้ถามขึ้นฉับพลัน  “องครักษ์อวี๋หลงของกรมอาญาก็ตรวจสอบแล้วหรือ?”


จินจูส่ายหน้า  “พวกเราจะละเลยกรมอาญาได้อย่างไร  ตรวจสอบแล้วเช่นกัน  คัดออกหมดทุกคน  ทั่วทั้งสำนักพิธีการ  ไม่มีใครไปครบทุกแห่งพร้อมกัน  ใต้นามแฝงฉางจิงนี้  น่าจะมิใช่คนเดียว”


เขามองไปยังผู้ดูแลหยวน  “เจ้าบอกตัวตนฉางจิงมา  ข้าจะประกันตำแหน่งเหยี่ยวทะเลให้”


ผู้ดูแลหยวนส่ายหน้า  “ทางนี้ก็ไม่ทราบเช่นกัน  ฉางจิงมีระดับสูงกว่าข้าเสียอีก  คราวนี้หากเขาไม่เปิดเผยเองว่า  พวกท่านล้อมตรอกชุดแดง  ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในเมืองหลัวด้วย”


“พวกเจ้าส่งข่าวถึงกันอย่างไร?”


“หอไป๋ลู่ส่งยาไปโรงยาฟางผิงทุกวัน  หมอที่โรงยาเป็นคนของพวกเรา  ไปจับเลย”


จินจูตะโกนเสียงดัง  “ซีเฟิง!  ไปจับคนที่โรงยาฟางผิง!”


พูดจบก็กวาดตามองผู้ดูแลหยวน  “เบาะแสเท่านี้คงจับฉางจิงไม่ได้หรอก  ถ้าอยากให้ข้าทูลขอพระบรมราชโองการ  เจ้าต้องคายอะไรออกมาอีก”


ผู้ดูแลหยวนหุบปากนิ่ง  ไม่ตอบสักคำ


แววตาจินจูวูบไหว  ตะโกนออกไปนอกประตู  “ลิ่วเถียว!  รีบปลดผู้ดูแลหยวนลงมา  พันแผลให้เขาด้วย!”


สายลับสองนายพยุงผู้ดูแลหยวนมานอนบนโต๊ะ  ค่อยๆ ใช้เหล้ากลั่นล้างแผลอย่างประณีต


เมื่อเหล้ากลั่นสาดลงบนบาดแผล  ผู้ดูแลหยวนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส


ในห้องขังมืดสลัว  จินจูถือโอกาสโน้มตัวกระซิบข้างหูอีกฝ่าย  “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากโยนเหยื่อเล็กๆ มาพิสูจน์คุณค่าตัวเอง  แต่หากเจ้ารู้แค่นี้  ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”


ริมฝีปากผู้ดูแลหยวนสั่นเล็กน้อย  “ในท้องข้ายังมีของอีกมาก  ภายหน้าพวกท่านจะรู้ว่าข้ามีประโยชน์แค่ไหน  ข้าจะบอกข่าวอีกเรื่อง  กรมข่าวกรองมีสายลับคนหนึ่งอยู่ในจวนจิ้งอ๋อง  เขารับหน้าที่ส่งข่าวระหว่างผู้มีอำนาจในจวนกับกรมข่าวกรอง”


ดวงตาจินจูวาววับ  “เขาเป็นใคร?”


ผู้ดูแลหยวนไม่ตอบ


จินจูถามรัวเร็ว  “ผู้มีอำนาจในจวนจิ้งอ๋องคือใคร?  จิ้งอ๋อง?  หยุนเฟย?  จิ้งเฟย?  โอรสอ๋อง?  ธิดาอ๋อง?”


ผู้ดูแลหยวนหัวเราะหึๆ  “ท่านไปทูลขอพระบรมราชโองการมาก่อน  รอข้าเห็นราชกิจรายวันประทับตราแดงจากยี่สิบสี่หอขุนนางในวัง  ค่อยเล่าก็ยังไม่สาย”


ลมหายใจจินจูหนักขึ้นเล็กน้อย  แววตาลังเลสงสัย  ความดีความชอบนี้ยิ่งใหญ่เหลือเกิน  หากช่วยเสนาบดีฝ่ายในกำจัดจิ้งอ๋องได้  เฉินจี้ต้องได้เลื่อนเป็นเหยี่ยวทะเลแน่!


ทว่าในห้องขังนี้  มีเพียงเฉินจี้ที่ทราบ


ผู้ดูแลหยวนไม่ได้รู้จริง


หากอีกฝ่ายรู้สถานะของเฉินจี้  คงบอกตั้งแต่ริมแม่น้ำแล้ว  จะรอมาถึงตอนนี้ทำไม


แต่สิ่งที่เฉินจี้ไม่แน่ใจคือ  ผู้ดูแลหยวนรู้สถานะของหยุนเฟยหรือไม่?


ตอนนี้หยุนเฟยคือจุดอ่อนเดียวของความลับเรื่องสถานะเขา  หากหยุนเฟยถูกจับกุม  เขาเองก็หนีไม่พ้น


เสียงหัวเราะจินจู  ช่วยดึงเฉินจี้ออกจากภวังค์  “ข้าไม่เชื่อเจ้า  หากเจ้ายอมคายออกมาแค่นี้  ก็เน่าตายในคุกในไปเถิด”


ผู้ดูแลหยวนเอ่ยขึ้นทันใด  “จะให้ข่าวพวกท่านอีกเรื่องก็แล้วกัน  ข้ารู้ว่าคืนนี้ตระกูลหลิวจะทำเรื่องใหญ่  พวกเขาจะขับไล่จางจัวกับเฉินหลี่ฉินออกจากแคว้นยู่  ยึดตำแหน่งเจ้าเมืองหลัวและรองเจ้าเมืองคืน”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0244
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง