ตอนที่ 0125 ความเข้าใจผิด
“นี่ ตื่นสิ!”
“เฉินจี้ ตื่นสักที!”
เฉินจี้ถูกตบบ่าแรงๆ ในห้วงนิทรา จึงหันกลับโดยสัญชาตญาณ คว้ามือนั้นไว้แน่น แล้วบิดแขนขวาของอีกฝ่ายไพล่หลัง
ผู้ถูกจับร้องลั่น “เจ็บ! ปล่อยนะ!”
เฉินจี้สะดุ้งตื่น ที่นี่มิใช่คุกใน มิใช่ทะเลเพลิงข้างสะพานโบตั๋น ยิ่งมิใช่ซุ้มประตูเมืองที่วิกฤตคับขัน
ในลมหายใจของเขา คือกลิ่นหนังสือหนาทึบในสำนักจือสิง กลิ่นสนและน้ำหมึก ที่นี่มีเพียงชั้นหนังสือเรียงราย ไร้ซึ่งคมดาบจิตสังหาร
เฉินจี้รีบปล่อยมือ พอเพ่งมองให้แจ้ง ก็ตกใจพบว่า ผู้ที่ตนเพิ่งจับกุมไว้ คือจางเซี่ยในชุดแดงฉาน
แย่ล่ะสิ
ดันเผลอไปทำแบบนี้กับนางเสียได้!
จางเซี่ยคลึงข้อมือตนเอง พลางขมวดคิ้ว “นิสัยอะไรของเจ้าเนี่ย ยืนหลับก็ช่างเถอะ ตื่นมายังตีคนอีก?”
เฉินจี้รีบอธิบาย “ขออภัย ขออภัย ข้าหลับงัวเงีย เมื่อครู่ฝันร้ายว่าถูกไล่ฆ่า พอถูกตบปลุกก็ต่อต้านไปตามสัญชาตญาณ”
จางเซี่ยมองพินิจเฉินจี้ด้วยแววตาสงสัย
นางหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ รู้สึกเพียงว่า อีกฝ่ายว่องไวดุจสายฟ้า ตนยังไม่ทันได้สติก็ถูกคล้องมือขวาแน่นหนา ผลักผลาไม่ได้เลย
เฉินจี้ถามอย่างมีมารยาท “คุณหนูรองจาง เดี๋ยวตามข้ากลับโรงยาไท่ผิงสักหน่อยไหม ข้าจะขออาจารย์จ่ายยาชโลมแผลให้”
ทว่าจางเซี่ยกลับโบกมือน้อยๆ “ไม่ต้อง ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น!”
เฉินจี้ถามต่อ “คุณหนูรองจาง เมื่อครู่เรียกข้ามีธุระอันใด?”
จางเซี่ยกล่าวตรงไปตรงมา “ก่อนหน้านี้ ข้าเข้าใจคำพูดของท่านพ่อผิดไป นึกว่าเราสองคนจะหมั้นหมายกัน ขาดสติไปชั่วครู่ จึงวิ่งไปพูดจาประหลาดกับเจ้า เมื่อครู่เรียกเจ้าก็เพื่อจะขอโทษ แต่เจ้าบิดแขนข้าแล้ว ก็ถือว่าเราหักลบกลบหนี้กันแล้ว!”
เฉินจี้งุนงง “ขอโทษ?”
จางเซี่ยรับคำ “หากเจ้าอยากให้ข้าขอโทษจริงๆ ข้าก็ยินดี”
เฉินจี้พินิจมองจางเซี่ย ตาเรียวคู่นั้น ราวกับดาบใบหลิวสองเล่ม คมกริบจนน่ายำเกรง
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก พูดกันรู้เรื่องก็พอ ขออวยพรให้คุณหนูรองจางพบคู่ที่เหมาะสม”
จางเซี่ยจ้องเฉินจี้ “เจ้าไม่โกรธหรือ?”
เฉินจี้ไม่อยากวุ่นวายนาน “ไม่โกรธ เราเลิกคุยเรื่องนี้กันดีกว่า”
“ได้” จางเซี่ยเห็นเรื่องนี้จบแล้ว จึงเปลี่ยนประเด็นถาม “ทำไมวันนี้เจ้าถึงมาสาย? แถมยังดูเหมือนไม่ได้หลับนอนทั้งคืน”
เฉินจี้นิ่งเงียบ
จางเซี่ยเปลี่ยนคำถาม “ข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่า เจ้ากับใต้เท้าเฉินกำลังบาดหมาง ถึงกับไม่ยอมกลับจวนเฉิน แต่เจ้ามีความมุ่งมั่นจะตั้งตนเป็นใหญ่ บัดนี้ยังได้โอกาสศึกษากับอาจารย์หวัง สมควรถนอมรักษาให้ดี เหตุใดจึงย่อท้อถอดใจ?”
เฉินจี้ตอบจริงจัง “ข้ามีธุระสำคัญจริงๆ มิได้ตั้งใจมาสาย”
จางเซี่ยสงสัย “ธุระอันใด?”
“ขออภัย บอกไม่ได้”
จางเซี่ยกล่าวหนักแน่น “วันนี้เป็นวันแรกเข้าศึกษา แม้มีเรื่องใหญ่ฟ้าถล่มก็ควรเลื่อนไปก่อน นี่ไม่เพียงเป็นความรับผิดชอบต่อโชคชะตาอนาคตของเจ้าเอง แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพต่ออาจารย์หวัง ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง บัณฑิตทั่วไปอยากเข้าพบยังยาก หวังว่าเจ้าจะตั้งใจให้ถูกต้อง ศึกษากับท่านให้ดี”
เฉินจี้กล่าวเสียงเบา “วันแรกเข้าศึกษา มาสายเป็นความผิดจริง ประเดี๋ยวข้าจะไปขอขมาอาจารย์หวังต่อหน้าเอง”
จางเซี่ยมองเส้นเลือดแดงในดวงตาเขา ถามอย่างสงสัย “เจ้าคงไม่ได้ไปบ่อนพนันจริงๆ ตามที่ลือกันใช่ไหม?”
เฉินจี้ตอบเรียบเฉย “คุณหนูรองจางจะคิดอย่างไรก็ตามใจ”
เสียงเพิ่งจบ ก็ได้ยินเสียงแว่วจากด้านข้าง “หากเขาไม่ได้ไปเล่นพนัน แล้วมาสายได้อย่างไร?”
......
......
เฉินจี้มองไป เห็นเฉินเวิ่นจงกับเฉินเวิ่นเสี้ยวเดินออกมาเคียงบ่าเคียงไหล่ เฉินเวิ่นเสี้ยวหัวเราะเย้ยต่อ “จางเซี่ย เมื่อคืนเขาต้องไปเล่นพนันแน่ ท่านต้องระวังให้ดี เผื่อใต้เท้าจางจะยกท่านให้......”
จางเซี่ยขัดจังหวะเฉินเวิ่นเสี้ยวทันที “ไร้หลักฐานจะตัดสินเด็ดขาดได้อย่างไร? ข้าจะแต่งกับใครไม่แต่งกับใคร เกี่ยวอะไรกับท่าน?”
เฉินเวิ่นเสี้ยวชะงักงัน
จางเซี่ยกล่าวอย่างดูแคลน “แม้ข้าจะหมั้นหมายกับเขาจริง นั่นก็เป็นเรื่องของข้ากับเขา ข้าต่อว่าเขาได้ แต่ท่านไม่มีสิทธิ์ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าท่านผ่านการสอบฤดูใบไม้ร่วงมาได้อย่างไร ข้าขอท่านพ่อคัดลอกงานเขียนของแต่ละคนมาอ่าน เฉินเวิ่นจง หลินเฉาจิง สมกับชื่อเสียง แต่บท ‘แผนการปกครองแผ่นดิน’ ที่ท่านเขียนส่ง นับว่าห่วยแตกสิ้นดี ไม่รู้ว่าสามปีที่สำนักตงหลินได้เรียนอะไรมา?”
เฉินเวิ่นเสี้ยวหน้าแดงก่ำทันควัน “ท...ท่านนี่ไม่รู้จักดีชั่ว ข้าเพิ่งช่วยท่านพูดแท้ๆ”
“ข้าต้องการเมื่อไร?” จางเซี่ยหัวเราะเย็น “ได้ยินว่า เมื่อไม่นานมานี้ ท่านเที่ยวไปออกงานเลี้ยง รับคำอวยพรจากผู้คน ข้าขอแนะนำให้ท่านนั่งเงียบๆ อยู่จวนจะดีกว่า ประเดี๋ยวตอนคุยเรื่องบทความกับใคร จะทำคนอื่นหัวเราะจนฟันร่วง!”
เฉินจี้ก็ตะลึงงันเช่นกัน คุณหนูรองจางผู้นี้ ช่างมีปากคมกริบ
นางไม่ได้เจาะจงเล่นงานตน แต่ดูแคลนทุกคนที่ไร้ปัญญาอย่างเท่าเทียม!
ระหว่างนี้ ไป๋หลี่ธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องเพิ่งลาหวังต้าวเซิ่ง เดินเข้ามาในห้องโถงหน้า ก็เห็นจางเซี่ยกำลังพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทีดุดัน
ไป๋หลี่ก้าวมาขวางหน้าเฉินจี้ เลิกคิ้วเรียวบางกล่าว “จางเซี่ย เจ้าจะทำอะไรอีก?”
จางเซี่ยมองไป๋หลี่ แล้วมองเฉินจี้ ร้องอึ้งเบาๆ
ยังไม่ทันเอ่ยปาก รถม้าคันหนึ่งก็มาจอดหน้าประตู
จางจัวเปิดม่านรถ โผล่ตัวออกมาทักทายทุกคนในห้องโถงหน้า “อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะ”
โอรสอ๋อง ไป๋หลี่ เฉินเวิ่นจง และคนอื่นๆ ต่างคารวะ “ใต้เท้าจาง”
จางเซี่ยเดินมาถึงประตู ถามอย่างสงสัย “ท่านพ่อมาทำไม?”
จางจัวยิ้มร่าเริง “ผ่านมาพอดี มารับลูกกลับบ้าน”
จางเซี่ยขมวดคิ้ว “ข้าโตแล้ว ไม่ต้องให้ท่านมารับ! หากคนอื่นเห็นเข้า จะว่าข้าเอาแต่ใจ!”
“บังเอิญเป็นทางผ่าน อีกทั้งพ่อมารับลูกสาวก็นับว่าปกติ คนอื่นจะว่ากระไรได้” จางจัวกระโดดลงจากรถม้า เดินผ่านร่างจางเซี่ยไป ดึงเฉินจี้ไปคุยด้านข้าง
ทุกคนในห้องโถงหน้ามองหน้ากันงุนงง จางเซี่ยมองแผ่นหลังบิดาตนที่ดูใจลอย พลางบังเกิดความรู้สึกว่า อีกฝ่ายไม่ได้มารับตน แต่หาข้ออ้างมาพบเฉินจี้!
หลังชั้นหนังสือ จางจัวกดเสียงต่ำถาม “ให้ข้าช่วยไปอธิบายกับหวังต้าวเซิ่งไหม?”
เฉินจี้มองจางจัวด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ใต้เท้าจางรู้ตัวตนของข้าตั้งแต่เมื่อไร?”
จางจัวลูบเคราอย่างภูมิใจ “ข้ามีความจำเป็นเลิศ เพียงแค่ดูท่าทางการเดิน หรือแม้กระทั่งฟังเสียงฝีเท้า ก็จำตัวผู้นั้นได้แล้ว”
เฉินจี้ถอนหายใจในใจ คารวะกล่าว “รบกวนใต้เท้าจางช่วยปิดเป็นความลับด้วย”
จางจัวหัวเราะ “วางใจเถิด วางใจเถิด”
พูดไปพูดมา จางจัวสีหน้าก็หม่นหมองลง “น่าเสียดายที่เจ้าไม่ได้เดินเส้นทางสอบราชการ ไม่งั้นปีหน้า หลังสอบหน้าพระพักตร์แล้วมาช่วยข้า คงดุจเสือติดปีก แต่บัดนี้เข้าสำนักพิธีการแล้ว วันหนึ่งเป็นพวกขันที ตลอดชีวิตก็เป็นพวกขันที พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นจะไม่ยอมรับเจ้าอีกต่อไป”
“ขอบคุณใต้เท้าจางที่หวังดี ข้าไม่เป็นไร”
จางจัวถาม “เรื่องที่เจ้ามาสายวันนี้ ให้ข้าช่วยอธิบายกับหวังต้าวเซิ่งไหม?”
“มิจำเป็น” เฉินจี้ส่ายหน้า “ข้าจะไปขอขมาอาจารย์หวังเอง ใต้เท้าจางก็อย่าอยู่ที่นี่นานนักเลย เดี๋ยวจะถูกสงสัยเอา”
“ได้” จางจัวหันกายเดินออกไปข้างนอก จูงข้อมือจางเซี่ยขึ้นรถม้า
บนรถม้า จางเซี่ยเพ่งมองบิดาของนาง “ท่านพ่อไม่ได้มารับข้าใช่ไหม? ท่านตั้งใจมาหาเฉินจี้!”
จางจัวครุ่นคิดชั่วครู่แล้วอธิบาย “เมื่อวานเจ้าทำตัวสะเพร่า วิ่งไปพูดจารุ่มร่ามกับเฉินจี้ พ่อจึงต้องไปชี้แจงให้เขาเข้าใจ”
จางเซี่ยรีบกล่าว “ท่านพ่ออย่ากังวลเลย ข้าชี้แจงกับเขาแล้วว่า ข้ากับเขาไม่มีการหมั้นหมาย แต่เฉินจี้คนนี้ก็แปลกดี วันแรกเข้าเรียนก็มาสาย มิน่าเล่า ทุกคนถึงว่าเขาเป็นคนไม่เอาไหน”
จางจัวอึ้งไปชั่วขณะ พูดอะไรไม่ออก
เขาเลิกม่านรถแผ่วเบา มองเฉินจี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูสำนัก รอส่งรถม้ากลับไป
ทั้งที่หนุ่มน้อยผู้นี้ เมื่อคืนเพิ่งทำคุณงามความดีใหญ่หลวง ช่วยชีวิตราษฎรนับพันครัวเรือนหน้าประตูเมืองฝั่งประจิม แต่กลับไม่อาจเอ่ยบอกใครเลย
จางจัวถอนใจแผ่วเบา “รสชาติของการถูกเข้าใจผิด คงไม่น่าอภิรมย์นัก”
จางเซี่ยแปลกใจ “ท่านพ่อหมายถึงอะไร?”
จางจัวปล่อยม่านหน้าต่าง กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ลูกเอ๋ย ตอนดูคน อย่าฟังจากปากคน ต้องไปทำความรู้จักเอง”
จางเซี่ยกล่าว “ช่างเขาเถิด อย่างไรเสีย ต่อไปข้ากับเขา ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเอง เขาเป็นคนแบบไหน ก็ไม่ใช่เรื่องของข้าแล้ว”
พูดจบ นางก็กระโดดลงจากรถม้า ตะโกนเสียงดัง “เจ๋าจ่าว!”
อึดใจต่อมา ม้าสีแดงอมน้ำตาลตัวหนึ่ง พุ่งทะยานออกมาจากตรอกเล็ก
เจ๋าจ่าววิ่งผ่านจางเซี่ยโดยไม่หยุดฝีเท้า สาวน้อยตาไวมือไว คว้าอานม้าดังหมับ กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างแคล่วคล่อง “ท่านพ่อกลับบ้านเองเถอะ ต่อไปอย่ามารับข้าอีก!”
จางจัวนั่งอยู่ในรถ มองแผ่นหลังลูกสาวที่ควบม้าจากไป พึมพำกับตัวเองแผ่วเบา “ลูกเอ๋ย เจ้าไม่ควรด่วนสรุปอะไรเร็วนัก”
......
......
ในห้องโถงหน้า สำนักจือสิง
เฉินเวิ่นจงกับเฉินเวิ่นเสี้ยวขึ้นรถม้าจากไปแล้ว
ไป๋หลี่ดึงแขนเสื้อเฉินจี้เบาๆ “เมื่อวานข้าถามท่านแม่มาแล้ว จางเซี่ยนั่น นิสัยเอาแต่ใจไร้กฎเกณฑ์ เจ้าอย่าเอาคำพูดนางมาใส่ใจเลย ปีก่อนๆ นางเข้าไปฟังการสอนที่กั๋วจื่อเจี้ยน (โรงเรียนหลวง) ในเมืองหลวง ทำเอาอาจารย์หลายคนโกรธจนแทบบ้า แต่เสนาบดีอาวุโสสวีเอ็นดูนาง รองหัวหน้าสำนักโหรหลวงสวีซู่ก็ตามใจนาง ใครๆ ก็ทำอะไรนางไม่ได้”
เฉินจี้ยิ้ม “ไม่เป็นไร ธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องกลับจวนอ๋องไปก่อนเถิด ข้าต้องไปขอขมาอาจารย์หวังต่อหน้า”
โอรสอ๋องหดคอ “งั้นเจ้าระวังตัวหน่อยนะ อาจารย์หวังเข้มงวดมาก พวกเราช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”
พูดไปพลาง โอรสอ๋องก็ลากไป๋หลี่เดินออกไปข้างนอก
ไป๋หลี่ขมวดคิ้ว “พี่ อย่าลากข้าสิ พวกเราไปช่วยเฉินจี้ขอความเมตตากันเถอะ”
โอรสอ๋องกดเสียงต่ำ “พวกเราไปทำไม ไปรับคำดุด้วยกันหรือ? อาจารย์หวังไม่ชอบข้ามานานแล้ว!”
เฉินจี้ฟังเสียงที่ค่อยๆ ห่างไป ปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วก้าวเท้าเข้าสู่ลานหลัง
ลานหลังสะอาดเรียบง่าย มุมตะวันตกเฉียงใต้ปลูกต้นเหมยไว้ต้นหนึ่ง ขณะนี้ดอกตูมผลิแล้ว กำลังรอวันบาน
อาจารย์หวังในชุดบัณฑิตสีน้ำเงินถือคัมภีร์ในมือ หน้าอกประดับดอกไม้กระดาษสีขาว ยืนใต้ต้นเหมยอย่างเหม่อลอย
เฉินจี้ยืนคารวะห่างๆ “อาจารย์ เมื่อคืนข้ามีธุระ...”
หวังต้าวเซิ่งไม่หันมา เพียงมองดอกเหมย เอ่ยถามเสียงเรียบ “เรื่องสำคัญหรือ?”
เฉินจี้ตอบจริงจัง “ขอรับ”
หวังต้าวเซิ่งกล่าวเนิบช้า “เจ้าคิดว่าอะไรสำคัญกว่า ระหว่างเข้าเรียนวันนี้ให้ตรงเวลา หรือทำเรื่องนั้นให้สำเร็จ?”
เฉินจี้ลังเลครู่หนึ่ง “ทำเรื่องนั้นให้สำเร็จ”
หวังต้าวเซิ่งพูดเสียงเรียบ “งั้นก็พอแล้ว”
เฉินจี้งงงวย “อาจารย์?”
หวังต้าวเซิ่งค่อยๆ หันมามอง “สำนักจือสิงของข้า ให้อนาคตทางราชการไม่ได้ สอนได้แค่หลักการเป็นคน แต่หลักการใหญ่โตเพียงใดก็สู้ใจตนไม่ได้ หากใจตนบริสุทธิ์ ทำตามใจตนก็พอ”
เฉินจี้คารวะอีกครั้ง “เข้าใจแล้ว”
หวังต้าวเซิ่งเดินไปยังเรือนใหญ่ ก่อนเข้าประตูกลับเปลี่ยนน้ำเสียง “แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ ผิดกฎก็ต้องรับโทษ มันคือครรลองของโลก กฎสำนักจือสิงของข้าก็เช่นกัน คราวหน้าหากมาสายอีก ก็รอรับโทษได้เลย”
“ขอรับ”
เฉินจี้มองลานว่างเปล่าไร้ผู้คน แล้วหันไปมองต้นเหมย รู้สึกว่าหวังต้าวเซิ่งผู้นี้ช่างแปลกประหลาด ไม่เหมือนจางจัว ไม่เหมือนเฉินหลี่ฉิน
ราวกับบัณฑิตผู้ไม่ยึดขนบ พูดแต่หลักการของตนเอง
เฉินจี้สูดลมหายใจยาว หันกายเดินออกไป
แต่พอออกประตูก็ต้องชะงักงัน เพราะเห็นจินจูสวมงอบ นั่งยองอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน เหลือบมองร้านอาหารเช้าด้านข้างเป็นระยะ ในกระทะน้ำมันหน้าร้านมีเกี๊ยวผักกับปาท่งโก๋กำลังทอดฟู่ฟ่า
เฉินจี้กวาดตามองถนนอันซีซ้ายขวา แล้วรีบเดินมาหน้าจินจู “ใต้เท้าจินจู พวกเราเพิ่งแยกกันไม่กี่ชั่วยาม จำเป็นต้องคิดถึงข้าขนาดนี้เชียว?”
จินจูได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย “เจ้านึกว่าข้าอยากมาหาเจ้านักรึ? เคล็ดวิชาฝึกตนของเจ้าน่ะ มาถึงเมืองหลัวก่อนกำหนด! ช่างน่าแปลก จดหมายทูลขอรางวัลของข้า น่าจะเพิ่งถึงเมืองหลวงเมื่อวาน เหตุใดเคล็ดวิชาฝึกตนจึงส่งมาถึงวันนี้แล้ว?!”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น