ตอนที่ 0126 ปิดเมฆ



ถนนอันซีคลาคล่ำไปด้วยผู้คนขวักไขว่  ทว่าจินจูกลับนั่งยองบนพื้น  พลางเงยหน้ามองเฉินจี้ตาไม่กะพริบ  ราวกับไม่มีสิ่งใดรอบข้าง  “เจ้ารู้หรือไม่ว่า  เคล็ดวิชาฝึกตนที่ส่งมาถึงเมืองหลัววันนี้  มีความหมายอย่างไร?”


“มีความหมายอย่างไร?”


จินจูกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  “เคล็ดวิชาฝึกตนนี้หากต้องการส่งถึงเมืองหลัวภายในวันเดียว  จำต้องออกจากเมืองหลวงก่อนตะวันตกดินเมื่อวาน  เดินทางผ่านสถานีม้าหกแห่ง  คือ  เป่าติ้ง  เหิงสุ่ย  หานตาน  เฮ่อปี้  ซินเซียง  และเจิ้งเสี้ยน  เปลี่ยนม้าศึกหกตัว  ไม่หยุดพักแม้แต่ครู่เดียว  เจ้ารู้หรือไม่ว่า  แม้แต่ราชกิจรายวันเร่งด่วนทางการทหาร  ก็ยังไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้  ต้องเป็นใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในสั่งการด้วยวาจาเท่านั้น  จึงจะระดมม้าศึกจากสถานีต่างๆ ได้มากมายเพียงนี้”


จินจูกล่าวต่อ  “คนที่นำเคล็ดวิชาฝึกตนมาส่งก็มิใช่คนธรรมดา  นั่นคือ...ช่างเถิด  เรื่องนี้บอกเจ้าไม่ได้  เจ้าหนุ่ม  เมื่อก่อนตอนที่เจ้าอยู่ในเมืองหลวง  เคยพบหน้าใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในหรือไม่?”


เฉินจี้นิ่งเงียบ


เฉินหลี่ฉินย้ายมาเมืองหลัวเมื่อฤดูใบไม้ร่วงเจียหนิงศกที่ 25  บัดนี้คือฤดูหนาวเจียหนิงศกที่ 31 


นั่นหมายความว่า  หกปีก่อนครอบครัวเฉินหลี่ฉินยังพำนักอยู่ในเมืองหลวง  เฉินจี้เองก็ไม่แน่ใจว่า  ตนเคยเข้าเฝ้าใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในหรือไม่  จึงไม่อาจตอบไปส่งเดช


เฉินจี้เปลี่ยนประเด็นถาม  “ท่านจินจู  เหตุใดใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในจึงระดมกำลังใหญ่โตเพียงนี้เพื่อส่งเคล็ดวิชาฝึกตนมา?”


จินจูยิ้มหน้าบาน  “เจ้าหนุ่ม  เจ้าถูกใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในหมายตาแล้ว”


เฉินจี้นิ่งไปครู่หนึ่ง  “เป็นเรื่องดีหรือร้าย?”


จินจูลุกขึ้นยืนตบบ่าเขา  “เรื่องดี  แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีใหญ่หลวง  ขอเพียงเจ้าสร้างความดีความชอบให้ใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน  ท่านก็จะช่วยให้เจ้าสมหวังทุกประการ  ขอแสดงความยินดีด้วย  นับแต่วันนี้เป็นต้นไป  เจ้าจึงจะนับว่าเข้ากรมสืบลับอย่างแท้จริง”


เฉินจี้ถามด้วยความอยากรู้  “ใต้เท้าจินจูขอเคล็ดวิชาฝึกตนแบบใดให้ข้า?”


จินจูกวาดตามองผู้คนรอบข้าง  กระซิบเสียงแผ่ว  “ตามข้ามา  คุยที่นี่ไม่เหมาะ”


ทั้งสองเดินตามกัน  ฝ่าฝูงชนบนถนนอันซี  ขึ้นไปบนรถม้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง


ซีเฟิงยืนเฝ้าอยู่ข้างรถม้า  ปล่อยม่านประตูและม่านหน้าต่างลงมา  ปิดบังภายในตัวรถไว้มิดชิด  ระแวดระวังและเคร่งขรึมเป็นพิเศษ


จินจูนั่งอยู่ในรถม้า  หยิบกระบอกหินสีดำออกจากแขนเสื้อ  ยื่นส่งให้เฉินจี้  “ที่ข้าขอมาให้เจ้าคือ  มุทราลับมัณฑละ  เป็นวิชาสูงสุดของนิกายหนิง  วัชรญาณสายหรดี  สามารถจับวิญญาณดุร้ายมาสิงร่างตน  จับผีต่างชนิดก็จะได้พลังต่างกันไป  ข้าเคยเห็นพระอาจารย์จับอสุรกายอเวจีมาสิงในร่าง  สามารถเหาะเหินเดินอากาศ  ไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้”


เฉินจี้สงสัย  “วิชาของวัชรญาณ  เหตุใดจึงอยู่ในหอเจี่ยฝาน?”


จินจูหัวเราะหึๆ  “วิชาประสานมุทราจับผีนี้  นับเป็นดวงชีวิตของสำนักหนิง  หากไม่มีข้อมูลสำคัญยิ่งตกอยู่ในกำมือใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน  พวกเขาจะยอมถวายมันด้วยสองมือได้อย่างไร?”


เฉินจี้ก้มมองลงไป


บนกระบอกหินสีดำมีขี้ผึ้งดำประทับตรา  บนตราขี้ผึ้งยังมีตราประทับคำว่า  ‘เจี่ยฝาน’  อีกชั้นหนึ่ง


เฉินจี้ยกมือ  เตรียมจะแกะตราขี้ผึ้ง  แต่ถูกจินจูจับข้อมือไว้  “ช้าก่อน  เคล็ดวิชาฝึกตนเป็นความลับสูงสุดของสำนักพิธีการ  ผู้ได้รับมอบตามกฎต้องดูคนเดียว  อ่านแล้วเผาทิ้งทันที  อย่าแกะต่อหน้าข้า  เป็นสิ่งต้องห้าม”


กระนั้น  เฉินจี้เงยหน้าขึ้นมอง  กลับเห็นจินจูจ้องมองกระบอกหินในมือตนอย่างไม่กะพริบตา  ไม่เลื่อนดวงตาไปไหนเลย...


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  แล้วแกะตราขี้ผึ้งออกทันที  เทม้วนกระดาษออกมาจากกระบอกหิน


จินจูประหลาดใจ  “เจ้าจะทำอะไร?”


เฉินจี้กล่าว  “ในเมื่อนี่คือเคล็ดวิชาฝึกตนที่ท่านจินจูขอมาให้ข้า  ให้ท่านดูบ้างก็ไม่เป็นไร”


จินจูงุนงง  “เจ้าไม่รู้หรือว่า  เคล็ดวิชาฝึกตนต้องเก็บเป็นความลับ?”


“ท่านหยุนหยางเคยบอกแล้ว”


“แล้วเจ้ายังให้ข้าดูอีก?”


เฉินจี้ยิ้มอย่างไร้เดียงสา  “ท่านปฏิบัติต่อข้าด้วยใจจริง  ข้าก็ปฏิบัติต่อท่านด้วยใจจริงเช่นกัน”


จินจูนิ่งเงียบไปนาน  “ก่อนหน้านี้ข้ายังสงสัยเจ้าหลายครั้ง  พอคิดดูแล้ว  ช่างน่าละอายจริงๆ...รีบแกะดูเถอะ”


เฉินจี้บรรจงคลี่ม้วนกระดาษออก  เพียงมองผ่านๆ ก็อุทานด้วยความแปลกใจ  “ใต้เท้า  สิ่งที่บันทึกบนม้วนกระดาษนี้  มิใช่มุทราลับมัณฑละ”


จินจูตกใจ  โน้มศีรษะไปดูม้วนกระดาษ  เห็นอักษรใหญ่สองตัวปรากฏเด่นชัด:  ปิดเมฆ [遮云 — เจอหยุน]


ชั่วพริบตาต่อมา  เขารีบถอยกายกลับ  กล่าวด้วยความตกใจสงสัย  “เหตุใดจึงเป็นเคล็ดวิชาฝึกตนนี้?!”


เฉินจี้ไม่เข้าใจ  “เกิดอะไรขึ้น?”


จินจูก้มศีรษะลง  สีหน้าแปรเปลี่ยนหลายครั้ง  พอเงยหน้าขึ้นมาก็กล่าวอย่างเคร่งเครียด  “ข้าไม่เคยเห็นเคล็ดวิชาฝึกตนของเจ้า  ไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร  ยิ่งไม่รู้เนื้อหาด้วย!  หากใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในถามขึ้นมา  เจ้าก็ตอบไปแบบนี้นะ!”


เฉินจี้มองม้วนกระดาษในมือ  “เคล็ดวิชาฝึกตนอะไรกัน  ถึงทำให้ท่านหวาดกลัวเพียงนี้?  หรือว่า  ข้าไม่ควรฝึกมัน?”


สีหน้าจินจูเผยความลังเลอยู่นาน  สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่  “ไม่  ต้องฝึก!  เคล็ดวิชานี้ไม่มีโทษต่อเจ้า  เพียงแต่เกี่ยวข้องกับความลับบางอย่าง”


“ความลับอะไร?”


จินจูพูดเสียงเศร้า  “สิบสองปีก่อน  ตระกูลฉีมีสิงกวนหนุ่มคนหนึ่ง  ชื่อจริงว่าฉีหยุนชาง  พออายุเก้าขวบก็เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นฉีเจอหยุน  อายุสิบสองก้าวเข้าสู่ขั้นก่อนฟ้า  สิบหกถึงขั้นแสวงเต๋า  ยี่สิบเอ็ดก็แตะขอบวิถีเทพได้แล้ว  ดูเหมือนว่า  อีกก้าวเดียวก็จะแตะขอบเขตเหนือเมฆา  ปราณกระบี่ไร้รูปของเขาพิสดารเหนือธรรมดา  ทำให้คนป้องกันไม่ทัน”


ปราณกระบี่ไร้รูป?


เฉินจี้ครุ่นคิด  เคล็ดวิชาฝึกตนนี้  ดูเหมือนจะเหมาะกับตนมาก


เขาถามลอยๆ  “ฉีเจอหยุนนี้  เก่งกว่าเทียนหม่าหรือ?”


จินจูทำหน้าซับซ้อน  “หากว่ากันด้วยฝีมือ  อาจนับว่าทัดเทียมกัน  หากว่ากันด้วยแววอนาคต  เขาคงเหนือกว่าเทียนหม่าอยู่ขั้นหนึ่ง  ฉีเจอหยุนอายุสิบหกเข้ากองทัพชายแดน  ภายในเวลาสามปี  สังหารแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์จิ่งกว่าสิบนาย  ฤดูหนาวเจียหนิงศกที่ 17  เขานำทหารม้าสามร้อยนายบุกลึกเข้าดินแดนราชวงศ์จิ่งหกร้อยลี้  จับเป็นขุนนางเมืองฉื้อแห่งราชวงศ์จิ่ง  ภายหลังถูกทหารม้าราชวงศ์จิ่งไล่ล้อมปิดทาง  ทุกคนคิดว่าเขาคงไม่รอดแน่  แต่เขากลับพาทหารม้าสามร้อยนายกลุ่มนี้  อ้อมวงใหญ่ทางเหลียวอุดร  สุดท้ายฆ่าฟันไปถึงลวี่ซุ่น  ลงเรือกลับประเทศ  ความดีความชอบเช่นนี้  ฝ่าบาทพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์มังกรขั้น 4  อนุญาตพิเศษให้ถือกระบี่เข้าเฝ้า”


จินจูเล่าต่อ  “ฉีเจอหยุนกลับมาพอดีกับเทศกาลโคมไฟเจียหนิงศกที่ 18  ฝ่าบาทจัดเลี้ยงเหล่าขุนนาง  ในงานเลี้ยง  ฝ่าบาททรงถามว่าเขามีความมุ่งหวังใด  ฉีเจอหยุนถือกระบี่ก้าวเข้าหา  ทูลว่าจะเป็นปราชญ์ยุทธคนแรกแห่งสองราชวงศ์จิ่งหนิง  เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้ฝ่าบาท”


เฉินจี้อยากรู้  “ฉีเจอหยุนผู้นี้  ปัจจุบันอยู่ที่ใด?”


ในห้องโดยสารอันมืดสลัว  จินจูมองเฉินจี้ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าซับซ้อน  “ตายแล้ว”


เฉินจี้ตะลึง  “ตายแล้ว?!”


จินจูเล่าต่อ  “เจ้าฟังข้าเล่าก่อน  ฉีเจอหยุนผู้นี้รากเหง้าไม่ธรรมดา  มีคนไปเยือนตระกูลฉี  กลับพบว่าบิดามารดาของเขา  นับถือเขาดุจองค์เทพ  ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เรียกขานกันว่าพ่อแม่ลูก  ภายหลังบิดาของเขาเมาเหล้าเคยเผลอหลุดปากว่า  ฉีเจอหยุนผู้นี้มิใช่มนุษย์ปุถุชน  แต่เป็นเซียนจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  มาจาก  ‘คุนหลุนบูรพา’”


สีหน้าเฉินจี้กลายเป็นนิ่งสงบ


สี่สิบเก้าชั้นฟ้า!


สี่สิบเก้าชั้นฟ้าอีกแล้ว!


สี่สิบเก้าชั้นฟ้านี้  ดุจดั่งความลับสูงสุดของโลกมนุษย์  มีคนรับรู้เพียงหยิบมือเดียว  แต่เดิมเขาเคยคิดว่า  เซียนอย่างสวีซู่แห่งสำนักโหรหลวงนั้น  คงจะหาได้ยากยิ่ง  ร้อยปีจึงจะพบสักครั้ง  แต่ไม่คาดคิดว่า  ‘เซียน’  เช่นนี้จะมีมากกว่าหนึ่ง


เมื่อนับรวมฉีเจอหยุน  สวีซู่  และตัวเองเฉินจี้เองด้วย  ก็มีถึงสามคนที่มาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้าแล้ว!


สี่สิบเก้าชั้นฟ้าคือสถานที่ใดกันแน่  และเหตุใดเราจึงต้องมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  ลงมายังราชวงศ์หนิง?


เฉินจี้คิดจนศีรษะปวดระบม  “ใต้เท้าจินจู  ฉีเจอหยุนเป็นเซียนแท้ๆ  เหตุใดจึงตายได้เล่า?”


“ครั้นลงมาสู่โลกมนุษย์  ก็ถือเป็นปุถุชนแล้ว  ตราบใดยังเป็นปุถุชน  ย่อมหนีความตายไม่พ้น”  จินจูตอบ  “ฤดูใบไม้ผลิ  เจียหนิงศกที่ 21  สิงกวนตระกูลฉีผู้นี้ถูกซุ่มสังหารระหว่างเดินทางจากด่านชายแดนกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อถวายรายงาน  สิ้นชีพที่ชางผิง”


เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย  “ตายง่ายดายเช่นนั้นเลยหรือ?  ผู้ใดลงมือ”


จินจูก้มมองม้วนกระดาษในมือเขา  “...เจ้าว่าเป็นผู้ใดเล่า?”


เฉินจี้รู้สึกทันใดว่า  คัมภีร์เคล็ดวิชาฝึกตนในมือนี้  ร้อนระอุราวกับถือถ่านเพลิง!


หากเคล็ดวิชาฝึกตนของฉีเจอหยุนตกอยู่ในมือสำนักพิธีการ  เรื่องนี้ย่อมเป็นฝีมือสำนักพิธีการอย่างแน่แท้!


แต่สำนักพิธีการมีเหตุผลใด  ถึงได้ซุ่มสังหารเซียนตกสวรรค์จากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า?  และด้วยเหตุผลอันใด  เสนาบดีฝ่ายในจึงมอบคัมภีร์เคล็ดวิชาฝึกตนนี้ให้เรา?


เขาไม่กลัวว่า  เราจะเปิดโปงเรื่องนี้ออกไปหรือ?!


ขณะนี้ในสมองเฉินจี้เต็มไปด้วยปริศนา  แต่คิดไม่ตกเลยสักเรื่อง


เสมือนเขากำลังเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง  สวมฉลององค์นาคาดำ  ประทับนิ่งหลังโต๊ะหนังสือในความมืดมิด  ส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันอันเงียบงันมายังตน  ดุจปรมาจารย์หมากล้อมผู้ช่ำชอง  วางหมากตาหนึ่งอันล้ำลึกเกินคาดเดา  ทำเอาคู่ต่อสู้ต้องจมปลักในการขบคิดอันยาวนานไร้ทางออก


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม  “บางที  นี่อาจไม่ใช่เคล็ดวิชาฝึกตนของฉีเจอหยุน  เพียงแต่ชื่อพ้องกันก็เป็นได้?  ใต้เท้าลองดูสักหน่อย  ยืนยันให้แน่ใจว่าเป็นของฉีเจอหยุนในปีนั้นจริงๆ...”


จินจูรีบหลับตาปี๋  “เอาออกไป  เอาออกไป!  อย่าให้ข้าดู  อย่าลากข้าลงน้ำด้วย!”


เฉินจี้เหลือบมองจินจูแวบหนึ่ง  แล้วคลี่ม้วนกระดาษอ่านออกเสียงไปเลย  “เบื้องหน้าจักรพรรดิซวี  ซึ่งเรืองรองไปด้วยแสงม่วงของแดนซ่างชิง  องค์เยว่เฉิน  มหาเต๋าผู้สูงล้ำ  เมื่อครั้งเก็บตัว ณ ตำหนักหรุ่ยจูได้แต่งโคลงเจ็ด  แปรผันห้ารูป  เปลี่ยนเป็นหมื่นเทวา”


จินจูร้องอ๋าขึ้นมาขัดจังหวะเฉินจี้  เบิกตากว้าง  “เจ้าหนุ่ม  คิดจะฆ่าข้าหรือไร?!”


เฉินจี้ยิ้มกล่าว  “ใต้เท้าจินจู  ท่านกับข้าบัดนี้เป็นตั๊กแตนผูกเชือกเดียวกัน  จะพูดถึงการหักหลังทำร้ายกันไปไย  อีกอย่าง  นี่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาฝึกตนของฉีเจอหยุน  หากเขาถูกซุ่มสังหาร  เป็นไปได้หรือที่จะบอกเคล็ดวิชาของตนให้ศัตรูฟัง?”


จินจูเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง  กล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น  “เจ้าลืมเมิ่งจีแล้วหรือ?  ข้าขอเตือนเจ้า  เรื่องนี้อย่าได้เข้าไปพัวพันเป็นดีที่สุด  จะต้องมีความลับใหญ่กว่านี้อีกแน่  ช่างน่าแปลกเหลือเกิน  ข้าทูลขอมุทราลับมัณฑละให้เจ้าไม่ผิดแน่  เหตุใดใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในจึงประทานสิ่งนี้ให้แทน?”


เฉินจี้ชูม้วนกระดาษขึ้น  “ขอเรียนถามใต้เท้า  เคล็ดวิชาฝึกตนนี้อยู่ระดับใด  ชั้นเจี่ยหรือไม่?”


จินจูโบกมือไล่  “เจี่ยอี่ปิ่งติงนั่น  เป็นการจัดชั้นของพวกเราชาวโลกมนุษย์  เคล็ดวิชาฝึกตนของเซียนตกสวรรค์จากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  ใครจะมีคุณสมบัติไปกำหนดระดับชั้นให้มัน?  เจ้าหนุ่ม  รักษาตัวให้ดีเถอะ!”


กล่าวจบ  เขาก็ไล่เฉินจี้ลงจากรถม้า  ตะโกนเรียกซีเฟิงแล้วเร่งม้าจากไป


......


......


ยามเที่ยงตรง  ลมหนาวเหมันต์พัดปะทะใบหน้า  ช่วยให้เฉินจี้สดชื่นขึ้นบ้าง


กรมสืบลับราวกับเหวลึก  เสมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงเขาลงสู่วังวนน้ำเย็นเยือกใต้ก้นเหว


เฉินจี้ดึงปกเสื้อให้แน่น  เดินกลับมาถึงหน้าประตูโรงยาไท่ผิง  หายใจเข้าลึกๆ


เขาลูบแก้มทั้งสองข้าง  ยิ้มพลางกล่าว  “ข้ากลับมาแล้ว!”


หลังโต๊ะบัญชีมีเพียงหลิวฉวีซิงนั่งหลับอยู่ตามลำพัง  มือค้ำคางงีบง่วง  พอได้ยินเสียงเฉินจี้  ก็สะดุ้งเฮือกลุกพรวดขึ้นยืน  แล้วตวาดด้วยความฉุน  “ตะโกนทำไม!”


เฉินจี้กวาดตามองรอบตัว  เอ่ยถามด้วยความสงสัย  “อาจารย์กับพี่เซ่อไปไหน?”


“อาจารย์กับเซ่อเติงเค่อไปตรวจโรคที่จวนอ๋องแล้ว  ได้ยินว่าท่านอ๋องไปควบคุมงานที่โรงเตาทุกวัน  ติดลมหนาวเข้าบ้าง”  หลิวฉวีซิงชี้ไปทางลานหลัง  “ที่เตาในครัวยังมีข้าวเจ้าเหลืออยู่  ข้าซ่อนเนื้อหมูตากแห้งไว้ใต้ข้าวสี่ชิ้น  ไม่งั้นเจ้าเซ่อเติงเค่อได้กวาดไปกินหมดแน่”


เฉินจี้ยิ้มร่าเริง  “ขอบคุณ”


เขาไปหยิบตะเกียบกับชามข้าวที่ครัวหลัง  แล้วย่องกลับเข้าห้องนอนเด็กฝึกอย่างเบามือเบาเท้า  ปิดประตูมิดชิด  ดึงม้วนกระดาษออกจากแขนเสื้ออีกครั้ง


เขาเงียบอ่านบทสวดบนม้วนกระดาษ  แต่ไม่รู้ว่าจะฝึกตนอย่างไร


หรือต้องท่องสวดไม่หยุดเหมือนสามเณรน้อย?


“เบื้องหน้าจักรพรรดิซวี  ซึ่งเรืองรองไปด้วยแสงม่วงของแดนซ่างฉิง  องค์เยว่เฉินมหาเต๋าผู้สูงล้ำ  เมื่อครั้งเก็บตัว ณ ตำหนักหรุ่ยจูได้แต่งโคลงเจ็ด  แปรผันห้ารูปเปลี่ยนเป็นหมื่นเทวา  นี่คือคัมภีร์หวงถิงภาคในกล่าวไว้  ดนตรีจิตสามจังหวะเต้นรำเซียนในครรภ์  ปราณเก้าส่องประกายออกมาระหว่างฟ้า  เทพบุตรม่านทองก่อควันสีม่วง  นี่คือตำราหยกศึกษาให้ละเอียด  สวดครบหมื่นครั้งขึ้นสวรรค์ชั้นสาม...”


“เดี๋ยวก่อน  สวดครบหมื่นครั้งขึ้นสวรรค์ชั้นสาม?  ปริศนาซ่อนคำตอบไว้ในตัวมันเองแล้วนี่”


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิบนเตียง  สวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทั้งหมด 239 วรรค  รวม 1,673อักษร  อ่านจบทั้งบทต้องใช้เวลาครึ่งก้านธูป


เขาท่องในใจครู่หนึ่ง  ทันทีที่สวดจบรอบแรก  ก็รู้สึกเฉียบพลันว่า  มีปราณสีม่วงก่อกำเนิดภายในร่างกาย  หมุนเวียนไปมาในกระแสโลหิต


เฉินจี้พึมพำ  “อัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียว?”


ทว่าเสียงเพิ่งขาดคำ  ปราณกระบี่อันรุ่งโรจน์ที่บ่มเพาะด้วยพลังสุริยันในร่างกาย  กลับไล่ล่าปราณสีม่วงเส้นนั้น  ฟันฉับด้วยกระบี่เดียวจนแหลกสลาย!


รูม่านตาเฉินจี้พลันหดเล็ก  ตั้งแต่เขาแน่ใจว่าจินจูพนันขันต่อลงกับตน  จึงจงใจซ่อนปราณกระบี่ไว้ไม่บ่มเพาะต่อ  ไหนเลยจะรู้ว่าปราณกระบี่นี้จะออกมาก่อกวนในช่วงสำคัญ


หรือว่าเคล็ดวิชาฝึกตนต่างสายจะผลักไสกันเอง?  ไม่ได้  ต้องลองใหม่!


ในเวลาเดียวกัน  บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าไปทิศตะวันออก  กระดูกทั่วร่างของจินจูพลันส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ  ราวกับยืดเส้นยืดสายหลังตื่นนอน  ร่างกายโล่งสบายทั่วสรรพางค์


พลังฝึกตนเพิ่มขึ้นแม้ไม่มากนัก  แต่สัมผัสได้อย่างแจ่มชัด!


จินจูตกตะลึงในทีแรก  แล้วก็ปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง  “เฉินจี้เริ่มฝึกตนแล้ว?  เข้าถึงเคล็ดวิชาได้รวดเร็วเพียงนี้เชียว!”


เขารอคอยวินาทีนี้  รอมานานเหลือเกินแล้ว


เขาลำบากลำบนยืนยันตัวตนของเฉินจี้จนแน่ชัด  ทั้งยังประจบสอพลอเสนาบดีฝ่ายในจนได้เคล็ดวิชาฝึกตนมา  ทั้งหมดก็เพื่อให้เฉินจี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางฝึกตน  แล้วส่งพลังย้อนกลับมาให้ตน  เพื่อจะได้กลับขึ้นสู่ขั้นแสวงเต๋าโดยเร็ว!


แต่ทว่า


จินจูพลันร้อง ‘โอ๊ย’ อย่างทรมาน  เหงื่อเม็ดละเอียดผุดซึมบนหน้าผาก


ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นเข้าสู่หัวใจ  ราวกับถูกดึงซี่โครงออกจากร่างทั้งเป็น  เขาคุ้นเคยกับความเจ็บปวดนี้เหลือเกิน  


มันคืออาการที่ขั้นการฝึกตนร่วงหล่น!


จินจูกัดฟันพึมพำกับตัวเอง  “เป็นอะไรไป  เฉินจี้เพิ่งย่างเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่เคล็ดวิชาฝึกตนไปหยกๆ  แล้วเหตุใดจึงถอยออกมาอีกเล่า?!”


ยังไม่ทันที่ความทรมานจะบรรเทาลงจนหมดสิ้น  เสียงกรอบแกรบก็ดังขึ้นจากร่างกายเขาอีกระลอก


จินจูเพิ่งจะผ่อนลมหายใจ  สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันควัน  “เดี๋ยวก่อน  อย่าบอกนะว่าเจ้าหนุ่มเฉินจี้…โอ๊ย!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0263
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง