ตอนที่ 0134 ฟันเขา



บนถนนหลวงสายดินมีกลิ่นคาวหญ้าของมูลวัวลอยฟุ้ง  คนหาบฟืนเข้าเมืองเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย  เกวียนขายถ่านสัญจรไปมาราวสายน้ำ


หวังต้าวเซิ่งหันมากล่าวกับเฉินจี้และพรรคพวก  “ขึ้นรถกันเถิด  เฉินจี้  เมื่อครู่ตอนแจกข้าวต้ม  เจ้าช่วยทำงานแทนคนอื่น  นับว่าถูกลงโทษทางอ้อมแล้ว  ต่อจากนี้ไม่ต้องเดินเท้าอีก”


เฉินจี้ไม่ซักถามมาก  เพียงกล่าวขอบคุณก็หาที่ว่างบนเกวียนนั่งลง


จางเซี่ยกระโดดขึ้นหลังม้า  ขี่เจ๋าจ่าวตามข้างเกวียนวัว  ถามด้วยความสงสัย  “อาจารย์  บิดาข้าชอบพูดว่าท่านเป็นพวกนอกรีต  นั่นเพราะเหตุใด”


หวังต้าวเซิ่งนั่งบนรถเกวียน  เอ่ยถามเสียงเรียบ  “ในหลุนอวี่กล่าวว่า  ‘บุรุษคุณธรรมไม่เป็นภาชนะ’  หมายความว่าอย่างไร”


เฉินเวิ่นจงใคร่ครวญครู่หนึ่ง  “จูสือให้คำอธิบายไว้ว่า  ภาชนะนั้นใช้ได้เฉพาะงาน  ไม่อาจใช้แทนกันได้  ผู้บรรลุคุณธรรมย่อมสมบูรณ์ทุกประการ  จึงใช้การได้รอบด้าน  มิใช่เพียงเชี่ยวชาญศิลปะหรือวิชาใดวิชาหนึ่ง  จูสือกล่าวว่า  พระอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์หมายความว่า  ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องชำนาญเฉพาะทาง  แต่ต้องเป็นผู้รอบรู้”


หวังต้าวเซิ่งกล่าวเรียบเฉย  “แต่ข้าว่าจูสือพูดไม่ถูก  พระอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์เคยวิจารณ์กวนจงว่า  ‘ภาชนะเล็ก’  หมายถึงใจแคบ  อกแคบ  ดังนั้นข้าคิดว่า  ที่พระอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์เอ่ยว่า  ‘บุรุษคุณธรรมไม่เป็นภาชนะ’  นั้นหมายความว่า  บุรุษคุณธรรมพึงมีใจกว้างดุจฟ้า  รับได้ทุกสายธารดั่งมหาสมุทร”


เฉินเวิ่นจงอ้าปากค้าง  ครุ่นคิดหาคำโต้แย้ง


จางเซี่ยนั่งบนหลังม้ากล่าวว่า  “ฟังดูมีเหตุผลทั้งคู่เลย  แต่ข้าชอบคำอธิบายของอาจารย์มากกว่า  ข้าว่าบุรุษคุณธรรมไม่จำเป็นต้องรู้ดาราศาสตร์บนฟ้า  รู้ภูมิศาสตร์บนดิน  แต่ต้องมีความอดกลั้นใจกว้าง!”


หวังต้าวเซิ่งยิ้มพลางกล่าว  “ที่เขาว่าข้านอกรีตนั้น  เพียงเพราะข้าตีความคำสอนของปราชญ์โบราณต่างจากพวกเขา  สิ่งที่ข้าจะสอนพวกเจ้า  มิใช่ให้รับความคิดข้าทั้งหมด  แต่ให้พวกเจ้าออกไปดูโลกด้วยตาตนเอง  มีความคิดเป็นของตนเอง”


จิ้งอ๋องนั่งหน้าเกวียนวัว  ไม่หันกลับมา  หัวเราะเสียงดังว่า  “นี่แหละความหมายของการเดินทางหมื่นลี้  ขุนนางฝ่ายบุ๋นราชวงศ์หนิงของเรา  ทุกวันนี้ชอบปิดประตูถกธรรม  ถกไปถกมา  ก็แค่อยากหาคำพูดของปราชญ์โบราณมาหนุนความคิดตนเองเท่านั้น”


เฉินเวิ่นจงกล่าวเคร่งขรึม  “ท่านอ๋องโปรดระวังคำพูด”


จิ้งอ๋องหัวเราะฮ่าๆ  “เจ้านี่เหมือนพ่อเจ้าจริงๆ!”


ทันใดนั้น  จางเซี่ยก็หันไปถามทันที  “เฉินจี้  เจ้าคิดว่า ‘บุรุษคุณธรรมไม่เป็นภาชนะ’  หมายความว่าอย่างไร...เฉินจี้?!”


นางรอคำตอบจากเฉินจี้อยู่นาน  เมื่อไม่ได้ยินเสียงจึงหันไปมอง  กลับเห็นเฉินจี้นั่งก้มหน้าอยู่บนเกวียนวัว  ไม่รู้หลับไปตั้งแต่เมื่อไร


จางเซี่ยเลิกคิ้ว  “เฉินจี้  อาจารย์กำลังสอนอยู่นะ  เจ้าหลับได้ยังไง!”


ไป๋หลี่รีบห้าม  “เจ้าจะตะโกนทำไม!  เมื่อคืนเขาคงไม่ได้นอนทั้งคืน  ถึงได้เหนื่อยขนาดนี้  ปล่อยให้เขานอนต่อหน่อยเถอะ!”


จางเซี่ยทำปากยื่น  ขยับริมฝีปากเย้ยหยันเงียบๆ  “ปล่อย~ให้~เขา~นอน~ต่อ~หน่อย~”


ไป๋หลี่กลอกตาขาว  “ข้าไม่ถือสาหรอก!”


เฉินเวิ่นจงด้านข้างคารวะหวังต้าวเซิ่ง  “ขออาจารย์ได้โปรดอภัย  น้องสามของข้ายังเยาว์วัย  หลายปีมานี้ไม่ได้เข้าโรงเรียน  จึงไม่รู้กฎระเบียบ  ข้าจะปลุกเขาเดี๋ยวนี้”


แต่หวังต้าวเซิ่งยกมือห้าม  “ไม่เป็นไร  ปล่อยให้เขานอนต่อเถิด  ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจสอนอะไร  แค่จางเซี่ยถามมา  จึงพูดไปตามครรลอง”


โอรสอ๋องหน้าบูดบึ้ง  “อาจารย์  ท่านไม่เคยทำกับข้าแบบนี้เลยนะ!”


จิ้งอ๋องหัวเราะร่า  “นี่เป็นคำสั่งพิเศษที่ข้าฝากฝังอาจารย์หวังไว้  คนอื่นข้าไม่ยุ่ง  แต่เจ้าต้องถูกดูแลอย่างเข้มงวด  เดี๋ยวจะมีเด็กบางคนคิดว่าพอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว  จะทำอะไรตามอำเภอใจได้!”


ไป๋หลี่  “ใช่ใช่  ถูกต้อง!”


โอรสอ๋อง  “......”


เฉินเวิ่นจงจ้องมองจิ้งอ๋อง  ไป๋หลี่  และโอรสอ๋องบนรถอย่างงุนงง  ที่แท้บิดาเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกๆ  ไม่จำเป็นต้องทำหน้านิ่งขรึมตลอดเวลา  และลูกๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา  ก็ไม่ต้องนอบน้อมเคารพตลอดเวลาเช่นกัน


เขามองเงียบไปทางเฉินจี้  พลางคิดในใจ  บางทีเฉินจี้คงตัดสินใจไม่อยากกลับจวนเฉินเพราะเหตุนี้กระมัง


......


......


ในแดนฝัน


ทะเลเมฆสีดำ  สงบนิ่งไร้คลื่น


หลังจากห่างหายไปนาน  เฉินจี้ร่วงหล่นลงมาจากทะเลเมฆสีดำ   พาเอาไอหมอกสีดำลงมาด้วย  ร่างลอยลงบนยอดเขา


ทะเลเมฆสีขาวนอกขุนเขาขจีหนาทึบ


เสมือนผ้าห่มผืนมหึมาขดรอบเชิงเขา  ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง


ซวนหยวนสวมชุดคลุมกษัตริย์สีดำ  นั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่  เขาจ้องมองทะเลเมฆอย่างเงียบงัน  เหมือนจะมองทะเลเมฆแต่ก็ไม่ใช่  ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


เฉินจี้กระแอมเตือนอีกฝ่าย  ซวนหยวนจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน  มือเท้าธงราชัน  หันกลับมามองเฉินจี้จากเบื้องสูง  “เจ้าเริ่มหย่อนยาน”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่จริง”


ซวนหยวนหัวเราะเย้ย  “พักหลังเจ้ามาที่นี่น้อยลงเรื่อยๆ  หรือว่าไม่อยากพา  ‘วาฬ’  ไปแล้ว”


ขณะพูด  ดาบยาวเล่มนั้นก็ปรากฏ  ลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้าเฉินจี้


ตัวดาบยาวเยื้องดุจพระจันทร์เสี้ยวแคบ  เย็นเยียบแต่ดุดัน


เฉินจี้ใช้มือขวากำด้ามดาบยกขวางหน้า  มือซ้ายลูบแผ่วเบาไปตามตัวดาบ  “แน่นอนว่าข้าอยากพามันไป  แค่ช่วงนี้เรื่องราวต่อเนื่องมันประดังเข้ามา  แทบไม่มีโอกาสได้นอน  แต่หลังจากนี้  เวลาน่าจะมีมากขึ้นบ้าง”


ซวนหยวนโบกมือไปทางไกล  “เฟิ่งหวย  ฟันเขา!”


“ช้าก่อน”  เฉินจี้อยากจะขำแต่ขำไม่ออก  “ข้ามาวันนี้  มีเรื่องมากมายอยากถามท่าน”


ซวนหยวนเชิดคางเล็กน้อย  “อยากถามอะไร”


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “เมื่อไม่นานมานี้  ข้าได้เคล็ดวิชาฝึกตนมาหนึ่งอย่าง  เพียงท่องบทสวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก็เริ่มก่อกำเนิดปราณกระบี่สีม่วงในเส้นลมปราณ  แต่ทุกครั้งที่ปราณกระบี่สีม่วงยังไม่ทันรวมตัว  กลับถูกเมล็ดกระบี่ฟันทิ้ง  นี่เพราะอะไร”


ซวนหยวนนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่  สีหน้าองอาจ  “เรียนเมล็ดกระบี่ของข้าแล้ว  ยังไปฝึกวิถีกระบี่อื่นทำไม  ทำอะไรเกินจำเป็น”


เฉินจี้รีบอธิบาย  “ก็มีคนยกเคล็ดวิชาฝึกตนให้โดยไม่คิดเงิน  ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว”


ซวนหยวนถาม  “เรียนวิถีกระบี่ของคนอื่นแล้ว  ยังมาถามข้าทำไม”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “ท่านน่าจะเก่งกาจที่สุดในวิถีกระบี่ของโลกนี้  หากมีปัญหาเกี่ยวกับวิถีกระบี่  ข้าย่อมต้องมาถามท่าน”


ซวนหยวนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่  “เจ้าพูดคำพรรค์นี้ออกมาโดยไม่กระดากปากเลยหรือ”


เฉินจี้ตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ  “ข้าพูดไปตามจริง”


ซวนหยวนเงียบอยู่สองสามอึดใจ  “เมื่อครู่เจ้าจะถามอะไร”


เฉินจี้กล่าวว่า  “เหตุใดปราณกระบี่อื่นจึงถูกเมล็ดกระบี่ฟันขาดได้”


ซวนหยวนหัวเราะเย็น  “กระบี่คือเจ้าอาวุธ  อยู่เหนือศาสตราทั้งปวง  เจ้าเคยเห็นแผ่นดินใดมีกษัตริย์สองพระองค์หรือไม่  เมื่อสองกษัตริย์มาพบกัน  ย่อมต้องมีผู้ชนะผู้แพ้  ผู้แกร่งอยู่ต่อ  ผู้อ่อนแอมลายหาย  ก่อนหน้านี้เจ้าเคยถามใช่หรือไม่ว่า  เมล็ดกระบี่อสัณฐานแตกง่าย  จะทำอย่างไรให้เมล็ดกระบี่มีรูปร่าง”


“ใช่”  ก่อนหน้านี้เฉินจี้อยากถามเรื่องนี้  ถึงได้โดนยักษ์ถือง้าวกับเฟิ่งหวยซ้อมจนน่วม  แต่จนถึงตอนนี้  ซวนหยวนก็ยังไม่ตอบคำถามนี้เลย


ซวนหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  “ชิงกระบี่”


“ชิงกระบี่?”


ซวนหยวนกล่าวว่า  “เคล็ดวิชาเมล็ดกระบี่  แต่ไรมาก็ต้องเหยียบย่ำวิถีกระบี่อื่นเพื่อขึ้นครองบัลลังก์  หากต้องการให้เมล็ดกระบี่มีรูปร่าง  จำต้องชิงกระบี่ของผู้อื่นครั้งแล้วครั้งเล่า  เพื่อหล่อเลี้ยงกระบี่ของตน”


“เป็นอย่างไรบ้าง”


“เจ้าลองชิงสักครั้งก็จะรู้เอง”


เฉินจี้ได้ฟังคำนี้แล้ว  ความคิดที่จะฝึกวิชาปิดเมฆก็ดับวูบลงทันที  เมล็ดกระบี่กับปิดเมฆย่อมไม่อาจดำรงอยู่ร่วมกันได้แน่


แต่จะดีจะร้าย  ปิดเมฆก็เป็นเคล็ดวิชาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  หากปล่อยให้สูญเปล่าในมือตน  ก็น่าเสียดายไม่น้อยเหมือนกัน


ขณะนั้น  ซวนหยวนเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน  “หนทางแห่งการฝึกตนต้องอาศัยจิตใจมุ่งมั่นไม่วอกแวก  หาญกล้าไม่ย่อท้อ  มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้เรื่องพิลึกพิลั่น  เฟิ่งหวย  ฟันเขา  สั่งสอนจนกว่าจะจำขึ้นใจ”


“ช้าก่อน”  เฉินจี้ทั้งขำทั้งอึดอัด  ยกมือห้ามเฟิ่งหวยที่กำลังเดินเข้ามา  “อย่าเพิ่งรีบฆ่าฟันกันเลย  ข้ายังมีข้อสงสัยอีกเยอะ...จริงสิ  ท่านไม่เคยได้ยินเรื่องสี่สิบเก้าชั้นฟ้าจริงหรือ”


ซวนหยวนทำหน้านิ่งเรียบ  “ข้าจะหลอกเจ้าทำไม”


เฉินจี้พูดด้วยความฉงน  “แต่ข้ารู้แน่ว่า  สี่สิบเก้าชั้นฟ้ามีอยู่จริง  พวกเขาบอกว่าที่นั่นเป็นแหล่งพำนักของทวยเทพ  ยังมีผู้ที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ด้วย...ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไร”


ซวนหยวนเริ่มสนใจ  “แหล่งพำนักของทวยเทพ?  มีใครบ้างล่ะ”


เฉินจี้พยายามนึกถึงเหล่าเทพที่เคยได้ยินมาจากโอรสอ๋อง  “ยี่สิบแปดนักษัตร  เหวินชางตี้จวิน  อู๋โต่วซิงจวิน  หนานโต่วหลิวซิงจวิน  พระทีปังกรพุทธเจ้า...”


ซวนหยวนชะงักงัน  “พวกนี้มันใครกัน”


เฉินจี้ก็ชะงักเช่นกัน  “ท่านไม่รู้จักสักองค์เลยหรือ”


ซวนหยวนขมวดคิ้ว  “ไม่รู้”


เฉินจี้ถามต่อ  “แล้วภูเขาไท่จี๋  ภูเขาอู๋จี๋  ภูเขาอวี้จิง  เขาพระสุเมรุ  กุสินารา  ท่านเคยได้ยินบ้างหรือไม่”


ซวนหยวนส่ายหน้า  “ไม่เคยได้ยินเลย”


“ในโลกที่ท่านเคยอาศัยอยู่  มีสถานที่ใดบ้าง”


“แดนคราม  วังวนหวนคืน  ภูเขาฉีอู๋  เขาวั่งชิว  อู่ยวน  หอกวาง  เขาคุนหลุน...”


เฉินจี้งุนงงไปหมดแล้ว  สี่สิบเก้าชั้นฟ้าเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่  แม้แต่ตัวตนอันยิ่งใหญ่ระดับซวนหยวนยังไม่เคยได้ยิน


ต้องไม่ลืมว่า  ซวนหยวนคือตัวตนจากยุคโบราณเมื่อหนึ่งหมื่นหกพันปีก่อน  ระดับการฝึกตนของเขาถึงจะไม่สูงเท่าเหล่าทวยเทพบนสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  แต่ก็ไม่น่าจะต่ำกว่ามากนัก


สถานที่ที่แม้แต่บุคคลระดับนี้ยังไม่เคยได้ยิน  มันมีอยู่จริงหรือ


เฉินจี้เหม่อมองไปยังแดนฝันขุนเขาขจีที่อยู่ไกลออกไป...


ช้าก่อน


หรือว่าสี่สิบเก้าชั้นฟ้าจะปรากฏขึ้นหลังจากที่ซวนหยวนถูกผนึกในโลกนี้แล้ว?  ซวนหยวนถึงได้ไม่เคยได้ยินชื่อเหล่านั้น


ชั่วขณะหนึ่ง  เฉินจี้ถึงกับรู้สึกว่า  การกำเนิดของสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  อาจเกี่ยวข้องกับการที่ซวนหยวนถูกผนึก


เขาเงยหน้ามองซวนหยวน  “ปีนั้นท่านถูกขังไว้ที่นี่ได้อย่างไร”


ซวนหยวนมองลงมายังเขา  แววตาลึกล้ำ  “เฟิ่งหวย  ฟันเขา”


คราวนี้เฟิ่งหวยไม่ลังเลอีกต่อไป  แกว่งดาบด้ามยาวฟันลงมา


“ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด  จะมาฟันข้าทำไม!”  เฉินจี้ชูดาบวาฬขึ้นรับ  ประกายไฟกระเด็นซ่านราวดอกไม้ไฟยามจื่อ  พุ่งพราวงดงามจับตา


เฟิ่งหวยใช้ดาบหนักหน่วงยิ่ง  ทว่าแม้จะโจมตีเปิดกว้างนับร้อยกระบวนท่า  ก็ยังหาช่องโหว่ของเฉินจี้ไม่พบ  เฉินจี้เพื่อให้ตายน้อยครั้งลง  จึงฝึกวิชาต้านรับจนถึงขีดสุดแล้ว


ซวนหยวนเห็นดังนั้นจึงเย้ยหยันว่า  “รู้แต่รับอย่างเดียวหรือ  รู้แต่รับแล้วจะเอาดาบตัวเองคืนได้อย่างไร”


เฉินจี้ไม่ตอบ


กลับได้ยินซวนหยวนตะโกนเสียงดังก้อง  “เฟิ่งเลี่ย  เจ้าก็มาฟันเขาด้วย”


เฉินจี้ตกใจ  หันไปเห็นยักษ์ถือขวานตัวกำยำคนหนึ่ง  ก้าวออกจากแถวทหารเชิงเขา  เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ  “น้อมรับคำสั่ง”


พูดจบ  เฟิ่งเลี่ยก็ถือขวานใหญ่  ก้าวยาวๆ วิ่งขึ้นขุนเขาขจีมา  ยามกระหน่ำวิ่ง  แผ่นดินสั่นสะเทือนดุจเสียงกลอง


เฉินจี้ร้องเสียงร้อนรน  “สองต่อหนึ่งชนะแล้วไม่น่าภาคภูมิ  ข้าสงสัยว่าท่านจะถือโอกาสแก้แค้นส่วนตัว!”


ซวนหยวนหัวเราะเย็น  “คราวนี้อนุญาตให้เจ้าวิ่งหนีได้”


เฉินจี้หันตัววิ่งลงไปตามทางเขาอันขรุขระ  หลบเลี่ยงไม่ให้ถูกเฟิ่งหวยกับเฟิ่งเลี่ยล้อมฟันบนยอดเขา


ทว่าก่อนจะลงเขา  เด็กหนุ่มกลับหันขวับกลับมา  ดาบแกว่งตามตัว  บีบให้เฟิ่งหวยถอยร่น


ถือโอกาสช่องว่างนี้  เขามองไปยังซวนหยวนที่อยู่ไกล  ตะโกนถามเสียงดัง  “หากเตาไฟในตัวข้าลุกโชนครบถ้วน  ลุกจนเป็นสีขาว  จะเกิดอะไรขึ้น”


ซวนหยวนกำธงราชันแน่นทันที  แต่ไม่ยอมตอบ


เห็นเฟิ่งเลี่ยใกล้เข้ามาทุกขณะ  เฟิ่งหวยก็แกว่งดาบเข้าหาอีกครา  เฉินจี้ถามเสียงเร่งรัด  “สรุปว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”


ซวนหยวนตอบด้วยสีหน้าซับซ้อน  “อมตะไม่แตกดับ”


เฉินจี้ได้คำตอบแล้ว  ปัดดาบด้ามยาวของเฟิ่งหวยอีกครั้ง  แล้วหันหลังกลับ  วิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปตามทางเขาขรุขระ


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0289
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง