ตอนที่ 0135 โรงเตี๊ยม



หนักอึ้ง  หายใจถี่กระชั้น


บนเส้นทางภูเขาขรุขระ  เฉินจี้ฝ่าผ่านหญ้ารกและพุ่มไม้  เดินก้าวหนึ่งแล้วหันกลับมองถึงสามครา


เฟิ่งหวยที่แต่เดิมตามติดอยู่ข้างหลังหายตัวไปแล้ว  แม้กระทั่งเฟิ่งเลี่ยกับขวานยักษ์ด้ามนั้น  ก็สาบสูญไร้ร่องรอย


เขากำ ‘วาฬ’ ในมือแน่น  ทันใดนั้นก็ละทิ้งเส้นทางภูเขา  มุ่งตรงเข้าป่าทันที  ซ่อนร่างกายไว้ใต้เงาทึบของยอดไม้หนาแน่น


ทว่าขณะที่เฉินจี้หันกลับมามองอีกครั้ง  ยอดไม้เบื้องหน้าพลันปะทุแสงดาบ  ดุจผ้าไหมที่ดึงออกมาจากทางช้างเผือก  ฟาดฟันลงมาเหนือศีรษะ


เสียงลมกรีดกรายพร้อมเสียงหวีดแหลมโหยหวน


เฉินจี้ยกดาบขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ  แต่ดาบเพิ่งยกได้ครึ่งทาง  ปลายดาบของเฟิ่งหวยก็หยุดนิ่งอยู่ตรงหว่างคิ้วของเขาแล้ว


ท่ามกลางความเงียบงัน  ปลายดาบไม่ได้แทงลงมา


เฉินจี้หายใจหอบหนัก  หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่


เขาไม่รู้ว่าเฟิ่งหวยซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่เมื่อไร  ไม่รู้ว่าเฟิ่งหวยล่วงรู้ได้อย่างไรว่าตนจะเลือกเส้นทางนี้  รู้สึกเพียงว่าตนเองเหมือนมือใหม่เริ่มหัดเล่นหมากรุก  ทุกก้าวทุกตาถูกคู่ต่อสู้อ่านออกอย่างปรุโปร่ง


เฟิ่งหวยทาใบหน้าด้วยน้ำหญ้า  มัดกิ่งไม้พันรอบตัว  ปลายดาบนิ่งสนิทไร้การสั่นไหวแม้แต่น้อย  “ก่อนหน้านี้นายท่านให้พวกเราประลองกันบนยอดเขา  ก็เพื่อปกป้องท่าน  ให้พวกเราวัดกันเพียงฝีมือ  แต่การเข่นฆ่าที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงฝีมือ”


เฉินจี้ครุ่นคิด  “การเข่นฆ่า?”


เฟิ่งหวยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม  “การเข่นฆ่าคืออะไร?”


ไม่รอให้เฉินจี้ตอบ  เขาก็กล่าวต่อ  “การเข่นฆ่าคือการล่วงรู้ความคิดของศัตรู  คาดการณ์ล่วงหน้าก่อนคู่ต่อสู้  ใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่ใช้ได้  ไม่ว่าจะเป็นภูเขา  แม่น้ำ  ต้นไม้  หรือจิตใจคน  เพื่อปลิดชีวิตอีกฝ่าย”


พูดจบ  เฟิ่งหวยก็เก็บดาบ  ค่อยๆ ถอยหลังเข้าไปในป่าลึก  ก่อนจะลับเข้าสู่เงามืด  แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบา  “อาจารย์  นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านสอนพวกข้าในอดีต  บัดนี้ถึงคราวข้าสอนท่านบ้างแล้ว”


ถึงตอนนี้เฉินจี้จึงเข้าใจว่า  ความแข็งแกร่งของเฟิ่งหวยไม่ได้อยู่แค่วิชาดาบ  และการเข่นฆ่าที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น


ตั้งแต่เที่ยงจนถึงยามเย็น  เฉินจี้ถูกเฟิ่งหวยลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่าบนขุนเขาขจีแห่งนี้  อีกฝ่ายดุจภูตผีร้าย  ทุ่มสุดกำลังแสดงวิชาความรู้ทั้งชีวิตออกมาอย่างหมดจด


เขาเดินในป่าก็ถูกฆ่า  เดินริมแม่น้ำก็ถูกฆ่า  เดินในที่โล่งก็ยังถูกเฟิ่งหวยและเฟิ่งเลี่ยล้อมสังหาร


บางครั้งเฟิ่งหวยก็เกาะติดต้นไม้ราวกับเปลือกไม้  บางครั้งก็ลอยน้ำดุจท่อนไม้ในแม่น้ำ  แสดงบทบาทอะไรก็เหมือนสิ่งนั้นจริงๆ  เปลี่ยนขุนเขาขจีให้กลายเป็นภูเขาผีสิงขนาดมหึมา  น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด


เพียงแต่ครั้งนี้  เฟิ่งหวยไม่ลงมือสังหารอีก  หากแต่หยุดมือในวินาทีสุดท้ายครั้งแล้วครั้งเล่า  ปล่อยให้เฉินจี้มีเวลาคิด  หวนระลึกถึงรายละเอียดทั้งหมด


ชั่วขณะหนึ่ง  เฉินจี้เดินอยู่ในที่โล่ง  หันกลับมองไปยังยอดเขา


ซวนหยวนยืนเท้าธงราชัน  เฝ้ามองเขาจากตำแหน่งสูงสุดอย่างเงียบงัน  สีหน้าไม่รู้ว่าเป็นการเยาะเย้ยหรือสงสาร


......


......


“เฉินจี้  ตื่นได้แล้ว  เฉินจี้!”


มีคนตบไหล่เฉินจี้ปุบ  เขาก็ลุกยืนพรวดพราดทันที  ฟันดาบ ‘วาฬ’ ในมือไปทางซ้ายตามสัญชาตญาณ!


ในชั่วพริบตานั้น  ขณะที่เขาแกว่งดาบยกมือขึ้น  สติยังอยู่ในเงาป่าทึบของขุนเขาขจี  แต่พอแขนตกลงมา  กลับอยู่ในแสงอาทิตย์อัสดงของเมืองอีชวนแล้ว  มือเปล่าเปลือยไร้สิ่งใดถือ


เฉินจี้ก้มมองรอบตัวอย่างลังเล  อาจารย์หวัง  ไป๋หลี่  โอรสอ๋อง  เฉินเวิ่นจง  ทุกคนบนเกวียนนั่งจ้องเขาตาค้าง  มือของไป๋หลี่ที่ตบไหล่เขายังค้างอยู่กลางอากาศ


เกวียนวัวหยุดแล้ว  ข้างกายคือโรงเตี๊ยม  ‘สี่อิ๋ง’ (ยินดีต้อนรับ)  ประตูไม้สองชั้นเก่าคร่ำคร่า  ดูท่าจะมีอายุพอสมควร


หวังต้าวเซิ่งพินิจพิจารณาเฉินจี้ครู่หนึ่ง  เอ่ยถามเสียงเรียบ  “ฝันร้ายหรือ?”


เฉินจี้รีบตามน้ำ  “ขอรับอาจารย์  ข้าเพิ่งฝันร้าย”


หวังต้าวเซิ่งยิ้มน้อยๆ  “คงเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ  เดี๋ยวพักที่โรงเตี๊ยมนี้  ทุกคนพักผ่อนกันเร็วหน่อย”


ขณะนั้น  ลูกจ้างในร้านหลายคนออกมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม  “ท่านแขกผู้มีเกียรติ  เชิญข้างในขอรับ”


จางเซี่ยถาม  “มีน้ำร้อนไหม?”


ลูกจ้างรีบตอบ  “มีขอรับ  ต้มอยู่หลังบ้าน  แต่น้ำร้อนหนึ่งหม้อสองเหรียญเงินขอรับ”


จางเซี่ยไม่สนใจ  “มีถั่วสำหรับเลี้ยงม้าไหม?”


ลูกจ้างยิ้มกล่าว  “มีขอรับ  ม้าศึกของคุณลูกค้าองอาจสง่างาม  ต้องกินถั่วชั้นดีที่สุดถึงจะเหมาะสมขอรับ!”


จางเซี่ยโยนแส้ม้าให้ลูกจ้างพลางพูดยิ้มๆ  “ปากหวานดี!”


ลูกจ้างรีบคว้าแส้ม้าอย่างลุกลี้ลุกลน  โค้งคำนับพลางนำทางพวกเขาเข้าประตู


ก่อนเข้าประตู  เฉินจี้สำรวจสภาพแวดล้อมภายในตามสัญชาตญาณ  กวาดตามองทุกซอกทุกมุม  กลัวว่าเฟิ่งหวยจะโผล่ออกมาจากที่ใดสักแห่ง


ไป๋หลี่ถามอย่างสงสัย  “เฉินจี้  เจ้ามองซ้ายมองขวาอะไรอยู่?”


เฉินจี้สะดุ้งกลับมา  แอบขำตัวเองที่ถูกเฟิ่งหวยลอบสังหารจนหลอน


ชั้น 1 ของโรงเตี๊ยมตั้งโต๊ะแปดเซียนไว้หลายตัวอย่างไม่เป็นระเบียบ  แขกหลายโต๊ะกำลังรับประทานอาหาร  ชั้น 2 จึงจะเป็นห้องพัก


ไม่รู้ว่าเพราะประสาทเฉินจี้ตึงเครียดเกินไปหรือไม่  พอเขาก้าวข้ามธรณีประตูโรงเตี๊ยม  ก็รู้สึกว่าแขกที่กินข้าวทุกคนเหลือบมองมาทางเขาทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ


เฉินจี้ขยี้หว่างคิ้ว  นี่เราระแวงเกินไปจนเข้าใจผิดหรือ?


เขาขยี้หว่างคิ้วไปพลาง  ก้มหน้าใช้หางตาสำรวจแขกทุกคน


ไม่ใช่  ไม่ใช่ความเข้าใจผิด!


คนพวกนี้มีเหล้าอยู่บนโต๊ะ  แต่ไม่มีใครดื่มแม้แต่อึกเดียว  สายตาแจ่มชัด  สีหน้าปกติ


สำคัญที่สุดคือ  แขกพวกนี้ทุกคนซ่อนดาบสั้นในแขนเสื้อ  คนอื่นอาจมองไม่ออก  แต่เฉินจี้เห็น


เขาก้าวเข้าไปข้างหน้า  ดึงแขนหวังต้าวเซิ่งแผ่วเบา  “อาจารย์  โรงเตี๊ยมนี้ค่อนข้างสกปรก  พวกเราเปลี่ยนไปที่อื่นเถอะ”


หวังต้าวเซิ่งชะงัก  “อ้อ?”


ผู้ดูแลหลังโต๊ะบัญชีรีบเดินออกมายิ้มประจบ  “คุณลูกค้าท่านนี้พูดเล่นแล้ว  ในรัศมีสิบลี้แถบนี้  โรงเตี๊ยมสี่อิ๋งเราดีที่สุดอย่างแน่นอน  พ่อค้าใหญ่จากทิศเหนือทิศใต้มาถึงเมืองอีชวน  ล้วนพักแต่ที่นี่ขอรับ”


เฉินเวิ่นเสี้ยวหันมองเฉินจี้  ประชดเหยียดหยาม  “ไม่มีชะตาคุณชายสูงศักดิ์  แต่เป็นโรคคุณชายสูงศักดิ์  โรงเตี๊ยมนี้ดีมากแล้ว  พวกเรายังไม่รังเกียจ  เจ้ากลับรังเกียจขึ้นมาเสียเอง?”


เฉินจี้ไม่มองเขา  หากแต่มองหวังต้าวเซิ่ง  “อาจารย์?”


หวังต้าวเซิ่งจ้องเขานิ่งนาน  ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว  “งั้นก็ไปดูที่อื่น”


พูดจบ  เขาหันกลับเดินออกประตู  ไม่ลังเลแม้แต่น้อย


แต่พวกเขาเดินไปตามถนนยาวถึงสองลี้  จนดวงอาทิตย์ตกดิน  ก็พบโรงเตี๊ยมเพียงสามแห่ง


และไม่มีข้อยกเว้น  โรงเตี๊ยมทั้งสามแห่งเต็มหมดทุกแห่ง  แม้แต่คอกม้ายังมีคนพักอาศัย  ส่วนใหญ่ล้วนจะไปชมชุมนุมบัณฑิตที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน


เฉินเวิ่นเสี้ยวบ่นอุบอิบ  “รีบกลับไปโรงเตี๊ยมสี่อิ๋งเถอะ  ไม่งั้นแม้แต่ที่นั่นก็จะไม่เหลือห้องพักแล้ว!  เฉินจี้  เจ้าจะเป็นโรคก็เป็นคนเดียวไป  อย่าลากคนอื่นลงน้ำด้วย  ความลำบากแค่นี้ยังทนไม่ได้  ข้าว่าหมอหลวงเหยาตามใจเจ้าเกินไปแล้ว!”


ไป๋หลี่ขมวดคิ้ว  “ทำไมท่านพูดจาหยาบคายนัก  โรงเตี๊ยมเมื่อครู่มันสกปรกจริงๆ”


ขณะนั้นเอง  หวังต้าวเซิ่งพลันหันกลับมาถามเฉินจี้  “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้อยากเปลี่ยนโรงเตี๊ยมเพราะความสกปรกใช่หรือไม่  ลองบอกเหตุผลที่แท้จริงมาสิ”


เฉินจี้ลังเลอยู่ครู่  ในที่สุดก็เอ่ยความกังวลของตน  “เมื่อครู่ในโรงเตี๊ยม  แขกหลายคนพกดาบสั้นติดตัว  ท่าทางน่าสงสัย”


เฉินเวิ่นเสี้ยวพลันหัวเราะก้อง  “ข้าว่าเจ้าคงไม่เคยออกเดินทางไกลสินะ  พกดาบจะมีปัญหาอันใด?”


จิ้งอ๋องก็ยิ้มน้อยๆ  “ข้านึกว่าเรื่องอะไร...สมัยนี้ออกเดินทางไกล  พกพาดาบย่อมเป็นเรื่องปกติ  แม้จะไม่เจอโจรผู้ร้ายหรือมือปล้น  ก็ต้องระวังพวกอันธพาลท้องถิ่นรีดไถ”


พูดพลาง  จิ้งอ๋องก็ควักดาบสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ  เฉินเวิ่นจง  เฉินเวิ่นเสี้ยวก็หยิบดาบสั้นออกมาจากห่อผ้าของตน  แม้แต่จางเซี่ยก็ชักมีดสั้นออกจากในรองเท้าสูง


เฉินจี้  “...”


จิ้งอ๋องพกดาบนั้นเขาสังเกตเห็นแล้ว  แต่ไม่คิดว่าคนอื่นๆ ก็พกพาเช่นกัน


เฉินจี้นึกคำโต้แย้งไม่ออกชั่วขณะ  ได้แต่คารวะกล่าว  “ขออภัย  ข้าตื่นตูมเกินไป”


หวังต้าวเซิ่งส่ายหน้า  “ไม่เป็นไร  ออกนอกบ้านนอกเมือง  ระมัดระวังไว้ก็ไม่ผิด  คราวนี้ชุมนุมบัณฑิตที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุนดึงดูดคนต่างถิ่นมามากเกินไป  หากไม่พักที่โรงเตี๊ยมสี่อิ๋ง  คืนนี้พวกเราคงต้องนอนริมถนนจริงๆ”


เฉินจี้รับคำในลำคอ  “งั้นก็พักที่โรงเตี๊ยมสี่อิ๋ง”


ทุกคนกลับมาที่โรงเตี๊ยม  ผู้ดูแลยังคงต้อนรับด้วยรอยยิ้ม


เฉินจี้กวาดตามองรอบตัว  แขกที่กินอาหารอยู่เมื่อครู่  บัดนี้หายไปหมดแล้ว


เขาคารวะผู้ดูแลแล้วกล่าว  “เมื่อครู่ข้าล่วงเกินไปมาก  ขอผู้ดูแลอย่าได้ถือสา”


ผู้ดูแลยิ้มหน้าบาน  “พูดอะไรของท่าน  เปิดร้านทำมาค้าขายแล้วจะกลัวลูกค้าจับผิดได้อย่างไร  ท่านเข้าพักอย่างสบายใจเถิด  โรงเตี๊ยมสี่อิ๋งของพวกเราสะอาดยิ่ง”


หวังต้าวเซิ่งถาม  “ผู้ดูแล  ยังเหลือห้องพักกี่ห้อง?”


ผู้ดูแลชี้ไปที่ชั้น 2 แล้วกล่าว  “เหลือเพียงห้องพิเศษระดับเทียนกัน (สิบลำดับฟ้า) หนึ่งห้อง  กับห้องนอนรวมระดับหวงหนึ่งห้อง”


เฉินเวิ่นเสี้ยวเสียงสูงทันที  “ห้องนอนรวม?  พวกข้าเคยพักห้องนอนรวมเมื่อไร?!  ผู้ดูแล  ท่านดูพวกข้าเหมือนคนที่จะพักห้องนอนรวมหรือ?  ในหมู่พวกเรามี...”


เขากำลังจะพูดว่า  มีจิ้งอ๋องผู้สูงศักดิ์อยู่ด้วย  แต่ถูกเฉินเวิ่นจงขวางไว้ทันเวลา  แล้วถามอย่างสุภาพ  “ผู้ดูแล  ข้าจำได้ว่าตอนเข้ามาครั้งแรก  ท่านยังบอกว่ามีห้องพักอีกมากเลย”


ผู้ดูแลทำหน้าลำบากใจ  “หากท่านเข้าพักทันทีตอนนั้น  ยังมีห้องระดับเทียนกันถึงสามห้อง  แต่พอท่านออกไปแค่ครู่เดียว  ก็มีพ่อค้าเดินทางมาพักแล้ว”


เฉินเวิ่นเสี้ยวขมวดคิ้ว  “ข้าจะไปหาพวกเขา  ในเมื่อจะไปเมืองหลัวเพื่อทำการค้า  คงจะให้หน้าพวกเราบ้าง”


แต่หวังต้าวเซิ่งกลับยกมือห้ามไว้อย่างเรียบง่าย  “จากประหยัดไปสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย  จากฟุ่มเฟือยกลับมาประหยัดนั้นยาก  ห้องนอนรวมก็ห้องนอนรวมเถิด  มีที่นอนหลับก็พอ  ไป๋หลี่กับจางเซี่ยไปพักห้องระดับเทียนกัน  พวกเราไปห้องนอนรวม”


โรงเตี๊ยมสมัยนี้ล้วนเหมือนลานบ้านใหญ่  ตึกหน้าเป็นที่พักอาศัย  ลานหลังมีเสาผูกม้า  บ่อน้ำให้ม้าดื่ม  กองสินค้าของพ่อค้าเดินทางไม่รู้กี่รายซ้อนทับกันอยู่


ในโรงเตี๊ยมก็น้อยนักที่จะมีห้องเดี่ยว  ส่วนใหญ่เป็นห้องนอนรวมที่เตรียมไว้สำหรับพ่อค้าเดินทาง  ขบวนม้า  ห้องเดียวต้องพักสิบยี่สิบคน  โรงเตี๊ยมมักใช้  ‘เทียน  ตี้  ซวน  หวง’  มาตั้งชื่อห้องพัก  ห้องเทียนคือห้องดีที่สุด  ห้องหวงคือห้องนอนรวมที่วุ่นวายที่สุด


เฉินจี้มองไปทางผู้ดูแล  “ผู้ดูแล  จัดห้องระดับเทียนกันให้อีกห้องไม่ได้จริงๆ หรือ?”


ผู้ดูแลส่ายหน้า  “ท่านลูกค้า  จัดให้ไม่ได้จริงๆ ขอรับ”


เฉินจี้ใจหล่นวูบ


โรงเตี๊ยมทั่วทั้งเมืองอีชวนเต็มหมดแล้ว  มีเพียงโรงเตี๊ยมสี่อิ๋งที่ยังมีห้องว่าง  นี่แสดงว่ากำลังรอใครบางคนอยู่


งั้นหากพวกเขาเป็นแขกกลุ่มสุดท้าย  ก็หมายความว่าอีกฝ่ายกำลังรอพวกตนอยู่


แต่เหตุใดจิ้งอ๋องกับหวังต้าวเซิ่งถึงมองไม่ออก?


...


...


ผู้ดูแลนำทุกคนขึ้นบันได  มาถึงหน้าห้องนอนรวมระดับหวง  แล้วผลักประตูห้องอย่างเบามือ


ภายในห้องมืดสนิท  บนเตียงใหญ่ที่นอนได้ยี่สิบกว่าคน  มีแขกหลายคนห่มผ้านอนหลับไปแล้ว  เสียงกรนดังขึ้นๆ ลงๆ  กลิ่นเท้าอบอวลโชยมาเต็มจมูก


เฉินจี้กล่าวเสียงเบา  “ขออภัยอาจารย์  ข้าเสียเวลาจนทำให้ท่านต้องมาพักที่แบบนี้...”


ยังพูดไม่ทันจบ  กลับเห็นหวังต้าวเซิ่งกับจิ้งอ๋องเดินเข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


หวังต้าวเซิ่งยิ้มตอบ  “ตอนนำทัพอยู่นอกเมือง  ความปรารถนาสูงสุดก็คือมีที่นอนกับผ้าห่มก็พอแล้ว  กลิ่นตัวพวกทหารน่ะ  เหม็นกว่าที่นี่เป็นร้อยเท่า  ไม่เป็นไรหรอก”


จิ้งอ๋องก็หัวเราะฮ่าๆ  “ข้าก็เคยนำทัพมาแล้ว  ไม่แพ้อาจารย์หวังหรอก”


ยามดึกสงัด


เฉินจี้นอนบนเตียงรวมโดยไม่ถอดเสื้อผ้า  แม้แต่ผ้าห่มก็ไม่ได้คลุม  เขาหลับตาแต่ไม่ยอมหลับ  เอาแต่ฟังเสียงกรนที่ดังขึ้นๆ ลงๆ 


นอกหน้าต่างมีคนตีฆ้องยามเดินผ่าน  ร้องว่า  “อากาศแห้ง  ระวังไฟ”


ขณะนั้น  ในห้องมีเสียงผ้าขยับ  คล้ายกับมีคนกำลังลุกขึ้น


เฉินจี้แอบหรี่ตามอง  เห็นจิ้งอ๋องออกจากประตูไปอย่างเงียบเชียบ


นอกประตูมีคนกล่าวเสียงเบา  “เชิญทางนี้  ใต้เท้ารออยู่ที่ลานหลังแล้ว”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0291
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง