ตอนที่ 0144 พันธุ์มังกร



ในโรงหลอมเหล็กมืดสลัว  เตาหลอมค่อยๆ คลายความร้อนลง


ในความมืด  โอรสอ๋องกับจางเซี่ยนั่งเงียบหน้ากันและกัน  ไม่มีใครรู้ว่าตนจะมีชีวิตถึงพรุ่งนี้หรือไม่


จางเซี่ยไปหาผ้าสะอาดผืนหนึ่งมาซักให้ยิ่งสะอาด  มองไปยังโอรสอ๋อง  “ขอโอรสอ๋องหลีกหน่อย  ข้าจะเช็ดตัวให้ธิดาอ๋อง”


“ได้”  โอรสอ๋องที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น  ลุกขึ้นเดินไปยังที่มืด  หันหลังให้ไป๋หลี่กับจางเซี่ย


จางเซี่ยคุกเข่านั่งเช็ดตัวให้ไป๋หลี่  พลางถาม  “โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าเฉินจี้เป็นสิงกวน”


โอรสอ๋องตอบอย่างไม่ใส่ใจ  “ครั้งหนึ่งข้ากับไป๋หลี่ตกอยู่ในอันตราย  หากเขาไม่ช่วยไว้  ข้ากับไป๋หลี่คงไม่รอด”


จางเซี่ยก้มหน้าพูด  “ข้าเคยถามท่านลุง  เขาจะสอนเคล็ดวิชาสิงกวนให้ข้าได้ไหม  เขากลับบอกว่า  ข้าไม่มีพรสวรรค์เป็นสิงกวน  สิงกวนในโลกนี้หาได้ยากยิ่ง  น่าอิจฉาจริง”


โอรสอ๋องชะงักไป  “ลุง?”


เขารู้ตัวได้รวดเร็ว  ลุงที่จางเซี่ยพูดถึงคือรองหัวหน้าสำนักโหรหลวง  สวีซู่


โอรสอ๋องยิ้มพูดว่า  “ข้าก็เคยคิดแบบนั้น  แต่พ่อข้าบอกว่า  ตำแหน่งโอรสอ๋องกับเคล็ดวิชาสิงกวนขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ  ฝึกไม่ได้”


จางเซี่ยรู้สึกแปลก  “ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ?  หมายความว่าไง”


โอรสอ๋องตอบ  “พ่อข้าบอกแค่ว่า  ขุนนางตั้งแต่ขั้น 3 ขึ้นไป  ไม่มีทางฝึกเคล็ดวิชาสิงกวนสำเร็จ  ปลากับหมีไม่อาจได้ทั้งคู่  คนเราชีวิตหนึ่งเดินทางเดียวให้สำเร็จก็พอ  อย่าโลภมาก  ฉะนั้น  ตำแหน่งหัวหน้าสำนักโหรหลวงของราชสำนักเราจึงมีถึงแค่ขั้น 4”


“ท่านอ๋องรู้ได้อย่างไร  ลุงข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้”


“พ่อข้าบอกว่า  ตอนหนุ่มเขาก็อยากฝึกตน  จึงไปหาเคล็ดวิชาฝึกตนจากในวังมาฝึกอย่างลับๆ  ก็เข้าทางจริงๆ  แต่หลังได้รับสถาปนาเป็นอ๋อง  การฝึกตนทั้งหมดกลับสูญสลายไปในพริบตา”


จางเซี่ยถอนหายใจ  “น่าเสียดายจริง”


โอรสอ๋องหัวเราะฮ่าๆ  “พ่อข้าก็พูดอย่างนั้น  น่าเสียดายจริง  แต่ข้าตั้งใจว่าคราวนี้กลับไปจะเร่งให้พ่อข้ามีลูกชายอีกคน  ถึงตอนนั้น  ข้าก็ไม่ต้องเป็นโอรสอ๋อง  จะได้ไปเป็นสิงกวนกับเฉินจี้”


จางเซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ  “อันที่จริง  ตอนเด็กข้าเคยเห็นเฉินจี้ในงานฉลองวันเกิดครบหกสิบปีของเจ้าบ้านเฉิน  เขากับแม่นั่งอยู่ตรงมุม  แม่เขาสวยมาก  แม้นั่งตรงมุมก็ยังทำให้คนอดมองไม่ได้  ตอนนั้นเขาดูเซื่องซึมเชื่องช้า  ต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง  เวลาผ่านไปเร็วจริง  ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้”


“อ้อ?”  โอรสอ๋องสงสัย  “ข้าก็ไปงานนั้นเหมือนกัน  ทำไมจำท่านกับเฉินจี้ไม่ได้เลย”


จางเซี่ยหลับตาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ตอนนั้นโอรสอ๋องนั่งที่โต๊ะหลัก  ก่อนเปิดงานเลี้ยง  ตอนเจ้าบ้านเฉินลุกขึ้นกล่าวอวยพร  ท่านแอบหยิบถ้วยเหล้าของจิ้งอ๋องมาจิบหนึ่งอึก  แล้วถูกพิษเหล้าเล่นงานจนลืมตาไม่ขึ้น”


โอรสอ๋องตกใจ  อยากหันกลับไปมองจางเซี่ย  แต่นึกขึ้นได้ว่าตนหันไปไม่ได้  จึงรีบหันหน้ากลับ  “เดี๋ยว  ทำไมท่านจำได้ละเอียดขนาดนี้  หรือว่าท่านก็เหมือนใต้เท้าจาง  ที่จำอะไรได้แม่นยำ?”


จางเซี่ยรับคำเบาๆ


โอรสอ๋องตกใจสงสัย  “คนตระกูลจางทุกคนมีความสามารถนี้หรือ?”


“ไม่  มีแค่ข้ากับพ่อข้า”


ตอนนี้  จางเซี่ยจัดเสื้อผ้าให้ไป๋หลี่เรียบร้อยแล้ว  จึงลุกขึ้นมาเช็ดตัวตัวเอง


นางพูดต่อไป  “พ่อข้าแต่งกับแม่ข้าแบบเข้าเรือน  เคยถูกตระกูลสวีวางกฎไว้  ห้ามมีอนุ  ห้ามหย่าภรรยา  ห้าม...กฎเยอะแยะมากมาย  หลังข้าเกิด  ตอนข้าอายุขวบครึ่งก็ท่องคัมภีร์ได้คล่องแคล่ว  แม่ข้าก็อนุญาตให้พ่อข้ามีอนุได้ทันที  ไม่เพียงเท่านั้น  ตระกูลสวียังคิดทุกวิถีทาง  พยายามส่งผู้หญิงมาให้เขา”


โอรสอ๋องเข้าใจทันที  “เพื่อให้ใต้เท้าจางมีลูกอีกคนที่เหมือนท่าน...ผู้ชายหรือ?”


จางเซี่ยยิ้มพูด  “ใช่  แม่ข้ากับพ่อข้าตกลงกันไว้  หากมีลูกที่มีพรสวรรค์พิเศษอีก  ต้องยกให้ไปเป็นหลานชายของลุงทวดข้า  แซ่สวี”


โอรสอ๋องรู้ว่า  ลุงทวดที่จางเซี่ยพูดถึงคือหัวหน้าสำนักขุนนางคนปัจจุบัน  สวีก่ง


ลูกชายคนเดียวของเสนาบดีอาวุโสสวีคือสวีซู่  ฟื้นตัวจากความตายด้วยพิธีกรรมวัดหยวนเจ๋อ  บัดนี้มุ่งมั่นฝึกตน  ไม่เคยแต่งงาน  นั่งเฝ้าอยู่แต่ในสำนักโหรหลวง


การกระทำของเสนาบดีอาวุโสสวีครั้งนี้  คงอยากหาคนมาสืบทอดตระกูลสวี  ให้รุ่งเรืองต่อไปอีกร้อยปี


โอรสอ๋องรู้สึกประทับใจ  “ตระกูลใหญ่เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล  ช่างไม่ละความพยายามจริงๆ”


“เช็ดเสร็จแล้ว  โอรสอ๋องหันมาได้”  จางเซี่ยมัดผมของตนใหม่  หยิบแท่งเหล็กจากพื้นมาทำเป็นปิ่นปักผม  แทนที่ปิ่นหยกแดงอันโดดเด่นของตน


โอรสอ๋องกลับมานั่งขัดสมาธิข้างไป๋หลี่  จิตใจร้อนรน  “ทำไมเฉินจี้ยังไม่กลับมา  คงไม่เป็นอะไรหรอกนะ”


แต่ในขณะนั้นเอง  ไป๋หลี่ค่อยๆ ลืมตา  กล่าวเสียงอ่อนแรง  “พี่  เมื่อกี้พี่พูดว่าเฉินจี้เป็นอะไร?”


โอรสอ๋องดีใจ  “ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว  ไหนขอข้าลองคลำหน้าผาก...ยังร้อนอยู่เลย  ต้องรีบตรวจโรคกินยาแล้ว”


เขากำลังจะชักมือกลับจากหน้าผากไป๋หลี่  แต่ไป๋หลี่กลับจับข้อมือเขาไว้แน่น  “พี่  เฉินจี้อยู่ไหน  อย่าเปลี่ยนเรื่อง”


โอรสอ๋องยิ้มร่า  “เฉินจี้ออกไปหายาให้เจ้า  เดี๋ยวก็กลับมา”


ไป๋หลี่นอนบนพื้น  จ้องโอรสอ๋องตรงๆ  “พี่  ท่านโกหก!”


โอรสอ๋องร้อนใจ  ไป๋หลี่ไม่ฟื้นก่อนไม่ฟื้นหลัง  ดันมาฟื้นตอนนี้พอดี!


ยังไม่ทันคิดหาวิธีรับมือ  ก็ได้ยินเสียงคนขี่ม้าเร็วผ่านไปนอกโรงหลอมเหล็ก  ตะโกนเสียงดัง  “นายทหารมีคำสั่ง  ค่ายที่สองรวมพลทันที  ค้นทุกบ้านทุกมุม  อย่าปล่อยให้คนนอกรอดไปแม้แต่คนเดียว  คนนอกพวกนั้นยังอยู่ในเมืองทหาร!”


โอรสอ๋องกับจางเซี่ยมองหน้ากันอย่างตกใจ  ในดวงตาต่างฉายแววหวาดกลัว  “พวกเขารู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ในเมืองทหาร?”


โอรสอ๋องสงสัย  “เฉินจี้ขายพวกเราหรือ?  ไม่  เฉินจี้ไม่ใช่คนแบบนั้น”


ไป๋หลี่พูดอย่างหนักแน่น  “เฉินจี้ไม่มีทางขายพวกเรา!”


จางเซี่ยมองไป๋หลี่แวบหนึ่ง  วิเคราะห์อย่างสงบว่า  “หากเฉินจี้ขายเราจริง  ก็แค่บอกที่อยู่ของพวกเราให้พวกทหารนั่นรู้ก็พอ  ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายขนาดนี้”


โอรสอ๋องกล่าวว่า  “ก็จริงนะ  ข้ารู้อยู่แล้วว่าเฉินจี้ไว้ใจได้!”


ไป๋หลี่จ้องโอรสอ๋องไม่พูดอะไร


โอรสอ๋องยิ้มอย่างเก้อเขิน  “ข้าไม่ฉลาดเท่าจางเซี่ย  เมื่อครู่แค่พูดเออออตามนางไปเอง......”


เขาลุกขึ้นเดินเร็วไปสองสามก้าว  แนบข้างหน้าไปที่ประตูไม้ของโรงงานเพื่อแอบฟังความเคลื่อนไหวข้างนอก


ขณะนั้น  นอกประตูมีทหารม้าอีกนายควบผ่านไป  ตะโกนเสียงดัง  “อาจารย์เฝิงมีคำสั่ง  ให้กองใหญ่รวมพล  ขี่ม้าเข้าภูเขาทันที  ต้องสกัดคนนอกนั่นให้ได้ก่อนที่มันจะผ่านหุบเขามังกร!”


ไป๋หลี่ฝืนพยุงตัวลุกขึ้น  “เฉินจี้!”


จางเซี่ยพยักหน้า  “ต้องเป็นเฉินจี้แน่นอน  หุบเขามังกรอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ  พวกเราอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้  เฉินจี้ต้องจงใจเลือกทิศทาง  อยากช่วยล่อพวกนั้นไปทางอื่น”


โอรสอ๋องเกาหัว  “เจ้าคิดได้เร็วจริงๆ  เหมือนเฉินจี้เลย”


จางเซี่ยชำเลืองมองเขา  กล่าวอย่างสงบ  “เฉินจี้สั่งไว้ก่อนไปว่า  หากในเมืองเกิดเรื่องวุ่นวาย  พวกเราต้องพาธิดาอ๋องออกไปทันที  ถ้าจะไปก็ต้องไปเดี๋ยวนี้”


โอรสอ๋องตอบอย่างเด็ดขาด  “ไป!”


เขาก้มตัวอุ้มไป๋หลี่ขึ้นแบกบนหลังแล้วเดิน


ใต้ม่านราตรี  จางเซี่ยเดินนำหน้า  ผลักประตูโผล่หัวมองออกไปข้างนอก  พอแน่ใจว่าพวกทหารยังไม่ตรวจค้นมาถึงตรงนี้  ก็นำทางแอบเดินไปยังรั้วไม้


“ใครน่ะ!  หยุด!”


เสียงราวสายฟ้าฟาดดังจากด้านหลังพวกเขาทั้งสาม  โอรสอ๋องหันขวับกลับทันที  เห็นทหารสองนายถือดาบวิ่งมาจากระยะห่างหลายสิบก้าว  “เจอคนนอกแล้ว  อยู่ตรงนี้!”


โอรสอ๋องรู้สึกหัวใจตกไปถึงก้นหุบเขา


ทหารม้านายนั้นจงใจตะโกนเสียงดัง  เพื่อตีหญ้าให้งูตื่น  ที่จริงพวกทหารวางยามลับไว้บนถนนแล้ว  รอพวกเขามาติดกับ


เขารู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาทันที  แม้เฉินจี้จะสละชีพช่วยล่อพวกนั้นไป  พวกตนกลับยังหนีไม่พ้น


ตนเป็นโอรสอ๋อง  กลับปกป้องแม้เพียงสองคนก็ไม่ได้


“วิ่งเร็ว!”


โอรสอ๋องแบกไป๋หลี่  พร้อมกับจางเซี่ยวิ่งสุดฝีเท้าไปทางขอบรั้วไม้


เขายืนอยู่หน้ารั้ว  หันกลับมองพวกทหารที่กำลังจะไล่ทัน  พูดกับจางเซี่ยว่า  “เจ้าเหยียบข้าปีนข้ามไปก่อน  แล้วรับไป๋หลี่!”


ไป๋หลี่พูดอย่างอ่อนแรง  “พี่...ทิ้งข้าไว้ที่นี่เถอะ”


โอรสอ๋องโกรธ  “พูดบ้าอะไร?  ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่  ข้าจะไปแก้ตัวกับพ่อและเฉินจี้ยังไง?!”


ไป๋หลี่ดื้อดึง  “อย่าลังเล  ถ้าพาข้าไปด้วย  พวกท่านวิ่งไปไม่ไกลหรอก  เร็ว!”


แต่เสียงเพิ่งขาดคำ  จางเซี่ยที่อยู่ข้างทั้งสองก็ร้องอุทานทันที  “เจ๋าจ่าว?!”


โอรสอ๋องมองตามสายตาจางเซี่ย  เห็นม้าพันธุ์ดีสีแดงนามเจ๋าจ่าว  ยืนอยู่นอกรั้วไม่ไกล  สูงกว่าแปดฉื่อ  หายใจพ่นไอขาวราวลูกศรใต้แสงจันทร์ฤดูหนาว


เจ๋าจ่าวมีเงาดำวูบหนึ่งบนหัวแล้วหายไป  ตกลงในพุ่มหญ้าข้างๆ


พวกทหารใกล้จะมาถึงแล้ว


อึดใจถัดมา  เจ๋าจ่าวร้องเสียงดัง  ม้าศึกดุร้ายตนนี้พุ่งเข้ามา  กระโดดข้ามรั้วไม้สูงเกินความสูงคนได้


ม้าตัวใหญ่หมุนตัวคล่องแคล่วกลางอากาศ  ออกแรงถีบ  กีบหลังแข็งแรงทั้งสองข้างถีบใส่อกทหารสองนายพร้อมกัน


เสียงดังเปรี้ยง  พร้อมกับเสียงกระดูกแตกหัก  อกทหารสองนายยุบลง  กระเด็นไปกว่าสิบจั้ง!


โอรสอ๋องกับไป๋หลี่อ้าปากค้าง  อูหยุนที่หมอบอยู่นอกรั้วถึงกับนับถือ!


ดุดันจริงๆ!


โอรสอ๋องตกใจ  “เจ๋าจ่าวของเจ้านี่...”


เจ๋าจ่าวหยุดอยู่ข้างจางเซี่ยอย่างเชื่อฟัง  ก้มหัวไปถูผมจางเซี่ย


จางเซี่ยยิ้มแนบหน้าไปกับมัน  “นี่ม้าที่ลุงให้  เขาบอกว่าเจ๋าจ่าวเป็นพันธุ์มังกร”


พันธุ์มังกร?


แม้เป็นโอรสอ๋องของอ๋องผู้มีอำนาจเต็ม  ก็ไม่เคยได้ยินคำแบบนี้!


พูดจบ  นางกระโดดขึ้นม้า  ยื่นมือไปหาไป๋หลี่  “ธิดาอ๋องขึ้นม้า  โอรสอ๋องนั่งข้างหน้าสุด  เจ๋าจ่าวแบกพวกเราสามคนไหว!”


จากไกลๆ มีเสียงฝีเท้าหนาแน่นและเสียงโห่ฆ่าดังระงม  โอรสอ๋องกับไป๋หลี่ไม่ลังเลอีก  ขึ้นม้าทันที  เจ๋าจ่าวก็ยกขาเดินทันที


โอรสอ๋องมองไปข้างหน้า  “พวกเราถูกรั้วไม้ขวางอยู่  จะทำยังไงกันดี  เจ๋าจ่าวแบกคนสามคน  คงกระโดดข้ามไม่ได้...กระมัง?”


เสียงดังโครม  เจ๋าจ่าวไม่คิดจะกระโดดเลย  เพียงก้มหัวพุ่งชนรั้วไม้แตกกระจายโดยไม่ลดความเร็ว


“ตอนนี้พวกเราจะไปไหน?”  จางเซี่ยดึงบังเหียนถาม


โอรสอ๋องถาม  “เจ๋าจ่าวแบกสี่คนไหวมั้ย?”


จางเซี่ยคิดอยู่ครู่  “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...เจ๋าจ่าว  เจ้าแบกสี่คนได้มั้ย?  ได้ก็ร้องสิ”


เจ๋าจ่าวร้องตอบ


โอรสอ๋องนิ่งชั่วครู่  “งั้นพวกเราไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ  ไปรับเฉินจี้!”


จางเซี่ยขมวดคิ้ว  “ถ้ารับไม่ทันล่ะ?”


โอรสอ๋องหายใจเข้าลึก  “อย่างน้อยก็ไม่เสียใจ!”


จางเซี่ย  “งั้นไปเลย!”


ไป๋หลี่  “ไป!”


ใต้แสงจันทร์  ไร้เมฆ  แจ่มกระจ่าง  ม้าศึกดุร้ายเลี้ยวเปลี่ยนทิศ  ไม่ได้เอาของนอกกายอะไรไปด้วย  แต่ไม่อยากทิ้งใครไว้


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0327
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง