ตอนที่ 0145 ตามหาวาฬ
แฮ่ก
พวกทหารที่ไล่ตามเฉินจี้ ถูกเขาทิ้งไว้ข้างหลังไกลโข ท่ามกลางท้องฟ้าและแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ราวกับเหลือเพียงเสียงหายใจของเขาผู้เดียว
ลมภูเขาพัดผ่านฉับพลัน ใบไม้ใบสุดท้ายบนกิ่งแห้งในป่า ทยอยร่วงหล่นทีละใบ
เฉินจี้วิ่งไปพลางอดเหลียวมองไม่ได้ เขาเห็นใบไม้แห้งสีเทาปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าพุ่งเข้ามาหา แล้วก็ถูกลมพัดพาให้เฉียดผ่านตัวเขาไป ดุจฝนราตรีในยุทธภพ ดุจคนบางคนเรื่องบางเรื่อง
เขาอดยื่นมือไปคว้าใบไม้แห้งใบหนึ่งไม่ได้ แต่หางตาก็เห็นลูกธนูหน้าไม้สีดำแหลมคม พุ่งมาจากด้านหลัง ทวนลมตรงมา เป่าใบไม้แตกกระจายใบแล้วใบเล่า แหวกอากาศมาถึงตรงหน้าเฉินจี้
เศษใบไม้แตกกระจายปลิวว่อน
เฉินจี้เอียงศีรษะเล็กน้อย ปล่อยให้ลูกธนูหน้าไม้นั้น ปักเข้าลำต้นไม้ข้างหน้า ส่งเสียงดังปึก ขนหางสั่นสะเทือนไม่หยุด
เขาหันกลับไปมอง เห็นห่างออกไปสิบกว่าจั้ง มีคนชุดดำถือหน้าไม้แบบยิงต่อเนื่อง วิ่งตามมาด้วยท่าทีเคร่งขรึม ความเร็วสูงยิ่ง
บนหน้าผากคนชุดดำ ใครบางคนใช้ชาดเขียนอักษรว่า ‘มนตร์ควบคุม’ สองตัว ดวงตาที่เบิกอยู่ของคนชุดดำแดงฉานดุจเลือด
รูปดุจคน จิตดุจผี
เฉินจี้นึกถึงยันต์กระดาษเหลืองที่ชาวประมงวาดไว้บนเรือหลังคาดำ มันช่างละม้ายคล้ายอักษร ‘มนตร์ควบคุม’ ตอนนี้เหลือเกิน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะวาดยันต์บนตัวคนได้ด้วย
คนชุดดำเห็นเฉินจี้หลบลูกศรลอบโจมตีของตนได้ ก็รีบหยิบลูกธนูทรงประหลาดเจาะรูออกจากถุงเอว คิดจะเปลี่ยนใส่กลไกหน้าไม้ต่อเนื่อง
ลูกธนูลมหวีด!
ลูกธนูลมหวีดเมื่อถูกยิงออกไป จะส่งเสียงหวีดแหลมเรียกคนอื่นมา คนชุดดำนี้ต้องมีพรรคพวกอยู่ใกล้ๆ แน่!
เฉินจี้ที่อยู่เชิงเขาไม่ถอยหนี กลับเดินหน้า ลากดาบยาวปรี่ขึ้นเนิน คนชุดดำก็ไม่หลบไม่หลีก เดินหน้าเข้าหาเช่นกัน
ทั้งสองเข้าใกล้กันทุกที ดุจสัตว์ป่าสองตัววิ่งประสานงากัน ทุกย่างก้าวทำเอาใบไม้ที่ทับถมบนพื้นปลิวว่อน
คนชุดดำเปลี่ยนลูกธนูลมหวีดไม่ทัน จึงคาบลูกธนูลมหวีดไว้ในปาก แล้วชูหน้าไม้แบบยิงต่อเนื่อง เล็งใส่เฉินจี้แล้วเหนี่ยวไก สายธนูสั่นสะเทือน ลูกศรพุ่งออกมาดุจสายฟ้า
ดาบยาวที่เฉินจี้ลากอยู่พลันเงื้อขึ้น
กระแสเวลาดูเหมือนช้าลง
คมดาบแหลมๆ ฟันใส่กึ่งกลางลูกศรพอดี คมดาบกับหัวศรเหล็กเสียดสีกันเกิดประกายไฟโชติช่วง แล้วผ่าไปตามเนื้อไม้ของด้ามศร ผ่าลูกศรออกเป็นสองซีก!
คนชุดดำสีหน้าไม่เปลี่ยน เดินหน้าไปพลางเหนี่ยวไกไม่หยุด หวังยิงศรทั้งห้าดอกในกลไกให้หมดในลมหายใจเดียว!
แคร้ง!
แคร้ง!
แคร้ง!
ดาบยาวในมือเฉินจี้ปะทะกับลูกศรดอกแล้วดอกเล่ากลางอากาศ กลายเป็นประกายดาวโชติช่วงทีละกลุ่ม
ขณะที่คนชุดดำเหนี่ยวไกครั้งที่ห้า กลไกที่ขึ้นสายธนูติดขัดโดยไม่คาดคิด เขาก้มหน้าตรวจหน้าไม้ พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเฉินจี้พุ่งทะลุใบไม้แห้งที่กระจายในอากาศ ลากดาบมาถึงตรงหน้าแล้ว!
เส้นผมของเด็กหนุ่มปลิวไหวตามลมภูเขา ชายเสื้อสะบัดพลิ้วขึ้นลง
จ้องมองไกลหมื่นลี้ เจตนาฆ่าแน่วแน่!
ตาย!
เฉินจี้เงื้อดาบเฉียงขึ้น เมื่อคมดาบถึงระดับเอว ก็เปลี่ยนจากเงื้อดาบมือเดียวเป็นสองมือ คนชุดดำทิ้งหน้าไม้ต่อเนื่อง ชักดาบเอวฟันลง แต่ดาบของเขาเพิ่งกระทบดาบเฉินจี้ก็ขาดสะบั้นทันที
ดาบนี้ผ่าจากท้องน้อยซ้ายของคนชุดดำ แฉลบออกที่หน้าอกขวา เลือดสดถูกคมดาบพาออกมา สาดกระเด็นบนลำต้นไม้ข้างๆ
ร่างคนชุดดำชะงักงัน ลูกธนูลมหวีดที่คาบในปากหล่นลง
เขาก้มมองบาดแผลอย่างงุนงง “วิชาดาบเยี่ยม ดีกว่าของข้า...”
เฉินจี้หอบหายใจรุนแรงพลางถอยหลัง คิดจะถอนตัวจากสนามรบทันที
คนชุดดำค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้น หน้าซีดเงยมองเฉินจี้ “เจ้าอยากช่วยโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องล่อให้ทหารตามมาสินะ? แต่อาจารย์เฝิงฉลาดกว่าเจ้า ท่านส่งคนไปค้นหาในเมืองทหารแล้ว”
รูม่านตาเฉินจี้หดเล็กลง ฝีเท้าที่กำลังถอยหลังค่อยๆ ชะลอตัว
โกหก?
ไม่ใช่ อีกฝ่ายไม่มีเหตุผลจะโกหก มุสาไปก็ไม่มีชีวิตกลับไปรายงานอยู่ดี อีกฝ่ายหวังใช้ชีวิตโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องตรึงเราไว้ จะหนีก็ตะขิดตะขวงใจ สุดท้ายต้องกลับไปเมืองทหารเพื่อช่วยคน
คนชุดดำคุกเข่าบนพื้น ไอเลือดพลางหัวเราะพูด “คำพูดของอาจารย์เฝิง ข้านำมาแจ้งแล้ว จะตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องของเจ้า”
พูดจบ คนชุดดำก็ล้มฟุบลงดังตึง
ทันทีที่คนชุดดำล้มลง จากหลังต้นไม้ห่างออกไปสิบกว่าก้าวมีลูกธนูหน้าไม้พุ่งออกมา เฉินจี้ฟันดาบป้องกันตามสัญชาตญาณ เสียงดังแหง็ง คราวนี้ลูกธนูหน้าไม้ไม่ขาดเป็นสองซีก กลับเป็นดาบยาวในมือเขาที่หักผึง
ลูกธนูหน้าไม้เบี่ยงทาง ผ่านข้างเอวเฉินจี้ ทิ้งรอยเลือดไว้
เฉินจี้ถือดาบหักถอยหลังลงเขา หลังจากหายใจไม่กี่ครั้ง ก็หันตัววิ่งหนีอย่างไม่คิด
......
......
ระหว่างลงเขา เฉินจี้มองดาบหักในมือ เห็นใบดาบเหลือแค่เหนือคันดาบขึ้นไปสามชุ่น ยังไม่เท่ามีดสั้น
ดาบที่แย่งมาจากมือทหารเล่มนี้ ทำขึ้นอย่างหยาบ ใช้งานหนักไม่ไหว
กลับเมืองทหารไหม? กลับไม่ได้
นี่คือข้อสรุปที่มีเหตุผลที่สุดของเฉินจี้
อาจารย์เฝิงผู้นั้น ลึกลับเกินคาด หากเรากลับไป คงต้องตายแน่นอน…
อีกอย่าง ที่เราควรทำก็ทำหมดแล้ว หากโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องยังหนีไม่พ้น ที่เราทำได้ก็แค่แก้แค้นให้พวกเขาภายหลัง ไม่ใช่กลับไปตาย
กลับไปตอนนี้ ไร้ความหมาย
“ใช่ ไร้ความหมาย คงไม่มีคนสติดีคนไหนกลับไป” เฉินจี้พูดกับตัวเอง ราวกับกำลังยืนยันบางสิ่ง
เขาวิ่งหนีลงเขาอย่างบ้าคลั่ง ก้าวเดียวหลายเมตร ทิ้งพวกคนชุดดำที่ไล่ตามมาไว้ข้างหลังไกลโข
แต่ว่า เฉินจี้พลันหยุดยืนนิ่ง แรงเฉื่อยทำให้เขาลื่นไถลบนเนินเขาไปหลายจั้ง กวาดใบไม้ที่ทับถมปลิวว่อนเต็มฟ้ากว่าจะหยุด
เขายืนอยู่ที่เดิม เงยหน้ามองท้องฟ้าคืนจันทร์ สีหน้าสว่างมัวไม่แน่นอน
ลมภูเขาพัดกรูดุจคลื่นเชี่ยวกราก พัดเส้นผมและชายเสื้อของเขาปลิวไปข้างหลัง ส่งเสียงพึ่บพั่บ
ชั่วพริบตาต่อมา เฉินจี้ยืนอยู่ตรงเชิงเขา มองสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ ในใจเร่งคิดคำนวณถึงสิ่งที่เขาต้องทำ
เฉินจี้ค่อยๆ หลับตาลง ดับเปลวไฟในร่างกาย ปล่อยให้กระแสน้ำแข็งในตันเถียนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เขาพร้อมกับหมอกดำตกลงมาจากฟากฟ้า ร่วงลงบนขุนเขาขจี ยังไม่ทันให้ซวนหยวนเอ่ยอะไร เขาก็คว้าดาบวาฬวิ่งไปตามทางเขาขรุขระ “เฟิ่งหวย มา ข้ารีบ!”
ซวนหยวนหยอกเย้าว่า “มีเพื่อนต้องช่วยอีกแล้วหรือ”
เฉินจี้ไม่ตอบ
ในป่าเขา เฉินจี้ถือดาบวาฬสว่างวาววับ วิ่งฝ่าไปข้างหน้า
เฟิ่งหวยเร่ร่อนอยู่ในหุบเขา ด้านหนึ่งสังเกตความเคลื่อนไหวของเฉินจี้จากด้านข้าง ด้านหนึ่งหาจังหวะซุ่มโจมตี
“เดี๋ยวก่อน”
เฟิ่งหวยมองร่างเฉินจี้แล้วชะงักงัน เขาพบว่าครั้งนี้เฉินจี้ไม่ได้ปกปิดร่องรอยเหมือนครั้งก่อนเลย ไม่ได้หลบเลี่ยงการล้อมฆ่า เพียงแค่ลากดาบวาฬยาวเท่าคน พุ่งตรงลงไปหาจอมขวานเฟิ่งเลี่ยตรงตีนเขา
แสงดาบสว่างวาวดั่งดาวตก ร่วงหล่นลงมาในหุบเขาไม่หยุด
ร่วง ร่วง ร่วงลง!
เจ้าเขา คือพยัคฆ์!
เฟิ่งหวยตกตะลึงในใจ คราวนี้เฉินจี้หวังใช้ความเร็วสูงสุด ชิงโจมตีพวกตนทีละคน ไม่ให้โอกาสซุ่มโจมตีล้อมฆ่าเลย
เฟิ่งหวยร้องเสียงดัง “เฟิ่งเลี่ยหนี! อย่าสู้ อย่าให้เขาโจมตีทีละคน!”
เฟิ่งเลี่ยร่างใหญ่คว้าขวานยักษ์หันหลังจะวิ่ง แต่มีบางสิ่งดลใจให้เฉินจี้คำรามออกไปว่า “สู้สุดกำลัง คว้าหมื่นชัย!”
ซวนหยวนชะงักงัน
เฟิ่งหวยชะงักงัน “อาจารย์”
เขาเหลียวกลับมองไปยังซวนหยวนบนยอดเขา กลับพบว่าตนมองไม่เห็นสีหน้าซวนหยวนแล้ว
เฟิ่งเลี่ยค่อยๆ หันกลับถือขวานด้วยสองมือ สายตามองไปยังเฉินจี้แต่ไกล สงครามใจดั่งน้ำทะเลสีดำ กระแทกโขดหินคลื่นกระหน่ำ
“คว้าหมื่นชัย!” เฟิ่งเลี่ยคว้าขวานยักษ์ พุ่งประสานงากับเฉินจี้ ทั้งสองเหมือนสัตว์ป่าบ้าระห่ำที่สุดในฟ้าดิน คนหนึ่งบนเขา คนหนึ่งใต้เขา ประจัญบานกันตรงๆ
เฉินจี้ค่อยๆ ยกดาบที่ลากอยู่ในมือขึ้นทีละน้อย เตาไฟ 41 ดวงในร่างส่งเสียงคำราม สุดท้ายเขาพลันกระโจนสูง คมดาบหมุนยกเหนือศีรษะ ราวกับเจตนาฆ่าพุ่งตามคมดาบขึ้นสู่ฟากฟ้า!
สวรรค์มีสามสิ่งล้ำค่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว
มนุษย์มีสามสิ่งล้ำค่า จิง! ชี่! เสิน!
เปรี้ยง!
เสียงเหล็กกระทบดังก้องฟ้าดิน ดั่งเสียงแห่งวิถีการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว
ขวานยักษ์ในมือเฟิ่งเลี่ยปะทะกับดาบวาฬ พลังที่ส่งผ่านมาจากคมดาบวาฬทำเอาสองมือของเขาชา ขวานยักษ์แทบหลุดมือ
เขาถูกฟันถอยหลังไปสองสามก้าว พอจะเข้าประจันอีกครั้ง กลับพบว่าเฉินจี้ผ่านตัวเขาไปแล้วดั่งสายลม สันดาบวาฬไหลผ่านคอเขาเหมือนสายน้ำ
จากแกร่งสุดเป็นอ่อนสุด แปรเปลี่ยนได้ตามใจ
เรียบร้อยฉับไว
เฟิ่งเลี่ยทิ้งขวานยักษ์ ค่อยๆ ทรุดนั่งลงบนพื้น แต่เขาปราศจากอารมณ์โกรธหรือขุ่นเคืองใจจากความพ่ายแพ้ เพียงยิ้มพลางกล่าวอย่างซื่อตรง “อาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว”
เฉินจี้ไม่ตอบ เพียงยกดาบยาวดั่งหอกม้าชี้ไปยังเฟิ่งหวยบนเขา
เขายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงของซวนหยวนก็ดังมาจากยอดเขา “ไม่ต้องสู้กับเฟิ่งหวยแล้ว เจ้าเอาดาบไปเถอะ”
เฉินจี้ผ่อนลมหายใจ ยันดาบวาฬสูงระดับคิ้วก้มตัวหอบ
ซวนหยวนเดินฉับๆ ลงจากเขา จ้องเขาห่างสิบกว่าจั้ง “เจ้าพูดคำว่า ‘คว้าหมื่นชัย’ ออกมาได้อย่างไร”
เฉินจี้อ้าอึ้ง “ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม ตอนนั้นอยากตะโกนสักที ก็เลยตะโกนออกมา”
ซวนหยวนมองเขาอย่างลึกซึ้ง “ดาบเดียวใช้จิงชี่เสินหมด ข้าไม่แนะนำให้เจ้ากลับไปสู้ตอนนี้”
เฉินจี้ส่ายหัว “ไม่ได้ ยังมีคนรออยู่”
ซวนหยวนหัวเราะเยาะ “ตอนนี้เพื่อนเจ้าเยอะเสียจริง”
เฉินจี้หอบครู่หนึ่ง เหน็บแนมไปตามประสา “ดูเหมือนท่านจะไม่มีเพื่อนเลยนะ”
ซวนหยวนอาภรณ์สีดำปลิวตามลม มองลงมายังเฉินจี้อย่างสงบ ประกายเยาะเย้ยแวบในดวงตา “ราชาคือฟ้า คนคือดิน คั่นด้วยเส้นแนวนอน ความโดดเดี่ยวทอดยาวตลอดเส้น พอเป็นราชาแล้ว ก็จะไม่มีเพื่อนอีก”
เฉินจี้ “งั้นท่านก็น่าสงสาร”
ซวนหยวนหัวเราะลั่น “นี่คำพูดที่เจ้าเคยบอกข้าเองนะ!”
เฉินจี้ชะงักงัน “เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าไม่ใช่คนแบบนั้น”
ซวนหยวนเงียบมองดวงตาเฉินจี้ ไม่พูดอะไรอีก เพียงเห็นเขาสะบัดแขนเสื้อแผ่วเบา ก็ขับไล่เฉินจี้ออกจากแดนฝันขุนเขาขจี
ใต้ขุนเขาขจี เฟิ่งหวยและเฟิ่งเลี่ยกลับเข้าแถวทหาร เริ่มการฆ่าฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันแล้ววันเล่า
บนขุนเขาขจี ซวนหยวนยืนค้ำธงราชัน มองไปยังทะเลเมฆที่ไหลเชี่ยวนอกภูเขา
เขาพลันคิดว่า หากคนคนนั้น ยามนี้เป็นเฉินจี้ในปัจจุบัน บางทีทุกสิ่งคงต่างออกไป
ในป่าเขา
เฉินจี้หลับตายืนนิ่ง ไม่เขยื้อนกาย
ชายชุดดำที่หน้าผากเขียนอักษรสีแดงฉาน ‘มนตร์ควบคุม’ กำลังแอบย่องมาด้านหลังเขา ชักดาบเอวออกมาอย่างไร้เสียง ฟันลงมาสุดแรง
ชั่วพริบตาต่อมา เฉินจี้พลันลืมตาขึ้น ฟันดาบกลับหลัง แสงดาบสว่างวาวฟันขาดทั้งดาบยาว ศีรษะ และลำตัวของชายชุดดำ
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น