ตอนที่ 0146 เกลี้ยกล่อม



วาฬ


ตัวดาบยาวสามฉื่อสามชุ่น  ด้ามดาบยาวสองฉื่อสองชุ่น


กะบังดาบแกะเป็นเสือขาว  จ้องตาขุ่นเคือง  ชูขึ้นสูงระดับคิ้ว  ยกขึ้นดุจคลื่นทะเล


เฉินจี้บรรจงเก็บดาบมาไว้ตรงหน้า  ดาบวาฬไม่มีเลือดติดแม้แต่หยดเดียว  เรียบลื่นราวกระจก


ใต้แสงจันทร์  เขามองเห็นตัวเองใน ‘กระจก’  ใบไม้แห้งบนภูเขาถูกลมภูเขาพัดพาไปด้านหลัง  เส้นผมข้างหูพลิ้วไหวตามลม  มองเห็นชัดเจนทุกสิ่ง


ลมหยุดแล้ว


ใบไม้แห้งใบหนึ่งค่อยๆ ร่วงจากอากาศ  ลงบนคมดาบวาฬ  ถูกผ่าครึ่งเป็นสองส่วนอย่างเงียบงัน  ร่วงหล่นสู่พื้นดินเบาหวิว


ดาบเล่มนี้ข้ามผ่านหมื่นปี  ในที่สุดก็กลับมาอยู่ในมือเขา


เฉินจี้คิดขึ้นมาทันใด  หากดาบเล่มนี้เป็นของจริง  หากความคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ได้เมื่อเขาจับดาบก็เป็นเรื่องจริง  งั้นทุกอย่างที่ซวนหยวนพูดก็คงเป็นเรื่องจริงเช่นกัน


แต่กุยสวี  ดอกท้อ  สหาย  อาจารย์  ศิษย์  ดวงดาวบนฟ้า...ทำไมเราถึงนึกอะไรไม่ออกเลย


เราเป็นใครกันแน่


เสียงกรอบแกรบดังมาจากที่ห่างออกไปหลายสิบก้าว  เฉินจี้มองรอบตัวอย่างสงบ  แต่ในป่าเขามืดสลัวกลับไม่เห็นร่างคน


อีกฝ่ายดูเหมือนไม่รีบจะล้อมฆ่าเขา  เพียงแอบซ่อนอยู่ในเงามืดของป่า  แล้วเอ่ยถาม  “อาจารย์เฝิงให้ข้ามาถามเจ้า  ตัดสินใจแล้วหรือยัง”


เฉินจี้หายใจเข้าลึก  “ตัดสินใจอะไร”


ผู้ถามตอบอย่างสงบ  “อาจารย์เฝิงให้ข้าถามเจ้า  จะหนีกลับเมืองหลัว  หรือจะกลับไปยังค่ายทหารเพื่อช่วยสหายของเจ้า”


นักฆ่าชุดดำที่โผล่มาอย่างกะทันหันเหล่านี้  เสมือนวิญญาณเร่ร่อนตนแล้วตนเล่า  เอ่ยถามแทงใจดำ


เฉินจี้ไม่ตอบอีก  เพียงลากดาบวาฬเดินไปทางค่ายทหาร  ยิ่งเดินยิ่งเร็วขึ้น


เมื่อผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  ต้นไม้ราวกับเปลือกหลุดร่อน  เผยร่างดำคนหนึ่งออกมา  ฟันดาบใส่หลังเฉินจี้อย่างไร้เสียง


แต่กลวิธีซุ่มโจมตีโดยใช้แสงกับเงาเช่นนี้  เฉินจี้เคยเห็นจากเฟิ่งหวยมานับไม่ถ้วนแล้ว


ในพริบตา  เขาราวกับมีตางอกข้างหลัง  หันกลับฟันดาบไปทันที  เลือดสดพุ่งกระเซ็นลงพื้น  คนชุดดำค่อยๆ ล้มลง


เด็ดขาดฉับไว  ไม่ให้โอกาส


พอเฉินจี้เดินต่อไปข้างหน้า  กลับเห็นเงาร่างในป่าเขาพากันถอยหลัง


มีคนกระซิบ  “ไม่เหมือนขั้นหลังฟ้า  เป็นขั้นก่อนฟ้า”


มีคนตอบรับ  “ไม่ใช่ขั้นก่อนฟ้า  เป็นเพราะดาบเล่มนั้น”


“อาจารย์เฝิงมีคำสั่ง  ฆ่าไม่ต้องไว้ชีวิต”


“ฆ่าไม่ต้องไว้ชีวิต!”


เงาดำไม่ถอยอีก  รุมฆ่าฟันเข้ามาทันที  สานเป็นตาข่ายรอบตัวเฉินจี้


เฉินจี้ไปทางซ้าย  ตาข่ายนี้ก็ไปทางซ้าย  เฉินจี้ไปทางขวา  ตาข่ายนี้ก็ไปทางขวา  รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ


คนชุดดำสี่คนที่ถูกร่ายมนตร์ควบคุมเหล่านี้  เก่งกว่าหัวกะทิในกองทัพทั่วไป  แม้แต่เฉินจี้ที่ก้าวเข้าสู่เคล็ดวิชาฝึกตนแล้วก็สลัดพวกเขาไม่ได้  สมรรถภาพร่างกายสองฝ่ายต่างกันไม่มาก


พอคนชุดดำสี่คนห่างจากเฉินจี้เพียงห้าก้าว  ทุกคนพร้อมกันปล่อยแสงดาบอันน่าสะพรึง  ดาบสี่เล่ม  รับมือไม่ทัน


เฉินจี้พุ่งไปข้างหน้าทันทีดุจเสือ  ดาบวาฬในมือเปิดกว้างปิดใหญ่  รุกรับกลับไป  ไม่สนใจแสงดาบด้านซ้าย  ขวา  และหลังเลย  ฆ่าเพียงคนตรงหน้าคนเดียว


คนชุดดำตรงหน้าเขาตะลึงงันในใจ  ผงะถอยหลังทันที


แต่พอเขาถอย  เฉินจี้เลิกไล่ตามทันที  หันตัวรับอีกสามคน  ดาบหมุนตามตัว  ตัวขับดาบไป  ดาบวาฬอันเรียวยาวขีดโค้งแสงจ้าใต้แสงจันทร์  แกร้งแกร้งแกร้งสามเสียง  ดาบยาวสามเล่มขาดสะบั้น!


คนชุดดำที่ถูกเขาขู่ให้ถอย  พุ่งเข้ามาฟันดาบช่วยเหลืออีกครั้ง  คิดจะบีบให้เฉินจี้หันกลับ  แต่เฉินจี้ไม่หันหัวเลย  คุกเข่าลงครึ่งหนึ่ง  มือถอยหลังฟันดาบเฉียงขึ้น  ดาบวาฬดุจง้าว  ตัดข้อมือคนชุดดำข้างหลังขาดตั้งแต่โคน


เฉินจี้คุกเข่าครึ่งหนึ่งอยู่บนพื้น  กวาดตามองพวกเขาอย่างเงียบงัน  ดุจเสือดุร้ายหมอบคุกคามในป่า


คนชุดดำสี่คนสบตากัน  เตรียมจะทิ้งดาบหักแล้วต่อสู้ด้วยมือเปล่าจนตัวตาย  แต่ทันใดก็เสียงขลุ่ยลอยมาแต่ไกล  เสียงขลุ่ยอันไพเราะเสนาะหู


ราวกับมีเด็กเลี้ยงวัวตัวน้อยนั่งบนหลังกว้างของควายดำ  ค่อยๆ ผ่านสะพานหินโค้ง  ใกล้ๆ คือสะพานเล็กลำธาร  ไกลออกไปคือเมฆขาวหน้าผา


อาจารย์เฝิง


ไม่รู้ทำไม  เฉินจี้ยังไม่เห็นคนเป่าขลุ่ย  แต่กลับเอ่ยชื่ออีกฝ่ายในใจโดยไม่รู้ตัว


ราวกับอีกฝ่ายเพียงปรากฏตัว  ไม่ว่าในรูปแบบใด  เจ้าก็ต้องรู้ว่านี่คือเขา


คนชุดดำคนหนึ่งใช้มือซ้ายประคองข้อมือขวาที่ขาด  พูดด้วยสีหน้าสงบ  “อาจารย์เฝิงอยากพบเจ้า  จะพบหรือไม่พบ  ตัดสินใจเอง”


พูดจบ  คนชุดดำสี่คนพากันถอยหลัง  ถอยเข้าไปในเงามืดของป่า


เฉินจี้ลุกขึ้น  มองไปทางต้นเสียงขลุ่ย


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  ถือดาบวาฬเดินไปหาเสียงขลุ่ยเอง  พอเดินเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ  เสียงขลุ่ยฉับพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาไผ่ปราณกระบี่  ไอสังหารกระจายไปทั่ว


เฉินจี้เผลอมองรอบตัว  เกือบคิดว่าในป่าจะมีพลดาบพลขวานหลายร้อยนายพุ่งออกมา  แต่รอบข้างกลับไม่มีอะไรเลย  เขาได้แต่ตกตะลึงในใจ  อีกฝ่ายเป่าขลุ่ยจนเกิดภาพลวงตาซุ่มโจมตีสิบทิศได้


เดินไปหลายสิบก้าว  ก็เห็นอาจารย์เฝิงในอาภรณ์เขียว  นั่งบนหินสีเขียวก้อนเตี้ย  ถือขลุ่ยขวาง  ชาวประมงที่เคยปรากฏตัวบนเรือหลังคาดำ  ก็ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ


เฉินจี้คารวะ  “อาจารย์เฝิง”


อาจารย์เฝิงค่อยๆ  วางขลุ่ยขวาง  ยิ้มมองเฉินจี้  “ทำไมเจ้าไม่ถือโอกาสหนีไป”


เฉินจี้ตอบอย่างสงบ  “หนีไม่พ้น”


อาจารย์เฝิงตบมือชื่นชม  “ฉลาด  แต่เจ้าเป็นคนฉลาดแล้ว  ไฉนยังจะกลับไปค่ายทหาร  เจ้าน่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นแค่สิงกวนเล็กๆ ขั้นหลังฟ้า  กลับไปก็เปล่าประโยชน์  อีกอย่าง  เจ้าเพิ่งรู้จักกับโอรสอ๋องและธิดาอ๋องไม่นาน  จำเป็นต้องเสียชีวิตเพื่อผู้อื่นด้วยหรือ”


เฉินจี้พิงต้นไม้ด้วยสีหน้าอิดโรย  หายใจออกยาว  “อาจเพราะข้ายังไม่ฉลาดพอ”


อาจารย์เฝิงถอนหายใจ  “เจ้าไม่ใช่ไม่ฉลาดพอ  แต่เป็นเพราะวิญญาณนักรบหนุ่มที่ว่านั่น”


เฉินจี้นิ่งเงียบไม่พูด


อาจารย์เฝิงส่งขลุ่ยให้ชาวประมงข้างกาย  ลุกจากแท่นหินพลางยิ้ม  เดินช้าๆ ไปหาเฉินจี้  “เคยมีคนกล่าวไว้ว่า  เขาใช้ชื่อเสียงผลประโยชน์เป็นดาบ  ตัดวิญญาณนักรบในใต้หล้าได้เก้าส่วน  หลายปีมานี้  ชาวยุทธถูกราชสำนักเกลี้ยกล่อม  สำนักต่างๆ สาบสูญ  เคล็ดวิชาฝึกตนถูกเก็บไว้บนหิ้งสูง  ยุทธภพกลายเป็นสถานที่น่าเบื่อ”


เขามองเฉินจี้  “แต่วันนี้ข้าพบเจ้า  ได้เข้าใจว่าคำนั้นมีความหมายอีกชั้น  ที่แท้ใต้หล้ายังเหลือวิญญาณนักรบหนึ่งส่วนที่เขาตัดไม่ขาด  น่านับถือ  น่าถอนใจ  น่าขับขาน  น่าร่ำไห้...น่าขัน”


เฉินจี้สงสัย  ไม่รู้ว่าอาจารย์เฝิงพูดถึงใคร


ใช้ชื่อเสียงผลประโยชน์เป็นดาบ  ตัดวิญญาณนักรบในใต้หล้าได้เก้าส่วน


ช่างอวดดีเหลือเกิน


เฉินจี้ถาม  “เหตุใดอาจารย์เฝิงจึงว่าน่าขัน”


อาจารย์เฝิงยิ้มตอบ  “วิญญาณนักรบคือความกล้าที่รู้ว่าทำไม่ได้แต่ยังทำ  แต่หากรู้ว่าทำไม่ได้  เหตุใดจึงยังทำ”


เฉินจี้กล่าว  “ข้าไม่เข้าใจว่าวิญญาณนักรบคืออะไร  ไม่คิดว่าเป็นเพียงความกล้า  ข้าตัดสินใจเพื่อให้ใจสบาย...หากอาจารย์เฝิงเป็นคนฉลาด  เหตุใดจึงเลือกตระกูลหลิว”


อาจารย์เฝิงยืนหน้าเฉินจี้  ร้องอ๋อเสียงสนใจ  “เจ้าลองบอกดูสิ  ข้าเลือกตระกูลหลิวไม่ได้เพราะอะไร”


เฉินจี้คิดครู่หนึ่ง  “ตระกูลหลิวแม้เป็นเครือญาติฝ่ายนอก  มีอำนาจสูงส่ง  ข้างบนมีไทเฮาและเสนาบดีอาวุโส  ข้างล่างมีตระกูลใหญ่แคว้นยู่  แต่ฝ่าบาทขุ่นเคืองตระกูลหลิวมานาน  เสื่อมโทรมเป็นเรื่องของเวลา  ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ตอนอายุสิบเอ็ด  ปกครองมาสามสิบเอ็ดปีแล้ว  เด็กสิบเอ็ดขวบเมื่อสามสิบเอ็ดปีก่อน  พวกเขายังสู้ไม่ได้  สามสิบเอ็ดปีต่อมาจะสู้ได้หรือ”


อาจารย์เฝิงยิ้มน้อยๆ  “ว่าต่อ”


เฉินจี้พูดต่อ  “ไม่ต้องพูดถึงฝ่าบาทกับสำนักพิธีการ  มาพูดถึงตระกูลใหญ่ในใต้หล้ากัน  ตระกูลสวี  หู  เฉิน  ฉี  หลิว  หยาง  ทั้งหกตระกูลเหมือนเสือดุนอนขดตัว  ตระกูลหลิวอยู่ท้ายสุด  ก่อนหน้านี้อาจมีอำนาจมหาศาล  แต่ตอนนี้สู้อีกห้าตระกูลไม่ได้แล้ว  ใช่หรือไม่ใช่”


อาจารย์เฝิงพยักหน้า  “ถูกต้อง  ตระกูลอื่นตอนนี้ไม่ค่อยไยดีตระกูลหลิว  ตระกูลหลิวอ่อนแอลงก็เพราะถูกพวกเขากัดกินทีละน้อย”


เฉินจี้เงยหน้ามองตาอาจารย์เฝิง  “หากอาจารย์เฝิงมองออกแล้ว  เหตุใดไม่เปลี่ยนสังกัด  ดังคำว่านกดีเลือกกิ่งอาศัย  ขุนนางฉลาดเลือกนายที่ควรรับใช้  คนฉลาดอย่างอาจารย์เฝิง  อยู่กับตระกูลหลิวน่าเสียดาย”


อาจารย์เฝิงเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง  “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า  มิน่าเล่า  ถึงกล้ามาเผชิญหน้าข้า  ที่แท้อยากล่อลวงข้าไปตระกูลเฉิน  เจ้าหนุ่มช่างกล้าเหลือเกิน  น่าชื่นชม  พยายามหาทางรอดให้ตัวเองในสถานการณ์ที่แทบไม่มีทางรอด  ไม่เลว  ไม่เลว”


เฉินจี้ยืนเท้าดาบ  พูดอย่างสงบ  “ข้าไม่ได้หาทางรอดให้ตัวเอง  แต่หาทางรอดให้อาจารย์เฝิง”


ฟ้าดินพลันเคร่งขรึม  ทุกสิ่งเงียบงัน


ในป่าเขานี้  แม้เสียงนกร้องก็ไม่ได้ยิน


เด็กหนุ่มใต้ม่านราตรีอับจนแต่มั่นคง  ดาบยาวในมือ  ยืนหยัดระหว่างฟ้าดิน!


ชาวประมงข้างหลังอาจารย์เฝิงจะก้าวมาทันที  ลงโทษเฉินจี้ที่พูดจาอวดดี


แต่อาจารย์เฝิงยกมือห้าม  ยิ้มพูดกับเฉินจี้  “หัวหน้าตระกูลเฉินเป็นถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิตหอเหวินยวน  เสนาบดีกรมพระคลัง  ยังคุมแคว้นซานและแคว้นตง  ดูอนาคตสดใสกว่าตระกูลหลิว  แต่เจ้าตัดสินใจแทนตระกูลเฉินไม่ได้  เฉินจี้เอ๋ย  เจ้าเป็นแค่บุตรนอกสมรสตัวเล็ก  ตอนไหว้บรรพบุรุษยังเข้าศาลไม่ได้  จะชักชวนข้าได้อย่างไร”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ข้าไม่ได้ชักชวนให้อาจารย์เฝิงมาตระกูลเฉิน”


“งั้นเพื่อใคร”


“จวนจิ้งอ๋อง”


อาจารย์เฝิงตกอยู่ในความคิด


เฉินจี้พูดเบาๆ  “อาจารย์เฝิง  ตระกูลหลิวสมคบกับราชวงศ์จิ่งรั่วไหลแล้ว  แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน  แต่ราชสำนักทำอะไรต้องการหลักฐานหรือ  คิดว่าตอนนี้กองทหารหมื่นปีของฝ่าบาทตั้งทัพทางเหนือแคว้นยู่  ก็เพื่อระวังตระกูลหลิว  สถานการณ์แบบนี้ตระกูลหลิวจะกบฏยากยิ่งกว่าขึ้นฟ้า  อาคารใหญ่กำลังพัง  แทนที่จะถูกฝังไปพร้อมตระกูลหลิว  เหตุใดไม่ชิงหนีก่อน  หากท่านปล่อยโอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง  จิ้งอ๋องรับรองท่านปลอดภัย”


“เจ้าไม่กลัวจิ้งอ๋องร่วมกบฏด้วยหรือ”  อาจารย์เฝิงถามอย่างสงสัย


เฉินจี้ส่ายหน้า  “หากจิ้งอ๋องสมคบกับตระกูลหลิว  เสนาบดีอาวุโสหลิวไม่ต้องจับโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องเป็นตัวประกันแล้ว  อาจารย์เฝิง  หันหลังกลับยังทัน”


อาจารย์เฝิงมองเขาอย่างขบขัน  “เจ้ากล้าคิดกล้าพูดเสียจริง  ตัวเองกำลังจะตายอยู่รอมร่อ  ยังกล้าพูดจาเหลวไหล……เอาแบบนี้เป็นไง  ข้าเห็นเจ้าเป็นคนเก่ง  มาทำงานกับข้าเถอะ  จะไว้ชีวิตเจ้า  จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคุยกับเจ้าครึ่งค่อนวัน”


เขาจ้องเฉินจี้นิ่ง  เอ่ยถามซ้ำ  “ตามข้าทำงาน  เป็นไง”


เฉินจี้  “ดี”


โลกเงียบลงอีกครั้ง


อาจารย์เฝิงเงียบไปนาน  แล้วก้มตัวหัวเราะลั่น  “น่าสนใจ  น่าสนใจเหลือเกิน!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0331
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง