ตอนที่ 0150 ปณิธาน
“เฉินจี้ เจ้ามีอคติกับข้าหรือไม่”
“ไม่มี”
จางเซี่ยเบิกตากว้าง “แล้วเหตุใดเจ้าจึงพูดดีกับธิดาอ๋อง แต่ทีกับข้ามักแล้งน้ำใจ ข้าถามว่าแมวของเจ้ากินอาหารที่คนแปลกหน้าให้หรือไม่ เจ้ากลับบอกว่ามันกินคนแปลกหน้า พูดแบบนี้เหมาะสมแล้วหรือ”
เฉินจี้พิงดาบเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่ นิ่งเงียบไม่กล่าววาจา ป่าเขาตกอยู่ในความเงียบสงัด
ก่อนหน้านี้ บนภูเขายังมีเสียงการต่อสู้ของอาจารย์เฝิงกับเทียนหม่าดังมาเป็นระยะ เสียงเส้นใยไม้ขาดเมื่อต้นไม้ล้มลงทีละต้น แม้อยู่ห่างไกลก็ยังได้ยิน
แต่ตอนนี้ เสียงการต่อสู้เหล่านั้นก็หายไปแล้ว
สี่คนมองหน้ากัน ต่างคนต่างมีเถ้าถ่านจากการเผาไหม้เปื้อนบนใบหน้า หน้าดำราวกับเพิ่งคลานออกมาจากเหมืองถ่าน
โอรสอ๋องเอ่ยขึ้นทันใดเพื่อคลายบรรยากาศ “ไป๋หลี่ ข้าจะเช็ดหน้าให้เจ้า”
พูดพลางจะดึงแขนเสื้อมาเช็ด แต่ไป๋หลี่ผลักมือเขาออกอย่างอ่อนแรง พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “คิดจะเขียนอักษร ‘อ๋อง’ (王) บนหน้าผากข้าอีกใช่ไหม”
ต่างมองหน้ากัน มองแล้วมองอีกก็หัวเราะออกมา
โอรสอ๋องมองจางเซี่ยทางซ้าย แล้วมองเฉินจี้ทางขวา ทันใดนั้นก็พูดด้วยความรู้สึก “ทุกคนเคยเป็นเคยตายด้วยกันมาแล้ว หากในอดีตมีบาดหมางใด ก็วางมันลงเถอะ”
จางเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ปัดฝุ่นบนตัวอย่างไม่เกรงอก เดินมาหน้าเฉินจี้แล้วพูดอย่างจริงจัง “ขอโทษ ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธที่ข้าพูดเมื่อครู่ว่า ‘ชีวิตคนสำคัญกว่าชีวิตแมว’ ตอนนี้คิดดูแล้ว หากเจ๋าจ่าวอยู่ในกองเพลิง ข้าก็คงหาทางช่วยมันเช่นกัน ขอโทษ”
นางยัดห่อกระดาษน้ำมันใส่มือเฉินจี้ “กินให้หมดเลย”
เฉินจี้ก้มมองขนมในมือ ไม่คิดว่าจางเซี่ยจะจริงใจเช่นนี้ เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าก็ขอบใจพวกเจ้าที่มาตามหา หากพวกเจ้าไม่ได้ชนทหารล้มระเนระนาด จนเกิดไฟป่านี้ ข้าก็ไม่แน่ว่าจะเอาชีวิตออกมาได้”
จางเซี่ยส่ายหัว “ไม่ต้องพูดเช่นนั้น ก่อนหน้านี้หากเจ้าไม่พาพวกเราหนีเข้าเมืองทหาร ทางนี้ก็คงหนาวตายบนภูเขาไปแล้ว”
โอรสอ๋องยิ้มเฝื่อน “พอเถอะพอเถอะ จะแข่งกันผลักความดีความชอบทำไม ข้าขนลุกไปทั้งตัวแล้ว...พวกเราจะไปไหนต่อ?”
เฉินจี้หยิบขนมชิ้นหนึ่งยื่นไปที่ปากอูหยุน “รีบไปคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนเถอะ ที่นั่นมีบัณฑิตเยอะ ทั้งลัทธิเต๋าและพุทธ เชื่อว่าต่อให้ตระกูลหลิวตามรอยพวกเราพบ ก็คงไม่กล้าลงมือที่นั่น โอรสอ๋อง คุณหนูรองจาง พวกท่านขึ้นม้าพร้อมธิดาอ๋องเถิด ข้าจะนำทางข้างหน้า”
จางเซี่ยพูดด้วยความลำบากใจ “แต่เจ๋าจ่าวตอนนี้แบกพวกเราไม่ไหวแล้ว”
เฉินจี้มองไปทางเจ๋าจ่าว เห็นม้าศึกสีแดงอิฐเหงื่อโซมกาย ยืนอยู่ใต้แสงอรุณของฤดูหนาว ไอน้ำระเหยขึ้นจากทั่วร่าง
ม้าหลังออกกำลังหนักนั้น จะตกอยู่ในภาวะร้อนสูงและขาดน้ำ ยากที่จะฟื้นตัว ต้องใช้น้ำเย็นปริมาณมากชำระลดอุณหภูมิ จึงจะหลีกเลี่ยงอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว
เจ๋าจ่าวแบกคนสามคนปีนเขานานขนาดนี้ ก็นับว่าสุดแรงแล้ว หากแบกคนเดินต่อคงต้องล้มตายกลางทาง
เฉินจี้หันมองไป๋หลี่ ลังเลอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้เรื่องเร่งด่วน ไป๋หลี่ก็สลบไสลอยู่ เขายังแบกนางได้ แต่ตอนนี้นางตื่นแล้ว หากตนแบกนางต่อคงไม่เหมาะสม
โอรสอ๋องรีบกล่าว “ข้าจะแบกไป๋หลี่เอง”
พูดจบ เขาก็ก้มตัวลงหน้าไป๋หลี่ ไป๋หลี่ยืนกราน “พี่ ข้าเดินเองได้อีกสักพัก”
โอรสอ๋องยิ้มพูด “เจ้ายังมีไข้อยู่ ลำพังยืนยังแทบไม่ไหว จะหนีเอาชีวิตรอดได้อย่างไร หากข้าไม่พาเจ้ากลับไปครบถ้วนสมบูรณ์ พ่อต้องแขวนข้าไว้บนคานแล้วเฆี่ยนเป็นปี เร็วเข้า เชื่อฟังหน่อย”
ไป๋หลี่อืมเบาๆ แล้วเกาะหลังโอรสอ๋อง
บัดนี้เฉินจี้มั่นใจแล้ว การกบฏของตระกูลหลิวคงไม่เกี่ยวข้องกับจิ้งอ๋องจริงๆ
ตระกูลหลิวต้องการจับโอรสอ๋องและธิดาอ๋อง ก็เพราะเห็นว่าจิ้งอ๋องห่วงคนทั้งสอง จึงอยากใช้ชีวิตพวกเขาเป็นเครื่องต่อรอง
หากจิ้งอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลหลิวแต่แรก ตระกูลหลิวก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย
สี่คนเดินลงเขา เดินไปเดินมา โอรสอ๋องหมดแรงลื่นไถลไปข้างหลัง โชคดีเฉินจี้ไหวตัวทัน คว้าหลังไป๋หลี่ไว้ได้ ทั้งสองจึงไม่ล้มลงพื้น
เฉินจี้เอ่ยเสียงเบา “โอรสอ๋อง ให้ข้าแบกธิดาอ๋องเถอะ ท่านเป็นคนธรรมดา แบกนางไปไม่ไกล ไปไม่เร็วด้วย”
โอรสอ๋องหันกลับมองไป๋หลี่ด้วยความอาย
ไป๋หลี่คิดอยู่ครู่ ไม่ได้พูดเรื่องลงเดินเอง แต่กลับพูดอย่างอ่อนแรง “พี่ ให้เฉินจี้แบกเถอะ”
โอรสอ๋องถอนใจ “ได้...”
เฉินจี้ผูกดาบวาฬไว้บนอานม้าของเจ๋าจ่าว ประคองขาไป๋หลี่แบกนางไว้บนหลัง เดินลงเขาด้วยฝีเท้ามั่นคง
ไป๋หลี่วางศีรษะบนบ่าเขาเบาๆ “เฉินจี้ ขอบใจนะ”
เฉินจี้ยิ้ม “ขอบใจอะไรกัน โอรสอ๋องก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ พวกเราตอนนี้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกัน”
ไป๋หลี่อืมในลำคอ นานผ่านไปจึงพูดด้วยอารมณ์ซับซ้อน “ไม่คิดว่าพวกเราจะรอดมาได้ ว่าแต่ คนมักว่าใกล้ตายถึงจะรู้ว่าปณิธานใหญ่สุดในชีวิตคืออะไร พี่ จางเซี่ย ตอนนั้นพวกท่านมีความปรารถนาอะไรบ้าง”
โอรสอ๋องหัวเราะฮ่าๆ “ข้าโลภมาก มีสองปณิธาน ตอนอยู่ในโรงหลอมเหล็กที่เมืองทหาร ข้าคิดว่าหากพวกเราไม่เจอการซุ่มโจมตีนี้ก็คงดี ป่านนี้คงได้นั่งดื่มสุราทั้งคืนที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน ได้ยินว่าที่นั่นมีหญิงงามแปลกตามาร่วมงานหลายนาง...”
เฉินจี้ถาม “แล้วตอนนี้ล่ะ”
โอรสอ๋องค่อยๆ เก็บรอยยิ้ม “ตอนนี้ข้าอยากรีบหาเคล็ดวิชาฝึกตน ไปเป็นสิงกวน ไม่งั้นแม้แต่น้องสาวตัวเองยังปกป้องไม่ได้”
เฉินจี้กล่าว “งั้นก็เป็นโอรสอ๋องไม่ได้แล้วสิ”
โอรสอ๋องพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นก็ไม่เป็น พ่อข้าอายุแค่สี่สิบห้า กว่าข้าจะได้เป็นจิ้งอ๋อง อย่างน้อยต้องรออีกยี่สิบกว่าปี หากท่านอยู่ได้นาน ไม่แน่อาจรอจนข้าตายก่อน...”
ไป๋หลี่โกรธ “ท่านแช่งให้พ่อเราอยู่ได้แค่หกสิบกว่าเองหรือ? ถุดๆๆ เร็วเข้า”
โอรสอ๋อง “ถุดๆๆ”
ไป๋หลี่หันไปหาจางเซี่ย “จางเซี่ย เจ้ามีปณิธานอะไร”
จางเซี่ยจูงบังเหียนของเจ๋าจ่าว พลางลงจากภูเขาพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนนี้ความปรารถนาใหญ่ที่สุดของข้าคือ เตรียมถังไม้ใบใหญ่สักใบ แช่น้ำร้อนให้เต็มคราบ”
ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็จึงเอ่ยถามเฉินจี้ “เฉินจี้ ก่อนหน้านี้พ่อข้าบอกว่าติดหนี้บุญคุณเจ้า สามารถตอบสนองคำขอได้หนึ่งเรื่อง ตอนนี้เจ้าคิดได้หรือยังว่า จะขออะไรจากท่าน”
เฉินจี้หัวเราะ “ข้าอยากขอให้จิ้งอ๋องหาสุดยอดช่างฝีมือมาทำฝักมีดให้กับดาบข้าเล่มนี้……ตอนนั้นท่านอ๋องก็แค่พูดไปอย่างนั้น หากข้าขออะไรใหญ่โต กลับจะดูเหมือนข้าไม่รู้จักประมาณตน”
ไป๋หลี่อืมในลำคอ หลังผ่านไปนานจึงเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่ยาก ฝักดาบนี้ข้าจะหาช่างทำให้แล้วส่งให้เจ้าเอง”
เฉินจี้ตะลึงไปชั่วขณะ “ดี”
พูดถึงดาบวาฬ โอรสอ๋องอดสงสัยไม่ได้ “เฉินจี้ ดาบเจ้าเล่มนี้เอามาจากไหน”
เฉินจี้ตอบพลางยิ้ม “เก็บได้ในภูเขา เห็นว่าเข้ามือดี เลยนำติดตัวมาด้วย”
โอรสอ๋องมองพินิจดาบวาฬ เห็นตัวดาบวาววับไร้ริ้วสนิม กะบังดาบรูปพยัคฆ์ทองดูมีชีวิตชีวา ไม่มีทางเป็นของไร้เจ้านายในภูเขาแน่นอน
ขณะเขาเตรียมจะซักถามต่อ กลับได้ยินอูหยุนร้องเหมียวแผ่วเบา
เฉินจี้ตัวเกร็งไปทุกส่วน รีบพาพวกโอรสอ๋องไปซ่อนหลังพุ่มไม้หนึ่ง จางเซี่ยไม่ได้ถามอะไร แต่ดึงเจ๋าจ่าวให้หมอบลง
เฉินจี้กล่าวเสียงต่ำ “อย่าส่งเสียง”
อึดใจถัดมา อาจารย์เฝิงเดินออกมาจากป่าด้วยท่าทีผ่อนคลาย เจียงเยี่ยนเดินขากะเผลกตามหลัง จูงม้าศึกสองตัว
พอเห็นทั้งสองคน หนังศีรษะเฉินจี้ชาวูบทันที ทั้งร่างเหมือนตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง!
เขามองสำรวจป่าด้านหลังทั้งสองอย่างละเอียด แต่ไม่เห็นร่างของจินจูและเทียนหม่า
ตายแล้วหรือ หนีไปแล้วหรือ
เฉินจี้คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่า พวกตนหนีมาไกลขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังจะมาเจอกันอีกได้!
ไล่ตามมา? หรือว่าบังเอิญเดินมาทางเดียวกันจริงๆ
ขณะนั้น อาจารย์เฝิงฮัมเพลงแผ่วเบา ไม่หันศีรษะเลยขณะเดินผ่านพวกเขาไปไม่ไกลนัก ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นคณะเฉินจี้
เพลงนั้นฟังดูประหลาดหู “ก่อสร้าง วางแผน แต่งงาน เก็นกงฟูหยิน คุนกงฝันหยิน ซุนกงเข้าสุสาน เจิ้นกงถูกข่ม เกิดดับไม่สิ้นสุด...”
เฉินจี้พลันสงสัย อีกฝ่ายไม่ได้มาไล่ฆ่าตนหรือ แค่บังเอิญจริงหรือ?
เป็นไปได้ ตอนนี้เส้นทางบนภูเขาที่หลบไฟได้มีไม่มากนัก ต่างฝ่ายเดินทางเดียวกันก็พอเข้าใจได้
โชคดีที่อูหยุนมีประสาทหูและจมูกเป็นเลิศ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงปะทะกันแล้ว!
เขามองพินิจอย่างละเอียด เจียงเยี่ยนมีรูเลือดบนไหล่ซ้าย น่าจะถูกเทียนหม่ายิงศรทะลุ ส่วนอาจารย์เฝิงผู้นี้ไร้บาดแผล เสื้อคลุมสีเขียวครามไม่มีแม้แต่รอยยับ
เจียงเยี่ยนจูงม้าศึกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับบาดแผลบนตัวไม่เจ็บปวดเลยสักนิด เหมือนหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง ทั้งตัวมีแต่เจตนาฆ่าอันเย็นเยียบ
ขณะที่เฉินจี้กำลังจะมองให้ชัด กลับเห็นเจียงเยี่ยนกวาดตามองมาทางป่าอย่างมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา เขารีบหมอบต่ำลงก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบเห็น
ทุกคนกลั้นหายใจ ไม่กล้าหายใจแรงแม้แต่น้อย รู้สึกเหมือนมีภูเขาลูกหนึ่งทับอยู่บนร่างทุกคน หนักอึ้งยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เสียงฮัมเพลงของอาจารย์เฝิงค่อยๆ ห่างออกไป
เฉินจี้บรรจงเงยหน้าขึ้น มองออกไปอย่างระมัดระวัง นอกพุ่มไม้ไม่มีร่างคนแล้ว
เขาถอนหายใจยาว กดเสียงต่ำกล่าวว่า “อาจารย์เฝิงผู้นี้ ภายนอกดูเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ แต่พอได้เผชิญกันแล้ว กลับมีความรู้สึกกดดันยากอธิบาย ไม่รู้เลยว่ากำลังคิดอะไร ไม่รู้ว่าเตรียมหมากกลอะไรไว้อีก”
จางเซี่ยกล่าวว่า “ได้ยินมาว่า อาจารย์เฝิงผู้นี้ชื่อจริงเฝิงจาง เป็นอาเหยียนของการสอบท้องถิ่นแคว้นจี้ในเจียหนิงศกที่ 18 มาจากตระกูลยากจนแต่เขียนบทความได้ดี โดยเฉพาะชิงฉือนั้นโดดเด่นยิ่ง เมื่อครานั้น ผู้คนต่างพูดว่าเมื่อสอบหน้าพระพักตร์ เขาต้องได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทแน่ แต่ปีถัดมาฤดูใบไม้ผลิ เขาสอบหน้าพระพักตร์กลับถูกจัดอยู่อันดับปิ่งโม่ (บ๊วย) ตั้งแต่นั้นมาก็ลาออกจากราชการหายตัวไปเลย”
นางกล่าวต่อ “ในหกปี อาจารย์เฝิงเหมือนระเหยหายไปจากโลก เจ็ดปีก่อนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ได้เป็นที่ปรึกษามือหนึ่งภายใต้เสนาบดีอาวุโสหลิว มีอำนาจใหญ่โต ยังกลายเป็นสิงกวนอย่างน่าประหลาด”
เฉินจี้ถอนหายใจ “ต่อกรกับคนแบบนี้ ต้องระวังแล้วระวังอีกจึงจะดี”
พูดจบ เขาแบกไป๋หลี่ลุกขึ้นเดินออกจากพุ่มไม้ ตั้งใจจะเปลี่ยนเส้นทางเล็กลงภูเขา
แต่เพิ่งเดินออกมาได้ไม่ไกล กลับได้ยินอูหยุนร้องเหมียวอีกครั้ง
เฉินจี้ตัวแข็งทื่อ บรรจงหันศีรษะ เห็นเพียงม้าศึกสองตัวถูกผูกไว้กับต้นไม้ กำลังกระทืบเท้าอย่างเบื่อหน่าย...ข้างม้าไม่มีคน
อาจารย์เฝิงและเจียงเยี่ยน หายตัวไปหมดแล้ว
เฉินจี้ถามเสียงต่ำ “อูหยุน แถวนี้ยังมีคนอีกไหม”
อูหยุนร้องเหมียว “ไม่มีแล้ว มีแค่ม้าสองตัวนี้”
เฉินจี้อุทานแผ่วเบา เหตุใดพวกอาจารย์เฝิงจากไปแล้ว กลับทิ้งม้าศึกสองตัวไว้?
เพราะเห็นว่าจูงม้าลงภูเขาเป็นภาระ...หรือว่าอีกฝ่ายรู้ร่องรอยของพวกเราตั้งแต่แรก จึงจงใจทิ้งม้าศึกสองตัวนี้ให้เราไว้ใช้งาน?!
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น