ตอนที่ 0151 ดาบหัก (จบเล่ม)



ในป่าเขาเต็มไปด้วยกลิ่นขี้เถ้า  หมอกบางๆ ลอยคล้อยอยู่ระหว่างต้นไม้  ม้าศึกสองตัวถูกผูกไว้อย่างโดดเดี่ยว ณ จุดไร้ผู้คน  ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก


เฉินจี้แบกไป๋หลี่ผ่านเส้นทางภูเขาที่ขรุขระ  เดินมาถึงข้างม้าศึก  กลับเห็นข้างอานม้ามีถุงน้ำหนังวัวแขวนอยู่  ในกระเป๋าใส่ถั่วเหลืองคั่วไว้หนึ่งถุง


ม้า  น้ำ  อาหาร  ล้วนมีอยู่พร้อมสรรพ


เฉินจี้หันกลับมามองข้างหลัง  แล้วถามขึ้นทันใด  “เมื่อครู่พวกท่านก็ได้ยินอาจารย์เฝิงฮัมเพลงพื้นบ้าน  มีใครเคยได้ยินมาก่อนหรือไม่”


โอรสอ๋องส่ายหน้า  “ไม่เคยได้ยินเลย”


ไป๋หลี่ก็ตอบว่า  “ยิ่งเหมือนเพลงพื้นบ้านชนบท”


จางเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ก่อสร้าง  วางแผน  แต่งงาน  กงเกินฟูหยิน  กงคุนฟั่นหยิน  กงซุนเข้าสุสาน  กงเจิ้นถูกปราบ  เวียนว่ายไม่สิ้นสุด......นี่คือคาถาประตูชีวิตในยันต์แปดเหลี่ยมอาถรรพ์”


เฉินจี้พึมพำว่า  “ประตูชีวิต......”


เขาหันไปเห็นบนลำต้นที่ผูกม้าศึก  มีตัวอักษรเล็กๆ สลักไว้ว่า  “ข้อตกลงยังมีผล”


จางเซี่ยก็เห็นเช่นกัน  จึงถามอย่างสงสัย  “นี่หมายความว่าอย่างไร”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่ทราบ”


จางเซี่ยมองเฉินจี้อย่างลึกซึ้ง  ตัวอักษรเล็กๆ เหล่านี้  ชัดเจนว่าเขียนถึงเฉินจี้


ระหว่างนี้  เฉินจี้ครุ่นคิดในใจ  ข้อตกลงที่ว่า  คงหมายถึงที่อาจารย์เฝิงเคยบอกกับตนว่า  ตราบใดที่ยอมติดตามอีกฝ่ายไป  ทางนั้นจะช่วยให้เขาสมปรารถนาได้หนึ่งเรื่อง


อาจเป็นไปได้ว่า  อาจารย์เฝิงทิ้งม้าสองตัวนี้ไว้  เพื่อแสดงเจตนาดีในการชักชวน  แต่ตนจะหันไปเข้าฝั่งตระกูลหลิวได้อย่างไร  ตระกูลหลิวเป็นศัตรูกับราชสำนัก  ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน


เฉินจี้วางไป๋หลี่ลงบนพื้น  แก้ถุงน้ำจากอานม้าส่งให้นาง  “ธิดาอ๋อง  ดื่มน้ำสักหน่อย”


โอรสอ๋องสงสัย  “ถ้ามียาพิษจะทำอย่างไร”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “อาจารย์เฝิงผู้นั้น  ถ้าต้องการฆ่าพวกเรา  ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมถึงเพียงนี้”


ขณะที่พูดกัน  เจ๋าจ่าวก็ยื่นหัวเข้าไปในกระเป๋า  เคี้ยวถั่วเหลืองข้างในเต็มปาก  โอรสอ๋องเห็นดังนั้น  รีบยื่นมือควักถั่วเหลืองจากกระเป๋ามาหนึ่งกำ  ยัดเข้าปากตัวเอง  เคี้ยวแก้มตุ่ยพลางอุทานว่า  “ไม่คิดว่าข้าจูหยุนซีจะตกต่ำถึงขั้นต้องแย่งอาหารจากปากม้า  แต่ว่า  ถั่วคั่วนี่หอมดีเหมือนกัน”


เฉินจี้ข้างๆ ถามอย่างสงสัย  “คุณหนูรองจาง  ยังมีเรื่องราวอื่นของอาจารย์เฝิงอีกหรือไม่  หลังสอบหน้าพระพักตร์เขาหายตัวไป  ไม่มีใครพบเขาอีกเลยหรือ  แล้วบิดามารดาของเขาล่ะ”


จางเซี่ยครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง  “ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้”


นี่กลับยิ่งทำให้เขางุนงง  อาจารย์เฝิงที่ชัดเจนในใจเขาแต่แรก  กลายเป็นพร่าเลือนอีกครั้ง


อาจารย์เฝิงผู้นี้  ราวกับแฝงตัวอยู่ก้นทะเลสาบสงบนิ่ง  เมื่อเจ้าอยากจะสัมผัส  ก็ต้องแตะผิวน้ำก่อน  ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก  จนมองอาจารย์เฝิงที่ก้นทะเลสาบได้ไม่ชัดแล้ว


แต่อีกฝ่ายระดมกำลังขนาดนี้เพื่อจุดประสงค์ใด?  เพื่อฆ่าจินจูกับเทียนหม่าหรือ


บัดนี้  อาจารย์เฝิงลงจากเขาอย่างสบายใจแล้ว  นั่นหมายความว่าจินจูกับเทียนหม่า......


อูหยุนในอ้อมอกเขาร้องเหมียวเบาๆ


เฉินจี้มองไปทางภูเขาอย่างตื่นตระหนก  มือเอื้อมไปทางอานม้าของเจ๋าจ่าว  กำด้ามดาบวาฬแน่น  เจ๋าจ่าวหันมามองเขา  แต่ก็ตกใจกับสายตาและพลังของเขา  พลางถอยหลังไปสองสามก้าว


ด้วยสองสามก้าวนี้เอง  ช่วยให้เฉินจี้ชักดาบวาฬออกจากอานม้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ


ครู่ต่อมา  เสียงของจินจูดังมา  ดูเหมือนกำลังบ่นเทียนหม่า  “บอกให้เจ้าหนีตั้งแต่แรก  ดันไม่ยอมหนี  อาจารย์เฝิงผู้นั้น  ตอนปรากฏตัวข้างเสนาบดีอาวุโสหลิวเมื่อหลายปีก่อน  เคยเผชิญหน้ากับใต้เท้าอู๋ซิ่ว  ใต้เท้าอู๋ซิ่วตอนนั้นยังเลือกที่จะหลีกคมของเขา  เจ้าเข้าไปยุ่งทำไม?  เห็นไหม  เขาซ้อมข้าจนเลือดโชกเลย......”


“เจ้าหนุ่มเฉินจี้อุตส่าห์ทะลวงด่านอย่างยากเย็น  ข้าจะได้กลับสู่ขั้นแสวงเต๋าอีกครั้งแล้ว  เจ้าอย่ามาสร้างปัญหาได้ไหม.....นั่นใคร?!”


จินจูที่กำลังลงจากเขาพลันหยุดชะงัก  มองมาทางพวกเฉินจี้ราวกับเผชิญหน้าศัตรู  


พอเห็นหน้าเฉินจี้ชัดเจน  ก็รีบเอ่ยอย่างหัวเสีย  “พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?  ทำข้าใจหายใจคว่ำหมด!”


เฉินจี้ก็ผ่อนลมหายใจ  ค่อยๆ มองสำรวจจินจูกับเทียนหม่า


เห็นเทียนหม่าในชุดขาวสะอาดไร้ฝุ่น  ปลอดภัยดี  ส่วนจินจูเลือดโชกทั้งตัว  มีแผลเจ็ดแปดแห่ง  ช่างเป็นจริงตามคำที่ว่า  เทพเซียนต่อสู้  โหงพรายเดือดร้อน


เฉินจี้ถามอย่างลังเล  “ใต้เท้าจินจู  ท่านไม่เป็นอะไรหรือ”


จินจูโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ  “ข้าไม่เป็นไร  แค่แผลตื้นๆ เท่านั้น  เจ้าเฝิงนั่นอาการหนักกว่าข้ามาก”


เฉินจี้เอ่ยอย่างลังเล  “ใต้เท้า  อาจารย์เฝิงเพิ่งผ่านตรงนี้ไป  ข้าเห็นเขาไม่เป็นอะไรเลย”


จินจูพลันชะงัก  รีบตื่นตระหนกทันที  “ไหน  เจ้าเฝิงอยู่ที่ไหน?”


เฉินจี้อธิบายว่า  “เมื่อครู่พวกเราซ่อนอยู่ในพุ่มไม้  เห็นเขาลงภูไปแล้ว  แต่ที่แปลกคือ  เขากับเจียงเยี่ยนไปแล้ว  กลับทิ้งม้าศึกสองตัวไว้”


“ไปไกลแล้วหรือ”


“ไปไกลแล้ว”


จินจูร้องโอ้  ร่างไม่เกร็งอีกต่อไป  นั่งก้นกระแทกพื้น  ล้มระเนระนาดลง  “บัดซบ!  ข้าต้องซวยแค่ไหนกัน  ถึงได้มาเจอพวกเจ้าสองคน!”


เฉินจี้ถามอย่างสงสัย  “ใต้เท้าจินจู  เมื่อครู่พวกท่านกำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ใช่หรือ  ทำไมจบลงแล้วล่ะ”


จินจูพูดอย่างหงุดหงิด  “ข้าลงทุนถ่อมาตั้งไกลเพื่อช่วยเจ้า  ยังจะแช่งให้ข้าตายอีกหรือ?”


“ไม่ใช่”  เฉินจี้อธิบายว่า  “ข้าแค่สงสัย  อาจารย์เฝิงนี้วางกลอุบายใหญ่โต  ระดมทหารส่วนตัวนับพัน  ทำไมกลับปิดฉากอย่างลวกๆ”


จินจูอธิบายว่า  “เมื่อครู่เขากับเทียนหม่าต่างก็ทำอะไรกันไม่ได้  ข้าหลอกเขาว่า  องครักษ์เจี่ยฝานกำลังมาสมทบ  ตอนนี้อยู่ระหว่างทาง  พอดีต้นไม้ใหญ่ที่ติดไฟล้มลงมาขวางระหว่างพวกเรา  เขาก็ถือโอกาสถอยไป”


เฉินจี้ถามต่อ  “อาจารย์เฝิงฝึกตนด้วยเคล็ดวิชาอะไร”


จินจูอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง  “มองไม่ออก”


เฉินจี้รู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล


แม้ว่าเคล็ดวิชาฝึกตนจะเป็นความลับสูงสุดของสิงกวน  แต่ต่างฝ่ายต่างก็ต่อสู้เอาชีวิตกันมาแล้ว  ยิ่งมีเทียนหม่าอยู่ด้วย  อาจารย์เฝิงย่อมต้องออกแรงเต็มฝีมือ  จะถึงกับมองวิชาไม่ออกเลยหรือ?


คำพูดของจินจูต้องซ่อนบางสิ่งไว้แน่


เฉินจี้ถามต่อ  “ใต้เท้าจินจู  ต่อจากนี้มีแผนอะไร”


จินจูลุกขึ้นนั่ง  รำพันกับตัวเอง  “ข้าต้องรีบกลับเมืองหลัวกับเทียนหม่า  ไปเรียกองครักษ์เจี่ยฝานมาถล่มค่ายทหารนี่ให้ราบ  แม้ตระกูลหลิวจะปิดฟ้าด้วยมือเดียวในแคว้นยู่  แต่เรื่องนี้ปิดไม่มิดหรอก”


เสียงจบลง  เกล็ดหิมะลอยลงมาจากฟ้า  ร่อนลงบนผมของไป๋หลี่แผ่วเบา  นางยื่นมือไปหยิบ  แต่หิมะกลับละลายตรงปลายนิ้ว


เฉินจี้เงยหน้ามอง  พบว่าบนท้องฟ้าถูกเมฆหมอกบดบังได้สักพักแล้ว  หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ  สุดท้ายกลายเป็นปุยนุ่นขนห่าน  แม้แต่ไฟป่าก็ถูกหิมะที่โปรยลงมาอย่างกะทันหันข่มไว้


จินจูลุกขึ้นยืน  หันตัวเดินลงเขาไป  “เฉินจี้  พวกเจ้าไปรอกำลังเสริมที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  ระหว่างทางมา  ข้าเห็นกองทหารพันปีของจิ้งอ๋องเคลื่อนพลอยู่  ตอนกลับถ้าข้าเจอกองทหารพันปี  จะบอกที่อยู่ของพวกเจ้าให้ทางนั้นรู้”


พูดจบ  เขากับเทียนหม่าก็กระโจนหายไปในป่าเขา


เฉินจี้ประคองไป๋หลี่ขึ้นม้าศึก  พลางหันไปบอกจางเซี่ย  “คุณหนูรองจาง  รบกวนพาธิดาอ๋องขึ้นม้าไปกับท่าน  ช่วยดูแลนางด้วย”


จางเซี่ยยิ้มน้อยๆ  “วางใจเถอะ  ไม่ต้องเตือนข้าก็รู้”


ทั้งสี่คนแยกกันขึ้นม้า


ไป๋หลี่เอนพิงจางเซี่ยอย่างอ่อนแรง  พลางเอ่ยรบเร้า  “เฉินจี้  แต่งกลอนหน่อยสิ”


เฉินจี้อมยิ้ม  “ธิดาอ๋อง  ข้าจะเขียนกลอนเป็นได้อย่างไร”


ไป๋หลี่กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน  “เขียนสักบทเถอะ”


“เขียนไม่เป็นจริงๆ”


เฉินจี้ดึงบังเหียนหันกลับไป  สายตามองทะลุลมหิมะที่พัดพลิ้ว  มองไปยังภูเขาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย


นานต่อมา  เขาจึงหันกลับมา  มือหนึ่งกำดาบ  มืออีกข้างจับบังเหียน  สองขาหนีบท้องม้า  ควบม้าเข้าสู่ลมหิมะ


......


......


ในป่าเขา  ร่างของจินจูที่กำลังเร่งฝีเท้าลงเขา  หยุดลงกะทันหัน  ชนเกล็ดหิมะแตกกระจาย  


เพียงชั่วพริบตา  กระแสลมมหึมาปะทะเข้ากับลมหิมะจนสูญเสียทิศทาง


เทียนหม่าหยุดข้างเขา  ใช้ภาษามือถาม:  มีอะไร?


จินจูหรี่ตาเล็กน้อย  “หิมะตกหนักเกินไป  ข้ากลัวว่าถ้าเราย้อนกลับมาทีหลัง  ร่องรอยจะถูกกลบไปจนหายากแล้ว”


เทียนหม่าสงสัย:  ร่องรอยอะไร?


จินจูยังบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ  เพียงเอ่ยต่อไปด้วยภาษามือ:  เจ้าเคยเห็นสิงกวนทะลวงด่านกลางศึกไหม?


เทียนหม่าตอบเป็นภาษามือ:  ข้าเคยทะลวงมาแล้ว  คืนที่ทะลวงจากขั้นก่อนฟ้าเข้าสู่ขั้นแสวงเต๋า  กับเจียงหลิวเซียน


จินจูใช้มือถามต่อ:  แล้วเจ้าเคยเห็นใครทะลวงด่านกลางศึกสองครั้งในคืนเดียวไหม?


เทียนหม่า:  เป็นไปไม่ได้  แม้แต่ในคลังเอกสารหอเจี่ยฝานก็ไม่มีบันทึก


จินจูกัดฟัน:  บัดซบ  โดนคนแกล้งโง่กินเสือเข้าจนได้


เทียนหม่าแก้ไข:  แกล้งโง่กินหมู


จินจูมองเทียนหม่าด้วยความอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง


เขาหันตัวเล็กน้อย  เปลี่ยนเส้นทางขึ้นเขาไป  ตอนนี้หิมะหนาราวผ้าห่ม  ปกคลุมไฟป่า  ในป่าเหลือเพียงถ่านดำกับศพ  ควันสีขาวลอยโชย


อ้อมไปอ้อมมา  จินจูก้มหน้าหาเบาะแสไปพลาง  เดินขึ้นเขาไปพลาง


เทียนหม่าอดทนมาก  เดินตามอยู่ข้างๆ  ไม่พยายามสื่อสาร  เพียงมองรองเท้าบูตสีขาวที่เปื้อนเขม่าดำแล้วขมวดคิ้ว


ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร  จินจูพลันเอ่ยว่า  “เจอแล้ว”


พูดพลางย่อตัวลง  หยิบดาบหักท่อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น


เขายกคมดาบขึ้นส่องกับแสง  พินิจพิจารณารอยหักอย่างละเอียด  “นี่ไม่ใช่ดาบที่แหว่งเพราะการฟันปกติ  ดาบเหล็กทั่วไปถ้ารับแรงไม่ไหวจนหัก  รอยแตกต้องโค้งงอไม่เรียบ  แต่เล่มนี้  รอยหักเรียบเป๊ะ  ถูกยอดฝีมือใช้แรงสะเทือนให้ขาด”


เทียนหม่า:  แล้วยังไง?


จินจูไม่ตอบ  เขาจับใบดาบกับด้าม  ลุกขึ้นก้มหน้าหาต่อบนพื้น


นานต่อมา  เขาหาดาบหักได้สามเล่มจากพื้น  รอยขาดล้วนเป็นรอยตรงเป๊ะแบบเดียวกัน


เทียนหม่าสีหน้าจริงจังขึ้น:  วิชาดาบเยี่ยมจริง


จินจูมองดาบหักในมือ  สีหน้าเปลี่ยนไปมา  “หรือจะเป็นวิชาดาบตระกูลเหลียง?  เหลียงโก่วเอ๋อร์พักอยู่ที่โรงยา  อาจถ่ายทอดวิชาดาบให้เจ้าหนุ่มนี่ก็ได้... เจ้าเคยต่อสู้กับเจียงหลิวเซียน  นางเคยแสดงวิชาดาบแบบนี้ไหม”


เทียนหม่าปฏิเสธ:  ไม่ใช่  วิชาดาบตระกูลเหลียงดุดันรุนแรง  เน้นแต่เจตนาดาบ  ไม่เน้นเทคนิค


จินจูสูดลมหายใจลึก  “แล้วเขาเป็นแค่เด็กฝึกตัวเล็กๆ  เรียนวิชาดาบนี้มาจากไหน...หรือจะเป็นหมอหลวงเหยา?  บัดซบ!  จับห่านทั้งวันกลับโดนห่านจิกตา  ขายหน้าชะมัด”


ตอนนี้เขานึกถึงเรื่องเมื่อวาน  ที่ตัวเองปวดอยู่สามชั่วยาม  ที่แท้เป็นเพราะเคล็ดวิชาฝึกตนสองสายในตัวเฉินจี้ขัดแย้งกัน


และเฉินจี้รู้ชัดเจน  แต่กลับฝึกปิดเมฆทรมานเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  


เคล็ดวิชาการฝึกตนดีๆ สายหนึ่ง  กลับถูกเฉินจี้ใช้เป็นเพียงกระบอกเสียงพันลี้


จินจูกัดฟันกรอด  “เดรัจฉาน!”


เทียนหม่าสงสัย:  ฆ่าเขาเลยไหม


จินจูก้มมองดาบหักในมือ  จ้องไม่วางตา


จนกระทั่งหิมะตกทับบ่าเขาเป็นสีขาวชั้นหนึ่ง  จินจูจึงสูดลมหายใจลึก  ก้มขุดหลุม  บรรจงฝังดาบหักเล่มแล้วเล่มเล่าใต้ดินดำอย่างระมัดระวัง


......


......


เล่มสอง  สายลมผงาด  จบ


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0349
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง