ตอนที่ 0152 โต้ธรรม



ฤดูหนาวปีที่ 31 เจียหนิงศก  คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน


หิมะพัดพรั่งพรูเต็มฟ้า  หมื่นลี้ขาวโพลน


คฤหาสน์ยามรุ่งอรุณยังคงสว่างไสว  กำแพงสีเทาหลังคากระเบื้องสีเทาสูงตระหง่านซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ  ราวกับเรือสำราญมหึมาลำหนึ่ง  ล่องลอยอย่างเงียบงันในทะเลหิมะสีเงิน


มองจากไกล  ผู้คนที่เดินผ่านราวกับได้ยินเสียงน้ำแข็งแตกร้าว  เหมือนมันกำลังค่อยๆ ผ่าดินแดนน้ำแข็งนิรันดร์


เสียงระฆังดังก้องกังวานแผ่ซ่าน


สามเณรน้อยสองรูปหน้าประตูคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  กอดอกซุกมือในแขนเสื้อเฝ้าประตู  คนหนึ่งได้ยินเสียงระฆัง  หันกลับมองเข้าไปในส่วนลึกของคฤหาสน์  เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา  “หอเต๋าแพ้ไปอีกคนแล้ว  นี่คนที่เท่าไร?”


“คนที่แปด  แพ้อีกคนก็ไม่เหลือใครแล้ว”


“หอเต๋าหยิ่งยโส  แต่พวกเราเตรียมการมาอย่างดี”


สามเณรน้อยคนหนึ่งกอดอกซุกมือในแขนเสื้อ  มองออกไปยังหิมะพายุนอกประตู  พลางทอดถอนใจ  “โต้ธรรมวันหนึ่งคืนหนึ่ง  ในที่สุดก็จะจบลง”


ตอนนั้นเอง  เสียงกีบม้าดังมาจากในพายุหิมะ


สามเณรน้อยยืนอยู่ใต้แผ่นป้ายคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  ยกมือบังตา  หรี่ตามองออกไปในพายุหิมะ  มองอยู่นานครึ่งค่อน  จึงเห็นเงาสีเทาหลายร่างค่อยๆ ชัดขึ้น


เด็กหนุ่มคนหนึ่งก้มหน้าต่ำ  มือจูงเชือกบังเหียนสามเส้นฝ่าลม  ย่ำหิมะมาอย่างยากลำบาก  ลมกรรโชกพัดชายเสื้อของเขาปลิวไปข้างหลัง  ม้าสามตัวด้านหลังมีคนหมอบตัวต้านลมหนาว


สามเณรน้อยระแวง  “ใคร?”


ผู้มาเร่งฝีเท้า  “ขอพักอาศัย”


“ขอพักอาศัย?”  สามเณรน้อยสงสัย  พอเห็นผู้มาเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ  จึงตะโกนทันที  “ที่นี่เป็นพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์  ผู้มาเยือนหยุดเดี๋ยวนี้!”


“พุทธสถาน?”


ผู้มาเยือนเงยหน้าขึ้น  เผยให้เห็นใบหน้าเด็กหนุ่ม  “ที่นี่ไม่ใช่ที่พักเชิงเขาของหอเต๋าภูเขาเหล่าจวินหรอกหรือ  ทำไมกลายเป็นพุทธสถานไปได้?”


สามเณรน้อยสบตากัน  รีบอธิบาย  “หม่าอีหมิง  ศิษย์อาวุโสหอเต๋าภูเขาเหล่าจวินโต้ธรรมแพ้พี่ใหญ่ของพวกเรา  หอเต๋าเสียคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนนี้ให้วัดหยวนเจ๋อเราไปแล้ว”


เด็กหนุ่มชะงักไป  “เล่นใหญ่ขนาดนี้?”


เขาเงยหน้ามองคิ้วประตูคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  คฤหาสน์แห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยหมู่  ทอดยาวกว้างใหญ่ไพศาล  ต้นทุนก่อสร้างต่ำสุดก็คงใช้เงินหลายหมื่นตำลึง


คฤหาสน์แบบนี้  พูดแพ้ก็แพ้เลย?


สามเณรน้อยกล่าว  “นี่เป็นทรัพย์สินของนิกายเซนอยู่แล้ว  หอเต๋าชนะไปจากพวกเราเมื่อเหรินเต๋อศกที่ 12  บัดนี้แค่กลับคืนเจ้าของ  วันนี้ยังมีเดิมพันใหญ่กว่านี้  หากหอเต๋าแพ้ทั้งเก้ารอบ  นักพรตสิบเก้าคนที่เข้าร่วมโต้ธรรมชุมนุมบัณฑิตครั้งนี้  ต้องโกนหัวบวช  ตีระฆังในวัดพวกเราไปตลอดชีวิต”


เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง  “ตอนนี้โต้ถึงรอบที่เท่าไรแล้ว?”


สามเณรน้อยตอบ  “รอบที่แปดเพิ่งโต้จบ  คงจะพักครึ่งชั่วยาม  ถ้าพวกท่านแค่ผ่านมาขอพักก็กลับไปเถอะ  วันนี้คฤหาสน์ภูเขาลู่หุนรับเฉพาะแขกของชุมนุมบัณฑิต”


เด็กหนุ่มหันกลับมองข้างหลัง  บนหลังม้ามีสาวน้อยคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนหลังม้า  เขาหันกลับมาอีกครั้ง  กล่าวกับสามเณรน้อยอย่างสุภาพ  “ในหมู่พวกเรามีโอรสอ๋องและธิดาอ๋องจวนจิ้งอ๋อง  ยังมีคุณหนูรองแห่งจวนเจ้าเมืองหลัว  รบกวนช่วยแจ้งหน่อย  ระหว่างทางเจอโจรภูเขา  บัตรเชิญหายไป”


สามเณรน้อยตกใจ  “โอรสอ๋องและธิดาอ๋อง?  แล้วท่านคือ...”


เด็กหนุ่มตอบ  “ข้าเป็นแค่เด็กฝึกเล็กๆ  ของโรงยาจวนจิ้งอ๋อง  เฉินจี้”


สามเณรน้อยถาม  “มีสิ่งยืนยันตัวตนจากจวนอ๋องไหม?”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่มี  แต่ในชุมนุมบัณฑิตนี้  ต้องมีคนรู้จักโอรสอ๋องและธิดาอ๋องแน่”


“รอเดี๋ยว”  สามเณรน้อยจับชายจีวรสีเทา  วิ่งก้าวสั้นเข้าไปแจ้งในคฤหาสน์


เฉินจี้หันกลับไปที่ม้า  กล่าวข้างธิดาอ๋อง  “ธิดาอ๋องอย่ากังวล  มีหอเต๋าและพุทธศาสนาอยู่  ต้องมียารักษาไข้หวัดแน่”


ธิดาอ๋องคลุมศีรษะด้วยเสื้อผ้า  นอนฟุบบนหลังม้าครางแผ่วเบา  ตัวตั้งตรงไม่ได้  ไม่รู้ว่าได้ยินคำพูดของเฉินจี้หรือไม่


เฉินจี้ยื่นมือไปแตะหน้าผากเธอ  ร้อนระอุ


ครู่ต่อมา  สามเณรน้อยวิ่งกลับมาอย่างรีบร้อน  “ขออภัยทุกท่าน  ตอนนี้หิมะใหญ่ปิดทาง  พวกเราไม่สามารถยืนยันตัวตนของพวกท่านได้  ขอเชิญกลับไปเถิด”


เฉินจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย  “ท่านได้แจ้งหรือไม่ว่าตรงนี้คือใคร?”


สามเณรน้อยอธิบายอย่างอดทน  “แจ้งแล้ว  แต่พี่ใหญ่บอกว่า  พวกท่านไม่ได้นำสิ่งยืนยันตัวตน  ไม่ได้นำบัตรเชิญมา  เชิญกลับไปเถิด”


เฉินจี้ตระหนักทันที  พุทธศาสนากำลังหาข้ออ้าง!


ชุมนุมบัณฑิตที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุนนี้  แม้แต่ซิ่วไฉธรรมดา  ตราบใดที่เจ้าอยากมา  ก็ได้บัตรเชิญ  ทำไมธรณีประตูที่หลวมขนาดนี้  พอมาถึงตัวข้ากลับเข้าไม่ได้?


อีกฝ่ายต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านหลงหวัง  เพราะไม่อยากพัวพันกับเรื่องระหว่างตระกูลหลิวกับจวนจิ้งอ๋อง  จึงไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไป


ช่างเป็นผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกจริงๆ


จางเซี่ยถามจากบนหลังเจ๋าจ่าว  “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร?”


เฉินจี้ยื่นมือไปจับด้ามดาบวาฬข้างอานม้าของธิดาอ๋อง  ธิดาอ๋องกลับยกมืออ่อนแรงกดหลังมือเขา  “อย่าทำเรื่องโง่เขลา”


เขายิ้มน้อยๆ  “วางใจเถิด  ข้าแค่ดูว่าดาบยังอยู่หรือไม่  ไม่โง่ถึงขนาดไปรนหาที่ตายกับสิงกวนหอเต๋าและพุทธศาสนา”


เฉินจี้หันกลับมองคู่กลอนใต้แผ่นป้ายคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  วรรคบนเขียนว่า  ‘การกระทำอยู่ที่คน  อย่าว่าทุกอย่างเป็นชะตา’  วรรคล่างเขียนว่า  ‘จิตสร้างสถานการณ์  ถอยหนึ่งก้าวย่อมโล่งกว้าง’


แต่ว่า


ก้าวนี้  เขาถอยไม่ได้


เฉินจี้ช่วยดึงเสื้อที่คลุมศีรษะไป๋หลี่ให้แน่นขึ้น  เพื่อไม่ให้ลมหนาวพัดเข้าคอเสื้อ


เขาหันกลับ  เดินไปที่หน้าประตูคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  “ที่นี่คือชุมนุมบัณฑิตใช่ไหม?”


สามเณรน้อยตอบ  “ใช่”


“กำลังโต้ธรรมอยู่ใช่ไหม?”


“ใช่”


เฉินจี้ถาม  “หัวข้อโต้ธรรมรอบนี้ระหว่างหอเต๋ากับพุทธศาสนาคืออะไร?”


สามเณรน้อยทำปากยื่น  “ข้าจะบอกท่านไปทำไม?”


เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ  “ข้าก็จะเข้าไปโต้ธรรม”


สามเณรน้อยขำ  มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า  “เจ้าจะโต้ธรรมอะไร?”


เสียงเพิ่งขาดหาย  จางเซี่ยก็พลิกตัวลงจากม้า  ฝ่าลมหิมะ  จูงเจ๋าจ่าวมาหน้าประตู  “วัดหยวนเจ๋อกลัวให้พวกข้าเข้าไปโต้วาทีชนะหรือไร”


สามเณรน้อยพิงกำแพงอิฐสีเทาใต้ป้ายวัด  กลอกตาขาว  “ยั่วยุข้าไม่ได้ผลหรอก!”


จางเซี่ยเอ่ยเสียงเข้ม  “ข้าคือจางเซี่ย  หลานสาวของสวีซู่  รองหัวหน้าสำนักโหรหลวง  หากเจ้าไม่ไปแจ้ง  ข้าจะกลับเมืองหลวง  บอกใครต่อใครว่าพระวัดหยวนเจ๋อกลัวจะแพ้โต้วาที  จึงไม่ให้พวกเราเข้าคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน!  รีบไปแจ้ง  เรื่องนี้เจ้ารับไม่ไหวแน่!”


สามเณรน้อยหดคอ  หันตัวเข้าคฤหาสน์ภูเขาไปแจ้งข่าว


ครู่ต่อมา  เขาวิ่งกลับมาพร้อมหิมะที่ทับถมบนบ่า  “อยากโต้วาทีธรรมก็ได้  แต่พวกเจ้าต้องตอบคำถามรอบนี้ที่พวกเราถามสำนักเต๋าให้ได้ก่อน!”


เฉินจี้มองเขา  “ว่ามา”


สามเณรน้อยถาม  “ลัทธิเต๋ากล่าวว่า  เต๋าให้กำเนิดสรรพสิ่ง  เต๋านี้มีปัญญารู้แจ้งหรือไร้ปัญญา?”


เฉินจี้กำลังจะเอ่ยตอบ  จางเซี่ยก็ดึงแขนเสื้อเบาๆ  กระซิบเสียงแผ่ว  “โต้วาทีธรรมไม่ง่ายอย่างนั้น  ผู้ตอบต้องอ้างที่มาจากคัมภีร์ทุกประโยค  มีที่มาคือธรรมแท้  ไร้ที่มาคือธรรมเทียม...”


เฉินจี้คิดอยู่ครู่  “ไม่สู้เจ้าไปโต้กับพวกเขาเอง?”


จางเซี่ยสีหน้าหม่นลง  “ไม่ได้  พวกเขาไม่โต้วาทีกับสตรี  เจ้าตอบคำถามพวกเขา  ข้าจะสอนวิธีตอบให้”


“ได้”


ลมหิมะพัดผ่านระหว่างสองคน  กระแสลมเล็กๆ หมุนวนรอบตัว


หลายลมหายใจผ่านไป  เฉินจี้หันกลับก้าวไปข้างหน้า  “คัมภีร์เต๋าเต๋อจิงกล่าวไว้ว่า  คนเอาอย่างแผ่นดิน  แผ่นดินเอาอย่างฟ้า  ฟ้าเอาอย่างเต๋า  เต๋าเอาอย่างธรรมชาติ  เต๋าเป็นกฎแห่งฟ้าดิน  เป็นแบบอย่างสรรพสิ่ง  ย่อมมีปัญญารู้แจ้ง”


สามเณรน้อยรับคำตอบ  ก้าวย่างเล็กๆ กลับเข้าไปแจ้งข่าวอีกครั้ง


ครู่ต่อมาเมื่อกลับมาอีกครั้ง  เขานำคำถามใหม่มาด้วย  “พี่ใหญ่ข้าบอกว่า  หากเต๋ามีปัญญารู้แจ้ง  ก็ควรสร้างแต่คนดี  เหตุใดจึงยังสร้างคนชั่วด้วย?  หากเต๋าไม่แยกแยะความดีชั่ว  ก็ควรเป็นสิ่งไร้ปัญญา  แล้วหากไร้ปัญญา  มันจะสร้างสรรพสิ่งได้อย่างไร  จะเป็นแบบอย่างให้สรรพสิ่งในฟ้าดินเอาแบบได้อย่างไร?”


ได้ยินจางเซี่ยที่อยู่ข้างหลังเขาขยับริมฝีปากแผ่วเบา  กระซิบสองสามประโยค


เฉินจี้มองสามเณรน้อยแล้วตอบ  “มหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้ว่า  อาตมันคือหลักตถาคตครรภ์  สรรพสัตว์ล้วนมีพุทธธรรมชาติ  สรรพสัตว์ล้วนมีอาตมัน  พระพุทธองค์ยังตรัสว่า  ทุกคนเกิดมามีพุทธธรรมชาติ  เจ้าจะตัดสินได้อย่างไรว่าใครเกิดมาเป็นคนดี  เกิดมาเป็นคนชั่ว?”


สามเณรน้อยชะงักงัน  “พวกท่านรู้คัมภีร์พุทธได้ดีเช่นนี้ได้อย่างไร?”


เฉินจี้พูดหงุดหงิด  “เรื่องชีวิตคน  รีบไปแจ้งเร็ว!”


สามเณรน้อยรีบวิ่งเข้าคฤหาสน์ภูเขาอีกครั้ง


คราวนี้  สามเณรน้อยไม่ได้กลับมาเร็ว  ดูเหมือนพระวัดหยวนเจ๋อที่ตั้งคำถาม  ตกอยู่ในห้วงความคิดอันยาวนาน


ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร  ได้ยินเสียงระฆังดังกังวานไพเราะดังขึ้นอีกครั้งจากในคฤหาสน์ภูเขา


จางเซี่ยตาเป็นประกาย  “ระฆังดัง  ฝ่ายตรงข้ามพักปัญหานี้ไว้  เท่ากับยอมแพ้แล้ว  เฉินจี้...เฉินจี้?”


นางหันไปมอง  กลับเห็นเฉินจี้ก้มหน้า  ไม่รู้กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่


ขณะนี้เฉินจี้พบว่า  เปลวไฟในกายตน  ชั่วขณะที่เสียงระฆังดัง  พลันเต้นกระตุกชั่วพริบตา  แล้วเปลวไฟสีแดงอ่อนก็สว่างขึ้นอีกส่วน!


แปลก  เพราะเมื่อครู่จางเซี่ยใช้ชื่อข้าโต้วาทีธรรมชนะฝ่ายตรงข้ามหรือ?


ก่อนหน้านี้  เขาคิดว่าเปลวไฟเปลี่ยนแปลงต้องทำความดี  ได้ใจประชา  แต่ตอนนี้ดูเหมือนเหตุที่เปลวไฟเปลี่ยนสีอาจลึกซึ้งกว่า  กว้างขวางกว่านั้น


เฉินจี้มองไปที่จางเซี่ย


จางเซี่ยลูบแก้ม  “เจ้ามองข้าทำไม?”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่มีอะไร  คุณหนูรองจางรอบรู้ความจำดี  น่าชื่นชม  ไม่แปลกที่ดูถูกคนไร้การศึกษา”


จางเซี่ยอายนิดหน่อย  “ข้าแค่ความจำดีเท่านั้น”


ขณะพูด  สามเณรน้อยรีบวิ่งกลับมา  “รอบนี้พวกเจ้าชนะ  แต่ว่า...”


“แต่อะไร?”


สามเณรน้อยพูดลำบากใจ  “ไม่ปิดบังท่านทั้งสอง  พุทธศาสนาข้าสงบเย็นเป็นอิสระ  ไม่ผูกพันกรรม  ไม่อยากพัวพันโลกียวิสัยจริงๆ  ท่านทั้งสองมีกิจทางโลกติดตัว  กรรมยังไม่สิ้น  ไม่เหมาะเข้าคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนนี้  กรุณากลับไปเถิด”


เฉินจี้มองอีกฝ่ายอย่างสงบ  “ขอยาเม็ดเดียวน่าจะได้กระมัง?”


สามเณรน้อยส่ายหน้า  “ไม่ได้  โยมทั้งสองอย่าทำให้ข้าลำบาก  ข้าก็แค่สามเณรน้อยเท่านั้น”


เฉินจี้จะฝ่าเข้าไปทันที  แต่ถูกจางเซี่ยดึงแขนไว้  ส่ายหน้าเงียบๆ  “ฝ่าเข้าไม่ได้”


“ฝ่าไม่ได้ก็ต้องฝ่า!”


แต่ขณะนั้นเอง  เสียงเพลงแว่วมาจากนอกลมหิมะ


เฉินจี้กับจางเซี่ยหันกลับไปมองทันใด  เห็นคนหนึ่งนั่งหันหลังบนหลังวัวเขียว  พลิกหนังสือพลางฮัมเพลง  “จิตคิดชั่วร้าย  แม้เผาธูปก็ไร้ประโยชน์  ตั้งตนเที่ยงธรรมใหญ่หลวง  เห็นข้าไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร...”


เสียงเพลงพื้นบ้านม้วนเข้าไปในพายุหิมะ  ถูกเกล็ดหิมะห่อหุ้มปลิวไปไกล


เห็นวัวเขียวมาถึงหน้าประตู  นักพรตหนุ่มบนหลังวัวกระโดดลงเบาๆ


เขายิ้มแย้มเดินผ่านเฉินจี้กับจางเซี่ยมาถึงหน้าประตู  ยื่นมือลูบศีรษะโล้นของสามเณรน้อย  “จางหลี  ศิษย์หัวกะทิสำนักเต๋าภูเขาหวง  มาแทนอาจารย์ ‘สื่อถูจื่อ’  เพื่อโต้วาทีธรรม  สามเณรน้อยรีบถอยไป  ไม่งั้นระวังอาเต๋าจะตบเจ้า”


(จบตอน)



______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0357
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง