ตอนที่ 0153 ปัญหาโลกแตก
ท่ามกลางพายุหิมะ นักพรตหนุ่มสวมชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่ใต้ป้ายแผ่นไม้ มือหนึ่งลูบหัวล้านของสามเณรน้อย อีกมือถือม้วนหนังสือ ราวกับไม่มีใครอยู่รอบข้าง
มวยผมของนักพรตหนุ่มเพียงใช้กิ่งไม้หยาบๆ เสียบไว้ ทั้งที่เป็นเดือนสิบสองฤดูหนาว ชุดนักพรตสีน้ำเงินกลับเป็นเพียงเสื้อผ้าชั้นเดียว บางจนน่าตกใจ
นักพรตหนุ่มที่อ้างว่าชื่อจางหลี ยิ้มแย้มมองสามเณรน้อย งอข้อนิ้วมือเคาะหน้าผากสามเณรน้อยดังป๊อกๆ “ยังขวางทางอยู่อีก เจ้าไม่เข้าใจคำพูดของข้าหรือ หรือว่าชื่อจางหลีไร้ค่าในยุทธภพแล้ว”
สามเณรน้อยพูดตะกุกตะกักว่า “เอ่อ...ที่แท้เป็นโยมจางหลี เชิญเข้ามาเถิด!”
จางหลีใช้ม้วนหนังสือตบไหล่เขาเบาๆ “พาวัวเขียวของข้าเข้ามาด้วย อย่าลืมหาคอกวัวที่สะอาดให้มัน ป้อนซาลาเปาเจสามชั่ง ไส้เห็ดหอมผักกาด”
สามเณรน้อยชะงัก “อะ? ป้อนซาลาเปา?”
จางหลีเหลือบตามองเขา “มีปัญหาอะไรหรือ”
สามเณรน้อยรีบส่ายหัว “ไม่มีๆ ข้าจะไปสั่งห้องครัวเดี๋ยวนี้ แต่ว่าช่วงนี้ผักกาดคงหาได้ยาก...”
จางหลีโบกมือไม่สนใจ “งั้นก็ไส้ผักกาดดองแล้วกัน”
สามเณรน้อยรีบรับคำ “มีๆ เมื่อคืนข้าก็กินซาลาเปาไส้ผักกาดดอง...”
“ใครถามเจ้า”
จางหลีไม่มองเฉินจี้และพวก เดินเข้าไปในคฤหาสน์กำแพงเทาหลังคาเทาตามอำเภอใจ เขาปัดหิมะที่ตกลงบนตัว สามเณรน้อยก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังด้วยฝีก้าวเล็กๆ
พอเข้าประตูก็เห็นฉากหินหน้าตรง แกะสลักภาพนูนต่ำ พระอรหันต์สิบแปดองค์ท่าทางบึกบึนโกรธเกรี้ยว จางหลีเดินผ่านผนังหินพลางถอนหายใจ “ปีนั้นหอเต๋าชนะคฤหาสน์นี้มาจากนิกายเซน ไม่ว่าใครพูดอย่างไรก็ไม่ยอมแกะสลักผนังหินนี้ใหม่ ยืนกรานให้แขกทุกคนที่มาเห็นตรงนี้รู้ว่า คฤหาสน์หลังนี้ชนะมาจากนิกายเซน...”
เขาถามลอยๆ “ข้าเพิ่งได้ยินเสียงระฆังแต่ไกล รอบนี้ใครชนะ”
สามเณรน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “คนที่อยู่ข้างหลังท่านชนะ”
จางหลีชะงักฝีเท้า “ชนะใคร”
สามเณรน้อยพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ชนะพี่รองอู๋เจิ้งของพวกเรา พี่รองโต้วาทะด้วยหลักกุศลอกุศล เขาใช้พระมหาปรินิพพานสูตรแก้โจทย์”
พูดถึงตรงนี้ สามเณรน้อยดูไม่พอใจนัก “แต่เรายังมีพี่อีกหลายคน หอเต๋าเหลือคนเดียว ยังไงก็ไม่มีทางชนะ!”
จางหลีไม่สนใจเขา กลับถอยหลังไปที่ประตู เหลือบมองเฉินจี้ “เจ้าชนะหรือ”
เฉินจี้ไม่ตอบ
จางหลีถามอีก “เจ้าอ่านคัมภีร์พุทธศาสนาจบแล้วหรือ”
เฉินจี้ยังคงไม่ตอบ
จางหลีหันกลับมองไป๋หลี่บนหลังม้าแวบหนึ่ง “นางเป็นหวัดใช่ไหม”
เฉินจี้ออกเสียงรับ
จางหลีหยิบขวดกระเบื้องขาวรูปน้ำเต้าออกมาจากแขนเสื้อ เทลูกกลอนสีดำออกมาเม็ดหนึ่ง “นี่คือยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนที่ศิษย์น้องข้าปรุงเองกับมือ บำรุงรากฐานร่างกาย แม้ไม่ใช่ยารักษาตรงโรค แต่ก็พอช่วยชีวิตได้”
พูดพลางยิ้มร่าเริง “เจ้าเพิ่งชนะพระ ลูกกลอนเม็ดนี้ข้าให้เจ้า”
เฉินจี้ตาเป็นประกาย รีบขอบคุณรับไว้ หันตัวจะไปป้อนให้ไป๋หลี่กิน
จางหลีไม่รีบร้อน เทยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนออกมาอีกเม็ด เรียกเฉินจี้ไว้ “ข้าดูแล้ว แม่นางคนนี้ไอเย็นเข้ากระดูก เม็ดเดียวไม่พอแน่ ต้องกลืนสองเม็ดจึงจะหาย”
เฉินจี้หันกลับมาถาม “เงื่อนไขอะไร”
จางหลีหัวเราะ “ฉลาด…อยากได้ยาเม็ดที่สองนี้ เจ้าต้องไปโต้ธรรมกับข้า เพียงแค่เจ้าตอบคำถามได้สักข้อ หรือไม่ก็ตั้งโจทย์ให้พระสักรูปตอบไม่ได้”
เฉินจี้ถาม “ถ้าทำไม่ได้ล่ะ”
จางหลียิ้ม “ยาลูกกลอนเม็ดนี้กว่าจะได้มาไม่ง่าย ศิษย์น้องหญิงข้าเฝ้าข้างเตาเผาตั้งสี่สิบเก้าวันกว่าจะเปิดเตาได้ยา ถ้าไม่ใช่เพราะนางสงสารศิษย์พี่อย่างข้าที่ต้องนอนกลางแจ้ง คงไม่ยอมเอายานี้ออกมาให้แน่”
“แล้วไง”
“ของนี้มีค่ามาก ถ้าเจ้าทำตามเงื่อนไขที่ข้าบอกไม่ได้ ก็ให้ยาลูกกลอนไม่ได้”
สามเณรน้อยชุดเทาเบิกตากว้าง “หอเต๋าจะดึงคนนอกมาช่วยได้อย่างไร”
จางหลีไม่พอใจ ใช้นิ้วเคาะหัวล้านดังป๊อกๆ “ปีนั้นพุทธศาสนาดึงขุนนางฝ่ายบุ๋นจากสำนักขงจื๊อมาช่วยรบ หอเต๋าเราพูดอะไรบ้าง”
สามเณรน้อยรีบสวน “แต่พวกเขาไม่มีบัตรเชิญ ไม่มีเครื่องพิสูจน์ตัวตน...”
จางหลีหัวเราะเยาะ “คงเป็นข้ออ้างที่พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับกรรมกันมั้ง ไม่เป็นไร กรรมนี้ข้ารับเอง! ให้ผ่าน!”
สามเณรน้อยทำปากยื่น “ท่านมีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า คฤหาสน์ลู่หุนนี้เป็นของวัดหยวนเจ๋อแล้ว คำพูดท่านไม่มีผล”
จางหลีลูบหัวล้านของเณรพลางทอดถอนใจ “พี่ใหญ่เจ้ายังไม่กล้าพูดจาเหลวไหลแบบนี้กับข้า รีบหุบปากเถอะ ไม่งั้นข้าจะตบเจ้าแล้วนะ”
สามเณรน้อยรีบหดคอ
เฉินจี้มองจางหลี “ขอให้ข้าลองสรรพคุณยาก่อน”
จางหลียิ้ม “เชิญ”
เฉินจี้ฝ่าพายุหิมะเดินออกไปนอกประตู ยื่นยาลูกกลอนจ่อริมฝีปากไป๋หลี่อย่างอ่อนโยน “รีบกินเข้าไป ดูว่าได้ผลไหม”
ไป๋หลี่กัดยาลูกกลอน กลืนลงท้องอย่างยากลำบาก
สีหน้านางพลันกลายเป็นแดงเรื่อ ดวงตาไม่อ่อนล้าไร้แววอีกต่อไป ไป๋หลี่พยุงตัวพลิกลงจากหลังม้า เพียงแต่ยังเดินโซเซอยู่บ้าง
ยาลูกกลอนนี้วิเศษนัก ราวกับแย่งชิงการสร้างสรรค์ของฟ้าดิน
โอรสอ๋องตาเป็นประกาย “เคล็ดวิชาหลอมยาของหอเต๋าภูเขาหวง?”
จางหลียิ้มตอบ “ถูกต้อง”
เฉินจี้ยืนครุ่นคิดในหิมะครู่หนึ่ง หันตัวส่งบังเหียนม้าให้สามเณรน้อยอีกรูปที่หน้าประตู แล้วพูดกับจางหลี “ข้ามีคำถามหนึ่งอยากลอง ส่วนจะทำให้พวกพระตอบไม่ได้หรือไม่นั้น ข้าไม่รับปาก”
จางหลีหัวเราะอย่างเป็นอิสระ “ลองดูก็แล้วกัน”
เฉินจี้และพวกตามจางหลีเดินเข้าไปในคฤหาสน์ลู่หุน เดินผ่านกำแพงเทาสูงตระหง่าน ราวกับแล่นผ่านหุบเขามืดมิด
เงยหน้ามองขึ้นไป แสงของท้องฟ้าที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ กลับเหลือเพียงช่องแคบ
จางหลีเห็นเฉินจี้เงยหน้ามอง จึงพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ไม่รู้ว่าปีนั้น พวกพระคิดจะซ่อนอะไรที่นี่ ถึงได้สร้างคฤหาสน์ลู่หุนให้เหมือนหุบเขา ภูเขาหวงของข้าเองก็มีทิวทัศน์เส้นฟ้าแคบ อยู่ใต้ถ้ำเหวินซู ผ่านสะพานเซียนก็เห็น คนเดินอยู่ในนั้น เมื่อแหงนมองฟ้า ท้องฟ้าจะเหลือเพียงเส้นเดียว หากไม่ใช่เวลาจื๋ออู่ ก็มองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน”
เขาหันกลับมองเฉินจี้แวบหนึ่ง แล้วพูดยิ้มๆ “หอเต๋าภูเขาหวงของข้า ตั้งอยู่บนยอดเขามหัศจรรย์อันดับหนึ่งใต้หล้า กล่าวกันว่ายังเป็นสถานที่ซึ่งเซียนหลอมลูกกลอนกระบี่จนหลุดพ้นขึ้นสวรรค์”
เฉินจี้สะดุ้ง “ลูกกลอนกระบี่? หมายถึงเมล็ดกระบี่ของศาลเจ้านักรบราชวงศ์จิ่ง?”
จางหลีส่ายหัว “นั่นก็ไม่รู้แล้ว”
เฉินจี้ถามต่อ “เซียนผู้นั้นชื่ออะไร”
จางหลีก็ส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ใต้ยอดฝู่กู่มีถ้ำหมื่นปี ในถ้ำสลักอักษรซวนหยวนไว้สองตัว เซียนผู้นั้นอาจชื่อซวนหยวนก็ได้...ฮ่าๆ ข้าเดาเอา”
ในใจเฉินจี้พลันเกิดฟ้าผ่า
ซวนหยวน!
ในที่สุดข้าก็ได้ยินชื่อซวนหยวนจากปากคนอื่น แดนฝันขุนเขาขจีในโลกนี้ก็มีที่มาที่ไปแล้ว!
เขาอำพรางความตื่นเต้น ถามอย่างสงบ “หอเต๋าภูเขาหวงมีบันทึกประวัติของซวนหยวนผู้นี้หรือไม่?”
จางหลีส่ายหน้า “ไม่มี เขาไม่ใช่คนของหอเต๋าข้า ตอนที่หอเต๋าข้าตั้งสำนักอยู่บนภูเขาหวง ถ้ำของเขาก็อยู่ที่นั่นแล้ว ภูเขาหวงของข้าเต็มไปด้วยทิวทัศน์งดงาม หากครั้งนี้เจ้าชนะพระได้ ก็ยินดีต้อนรับเจ้ามาเป็นแขกที่ภูเขาหวง”
เฉินจี้เผยสีหน้าแปลกประหลาด “หากไม่ชนะเล่า”
จางหลีหัวเราะร่า “งั้นก็อย่ามาเลย”
เฉินจี้ “......”
......
......
ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหน ข้างหน้าค่อยๆ มีเสียงอึกทึก
เมื่อเดินออกจาก ‘หุบเขา’ ก็เห็นลานกว้างแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยบัณฑิตนักปราชญ์นั่งกระซิบกระซาบกัน
รอบๆ ลานรูปวงรีแห่งนี้เป็นบันไดหินสิบกว่าขั้น บัณฑิตนักปราชญ์นั่งเรียงกันบนบันไดหิน ปล่อยให้หิมะตกลงบนตัว
ลวดลายยันต์แปดเหลี่ยมกลางลานถูกหิมะปกคลุม มีเพียงตรงตาปลาหยินหยางที่วางเบาะนั่งไว้ฝั่งละใบ บนเบาะใบหนึ่งมีพระหนุ่มสวมจีวรสีเทานั่งขัดสมาธิอยู่
อีกฝั่งหนึ่ง เบาะของหอเต๋ายังไม่มีใครมานั่ง
จางหลีพาเฉินจี้และพวกมาถึงนักพรตกลุ่มหนึ่ง เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทำไมไม่มีคนออกไปสู้?”
นักพรตน้อยคนหนึ่งหันมาเห็นจางหลี แล้วก็พลันดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง “ศิษย์พี่จางหลีมาแล้ว! เร็วเข้า ศิษย์พี่จางหลีไปสั่งสอนไอ้พระหัวโล้นจองหองนั่นหน่อย!”
“ศิษย์พี่จางหลี ทำไมถึงมาช้าไปหนึ่งวันหนึ่งคืน!”
จางหลียกมือห้ามเสียงนักพรตหนุ่มทั้งหลาย “เดี๋ยวก่อนๆ ตอนนี้หอเต๋าแพ้ไปกี่คนแล้ว?”
นักพรตน้อยลังเลตอบ “แพ้ไปแปดคนแล้ว เหลือขึ้นได้อีกคนสุดท้าย......”
จางหลีถามต่อ “ฝ่ายตรงข้ามเหลือกี่คน?”
นักพรตน้อยลังเลอีก “สี่คน”
จางหลีเลิกคิ้ว “พวกเจ้านักพรตน้อยภูเขาเหล่าจวินคิดไม่ซื่อ ให้ข้าขึ้นเป็นคนสุดท้าย หากข้าแพ้ ความผิดก็ตกเป็นของข้าคนเดียวสิ?”
“พี่จางหลีจะแพ้ได้ยังไง?”
“พี่จางหลีต้องชนะแน่นอน!”
จางหลีพูดอย่างหงุดหงิด “พวกเจ้าอย่ามายกยอข้า สู้หนึ่งต่อสี่จะเอาอะไรไปชนะ? ความผิดนี้หอเต๋าภูเขาหวงข้าไม่รับ!”
พวกนักพรตน้อยตื่นตระหนก “ท่านไม่ขึ้น หอเต๋าพวกเราแพ้แน่ ถึงตอนนั้น พวกเราสิบกว่าคนต้องไปบวชเป็นพระที่วัดหยวนเจ๋อ! ภูเขาหวงกับภูเขาเหล่าจวินถือเป็นพี่น้องกัน แบ่งแยกกันทำไม?”
จางหลีหัวเราะขำขัน “หืม……ก่อนหน้านี้ ศิษย์น้องข้าเคยไปขอยืมตำรับยา ไม่ยักได้ยินพวกเจ้าพูดว่าเป็นพี่น้องกัน?”
“เอ่อ นั่น......”
แต่จางหลีก็ไม่ได้ถือสาพวกเขา การโต้วาทะพุทธกับเต๋า หอเต๋ารุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน ล่มจมก็ล่มจมด้วยกัน
เขากลอกตามองเฉินจี้พร้อมยิ้ม “เจ้าไปเถอะ ชนะแล้วข้าจะให้ยา”
เฉินจี้ตอบเฉียบขาด “ได้”
พวกนักพรตน้อยประหลาดใจ “ศิษย์พี่ คนผู้นี้เป็นใคร”
จางหลีกางมือ “ข้าก็ไม่รู้”
“อะไรนะ?” พวกนักพรตน้อยตกใจ “เรื่องสำคัญขนาดนี้ จะให้คนที่ไม่รู้จักขึ้นไปได้ยังไง? หากเขาแพ้......”
จางหลีตบท้ายทอยเขาทีหนึ่ง “เขาคือคนที่เมื่อครู่โต้ชนะพระที่หน้าประตู พวกเจ้าปกติหยิ่งยโส ไม่ยอมอ่านคัมภีร์ขงจื้อและคัมภีร์พุทธ ไม่รู้เขารู้เรา จะชนะได้ยังไง? พวกพระอ่านคัมภีร์เต๋าของเราจนหมดเปลือก เตรียมตัวมาอย่างดี หากเราไม่หาคนที่อ่านคัมภีร์พุทธศาสนาจนแตกฉาน ย่อมชนะไม่ได้แน่”
พวกนักพรตน้อยพอได้ยินว่าเฉินจี้เป็นคนที่เคยชนะพระ ก็เริ่มหันมองหน้ากัน
นักพรตน้อยคนหนึ่งเอ่ยถาม “แล้วศิษย์พี่อ่านคัมภีร์พุทธหรือไม่? ทำไมท่านไม่ขึ้นเอง”
จางหลีพูดราวกับเป็นเรื่องปกติ “ข้าเป็นนักพรต จะไปอ่านของพรรค์นั้นทำไม?”
นักพรตน้อย “......”
จางหลีก้มตัวลง กระซิบกับพวกนักพรตน้อยที่บันไดหิน “ให้คนนอกขึ้น ถึงแพ้รอบสุดท้ายนี้ ก็เป็นคนนอกที่แพ้ ยังพอรักษาหน้าหอเต๋าไว้ได้บ้าง หากหอเต๋าแพ้เอง ก็จะไม่เหลือหน้าเลยสักนิด”
พวกนักพรตน้อยเพิ่งกระจ่าง จางหลีรู้ดีว่าหอเต๋าต้องแพ้แน่ จึงหาคนนอกมาเป็นกระโถน
พวกเขาก้มหน้าอย่างละอาย “แต่หากแพ้......”
จางหลีพูดเนิบนาบ “เรื่องโกนหัวบวช หากแพ้จริง พวกเจ้าก็ไปเป็นพระสักเดือนหนึ่ง แล้วค่อยประกาศสึกก็ได้”
นักพรตน้อยนิ่งงัน “หือ? สึก?”
จางหลีพูดอย่างมีเหตุผล “ทำไม? พุทธศาสนาไม่ให้สึกหรือ?”
พวกนักพรตน้อยมองหน้ากัน สุดท้ายก็ตัดสินใจ “งั้นให้เขาขึ้นไป”
จางหลีมองเฉินจี้ “เจ้าไปตั้งคำถามเถอะ ถามให้หนักๆ เลย!”
ตอนนั้น จางเซี่ยด้านข้างพูดเสียงเบา “การโต้ธรรมแบบนี้ ขึ้นไปได้แค่คนเดียว ข้าช่วยจากข้างนอกไม่ได้ อีกอย่างข้าเป็นสตรี ไม่สามารถขึ้นไปโต้ธรรมเอง”
เฉินจี้เงียบครุ่นคิด
โอรสอ๋องเอ่ยทันใด “ไม่สู้ให้ข้าขึ้นไปโต้ธรรมแทน พวกเขาชนะข้าไปก็ไม่ได้รับเกียรติใดๆ!”
เฉินจี้ จางเซี่ย ไป๋หลี่ ต่างหันไปมองโอรสอ๋องด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา เฉินจี้ควักอูหยุนออกจากอก ยัดใส่อ้อมอกไป๋หลี่ “ข้าจะลองดู”
ขณะถัดมา เขาเดินไปนั่งขัดสมาธิบนเบาะ
พระรูปหนึ่งฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นถาม “การโต้ธรรมพุทธกับเต๋า คนนอกขึ้นมาได้ยังไง?”
จางหลีพูดเรื่อยเปื่อย “นี่เป็นศิษย์ลงทะเบียนของหอเต๋าภูเขาหวงข้า”
พระจ้องด้วยความโกรธ เอ่ยถามอย่างดุเดือด “ลงทะเบียนเมื่อไร ลงชื่อว่าอะไร?”
จางหลีชะงักค้าง เมื่อครู่ตนลืมถามชื่อเด็กหนุ่มนี่ไปเสียสนิท!
ขณะที่บรรยากาศตึงเครียด เฉินจี้เอ่ยถามเสียงดัง “ขอถามท่าน หากมีเรือลำหนึ่งชื่อ ‘นาวาโปรดสรรพสัตว์’ ในช่วงหลายปีมีการซ่อมแซมอยู่เรื่อยๆ จนสุดท้ายเปลี่ยนแผ่นกระดานครบทุกแผ่น ชิ้นส่วนทุกชิ้น เรือลำนั้นจะยังเป็น ‘นาวาโปรดสรรพสัตว์’ ลำเดิมหรือไม่?”
ในลานพลันเงียบสนิท พระทั้งหลายมองหน้ากัน เงียบกริบ เหลือเพียงหิมะโปรยลงจากฟากฟ้า
จางหลีเดิมนั่งพิงบันไดหินอย่างเกียจคร้าน พอได้ยินคำถามนี้ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเต็มไปด้วยกับดัก
เขาค่อยๆ นั่งตัวตรง มองขึ้นไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิกลางลาน ท่ามกลางหิมะตก
เฉินจี้ไม่เคยอ่านคัมภีร์พุทธจนแตกฉาน แต่เขาเคยอ่านปริศนา ‘สิบอันดับคำถามโลกแตก’
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น