ตอนที่ 0154 หยาบคาย
“เรือโปรดสรรพสัตว์ ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์อยู่หรือไม่?”
ริมลานธรรม พระรูปหนึ่งเปลือยท่อนบนท่ามกลางหิมะตก ถือไม้ตีกลองสองแท่ง ตีกลองหนังถี่ระรัว ดุจวชิรธรปางโกรธ
นอกลานธรรม ในหม้อสัมฤทธิ์ นักพรตน้อยชุดสีน้ำเงินจุดธูปแท่งสูงหนึ่งดอก หนึ่งดอกธูปคือหนึ่งชั่วยาม หากธูปดอกนี้มอดหมดก่อนที่ผู้ตอบจะตอบได้ ผู้ตอบต้องยอมแพ้ ให้คนต่อไปตอบ
กลองหยุด ระฆังดัง คนจากไป
ในหมู่พระ พระหนุ่มรูปหนึ่งที่เดิมนั่งหลับตาสงบนิ่ง ถือประคำลืมตา มองไปยังในลานธรรม
หิมะโปรยปราย เห็นเพียงเฉินจี้นั่งขัดสมาธิเงียบสงบบนเบาะฟางกลม ลมพัดมาจากนอกคฤหาสน์ภูเขา ม้วนผงหิมะบางเบาตกลงบนบ่า ศีรษะ และเข่าของเขา นิ่งไม่ขยับ
พระหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว “พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรต่ำ”
กล่าวจบก็หลับตาลง นับประคำเงียบๆ
บนบันไดหินริมลานธรรม นักปราชญ์ พระชุดเทา นักพรตชุดน้ำเงิน มองดูเด็กหนุ่มในลานธรรม พูดคุยวิพากษ์กันไปมาอย่างเงียบเชียบ
นักพรตน้อยบนบันไดหินเกาหัว “พี่จางหลี ข้าว่าเรือโปรดสรรพสัตว์ย่อมไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์ลำเดิมแล้วสิ”
นักพรตน้อยอีกคนกล่าว “ไม่ถูก ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์ลำเดิม!”
“ไม่ง่ายขนาดนั้น ฟังดูก่อนว่า พระทั้งหลายจะตอบว่าอย่างไร” จางหลีจ้องแผ่นหลังเฉินจี้ไม่วางตา ชั่วขณะไม่กล้าตอบคำถามนี้อย่างหุนหันพลันแล่น
ขณะนี้ในลานธรรม พระบนเบาะฟางกลมเอ่ยช้าๆ “เรือโปรดสรรพสัตว์ไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์อีกต่อไปแล้ว คัมภีร์ฐานกล่าวไว้ว่า ความหมายแท้ของสรรพสิ่งมีจิตคืออัตภาพ หรือดวงวิญญาณ ความหมายแท้ของสรรพสิ่งไร้จิตคือรูปธาตุ พูดง่ายๆ คือส่วนประกอบ เรือโปรดสรรพสัตว์ลำนี้เปลี่ยนแผ่นกระดานเท่ากับเปลี่ยนรูปธาตุ เปลี่ยนรูปธาตุแล้ว เรือโปรดสรรพสัตว์ย่อมไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์”
บนบันไดริมลานธรรม มีคนพยักหน้า มีคนส่ายหน้า
จางเซี่ยประคองไป๋หลี่ยืนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วมุ่น
โอรสอ๋องถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงขมวดคิ้วมุ่น?”
จางเซี่ยลังเลว่า “ข้าดูการโต้ธรรมมาหลายสิบครั้ง เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกที่คำถามใดเสียงแตกเช่นนี้ ท่านดูสิ แม้แต่พวกพระก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับคำตอบของพี่สามของพวกเขา”
โอรสอ๋องเบื่อหน่าย “การโต้ธรรมเช่นนี้ล้วนเป็นการอ้างยกเมฆ ขึ้นอยู่กับว่าใครเก่งกาจในการโต้เถียงมากกว่า ไร้ประโยชน์ต่อราษฎรและแผ่นดิน”
จางเซี่ยกลับขมวดคิ้วไม่พูดอะไร
การโต้ธรรมมีผู้ตัดสิน ทุกคนมองไปยังนักปราชญ์บนบันไดหิน ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตเขย่ากระดิ่งทองเหลืองในมือ กล่าวเสียงดัง “ผู้ตั้งคำถาม มีคำตอบหรือไม่?”
เสียงเพิ่งขาด เฉินจี้ทอดสายตาต่ำ ไม่เงยหน้าถามว่า “หากข้าเปลี่ยนแผ่นกระดานเพียงแผ่นเดียว ก็เป็นการเปลี่ยนรูปธาตุ เรือโปรดสรรพสัตว์ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์หรือไม่?”
พระชะงัก “นี่...”
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด หวนนึกถึงคัมภีร์มาสนับสนุนตนเอง
แต่เวลาผ่านไปทีละนิด ธูปแท่งสูงนั้นไหม้สั้นลงเรื่อยๆ พระยังคงพูดไม่ออก
ก๊อง! มีคนตีระฆังไม้ข้างลาน พระบนเบาะฟางกลมสะดุ้งตื่น “เดี๋ยว เรือโปรดสรรพสัตว์ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์ ข้า...”
เฉินจี้กล่าวสงบนิ่ง “ลงไป”
เด็กหนุ่มพูดหนักแน่น ไม่อาจโต้แย้ง
การโต้ธรรมแจ้งชัดตั้งแต่ต้น เมื่อแสดงทัศนะของตนแล้ว ย่อมเปลี่ยนไม่ได้อีก อยากเปลี่ยน ให้คนอื่นมา
นักพรตน้อยข้างระฆังใหญ่ในลานธรรมเผยสีหน้าตื่นเต้น ผลักสามเณรน้อยที่เฝ้าไม้ตีระฆัง ดึงไม้ตีระฆังกระแทกระฆังทองเหลืองแรงๆ
ก๊อง!
เสียงระฆังทองเหลืองก้องกังวานไกล ทำลายเสียงกลองของพระ
นักปราชญ์จากเจียงหนานมองหน้ากัน พินิจดูเฉินจี้ในลาน ถามเสียงเบา “เด็กหนุ่มนี่ใคร?”
“ไม่รู้ บางทีอาจเป็นบุตรชายที่ไม่ค่อยออกสังคมของตระกูลใดกระมัง?”
“ไม่เหมือน ดูเครื่องแต่งกายของเขาสิ...”
......
......
พระบนเบาะฟางกลมออกจากลานธรรมอย่างอับอาย
ครู่ต่อมา วัดหยวนเจ๋อเปลี่ยนพระ นั่งบนเบาะฟางกลมกล่าวมั่นใจ “เรือโปรดสรรพสัตว์ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์ มหาปรัชญาปารมิตาสูตรกล่าวไว้ว่า แก่นแท้ของสรรพสิ่งไร้จิตคือโครงสร้าง จุดประสงค์ การใช้งานของมัน วัสดุของเรือโปรดสรรพสัตว์แม้เปลี่ยนไป แต่โครงสร้างและจุดประสงค์ไม่เปลี่ยน จึงยังเป็นมันอยู่”
เฉินจี้ไม่พูดอะไร คำตอบของอีกฝ่ายดูเหมือนถูก แต่ก็เหมือนไม่ถูก พอเงียบนานเข้า พระก็ไม่มั่นใจเหมือนเมื่อก่อน มองไปยังหมู่พระโดยไม่รู้ตัว
จางหลีเตรียมจะกล่าวบางสิ่ง แต่เห็นเฉินจี้หันกลับมาจ้องเขานิ่ง ไม่วางตา
จางหลีลังเลนาน จู่ๆก็เข้าใจความหมายของเฉินจี้
เขาหัวเราะปนขำส่งขวดกระเบื้องขาวรูปน้ำเต้าให้ไป๋หลี่ “เขาชนะไปหนึ่งคนแล้ว ยาลูกกลอนนี้เป็นของเจ้า”
ไป๋หลี่ชะงัก “เขา...”
จางหลีเร่ง “กินเร็วๆ เถิด เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขายังรออยู่ ถ้าไม่เห็นเจ้ากินยาจนดีขึ้น เขาจะไม่อ้าปาก...เจ้าหนุ่มนี่!”
จางเซี่ยรีบรับยาลูกกลอนให้ไป๋หลี่กิน ชั่วพริบตา ไป๋หลี่สีหน้าเป็นปกติ ไม่ต้องให้คนประคองอีก
จางหลีมองเฉินจี้ ขยับปากไม่มีเสียง “ดีขึ้นหรือยัง?”
พระบนเบาะฟางกลมเร่งเร้า “เจ้าหนุ่ม ยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
เฉินจี้เห็นไป๋หลี่ดีขึ้น จึงหันกลับมองพระบนเบาะฟางกลม “หากข้าถอดแผ่นกระดานทุกแผ่นของเรือโปรดสรรพสัตว์ ชิ้นส่วนทุกชิ้น แล้วประกอบใหม่เป็นเรือลำหนึ่ง เรือลำนี้เป็นเรือโปรดสรรพสัตว์หรือไม่?”
พระชะงัก “นี่...”
ริมลานมีนักปราชญ์เกือบครึ่งลุกขึ้นยืน ดึงผ้าแพรจากแขนเสื้อโยนเข้าไปในลาน “วิเศษ!”
ทางโต้ธรรม หากผู้ชมริมลานเห็นว่าน่าชื่นชม ย่อมโยนผ้าออกมา ยิ่งโยนมาก ย่อมแสดงว่าผู้สนับสนุนมาก
ในชั่วขณะนั้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนหลายร้อย เฉินจี้รู้สึกได้ทันใด เปลวไฟห้าสิบหกดวงในร่างเขากระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง สว่างไสวขึ้นอีกส่วน เกือบจะเปลี่ยนจากสีแดงอ่อนๆ เป็นสีเหลืองจาง
นักพรตน้อยมองหน้ากันงุนงง ไม่เข้าใจนัก “พี่ใหญ่ นี่นับว่าชนะแล้วหรือ”
จางหลีที่ข้างสนามถอนหายใจยาว “ปัญหาที่เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมานี้ ช่วงเริ่มอาจโต้ง่าย แต่จะโต้ให้ล้มนั้นยาก รุกรับครบถ้วน ล้วนเป็นข้อขัดแย้ง”
พระบนเบาะนั่งครุ่นคิดคัมภีร์อย่างยากลำบาก อยากหาพุทธวจนะมาสนับสนุนข้อโต้แย้งของตน แต่คิดแล้วก็หาไม่ได้
ท้ายสุด เขาเหลือบมองไปยังหมู่พระข้างสนามด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครกล้าออกมารับศึกอีก
ท่ามกลางหิมะ บนบันไดหิน พระหนุ่มที่นั่งกลั้วประคำอย่างสงบมาตลอด บรรจงลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปกลางลานประลอง
บรรดาบัณฑิตข้างสนามค่อยๆ เงียบลง มีคนกระซิบกระซาบ “หนุ่มนิรนามผู้นี้ทำให้อู๋ไจต้องลงสนามโต้ธรรมอีกรอบ”
อู๋ไจใช้มือที่ถือประคำ ตบบ่าพระบนเบาะนั่งแผ่วเบา “ลงไปเถอะ คำถามนี้ ข้าจะตอบเอง”
พระบนเบาะนั่งชะงักไปชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน “พี่ใหญ่ ข้า...”
อู๋ไจถือประคำ ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร”
เขานั่งลงบนเบาะ ไม่รีบตอบคำถาม หากใช้นิ้วหัวแม่มือกลั้วประคำแผ่วเบาสามหน
จางเซี่ยพูดเสียงแผ่ว “คนผู้นี้คืออู๋ไจ ศิษย์อาวุโสวัดหยวนเจ๋อ อายุสิบสองก็โต้ธรรมกับหอเต๋าแล้ว ในเวลาเจ็ดปี ชนะเอาที่ดินของวิหารเต๋าและหอเต๋ารอบเมืองหลวงไปหมดสิ้น บัดนี้ในเมืองหลวงไม่มีวิหารเต๋าเหลือสักแห่ง”
โอรสอ๋องตกตะลึง “นี่มันพระที่วัดชุบเลี้ยงมาเพื่อแย่งทรัพย์สินหอเต๋าชัดๆ”
จางหลี “...”
จางเซี่ยมองประคำในมืออู๋ไจ “ข้าเคยดูเขาโต้ธรรม เขาเคยพูดเองว่า กลั้วประคำหนึ่งครั้งคิดได้เก้าร้อยความคิด เขากำลังเลือกมุมที่ชนะง่ายที่สุดจะเปิดปาก”
โอรสอ๋องยักปาก “โม้เหม็น”
จางหลีหัวเราะร่าพลางเห็นด้วย “ใช่เลย โม้เหม็น”
ตอนนั้น ลานประลองเงียบลง เมื่ออู๋ไจกลั้วประคำเม็ดที่สี่ เขาเอ่ยอย่างนิ่งสงบว่า “เรือโปรดสรรพสัตว์ไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์อีกต่อไป พระราชปรัชญาปารมิตาสูตรกล่าวว่า หนึ่งดีดนิ้วคือหกสิบขณะ หนึ่งขณะเกิดดับเก้าร้อยครั้ง เมื่อเวลาช้าพอ เจ้าจะเห็นสรรพสิ่งในโลกดุจอนุภาค เกิดดับจัดระเบียบใหม่ในชั่วขณะ หนึ่งความคิดผ่านไป เจ้ายังไม่ใช่เจ้า เรือโปรดสรรพสัตว์ก็ไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์”
อู๋ไจยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “คนไม่อาจก้าวลงสายน้ำเดิมได้ ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนหรือไม่ หนึ่งความคิดผ่านไป เจ้าก็ไม่ใช่เจ้า เรือโปรดสรรพสัตว์ก็ไม่ใช่เรือโปรดสรรพสัตว์”
จางหลีด่าเสียงแผ่ว “แย่แล้ว พระจะโกง”
โอรสอ๋องสงสัย “อย่างไร?”
จางหลีอธิบายว่า “นี่คือแก่นแท้ของ ‘อนัตตา’ ในพุทธศาสนา พูดถึงการวางทุกธรรม ทุกความยึดมั่นในตัวตน หากตามคำสอนพุทธนี้ สรรพสิ่งในโลกหลังผ่านไปชั่วขณะก็ไม่ดำรงอยู่ ล้วนเกิดใหม่... ยืนอยู่ในจุดที่ไม่พ่ายแพ้แล้ว”
บรรดาบัณฑิตลุกขึ้นกันระโยงระยาง มีอีกครึ่งหนึ่งโยนผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อลงกลางสนาม ทุกคนมองไปยังเฉินจี้
ธูปสูงในกระถางสำริดค่อยๆ ไหม้จนหมด พระรูปหนึ่งมองไปยังสามเณรด้านข้าง “ยังไม่ตีระฆังอีกหรือ รอบนี้พุทธชนะ”
แต่แล้วเฉินจี้ก็เงยหน้าขึ้นมา มองอู๋ไจอย่างสงบนิ่ง “หากไร้ตัวตน แล้วใครอยู่ในวัฏสงสาร ใครต้องหลุดพ้น”
อู๋ไจตะลึงค้าง
จางหลีลุกพรวดขึ้นยืน
หากไร้ตัวตน ใครอยู่ในวัฏสงสาร ใครต้องหลุดพ้น
ที่แท้ กระบี่ดาบสุดท้าย ซ่อนอยู่ตรงนี้นี่เอง
อนัตตากับอัตตา คือรากฐานตรรกะที่พุทธศาสนาอธิบายไม่ชัดเจนมาหลายพันปี ชี้ตรงรากฐานพุทธศาสนา
มิใช่ว่าพระอาจารย์อธิบายไม่ชัด แต่ความจริงแล้วพูดไม่ได้
พุทธสอน ‘อนัตตา’ เพื่อไม่ให้สาวกยึดติดชาติก่อนชาตินี้ วางทุกธรรมลง
แต่คำสอนที่พุทธใช้ชักนำศรัทธาฆราวาส กลับเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ กรรมวัฏสงสาร ผลกรรมที่ ‘จับต้องได้’ อาทิ ทำดีจึงไม่ตกนรก ไม่ตกเดรัจฉาน สั่งสมบุญชาติหน้า ล้วนเพื่อ ‘ตัวเอง’
นี่มันคนละชุดกันเลย
จางหลีถูมือด้วยความตื่นเต้น “อู๋ไจตอบไม่ได้แล้ว”
โอรสอ๋องถามว่า “คำถามนี้ยากมากหรือ”
จางหลีดวงตาเป็นประกาย “อู๋ไจไม่ใช่ตอบไม่ได้ แต่ไม่อาจตอบออกไป ชุมนุมบัณฑิตคราวนี้มีคนมาก การโต้ธรรมจะต้องเผยแพร่ออกไปเป็นลายลักษณ์อักษร หากเขาบอกว่าอนัตตาถูก ก็เท่ากับยอมรับว่า ‘วัฏสงสารบุญกรรม’ ที่พุทธป่าวประกาศ เป็นแค่วิธีปั่นหัวศรัทธา ควบคุมศรัทธา พวกเขาเองยังไม่เชื่อเรื่องนี้เลย”
เขาชื่นชมว่า “ดึงฟืนใต้หม้อ ฆ่าคนทำลายจิตใจ”
อู๋ไจมองเฉินจี้ รู้สึกได้เพียงว่า ในดวงตาเด็กหนุ่มตรงหน้าราวมีไฟกะพริบ
เฉินจี้เอ่ยถาม “พุทธศาสนายังมีคนขึ้นสนามได้อีกหนึ่ง จะเปลี่ยนคนหรือไม่”
อู๋ไจหันกลับมองหมู่พระข้างหลัง พระหนุ่มเหล่านั้นมองหน้ากันตาปริบๆ ไม่มีใครกล้าออกมา
อู๋ไจวางประคำ มือวางบนเข่า นิ้วจีบดอกไม้พลางยิ้มน้อยๆ เลี่ยงไม่ตอบตรงๆ “โยมผู้นี้ ข้าเห็นท่านมีบุญกับพุทธ เข้ามาฝึกตนที่วัดหยวนเจ๋อดีไหม หอเต๋าอ่อนแอ แทนที่จะเป็นศิษย์ลงทะเบียนหอเต๋า ไม่สู้มาเป็นศิษย์ตรงสายของพุทธ”
จางหลีชี้หน้าอู๋ไจด่าลั่น “พูดเพ้อเจ้อหาแม่เจ้าหรือ!”
อู๋ไจเหลือบมองเขา “หยาบคาย”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น