ตอนที่ 0155 เส้นทางกลับ



หิมะขาวโพลนปกคลุมกำแพงสูงสีเทา


ธูปในกระถางสัมฤทธิ์ลุกโชนจนหมดสิ้น  ควันยังคงพวยพุ่งออกมา


ข้างลานประกอบพิธี  พวกนักพรต  พระ  และบัณฑิตต่างกระซิบกระซาบ  แสดงอาการนานาประการ


พุทธบุตรอู๋ไจไม่สนใจจางหลีอีก  หันมาบิดลูกประคำพลางกล่าวเสียงเบากับเฉินจี้  “โยมผู้นี้  ท่านมีอคติต่อพุทธศาสนา  บางทีหากท่านเข้าใจมากขึ้น  ก็จะวางความขุ่นข้องในใจได้”


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิบนเบาะฟางกลม  “ข้ารับน้ำใจท่านพุทธบุตรแล้ว  แต่ข้าหกกิเลสยังไม่สิ้น  เข้าวัดไม่ได้”


เหล่าบัณฑิตจับจ้องเข้าไปในลานพิธี  สายตาจดจ่ออยู่กับเฉินจี้


หนุ่มน้อยผู้นี้  นำเรื่องที่ว่าพุทธศาสนาไม่ใช่พุทธปรัชญา  มาพูดต่อหน้าธารกำนัล  นับเป็นการล่วงละเมิดข้อห้ามของพุทธศาสนาแล้ว  ยังปฏิเสธพุทธศาสนาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้อีก  ช่างเป็นลูกวัวหนุ่มไม่กลัวเสือจริงๆ


ขณะนั้นเอง  เฉินจี้ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจอย่างอ่อนโยน  “โยม  พุทธศาสนาของข้า  แต่ไหนแต่ไรมาล้วนจริงใจต่อผู้คน  ท่านเพียงแค่เข้ารีตเป็นอุบาสก  อาตมาย่อมตอบแทนอย่างหนา”


เฉินจี้ชะงักเล็กน้อย  เขาไม่เห็นอู๋ไจขยับปาก  แต่เสียงของอู๋ไจกลับส่งมาถึงเขาอย่างแน่นอน


เขาจ้องมองอู๋ไจนิ่ง  อู๋ไจเพียงยิ้มน้อยๆ ให้เขา  มือขวาพลิกคว่ำลง  นิ้วหัวแม่มือแตะนิ้วกลางแผ่วเบา  ผูกอินแห่งการประทานศีล


นี่คือ...เคล็ดวิชาสิงกวน?  ส่งเสียงตรงเข้าจิตใจคนได้เลย


เฉินจี้ครุ่นคิด  อุบาสกก็คือสาวกฆราวาสที่เข้ารีตพุทธศาสนา  หากเขากลายเป็นอุบาสก  การโต้ธรรมครั้งนี้ก็มิใช่หอเต๋าชนะพุทธศาสนา  แต่เป็นคนในพุทธศาสนาชนะกันเอง  ยังรักษาหน้าตาไว้ได้


ทว่าหลังจากเฉินจี้ใคร่ครวญนาน  เขาหันไปมองนักพรตน้อยข้างระฆังใหญ่  แล้วเอ่ยปาก  “ตีระฆัง”


อู๋ไจค่อยๆ เก็บรอยยิ้ม  “โยมแน่ใจแล้วหรือ  ว่าไม่ยอมเข้าพุทธศาสนาของข้า?”


เฉินจี้นั่งบนเบาะฟางกลม  ปัดหิมะบนไหล่ตนเอง  “ท่านพุทธบุตร  พวกข้าลุยหิมะมา  พาแม่นางป่วยหนักใกล้ตายมาขอความช่วยเหลือ  ตอนเข้าประตู  สามเณรน้อยกลับบอกว่า  พวกข้าไม่มีสิ่งของเป็นหลักฐาน  ไม่มีบัตรเชิญ  เข้าไม่ได้”


เขามองไป๋หลี่แวบหนึ่งแล้วพูดต่อ  “แม่นางผู้นั้นติดไข้หวัด  มีไข้วันคืน  จนเปลือกตาก็แทบยกไม่ขึ้น  หากไม่มีพี่จางหลีช่วยเหลือ  เกรงว่าชีวิตนางคงไม่รอด  แม้ตอนนี้นางจะยืนได้ปกติ  แต่พอข้านึกถึงอีกผลลัพธ์หนึ่ง  ก็รู้สึกหวาดกลัวย้อนหลัง  หากพระพุทธแม้แต่เพื่อนข้ายังโปรดไม่ได้  ข้าไม่เข้ารีตก็ได้”


เฉินจี้พูดอย่างสงบ  “ตีระฆัง”


เสียงดับลง  ไม่รู้ว่าลมแรงพัดมาจากไหน  หมุนเป็นเกลียวเข้าคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  กวาดหิมะในลานพิธีไปครึ่งหนึ่ง  


ชั่วพริบตา  หิมะใต้ที่นั่งเฉินจี้กระจายหมดสิ้น  เผยให้เห็นปลาหยินสีดำบนพื้นรอบตัวเขา


จางหลีเดิมนั่งยิ้มๆ ดูความวุ่นวายอยู่แล้ว  พอเห็นภาพนี้กลับลุกขึ้นทันที  ครู่ต่อมาเขาผ่อนคลายจิตใจ  ยิ้มมองไป๋หลี่ที่อยู่ไม่ไกล  “ที่แท้  เขากำลังระบายความโกรธให้เจ้า”


ไป๋หลี่มองไปยังลานพิธี  มองเงาด้านข้างของเฉินจี้


ชั่วพริบตาถัดมา  จางหลีมองนักพรตน้อยข้างระฆังใหญ่  แล้วด่าพร่ำ  “พวกหอเต๋าภูเขาเหล่าจวินสมองทึบกันหมดเลยหรือ  มัวรออะไรอยู่?  ตีระฆังสิ!”


“ด…ได้!”  นักพรตน้อยผลักสามเณรน้อยข้างกายออก  ดึงไม้ตีระฆังถอยหลัง  แล้วผลักไม้ตีกระแทกระฆังอย่างแรง!


ก๊อง!


เสียงระฆังกังวานกระจาย  พุทธบุตรอู๋ไจ  พ่ายแพ้!


เหล่านักพรตน้อยหอเต๋าภูเขาเหล่าจวินต่างยิ้มแย้มแจ่มใส  แม้พุทธศาสนายังเหลืออีกคนไม่ได้ขึ้นเวที  แต่พวกเขารู้ดีว่า  คำถามนี้อู๋ไจตอบไม่ได้  พระรูปหลังก็ตอบไม่ได้เช่นกัน


ในที่สุดไม่ต้องบวชพระแล้ว!


นักพรตน้อยมองจางหลี  “ศิษย์พี่  หนุ่มน้อยผู้นี้เป็นศิษย์ขึ้นทะเบียนของหอเต๋าภูเขาหวงจริงหรือ  คราวหน้าโต้ธรรมกับพุทธศาสนาอีก  ต้องเรียกเขามาให้ได้เลยนะ”


จางหลีตบท้ายทอยนักพรตน้อย  “คราวนี้ข้าเสียยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนไปสองเม็ด  ถึงให้เขาลงโต้ธรรม  หอเต๋าภูเขาเหล่าจวินพวกเจ้าต้องรับผิดชอบหนึ่งเม็ด...ไม่สิ  ทั้งสองเม็ดพวกเจ้าออกเอง”


“หา?”  นักพรตน้อยเบิกตากว้าง  “เรื่องนี้พวกข้าตัดสินใจไม่ได้  ยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนมีค่ายิ่งนัก”


จางหลีพูดอย่างหงุดหงิด  “ก็แค่ของนอกกายเอง  หรือพวกเจ้าจะกอดยานี่ลงโลงศพไปด้วย?”


นักพรตน้อยคิดอยู่ครู่แล้วพูด  “งั้นไม่ใช่ว่า  คราวหน้าทุกครั้งที่โต้ธรรม  ต้องเสียยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนสองเม็ดหรือ?”


จางหลีเบาเสียงลง  “เจ้าโง่หรือไง  คราวหน้าโต้ธรรมกับพระอีก  แค่หยิบคำถามนี้มาใช้ก็พอ  ไม่ต้องให้หนุ่มน้อยนั่นลงเวทีเอง!  พุทธศาสนาเคยใช้  ‘ตำราเล่าจื๊อกล่อมชาวหู’  กดพวกเราสามร้อยปี  ตอนนี้พวกเราก็ใช้คำถามนี้กดพวกเขาสามร้อยปี!”


นักพรตน้อยตาเป็นประกาย  “ใช่เลย!”


......


......


อู๋ไจนั่งบนเบาะฟางกลม  แย้มยิ้มอีกครั้ง  ราวกับอดีตที่ผ่านมาได้ผ่านพ้นไปแล้ว  “โยม  หากเปลี่ยนเป็นท่าน  จะตอบคำถามนี้อย่างไร  เรือโปรดสรรพสัตว์ยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์อยู่หรือไม่?”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ข้าก็ตอบไม่ได้เช่นกัน”


อู๋ไจสงสัย  “เพราะเหตุใด?”


เฉินจี้คิดอยู่ครู่แล้วพูด  “ข้าไม่สนว่ามันยังเป็นเรือโปรดสรรพสัตว์หรือไม่  ขอแค่ไปถึงฝั่งได้ก็พอ”


อู๋ไจนิ่งเงียบนาน


ครู่ต่อมาเขาเปลี่ยนประเด็น  “โยม  ฝ่ายข้ายังเหลืออีกหนึ่งคน  ไม่ทราบว่าฝ่ายข้าจะออกโจทย์อีกข้อ  ให้ท่านตอบ  ตัดสินแพ้ชนะครั้งสุดท้ายได้หรือไม่?”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “พวกท่านตอบคำถามข้าไม่ได้  การโต้ธรรมครั้งนี้จบแล้ว  ข้าเป็นแค่ผู้ผ่านทาง  บัดนี้ก็ถึงเวลาจากไปแล้ว”


จางหลีชื่นชม  “ปฏิเสธได้ดี  อู๋ไจคงเตรียมคำถามยากๆ ไว้พลิกสถานการณ์  แต่เจ้าหนุ่มไม่เปิดโอกาสเลย  อู๋ไจต่อยกำปั้นใส่สำลี  คงอึดอัดยิ่งนัก”


ขณะนั้น  เฉินจี้ลุกขึ้นจากเบาะฟางกลมแล้ว  เรียกโอรสอ๋อง  ไป๋หลี่  จางเซี่ยไปกัน


จางหลีดึงตัวเขาไว้  “รีบไปไหนเล่า?  อยู่ดื่มด้วยกันก่อนสิ  ห้องเก็บสุราคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนมีเหล้าดีๆ เก็บไว้เพียบเลยนะ”


โอรสอ๋องตาเป็นประกาย  แต่กลับได้ยินเฉินจี้ปฏิเสธว่า  “พวกข้าไม่ดื่ม  ยังมีคนมากมายเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเรา  ต้องรีบกลับไปรายงานว่าปลอดภัย”


เขากระซิบกับโอรสอ๋อง  “ที่นี่เป็นแดนถูกผิด  พวกพระสงฆ์คบหาไม่ง่าย  รีบไปจะดีกว่า”


โอรสอ๋องอืมในลำคอ  แล้วไม่อาลัยอาวรณ์อีก


ทุกคนเดินออกไปนอกคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  แต่กลับเห็นพระสงฆ์ชุดสีเทาลุกขึ้นพร้อมกัน  ยืนขวางทางไว้เงียบงัน


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  “ทำอะไร?  ตอนแรกไม่ให้คนเข้า  ตอนนี้ไม่ให้คนออก?”


อู๋ไจก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว  ถือประคำในมือ  ประนมมือกล่าว  “อาตมาเห็นโยมมีปัญญาเฉียบแหลม  นานแล้วที่ไม่ได้โต้ธรรมกับคนเช่นโยม  เห็นแล้วใจคัน  อยากโต้ปัญหาอีกข้อหนึ่ง”


เฉินจี้ถามกลับ  “หากไม่โต้  ก็ไปไม่ได้หรือ?”


อู๋ไจยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบ


จางหลีเลิกคิ้ว  นำเหล่าเต๋าเด็กหลายคน  กรูเข้ามาล้อมเฉินจี้และพวกไว้  “ที่นี่คือเชิงเขาหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน  พวกเจ้ากล้าอาละวาดหรือ?  ถอยไป!”


อู๋ไจยังคงยิ้มน้อยๆ  ไม่ตอบเช่นเดิม  ดูเหมือนไม่ใส่ใจจางหลีและพวก


เฉินจี้ยื่นมือไปจับด้ามดาบวาฬที่โอรสอ๋องกอดไว้  จางหลีหรี่ตาเล็กน้อย  มือขวาผูกอินสามขุนเขา  เสื้อคลุมเต๋าพลิ้วไหวโดยไร้ลม


เหล่าบัณฑิตถอยหลังออกไป  กลัวเลือดจะกระเด็นมาใส่ตัว


สถานการณ์ตึงเครียดพร้อมชักดาบ


กุบ


กุบ


กุบ


ในหุบเขาสายเดียวที่ทะลุออกไปนอกคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  มีเสียงกีบเหล็กใสกังวานดังแว่ว


เสียงกีบเหล็กนั้น  หนักแน่นน่าเกรงขาม  ก้าวแล้วก้าวเล่า  ไม่ช้าไม่เร็ว  ราวกับราชันเสด็จเยือน


เหล่าพระสงฆ์พากันหันกลับไปมอง  เห็นขบวนทหารม้าเหล็กเคลื่อนผ่านหุบเขากำแพงสีเทา  คนนำหน้าขี่ม้าศึกสูงใหญ่  สวมเกราะเหล็กหล่อแวววาว  ศีรษะสวมหมวกเกราะลายมังกร  บนหมวกมีขนนกสีขาวยาวพุ่งขึ้นฟ้า


คนข้างหลังเขาขี่ม้าตาม  ชูธงราชันสูงสีเหลืองแสด  บนธงปักอักษร ‘จิ้ง’


หลังธงราชันคือทหารม้าเนืองแน่น  เรียงแถวสามคนต่อแถว  ถือหอกม้าแวววาวเย็นเยียบ  เดินขบวนเป็นระเบียบในหุบเขา


“จิ้งอ๋อง!”


“กองทหารพันปี!”


เฉินจี้เพิ่งจะเห็นว่า  บุคคลที่นำหน้ามาคือจิ้งอ๋อง!


จิ้งอ๋องดึงบังเหียน  ควบม้ามาหยุดหน้าทุกคน  เกราะบนตัวส่งเสียงกระแทกดังกรอบแกรบ


เขามองลงมาจากมุมสูง  ตากวาดผ่านเหล่าพระสงฆ์และนักพรต  ไม่โกรธแต่น่าเกรงขาม  


จางหลีถึงกับประหลาดใจ  นี่ยังเป็นจิ้งอ๋องที่ปกติใจดีอ่อนโยนหรือ?


จิ้งอ๋องถามเสียงเรียบ  “เห็นอ๋องแล้ว  เหตุใดไม่คารวะ?”


เสียงนี้แฝงอำนาจแห่งราชัน  ราวกับวาจาบัญชาสวรรค์  ทำให้คนงอเข่าโดยไม่รู้ตัว


เหล่าบัณฑิตคุกเข่าลงก่อน  พระสงฆ์แม้จะรู้ตัวช้าแต่ก็รีบคุกเข่าตาม  


สุดท้ายพวกเต๋าเด็กก็ทนแรงกดดันไม่ไหว  จำต้องคุกเข่าลง  เหลือเพียงจางหลียืนตระหง่าน  ทำท่าคารวะเท่านั้น


จิ้งอ๋องมองเขา  “เหตุใดไม่คุกเข่า?”


จางหลีอมยิ้ม  “ไม่ได้ทำสิ่งผิด  ไม่ต้องคุกเข่า”


“เจ้า!”  อู๋ไจที่คุกเข่าอยู่กับพื้น  หันกลับมามองเขาทันที  จ้องด้วยความโกรธ


จิ้งอ๋องไม่ถือสาจางหลี  เพียงลงจากม้า  แหวกฝูงชนมาหน้าไป๋หลี่  ถามอย่างห่วงใย  “ข้าได้ยินคนบอกว่า  พวกเจ้าอาจอยู่ที่นี่  ยังได้ยินว่าเจ้าป่วยหนัก...”


เฉินจี้ทราบดี  ต้องเป็นจินจูกับเทียนหม่ากลับเข้าเมือง  พอดีเจอกองทหารพันปี  จึงชี้ทางให้จิ้งอ๋อง


ไป๋หลี่อธิบายเสียงแผ่ว  “ท่านพ่อ  เฉินจี้ช่วยพวกเราจากมือนักลอบสังหาร  เขาเพิ่งแลกยาลูกกลอนจื่อสวีหยวนสองเม็ดกับปรมาจารย์เต๋าจางหลีแห่งหอเต๋าภูเขาหวง  รักษาข้าหายแล้ว”


เหล่าบัณฑิตคุกเข่าอยู่บนพื้นมองหน้ากัน  พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนอกประตูคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  รู้แต่เพียงว่า  ใครบางคนนอกประตูโต้ธรรมชนะพุทธศาสนาไปหนึ่งยก


ตอนนี้พวกเขาจึงรู้ว่า  แท้จริงแล้วนี่คือโอรสอ๋องและธิดาอ๋องแห่งจวนจิ้งอ๋อง  ที่ถูกลอบสังหารแล้วหนีมาที่นี่!


จิ้งอ๋องมองไปยังพระสงฆ์  ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  “เมื่อครู่เหตุใดจึงขวางทาง?”


อู๋ไจลุกขึ้นยืน  ประนมมืออธิบาย  “เด็กหนุ่มข้างกายธิดาอ๋อง  เมื่อครู่โต้ธรรมชนะอาตมา  อาตมาเห็นแล้วใจคัน  อยากโต้กับเขาอีกข้อหนึ่ง”


ในขบวนทหารม้าเหล็ก  คนผู้หนึ่งควบม้าออกมา  “ไม่ต้องลำบากศิษย์สายตรงข้าหรอก  มาโต้กับข้าดีกว่า”


บัณฑิตทั้งหลายตื่นเต้นทันที  “อาจารย์หวัง!  พวกเราเพิ่งพูดกันว่า  เหตุใดท่านมาช้านัก  ที่แท้ก็มากับจิ้งอ๋อง!”


“ที่แท้  เด็กหนุ่มคนนี้เป็นศิษย์สายตรงท่าน  มิน่าเล่าจึงชนะได้!”


อู๋ไจตกใจเงยหน้า  เห็นหวังต้าวเซิ่งนั่งบนหลังม้า  สวมเกราะเช่นกัน


เขารีบก้มศีรษะ  “อาตมาไม่กล้า”


อาจารย์หวังกล่าวเสียงเรียบ  “ไม่กล้าก็หลีกทางเถิด”


อู๋ไจลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  สุดท้ายก็ถอยไปข้างหนึ่ง  เปิดทางให้


จิ้งอ๋องจูงบังเหียนม้า  นำม้าศึกของตนมาหน้าเฉินจี้  “เจ้าช่วยลูกชายลูกสาวข้า  นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวง  ขึ้นม้าเถิด  ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้าน”


เฉินจี้มองจิ้งอ๋อง  แล้วมองม้าศึกที่ยืนนิ่งด้านข้าง  


จิ้งอ๋องจูงม้าให้ตนหรือ?


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง  หันไปดึงไป๋หลี่มา  ประคองนางขึ้นม้าศึก


เฉินจี้รับบังเหียนจากมือจิ้งอ๋อง  จูงม้าศึกเดินออกไปนอกคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  สีหน้าเคร่งขรึมของจิ้งอ๋องในที่สุดก็ผ่อนคลายลงบ้าง


จางหลีมองแผ่นหลังของเขา  พลันร้องเสียงดัง  “ว่างๆ ก็มาเที่ยวภูเขาหวงบ้างนะ!”


ร่างเฉินจี้ชะงักไป  เขานึกถึงเรื่องถ้ำซวนหยวน  จึงโบกมือตอบทันที  “แน่นอน!”


เขาจูงบังเหียนเดินนำหน้า  ไป๋หลี่นั่งบนหลังม้าศึก 


คนหนึ่งหน้าคนหนึ่งหลัง  ทั้งสองเคลื่อนผ่านหุบเขายาวมืดมิด  พอออกมานอกประตูก็พบแสงสว่างจ้า


นอกคฤหาสน์ภูเขาลู่หุน  กองทหารพันปีดำทะมึนยืนเรียงรายน่าเกรงขาม  พู่แดงบนศีรษะปลิวไสวตามลม  ราวภูเขาทอดยาวไม่ขาดสาย


เฉินจี้รับม้าศึกอีกตัวจากมือเณรน้อยผู้กำลังสั่นเทา  เป็นม้าที่อาจารย์เฝิงมอบให้  


เขากระโดดขึ้นหลังม้า  มือข้างหนึ่งยังคงจับบังเหียนม้าศึกของไป๋หลี่  ขาคีบท้องม้าตัวเอง  ควบผ่านแนวทัพกองทหารพันปี  มุ่งหน้ากลับบ้าน


“กลับบ้าน”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0361
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง