ตอนที่ 0156 วันข้ามปี



หิมะหนักหยุดตก


พู่แดงบนหมวกเหล็กของกองทหารพันปีปลิวสะบัดบนทุ่งหิมะ  ดุจธงผืนมหึมาที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ


เฉินจี้ขี่ม้านำหน้าสุด  ลมหายใจพ่นไอขาวลอยไปไกลตามลม  เขารู้สึกว่าความขุ่นข้องในใจสลายหายไป  ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่า  ตนมีชีวิตอยู่บนโลกนี้


ไป๋หลี่คลุมขนสัตว์สีขาว  งดงามราวภาพวาด  นางขี่ม้าตามหลังพลางถามเสียงดังว่า  “เฉินจี้  พอกลับถึงเมืองหลัวแล้ว  เจ้าอยากทำอะไรที่สุด”


เฉินจี้ดึงบังเหียนชะลอความเร็วม้าศึกให้เดินเคียงข้างไป๋หลี่  พลางหัวเราะตอบว่า  “อาบน้ำร้อนแล้วนอนหลับให้สนิท”


ไป๋หลี่หัวเราะพูด  “เสื้อผ้าของเจ้าขาดหลายแห่งแล้ว  ไว้เจ้าตื่นเมื่อไร  เราไปร้านตัดเสื้อหลี่จี้กันเถอะ  ให้พวกเขาวัดตัวทำชุดใหม่สองชุด  รวมถึงรองเท้าบูตกับหมวกด้วย”


เฉินจี้ตอบว่า  “เสื้อผ้าของข้า  ปะชุนยังใส่ได้”


ไป๋หลี่เข้าใจว่าเขาเสียดายเงิน  จึงรีบเอ่ย  “ข้าออกเงินเอง  เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน”


“หือ?”  เฉินจี้งงไปชั่วครู่  “ไม่ดีกระมัง”


ไป๋หลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “มีอะไรไม่ดี?  ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า  ข้าคงไม่รอดชีวิตกลับไปแน่  อีกอย่าง  เจ้าช่วยข้าระบายความแค้นตอนโต้ธรรม  ข้าซื้อเสื้อผ้าให้สักสองชุดจะเป็นอะไรไป”


เฉินจี้ยิ้มน้อยๆ  “ก็ได้”


ไป๋หลี่ยิ้มหวานถาม  “อีกเดือนก็วันข้ามปีแล้ว  เจ้าจะกลับจวนเฉินไหม”


“ไม่กลับ”


ไป๋หลี่ยิ้มถามว่า  “ถ้าเจ้าไม่อยากกลับจวนเฉิน  ไม่สู้มาฉลองที่จวนอ๋องเป็นไง  ถึงตอนนั้น  ทุกคนเล่นปายเก้าเฝ้าข้ามปีด้วยกัน  แล้วก็ไปจุดประทัดบนถนนด้วยกัน”


วันข้ามปีก็คือตรุษจีน  ต่อจากนั้นก็กินขนมต้มและเที่ยวเทศกาลโคมไฟ


เฉินจี้คิดอยู่ครู่  “ตอนนั้นพี่หลิวกับพี่เซ่อต้องกลับบ้าน  เฝ้าข้ามปี  ที่โรงยาเหลือแต่อาจารย์คนเดียว  ข้าต้องอยู่โรงยาเป็นเพื่อนท่าน”


ไป๋หลี่ครุ่นคิดนาน  แล้วเอ่ยถามว่า  “งั้นข้ากับพี่ชายไปเฝ้าข้ามปีที่โรงยาเป็นไง  ช่วงเช้าปัดกวาดฝุ่น  ช่วงบ่ายแขวนโคม  ปั้นเกี๊ยว  นึ่งซาลาเปา  ตอนกลางคืนเล่นปายเก้าเฝ้าข้ามปี”


เฉินจี้สงสัย  “ธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องไม่ต้องเฝ้าข้ามปีที่จวนอ๋องหรือ  วันข้ามปีต้องอยู่กับครอบครัวสิ”


ไป๋หลี่เงียบไปครู่  “จวนอ๋องไม่มีบรรยากาศวันข้ามปี  ซาลาเปาคนรับใช้นึ่งให้  เกี๊ยวก็คนรับใช้ปั้นให้  ท่านพ่อยังต้องจัดการราชการ  ท่านแม่พักผ่อนแต่หัวค่ำ  ไม่สนุก”


เฉินจี้ยิ้มพูดว่า  “งั้นธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องมาที่โรงยาเถอะ  ปัดฝุ่น  แขวนโคม  ปั้นเกี๊ยว  นึ่งซาลาเปาด้วยกัน”


ไป๋หลี่ตาเป็นประกาย  “ดี  พวกเราตกลงกันแล้วนะ...จริงด้วย  เจ้าแอบดูผ้าแดงที่ข้าผูกต้นแอปริคอตหรือยัง”


เฉินจี้ส่ายหัว  “ไม่  ธิดาอ๋องวางใจได้  นั่นความลับของท่าน  ข้าไม่แอบดู”


ไป๋หลี่ร้องโอ้ยาวๆ  “...งั้นก็ดี”


ด้านหลังทั้งสองไม่ไกล  จิ้งอ๋องกับหวังต้าวเซิ่งขี่ม้าเคียงกัน  ผ้าคลุมสีแดงด้านหลังจิ้งอ๋องสะดุดตาเป็นพิเศษในโลกสีขาว


อาจารย์หวังกล่าวว่า  “ท่านอ๋อง  การระดมกองทหารพันปีครั้งนี้ไม่มีคำสั่งจากกรมทหาร  เรื่องนี้ถึงเมืองหลวงคงถูกโจมตีอีก”


กองทหารพันปี  เมื่อปีก่อนเป็นกองทัพสายตรงของจิ้งอ๋อง  แต่สุดท้ายไม่ใช่กองทัพส่วนตัว  ระดมทหารเกินสามร้อยออกนอกค่ายต้องมีคำสั่งกรมทหาร


ตอนนี้จิ้งอ๋องระดมทหารพันนาย  ล้อมคฤหาสน์ลู่หุน  เรื่องนี้จะใหญ่ก็ใหญ่  จะเล็กก็เล็ก  ขึ้นอยู่กับอารมณ์ฮ่องเต้


จิ้งอ๋องกลับไม่สนใจ  “หากปกป้องลูกๆ ไม่ได้  ไม่สู้เป็นสามัญชนดีกว่า  คิดว่าฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้คงทรงเข้าพระทัย”


หวังต้าวเซิ่งสงสัย  “หลายปีมานี้  ท่านอ๋องสำรวมตนถนอมชื่อเสียง  กลัวทำผิดให้ฝ่าบาทหวาดระแวง  วันนี้ทำไมจึงประมาทเช่นนี้”


จิ้งอ๋องยิ้มไม่ตอบ


เขามองแผ่นหลังเฉินจี้กับไป๋หลี่แต่ไกล  เปลี่ยนเรื่องว่า  “อาจารย์หวัง  ก่อนหน้านี้ท่านบอกแค่ให้เฉินจี้นั่งฟัง  ไม่นับเป็นศิษย์จดชื่อด้วยซ้ำ  ทำไมตอนนี้กลายเป็นศิษย์สายตรงแล้ว”


หวังต้าวเซิ่งกล่าวเสียงเรียบ  “เขาถูกพระล้อมไม่ให้ไป  คงผิดข้อห้ามใหญ่ของพุทธตอนโต้ธรรม  ข้าเป็นอาจารย์ย่อมต้องปกป้องเขา  แบบนี้อาจารย์ของอู๋ไจจะระบายโทสะก็มาหาข้า  ไม่ใช่ไปหาเขา”


จิ้งอ๋องหัวเราะร่า  “อาจารย์ใจกว้างจริง  แต่เจ้าหนุ่มนี่ไม่อ่านคัมภีร์  ภายหน้าถูกทดสอบความรู้คงทำให้ท่านขายหน้า”


หวังต้าวเซิ่งส่ายหัว  “ไม่เป็นไร  มีโอรสอ๋องอยู่ทั้งคน  เพิ่มเฉินจี้อีกคนก็ไม่เดือดร้อนข้ามากนักหรอก”


จิ้งอ๋องค่อยๆ เก็บรอยยิ้ม  เหลือบมองลูกชายคนโตข้างกายอย่างหงุดหงิด


โอรสอ๋องเห็นบิดามองมา  นึกว่าจะคุยด้วย  จึงรีบขี่ม้าเข้ามาใกล้  “ท่านพ่อ  ไม่ได้เห็นท่านสวมเกราะนานแล้ว  ดูน่าเกรงขามเหมือนแต่ก่อนเลย”


จิ้งอ๋องเอ่ยตอบ  “ปีก่อนๆ ต้องออกทัพปราบกบฏ  หลายปีมานี้สงบสุข  จึงไม่ต้องสวม”


โอรสอ๋องทอดถอนใจ  “เห็นท่านสวมเกราะหมิงกวง (ส่องแสง)  ถึงรู้ว่าท่านผอมลงมาก”


จิ้งอ๋องชะงัก  บางครั้งคนไม่รู้ตัวว่าอ้วนผอม  จนเสื้อผ้าเดิมใส่ไม่ได้ถึงรู้ตัวว่าอ้วนขึ้นมาก  หรือพบว่าเสื้อเก่าหลวมโหวง  ถึงรู้ว่าผอมลง


เขาก้มดูเกราะหมิงกวงบนตัว  แล้วเงยหน้ามองแผ่นหลังเฉินจี้กับไป๋หลี่  ถามขึ้นฉับพลัน  “หยุนซี  เจ้าว่าเฉินจี้เป็นอย่างไร”


โอรสอ๋องมองไปข้างหน้า  เห็นเฉินจี้คาดดาบวาฬข้างอานม้า  หนุ่มน้อยหลังตรงแอ่นอก  ดุจจอมยุทธหนุ่มลงจากภูเขาเทียนซาน  เขาคิดครู่แล้วตอบว่า  “ดี  ดีมาก  ไม่มีสหายคนใดดีเท่าเขาอีกแล้ว”


พูดจบ  เขามองเฉินจี้กับไป๋หลี่  แล้วมองบิดาตนเอง  ตกใจสงสัย  “ท่านพ่อ  ถามแบบนี้หมายความว่าอะไร  หรือท่านคิดจะ...”


ยังพูดไม่ทันจบ  จิ้งอ๋องก็ขัดขึ้นว่า  “หยุนซี  ในเมืองหลัวมีหญิงสาวที่เจ้าถูกใจบ้างหรือไม่”


โอรสอ๋องตอบว่า  “ไม่มี  คุณหนูตระกูลขุนนางทั้งหลายล้วนเขินอายเสแสร้ง  ไม่ถูกตา”    


จิ้งอ๋องพูดขึ้นลอยๆ  “ปีก่อนๆ จะหาคู่ให้เจ้า  เจ้ากลับบอกว่า  ขอไปศึกษาที่สำนักตงหลิน  ก่อนเรียนจบกลับมาไม่คิดเรื่องแต่งงาน  บัดนี้เจ้าไปสำนักตงหลินสามปีแล้ว  ถึงวัยปักปิ่นแล้ว  หากยังข้องใจไม่อยากแต่งงาน  จวนอ๋องนี้คงฝากเจ้าไม่ได้”


โอรสอ๋องสีหน้าเปลี่ยน  “ท่านจะกำจัดข้าหรือ”


จิ้งอ๋องตอบอย่างหงุดหงิด  “ข้าว่าจะส่งเจ้าไปกองทัพชายแดน”


ขณะนั้นเอง  บนทุ่งหิมะมีคนผู้หนึ่ง  ควบม้าพุ่งตรงมาเร็วรี่  อีกฝ่ายสวมงอบ  คลุมเสื้อคลุมสีดำ  ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงามืดของงอบ


ข้างอานม้าของอีกฝ่ายห้อยดาบยาวสามเล่ม  ปลอกและด้ามดาบสีดำอบอวลไปด้วยไอสังหาร


“คุ้มกันท่านอ๋อง!”  กองทหารพันปีรีบรวมแถวเข้าหาจิ้งอ๋องกับโอรสอ๋อง  ทหารม้าแถวหลังยกหอกม้า  คอยขวางหน้าจิ้งอ๋องไว้


แต่ถึงจะมีทหารนับพันอยู่ที่นี่  แขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นก็ไม่มีทีท่าจะหยุดเลย  ไม่หลบไม่หลีก!


ในชั่วพริบตา


เฉินจี้ตามเสียงกีบม้า  หรี่ตามอง  เขาหันหน้าไปทางไป๋หลี่ทันที  “ธิดาอ๋อง  นั่นไม่ใช่คนที่คอยสอดส่องท่านหลายครั้งก่อนหน้านี้หรือ”


ไป๋หลี่ตกใจ  “ใช่เขา!”


ก่อนหน้านี้นอกโรงยา  เคยมีชายวัยกลางคนยืนอยู่ใต้ร้านซาลาเปาแอบมองไป๋หลี่  พอเฉินจี้จะสังเกตอีกฝ่ายให้ละเอียด  อีกฝ่ายก็หายตัวไปแล้ว


ตามที่ไป๋หลี่บอก  นางพบคนผู้นี้สี่ห้าครั้งแล้ว  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่


เฉินจี้ประหลาดใจ  คนผู้นี้มาปรากฏที่นี่ทำไม


ระยะห่างใกล้เข้ามาทุกขณะ  เฉินจี้พาไป๋หลี่หยุดม้าไม่เดินต่อ  รอให้กองทหารพันปีล้อมคุ้มกัน


ม้าสีดำของชายวัยกลางคนพุ่งทะยาน  กีบม้าเหยียบหิมะกระจาย


แต่พอเขาเข้าใกล้จนเห็นไป๋หลี่บนทุ่งหิมะ  ก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง


เฉินจี้ดึงบังเหียนด้วยมือซ้าย  ขยับเข้าหาไป๋หลี่  มือขวากำด้ามดาบวาฬ  จ้องชายวัยกลางคนที่เข้าใกล้อย่างสงบนิ่ง  


แต่เขาเริ่มรู้สึกผิดปกติ  ชายคนนี้เงยหน้า  เผยให้เห็นใบหน้าแข็งกร้าวราวกับแกะสลักด้วยมีด  แต่กลับไม่มีไอศัตรูเลย


คล้ายกลับกำลังโล่งใจ  กล้ามเนื้อทั้งตัวผ่อนคลาย  สีหน้าก็อ่อนโยนขึ้นมาก


เห็นกองทหารพันปีมาถึงก่อนชายคนนั้น  ล้อมเฉินจี้กับไป๋หลี่ไว้แน่นหนา


ชายคนนั้นราวกับไม่มีใครอยู่  ควบม้าผ่านแนวนอกกองทหารพันปีไป  ไม่พูดจาสักคำ


เฉินจี้อยู่ในแถวทหาร  มองผ่านช่องว่างระหว่างพู่แดงบนหมวกเหล็กออกไปข้างนอก  กลับพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังสำรวจตนเองอยู่เช่นกัน


นายทหารถือธงราชันมองไปทางจิ้งอ๋อง  “ท่านอ๋อง  จับเขาไหม”


จิ้งอ๋องจ้องชายคนนั้นอย่างลึกซึ้ง  ส่ายหน้าแผ่วเบา  “ต่างก็เป็นคนเดินทาง  ไม่ต้องลำบากใจ”


ข้างแถวทหาร  ชายคนนั้นค่อยๆ ควบม้าเฉียดผ่านแถวทหารไป  จนกระทั่งผ่านพ้นกันอย่างสิ้นเชิง  เขาจึงกระตุ้นท้องม้าแรงๆ  เร่งความเร็วไปทางอื่น


ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย


ไป๋หลี่อยากไปหาบิดาเพื่อรายงานว่า  อีกฝ่ายสะกดรอยตามนางหลายครั้งแล้ว  แต่ถูกเฉินจี้ดึงแขนไว้  ส่ายหน้าเงียบงัน


เฉินจี้พาไป๋หลี่ออกจากแถวกองทหารพันปีอีกครั้ง  พอห่างกันสิบกว่าก้าว  จึงพูดขึ้นทันที  “ข้าเดาว่า  เขาได้ยินว่าเจ้าประสบภัย  จึงรีบออกจากเมืองหลัวมาตามหาท่าน  ดูจากเวลา  เขาได้รับข่าวช้ากว่าจิ้งอ๋องแค่นิดเดียว”


ไป๋หลี่งงงวย  “มาตามหาข้า?”


เฉินจี้ใคร่ครวญครู่หนึ่ง  “หรือจะพูดว่า  เขามาช่วยท่าน”


ไป๋หลี่นิ่งเงียบ


เฉินจี้ถาม  “ธิดาอ๋อง  ท่านมีญาติพี่น้องอย่างลุงบ้างไหม”


ไป๋หลี่ปฏิเสธ  “มารดาข้าเป็นลูกคนเดียว”


เฉินจี้หันมองแผ่นหลังชายที่จากไป  อีกฝ่ายค่อยๆ กลายเป็นจุดดำเล็กๆ ในโลกสีขาว


เขาแอบมองจิ้งอ๋อง  กลับพบว่าจิ้งอ๋องสีหน้าปกติ  ราวกับไม่รู้อะไรเลย


เฉินจี้พูดเสียงเบา  “เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกท่านอ๋อง”


ไป๋หลี่รับคำ


ขณะนั้นเอง  จากไกลๆ มีเสียงกีบม้าดังถี่  เห็นปลายทุ่งหิมะมีชุดขุนนางสีแดงปรากฏ  จางจัวคลุมเสื้อคลุม  นำทัพม้ากรมทหารเมืองหลัวหลายสิบนายรุดมา


มาถึงหน้าแถวกองทหารพันปี  เขาลงจากม้า  ย่ำหิมะหนาเดินมาหน้าม้าของจางเซี่ย  มองลูกสาวอย่างร้อนรน  “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม  บาดเจ็บบ้างไหม  หนาวหิวบ้างไหม”


จางเซี่ยรีบลงจากม้า  ตาแดงก่ำ  “ท่านพ่อ  ข้าไม่เป็นไร  ตอนถูกโจมตี  เฉินจี้เสี่ยงตายช่วยพวกเราไว้  หลังจากไปถึงคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนไม่นาน  ท่านอ๋องก็นำกองทหารพันปีมาถึง”


จางจัวถอนหายใจโล่งอกยาว  เขาถอดเสื้อคลุมของตนคลุมบ่าจางเซี่ย  “ไม่เป็นไรก็ดี  ไม่เป็นไรก็ดี”


ไป๋หลี่มองจางจัว  แล้วมองเฉินจี้


สุดท้าย  นางมองไปยังปลายทุ่งหิมะ  จวนจิ้งอ๋องมาแล้ว  จางจัวมาแล้ว  แม้แต่ชายลึกลับผู้นั้นก็มา  มีเพียงจวนเฉินที่ไม่เห็นเงาคน


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0368
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง