ตอนที่ 0157 ราชธานีโอรสสวรรค์



ในพื้นหิมะ  จางจัวพยุงจางเซี่ยขึ้นม้า  แล้วลูบแก้มเจ๋าจ่าวพลางเอ่ย  “ต้องขอบคุณเจ้ามาก  นับแต่นี้ไป  เจ้าคือผู้มีคุณูปการต่อตระกูลจางของข้า  ไว้กลับไปเมื่อไร  จะให้พ่อบ้านไปหาม้าตัวเมียมาให้เจ้า...”


จางเซี่ยจ้องด้วยความโกรธ  “ท่านพูดอะไรของท่าน?!”


จางจัวหัวเราะลั่น  “นี่คือหลักธรรมชาติ  หลักฟ้าดิน  มีอะไรที่พูดไม่ได้”


เฉินจี้มองภาพนี้แล้วทอดถอนใจ  “คนทั่วไปล้วนพูดว่า  ใต้เท้าจางโลภ  เรื่องนี้อาจไม่จริง  แต่คนพูดว่าใต้เท้าจางเจ้าชู้  น่าจะไม่ใช่เรื่องเท็จ...”


จางจัวหัวเราะเสียงดัง  “ผู้ที่รู้จักข้าดี  คือเฉินจี้นั่นเอง”


เฉินจี้ถามขึ้นทันใด  “ใต้เท้าจาง  ม้าตัวนี้แข็งแกร่งผิดวิสัย  ข้าได้ยินคุณหนูรองจางพูดมาก่อนว่า  ใต้เท้าสวีซู่รองหัวหน้าสำนักโหรหลวง  นำมันกลับมาจากข้างนอก?”


จางจัวพลิกตัวขึ้นม้า  “นี่ก็ไม่ใช่ความลับอะไร  หลังจากสวีซู่ฟื้นคืนชีพได้เจ็ดปี  ก็ฝึกตนสำเร็จ  วันหนึ่งเอ่ยขอเสนาบดีอาวุโสสวีเพื่อลาขึ้นเหนือ  บอกว่าจะไปหาของบางอย่าง  ภายหลังได้ยินเขาเล่าว่า  เดินทางไปดินแดนหนาวเหน็บทางเหนือของราชวงศ์จิ่ง  สิ่งที่อยากหาก็หาไม่เจอ  กลับนำม้ามังกรตัวนี้กลับมา”


“ข้าได้ยินคุณหนูรองจางบอกว่า  มันเป็นพันธุ์มังกร”


จางจัวกล่าว  “สวีซู่เล่าว่า  ดินแดนหนาวเหน็บทางเหนือยังคงมีสายเลือดโบราณหลงเหลืออยู่  นำมาใช้เป็นม้าศึกนั้นวิเศษที่สุด”


เฉินจี้คิดขึ้นมาทันใด  หากเป็นตามที่เขาคาดการณ์  สวีซู่ก็เป็นคนที่ลงมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายเดินทางหมื่นลี้ไปดินแดนหนาวเหน็บทางเหนือเพื่อหาอะไร?


สมบัติของสี่สิบเก้าชั้นฟ้าที่ตกหล่นบนโลกมนุษย์หรือ?


เฉินจี้ถามอีกครั้ง  “ใต้เท้าจางรอบรู้กว้างขวาง  เคยได้ยินบุคคลนามซวนหยวนหรือไม่?”


จางจัวครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “ภูเขาหวงมียอดเขาฝูกู่  ใต้ยอดเขาฝูกู่มีถ้ำ  ในถ้ำสลักคำว่าซวนหยวนไว้  มีตำราเก่าเล่มหนึ่งบันทึกว่า  กระบี่คมสุดในโลกชื่อ ‘กระบี่ซวนหยวน’  แต่กระบี่เล่มนี้สูญหายไม่รู้ร่องรอย  ไม่เคยมีใครเห็น...ที่หาบันทึกได้มีเท่านี้”


เฉินจี้พยักหน้าไม่พูดอะไรอีก  ดูเหมือนบางเรื่องยังต้องถามตัวซวนหยวนเอง


เขาค่อยๆ หลับตา  ปล่อยให้ม้าพาตัวเองโคลงเคลงไปไกล  กระแสน้ำแข็งในร่างกายแผ่ซ่านออกมา  พาเขากลับไปยังทะเลเมฆสีดำนั้นอีกครั้ง  ตกลงบนขุนเขาขจี


เมื่อลืมตา  เฉินจี้กลับไม่เห็นร่างของซวนหยวนบนยอดขุนเขาขจี


ธงราชันสีดำปักอักษรทองเสียบอยู่ในรอยแยกหินใหญ่  รอบข้างไม่มีใครเลย


เฉินจี้รู้สึกแปลก  เขายืนตรงขอบหน้าผา  มองลงไปข้างล่าง  เห็นทะเลเมฆแหวกออก  เชิงเขากลับถูกบุกเบิกเป็นนาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร


ซวนหยวนถอดชุดราชา  เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าหยาบ  กำลังพับขากางเกงลากคันไถอยู่ในนา


เฉินจี้ลงจากภูเขามาถึงริมนา  ถามด้วยความสงสัย  “ท่านทำอะไรอยู่?”


ซวนหยวนตอบส่งๆ  “ทำนา”


เฉินจี้งุนงง  “ท่านเป็นเซียนที่ไม่ต้องกินดื่มแล้ว  ทำไมยังต้องทำนา?”


ซวนหยวนพูดอย่างหงุดหงิด  “ข้าชอบทำนา  ไม่ได้หรือ  แผ่นดินและธัญพืช  สือคือแผ่นดิน  จี้คือธัญพืช  หากไม่มีธัญพืช  แผ่นดินนี้ก็บกพร่อง  นี่คือรากฐานของอาณาจักร”


เฉินจี้นั่งลงข้างริมนา  “แต่ในคำว่าแผ่นดินและธัญพืช  ไม่มี ‘คน’ เลยนี่”


ซวนหยวนชะงัก  “อะไรนะ?”


เฉินจี้นั่งขัดสมาธิ  “สือคือแผ่นดิน  จี้คือธัญพืช  แล้วราษฎรอยู่ที่ใด?”


ซวนหยวนคิดครู่หนึ่ง  “อยู่ในหัวใจของจักรพรรดิ”


เฉินจี้ยิ้มร่าเริง  “ขำดี”


ซวนหยวนวางคันไถที่แบกไว้บนบ่า  พูดด้วยสีหน้าเย็นชา  “วันนี้มาหาข้ามีธุระอะไร?”


เฉินจี้พูดอย่างจริงจัง  “ท่านเคยสร้างถ้ำฝึกตนใต้ยอดเขาฝูกู่หรือไม่?”


ซวนหยวนสงสัย  “ยอดเขาฝูกู่?  ไม่เคยได้ยินมาก่อน”


เฉินจี้คิดครู่หนึ่ง  เปลี่ยนวิธีถาม  “ข้าพบถ้ำใต้ยอดเขาแห่งหนึ่งในโลกภายนอก  ในถ้ำสลักคำว่าซวนหยวนไว้  ไม่ไกลจากยอดเขานั้นมีหุบเขา  เมื่อเดินอยู่ในนั้น  หากแหงนมองฟ้า  ท้องฟ้าจะเหลือเพียงเส้นเดียว  หากไม่ใช่เวลาจื๋ออู่  จะไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน”


ซวนหยวนชะงัก  “ราชธานีโอรสสวรรค์?  เจ้าพบราชธานีโอรสสวรรค์แล้ว?”


เฉินจี้ก็ชะงักเช่นกัน  “ราชธานีโอรสสวรรค์?”


ซวนหยวนออกจากนา  สวมชุดราชันสีดำจากความว่างเปล่า  ชุดนั้นราวกับมาจากช่องว่าง  พริบตาก็ปรากฏบนตัวเขา  “ข้าเคยได้รับบาดเจ็บสาหัส  ต้องหนีไปยังหุบเขาแห่งหนึ่งเพื่อรักษาตัวและทะลวงด่าน...ก็ที่นั่นแหละที่ข้าได้รู้จักเจ้า”


เฉินจี้ไม่คิดว่าที่นี่จะเกี่ยวข้องกับตัวเอง  “หลังจากรู้จักกันแล้วล่ะ?”


ซวนหยวนไม่อยากตอบคำถามนี้  เพียงหรี่ตา  “แปลกจริงแปลกจริง  เจ้าหาราชธานีโอรสสวรรค์เจอ  นั่นหมายความว่าวังวนหวนคืน  บึงอสนี  ถิ่นแดนคราม  เขาสวรรค์  เขาจางเหว่ย  เขาฟาจิว  เขาตะวันจันทรายังคงอยู่  เพียงแต่เปลี่ยนชื่อ...”


“น่าจะเป็นเช่นนั้น”


ซวนหยวนหันมามองเฉินจี้  สีหน้าพลิกแพลง  “ในราชธานีโอรสสวรรค์มีบ่อน้ำพุแห่งหนึ่ง  ซ่อนกระบี่เล่มหนึ่งไว้  เป็นของที่ข้าแย่งชิงมาหลังจากสังหารศัตรูในปีนั้น  หากเจ้าเอาเจตนารมณ์กระบี่นั้นมา  จะใช้บ่มเพาะเมล็ดกระบี่ในร่างกายได้  ก้าวสู่ฟ้าเพียงก้าวเดียว”


เฉินจี้ตาสว่างวาบ  แต่พริบตาก็ดับลง  “หนึ่งหมื่นหกพันกว่าปีแล้ว  กระบี่เล่มนั้นคงผุพังไปแล้วกระมัง?”


ซวนหยวนถามเสียงเข้ม  “ดาบวาฬผุพังหรือไม่?”


“ไม่”


“ดาบวาฬไม่ผุ  มันก็ไม่ผุเช่นกัน  ข้าเก็บมันไว้ในบ่อน้ำพุ  ตั้งใจจะใช้ราชธานีโอรสสวรรค์ซึ่งเป็นยอดเขาประหลาดอันดับหนึ่งของแผ่นดินมาบ่มเพาะเจตนารมณ์กระบี่  รอเอาไว้ใช้ในภายหน้า  ไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่เจ้า”


เฉินจี้มีชีวิตชีวาขึ้นอีก  “บ่อน้ำพุที่ไหน  บอกให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม?”


ซวนหยวนเลี่ยงไม่ตอบ  พูดเอื่อยๆ  “ไม่ใช่แค่ที่เดียว  ข้ายังซ่อนสมบัติอีกมากมายไว้บนโลก  ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้มันชื่ออะไร  แต่ช่วยเจ้าวาดออกมาได้...แต่ข้าจะช่วยเจ้าวาดไปทำไม?”


เฉินจี้พูดอย่างจริงจัง  “หากวันหนึ่งข้าตาย  ท่านก็ยืมร่างข้ากลับสู่โลกมนุษย์ได้มิใช่หรือ  ของมีค่าพวกนี้  ข้าแค่รับฝากไว้ให้  ภายหลังล้วนเป็นของท่านทั้งสิ้น  เมื่อท่านกลับมาโลกมนุษย์  ก็ไม่ต้องลำบากไปตามหา  ใช้ได้ทันที”


ซวนหยวนหัวเราะเยาะ  “เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ”


เฉินจี้พูดอย่างจนใจ  “ท่านตั้งเงื่อนไขมาเถอะ”


ซวนหยวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง  แล้วก็โบกมือไปยังแถวทหารไกลๆ  “เฟิ่งหวย  เฟิ่งเลี่ย  เฟิ่งเซี่ยว  เฟิ่งกุย!”


ในแถวทหาร  ทหารสี่นายก้าวออกมาคุกเข่าลง  “อยู่!”


ซวนหยวนหันกลับมองเฉินจี้  หัวเราะเย็นเยียบ  “สี่คนล้อมฆ่าเจ้า  เมื่อใดเจ้าสู้พวกเขาสี่คนได้  ข้าจึงจะบอกที่ซ่อนสมบัติแห่งแรก  ห้ามใช้ดาบ”


เฟิ่งหวยถือดาบ  เฟิ่งเลี่ยถือขวาน  เฟิ่งเซี่ยวถือไม้พลอง  เฟิ่งกุยสะพายธนู  ทั้งสี่คนกำลังวังชาแกร่งกล้า  ต้องการสู้เต็มเปี่ยม


เฉินจี้สบถในใจ  หันตัววิ่งหนีทันที


......


......


“เฉินจี้  ตื่นเถอะ”


“เฉินจี้  พวกเราถึงแล้ว”


เฉินจี้ลืมตาขึ้นบนหลังม้า  สายตาเห็นสีแดงทั่วทั้งหมด


อาทิตย์อัสดงทแยงมุม


ทุ่งหิมะสีขาวสะท้อนแสงอร่าม  ราวกับแสงเหนือสีส้มแดงไหลผ่านบนกองหิมะ


ประตูเมืองหลัวปรากฏบนขอบฟ้า  งดงามดังภาพลวงตา


เฉินจี้มองภาพนั้นด้วยท่าทางเหม่อลอย


จางจัวขี่ม้าเข้ามาหาเขา  ถามด้วยความสงสัยว่า  “กำลังคิดอะไรอยู่?”


เฉินจี้คืนสติกลับมา  ยิ้มตอบกลับไปว่า  “ใต้เท้าจาง  ตอนนี้ข้าอยากกลับโรงยา  นอนหลับให้สบาย  แต่ภาพอันงดงามตรงหน้าทำให้ข้าอยากหยุดมองอีกสักครู่  ใต้เท้าว่า  จุดหมายสำคัญกว่า  หรือทิวทัศน์ระหว่างทางสำคัญกว่า?”


จางจัวลูบเครายาวๆ  ครุ่นคิดอยู่นานจึงตอบ  “ข้าว่า  จุดหมายสำคัญกว่าเป็นธรรมดา”


เฉินจี้ไม่เข้าใจ  “ทำไม?”


จางจัวหัวเราะ  “ข้าเป็นคนโลภ  เห็นทิวทัศน์แห่งหนึ่ง  ก็คิดว่าข้างหน้าจะมีอะไรที่สวยกว่ารออยู่หรือไม่  ถ้าไม่ได้เห็นจุดหมายก็คงไม่ยอมหยุด...เจ้าหนุ่ม  ครั้งก่อนเมื่อเกิดจลาจล  เจ้าช่วยรักษาหมวกอูซาของข้าไว้ได้  ครั้งนี้ก็ช่วยชีวิตลูกสาวข้าอีก  ข้าจะตอบแทนเจ้ายังไงดี?”


เฉินจี้ยิ้มเล็กๆ  “ใต้เท้าจางเยินยอกันเกินไป  ข้ากับคุณหนูรองจางเป็นสหายร่วมห้อง  เห็นคนใกล้ตายจะไม่ช่วยได้อย่างไร”


“สองเรื่องต่างกัน”  จางจัวคิดแล้วพูดว่า  “เข้าสอบจอหงวนเถอะ  ขอเพียงไม่ฆ่าคนในห้องสอบ  ข้ารับประกันว่าเจ้าจะได้เป็นจู่เหริน”


“ง่ายขนาดนั้นเชียว?”


“ง่ายขนาดนั้น”  จางจัวพูดต่อ  “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากข้องแวะกับราชสำนัก  แต่ข้ายังรู้ด้วยว่า  เจ้ามีจิตใจเมตตา  ไม่ใช่คนที่คิดถึงแต่ตัวเอง”


เฉินจี้หันมองไปทางไกล  “ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้ว”


จางจัวยิ้มพูด  “ถ้าเจ้าเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่คิดถึงแต่ตัวเอง  ในวันเกิดจลาจล  เจ้าคงไม่กระโดดลงจากกำแพงเมือง  ตามข้าทำงานเถอะ  รับรองว่า...”


ยังพูดไม่จบ  ก็เห็นอาจารย์หวังเร่งม้าออกจากแถวกองทหารพันปี  มาถึงข้างเฉินจี้


เขาพูดกับจางจัวว่า  “เฉินจี้ไม่เหมาะกับขุนนางฝ่ายบุ๋น  ไม่จำเป็นต้องเข้าสอบจอหงวน  หลังปีใหม่ตามข้าเข้ากรุงเถอะ  ข้าจะหาตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมให้เจ้า  ราชสำนักมีโรคเรื้อรังมานาน  เสียเวลาไปสามปีจะได้อะไร?”


จางจัวไม่พอใจ  “เจ้ามายุ่มย่ามทำไม?”


หวังต้าวเซิ่งตอบอย่างสงบ  “เขาเหมาะกับกองทัพชายแดนมากกว่า”


จางจัวส่ายหัว  “กองทัพชายแดนเลื่อนขั้นช้าเกินไป”


หวังต้าวเซิ่งหน้านิ่ง  “ถ้าไม่มีกองทัพชายแดน  จะมีความสงบสุขทางใต้ได้อย่างไร?  ใต้เท้าจางดูแคลนกองทัพชายแดนหรือ?”


“ตาเฒ่านี่อย่ามาป้ายสีข้า”  จางจัวเริ่มมีน้ำโห  “ข้าไม่ได้บอกว่ากองทัพชายแดนไร้ประโยชน์  เพียงแต่บอกว่า  พาเขาไว้ข้างกายจะดูแลเขาได้เร็วกว่า  ต้องมีอำนาจในมือมาก  จึงจะทำอะไรได้มากขึ้น”


หวังต้าวเซิ่งถามอย่างไม่ใส่ใจ  “เจ้าเป็นอะไรกับเขา?  ข้าเป็นอาจารย์เขา  เขาตามข้าทำงานย่อมสมเหตุสมผลกว่า”


จางจัวตะลึง  ชั่วขณะหนึ่งอยากจะโต้แย้ง  แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน  “ข้า...ข้าสามารถ...”


เขาหันไปมองจางเซี่ย  แล้วกลืนคำพูดเข้าไปในท้อง  “เจ้าสอนเขาแค่ไม่กี่วันเอง  จะเรียกว่าอาจารย์ได้อย่างไร  รอดูเถอะ  ต่างคนต่างก็มีทางของตัวเอง!”


เฉินจี้มองจางจัวทางซ้าย  มองหวังต้าวเซิ่งทางขวา  “ใต้เท้าทั้งสอง...”


หวังต้าวเซิ่งสีหน้าสงบ  “เรียกเขาว่าใต้เท้าได้  แต่ต่อไปต้องเรียกข้าอาจารย์”


เฉินจี้  “อาจารย์...”


หวังต้าวเซิ่งเอ่ยเนิบช้า  “ข้าก็ไม่ได้บังคับให้เจ้าออกมาทำงาน  เพียงแต่ถ้าเจ้าอยากทำ  ต้องตามข้าไป  อย่าไปตามเขา  เขาทำงานให้ตระกูลสวี  ปกติก็ไม่รักษาชื่อเสียง  จะรู้ได้อย่างไรว่า  ประวัติศาสตร์รุ่นหลังจะเขียนถึงเขาอย่างไร?”


เฉินจี้แอบดึงบังเหียนชะลอความเร็ว  ถอยออกจากการทะเลาะเบาะแว้งของสองใต้เท้า


เมื่อไม่มีเขาขวางกั้น  จางจัวกับหวังต้าวเซิ่งเข้าใกล้กันมากขึ้น  โต้เถียงกันดุเดือดขึ้น


จางจัวเอ่ยว่า  “ต้นฤดูใบไม้ผลิหน้า  เจ้าจะเลื่อนเป็นเสนาบดีกลาโหมได้หรือไม่ยังไม่แน่  ตอนนี้มาสัญญาอะไรส่งๆ ?”


หวังต้าวเซิ่ง  “ฤดูใบไม้ผลิปีที่ 24 เจียหนิงศก  เจ้าโต้วาทีเรื่องคัมภีร์แพ้ข้า”


จางจัวขมวดคิ้ว  “เจ้าถูกฝ่าบาทลงโทษไปแล้วสองครั้ง  พวกพรรคจิ๋น  พรรคตงหลินก็ทนคนนอกรีตแบบเจ้าไม่ได้  ตามเจ้าไปจะทำอะไรได้?”


หวังต้าวเซิ่ง  “ฤดูใบไม้ร่วงปีที่ 25 เจียหนิงศก  เจ้าโต้วาทีเรื่องคัมภีร์แพ้ข้าอีก”


จางจัวชักจะโกรธจัด  ขณะขี่ม้าก็พยายามชกหวังต้าวเซิ่งข้ามระยะ  แต่หวังต้าวเซิ่งสวมเกราะหนัก  ของแค่นี้ย่อมไม่เจ็บไม่คัน


หวังต้าวเซิ่งดูแคลนอย่างไม่ใส่ใจ  “เป็นถึงข้าราชการของราชสำนัก  กลับวางตัวนักเลง  สงวนกิริยาด้วย”


จางจัวพูดอย่างมีน้ำโห  “ไอ้ชาติชั่ว  ไปตายซะ!”


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0376
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง