ตอนที่ 0158 กรงขัง



ใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น


จางจัวขี่ม้าชนเข้าใส่หวังต้าวเซิ่งเป็นระยะๆ  หวังต้าวเซิ่งหลบหลีกอย่างไม่รีบร้อน


คนแรกเหมือนภูเขาไฟที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ  คนหลังเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนความลึกลับ  ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่กลับมาอยู่ด้วยกัน


เฉินจี้สงสัย  “ใต้เท้าจางปกติก็เป็นแบบนี้หรือ...”


คำว่า ‘เด็กๆ’  สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา


จางเซี่ยยื่นมือลูบหลังและแผงคอเจ๋าจ่าว  ยิ้มพลางกล่าว  “พ่อข้าปกติเต็มไปด้วยบารมีขุนนาง  ไม่ค่อยเป็นแบบนี้  คิดว่าคงเพราะอีกฝ่ายเป็นอาจารย์หวัง”


เฉินจี้ยิ่งสงสัย  “นี่เพราะเหตุใด”


จางเซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “พ่อข้าเคยบอกว่า  อาจารย์หวังเป็นคนดี  อาจารย์หวังแม้จะไม่เห็นด้วยกับเขา  แต่ไม่มีวันทำร้ายเขาแน่”


เฉินจี้ถอนหายใจเบาๆ  “ดีจริง”


จางจัวกับหวังต้าวเซิ่งไม่ได้ทะเลาะกันเสียนาน


จางจัวค่อยๆ สงบลง  เขานั่งอยู่บนหลังม้า  มองไปยังแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องประกายระยิบระยับ  กล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่า  “แผ่นดินงดงามดั่งภาพวาด  หากสงบสุขทั่วหล้าก็คงดี”


เขาพูดขึ้นทันใด  “หวังต้าวเซิ่ง”


หวังต้าวเซิ่งหันมามองเขา  “ใต้เท้าจางเชิญว่ามา”


จางจัวดึงชุดขุนนางสีแดงบนตัวเขา  เอ่ยเนิบช้า  “ข้าคิดว่าการเข้าเมืองหลวงครั้งนี้  เจ้าอาจไม่ได้เลื่อนเป็นเสนาบดีกลาโหม  อย่าหวังมากเกินไป  ตอนนี้เจ้าอาจดูเหมือนเป็นคนที่เหมาะสมกว่าใคร  ฉีซิวผิงไร้ความสามารถ  หยางเจาหุนหันพลันแล่น  หากว่ากันถึงตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม  ทั้งสองคนไม่มีใครเทียบเจ้าได้  นี่ก็เป็นเหตุที่เสนาบดีอาวุโสหูกล้าเสนอชื่อเจ้า”


หวังต้าวเซิ่งยิ้มเย้ยว่า  “คิดว่าข้างหลังคงมี ‘แต่ว่า’ อีก”


จางจัวหายใจเข้าลึกๆ  “แต่ว่า  ฝ่าบาทครองราชย์มาสามสิบเอ็ดปี  สิ่งที่ไม่ชอบใช้ที่สุดคือ  คนที่ปราศจากจุดอ่อน  นักบุญผู้ไร้มลทินบนโลกนี้  มีได้แค่ท่านที่อยู่ในพระที่นั่งเหรินโส่ว  ไม่ใช่คนอื่น”


หวังต้าวเซิ่งถามอย่างเรียบเฉย  “งั้นข้าต้องทำอย่างไร”


จางจัวลดเสียงลง  “เอาอย่างนี้เป็นไง  ข้าจะส่งนารีให้เจ้าสองสามนาง  เจ้ารับอนุภรรยาสักสิบคนก่อนแล้วค่อยเข้าเมืองหลวง”


หวังต้าวเซิ่งหัวเราะเบาๆ  “ข้ากำลังไว้ทุกข์  รับภรรยาใหม่หรืออนุไม่ได้”


จางจัวเงยหน้ามองฟ้าครุ่นคิด  พอก้มหน้าลงก็พูดว่า  “งั้นรับเงินบ้างก็แล้วกัน  ข้าจะหาคนไปส่งเงินให้เจ้า  แล้วข้าจะเขียนกราบทูลฟ้องเจ้าสักสองสามฉบับ  ส่งหลักฐานไปถึงฝ่าบาทพร้อมกัน”


หวังต้าวเซิ่งขำ  “ทำแบบนี้  ข้าคงได้ลงคุกในแน่”


จางจัวส่ายหน้า  เขาจัดหมวกผ้าดำบนศีรษะ  แล้วปัดฝุ่นบนลายนกไฟบนหน้าอก  “ว่ากันเรื่องบทความคัมภีร์  ข้าสู้เจ้าไม่ได้  แต่ถ้าเรื่องเป็นขุนนาง  เจ้าสู้ข้าไม่ได้  รับเงินแค่สองสามพันตำลึงเงิน  ฝ่าบาทไม่ใส่พระทัยหรอก  ฝ่าบาททรงไม่รู้หรือว่าคนใต้บังคับบัญชาโกงกิน  ทรงรู้แน่นอน  เพียงแต่ไม่กังวล”


“ฝ่าบาททรงกังวลเรื่องใด”


จางจัวหันไปมองหวังต้าวเซิ่ง  “ฝ่าบาทกังวลแค่อย่างเดียว  คือเมื่อไม่อยากใช้เจ้าแล้ว  ไม่มีข้ออ้างไล่เจ้า”


หวังต้าวเซิ่งยิ้มว่า  “เรื่องที่เจ้าพูดมา  ข้าไม่อยากยุ่ง  ชีวิตนี้ข้าแค่อยากให้ใจสบาย”


จางจัวด่าพึมพำ  “อวดตัวว่าสูงส่ง  บัณฑิตแบบเจ้าข้าเจอมามากแล้ว  ทั้งชีวิตเหลือแค่คำว่าซื่อสัตย์สุจริต  แต่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลย  หากเจ้ากับข้าร่วมมือกันในราชสำนัก  จะทำเรื่องใหญ่สักเพียงใดก็ได้”


หวังต้าวเซิ่งกล่าวแผ่วเบา  “หาผลลัพธ์เกิดจากกระบวนการที่ผิด  สุดท้ายย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดี  ใต้เท้าจาง  ตอนนี้ถึงข้าอยากทำให้ตัวเองมัวหมอง  มันก็สายเกินไปแล้ว  ความกล้าหาญนี้ข้าสู้เจ้าไม่ได้  เจ้ากับข้าความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน  รับราชการร่วมกันแต่ไม่ร่วมมือกันจะดีกว่า”


จางจัวนิ่งเงียบ  บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบสงัด


คนหนุ่มสาวด้านหลังต่างกลั้นหายใจ  ไม่กล้าส่งเสียง


จางจัวถอนหายใจทันใด  “ตำแหน่งเจ้าในอนาคตต้องไม่สูงเท่าข้าแน่  แต่อาจมีชีวิตยาวนานกว่า  หลังข้าตาย  อย่าให้พวกอาลักษณ์เขียนประวัติข้าส่งเดชเชียวล่ะ”


หวังต้าวเซิ่งเงียบไปนาน  “เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้ากำหนดได้”


จางจัวหัวเราะอย่างปลงตก  “ช่างเถิดช่างเถิด  ปล่อยให้พวกเขาทำไปเถอะ”


หวังต้าวเซิ่งถามอย่างสงบ  “ปลงแล้วหรือ”


จางจัวลูบหนวด  “แล้วยังจะทำอะไรได้อีกเล่า”


เขาคิดแล้วพูดต่อ  “ว่าแต่  เจ้ายังจำการแสดงในงานเลี้ยงปีที่ 25 เจียหนิงศกได้หรือไม่  ที่อาจารย์สวีร้องเพลง ‘ฆ่าตงฉิน’”


“จำได้”


จางจัวถามอีก  “เจ้าชอบตอนไหนที่สุด”


หวังต้าวเซิ่งว่า  “กิเลสชื่อลาภ  ล่ามโซ่คนดีมากมาย  ระฆังเช้ากลองค่ำปลุกคนหลงให้ตื่น  แล้วเจ้าล่ะ”


จางจัวหัวเราะฮ่าๆ  “ชื่อเสียงเพียงครึ่งแผ่นกระดาษ  หิมะพันภูเขา!  ละครที่เจ้ากับข้าชอบไม่ใช่ฉากเดียวกัน  จริงดังคาด  ไม่ใช่คนทางเดียวกัน  ก็ช่างเถอะ!”


ขณะนั้น  เสียงขลุ่ยขวางดังมาจากที่ไกล  ราวกับกระบี่แหวกฝ่าหิมะตรงมา


เฉินจี้ใจสะดุ้งเงยหน้ามอง  เห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้ารถม้าใต้ประตูเมืองหลัว  ดูเหมือนสารถี  แต่ก็เหนือกว่าสารถีมาก


กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาแข็งเกร็งฉับพลัน  มือค่อยๆ คลำหาดาบวาฬ  “อาจารย์เฝิง!”


ทุกคนเพ่งมองดู  รถม้าคันนั้นจอดโดดเดี่ยวริมถนนหลวง  บนรถแกะสลักลายนกยูง...รถม้าของเสนาบดีอาวุโสหลิว


เฉินจี้มองไปทางจิ้งอ๋องโดยไม่รู้ตัว  กลับเห็นอีกฝ่ายสีหน้าเรียบเฉย  จ้องตรงไปยังรถม้าคันนั้น


อาจารย์เฝิงเห็นพวกเขาเดินเข้ามาใกล้  ก็บรรจงวางขลุ่ยขวางลงพลางพูดยิ้มๆ  “ท่านอ๋อง  นายท่านเชิญท่านขึ้นรถคุยด้วย”


จิ้งอ๋องยืนนิ่งไม่ไหวติง  ยังคงจ้องเขาอย่างเย็นชา  “เจ้าเป็นคนนำคนไปล้อมฆ่าหยุนซีกับไป๋หลี่?”


อาจารย์เฝิงทำท่าประหลาดใจ  “ท่านอ๋องต้องล้อข้าเล่นแน่  หลายวันนี้ข้าเอาแต่ฟังเพลงในตรอกชุดขาวของเมืองหลัว  ไม่ได้ออกไปไหนเลย”


จิ้งอ๋องหัวเราะเย็น  “ต้องการให้ข้านำหลักฐานออกมา?”


อาจารย์เฝิงหัวเราะฮ่าๆ  “ไม่ต้องไม่ต้อง  ถึงท่านอ๋องเอาหลักฐานมา  ข้าก็จะไม่รับสารภาพ”


จิ้งอ๋องหัวเราะเย็น  “อวดดี”


“ท่านอ๋องอย่าเพิ่งด่าข้าเลย”  อาจารย์เฝิงมองดูกองทหารพันปีด้านหลังจิ้งอ๋อง  แล้วพูดยิ้มๆ  “กองทหารพันปีออกจากค่ายโดยไม่มีหนังสือกระทรวงกลาโหม  ฝ่าบาทอาจไม่ทำอะไรท่านอ๋อง  แต่กองทหารพันปีต้องมีคนรับผิดชอบแน่  หากตามนิสัยฝ่าบาท  แม่ทัพหวังคงถูกส่งไปทำงานหนักที่หลิ่งหนาน...คงยากจะพบกันอีกแล้ว”


เฉินจี้ตะลึง  ที่แท้กองทหารพันปีล้อมคฤหาสน์ภูเขาลู่หุนครั้งเดียว  ต้องจ่ายราคาใหญ่ถึงเพียงนี้


จิ้งอ๋องเอ่ยเสียงดัง  “แม่ทัพหวัง”


คนถือธงราชันรับคำว่า  “ท่านอ๋องเชิญรับสั่ง”


จิ้งอ๋องว่า  “กลับค่าย”


“ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”


พูดจบ  แม่ทัพหวังโบกธงราชันในมือ  กองทหารพันปีหันหัวม้ากลับไปทางใต้อย่างเป็นระเบียบ  เสียงเกราะดำของทหารนับพันดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว  ไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ม่านรถม้าเปิดออก  หลิวกุ่นในชุดผ้าฝ้ายสีเทา  ค่อยๆ ลงจากรถม้าโดยมีอาจารย์เฝิงประคอง  จางจัวรีบให้สัญญาณทุกคนลงม้าคำนับ


ยังไม่ทันพูดจบ  กลับเห็นโอรสอ๋องก้าวมาข้างหน้า  คำนับว่า  “ท่านตา”


หลิวกุ่นยิ้มมองโอรสอ๋อง  “เด็กดี  หลายปีนี้ไม่เห็นเจ้ามาเยี่ยมจวนหลิวบ้าง  สมัยแม่ของเจ้ายังอยู่  มักพาเจ้ากลับมาเยี่ยมที่จวนหลิวบ่อยๆ”


โอรสอ๋องตอบว่า  “ท่านตา  หลายปีนี้การเรียนยุ่งมาก  หลังจากนี้ว่างแล้วจะไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ แน่นอน”


หลิวกุ่นพูดอย่างปลื้มใจ  “ดี  ดี  ดี”


เฉินจี้ขมวดคิ้ว


ที่แท้เฟยเอกของจิ้งอ๋องก็เป็นคนตระกูลหลิว  หรือว่าเป็นพี่สาวของจิ้งเฟย?


ขณะนั้น  หลิวกุ่นมองจิ้งอ๋องด้วยสีหน้าอ่อนล้า  “ท่านอ๋อง  พ่อตากับลูกเขยพบหน้ากัน  จำเป็นต้องตึงเครียดขนาดนี้หรือ  ไม่ได้พบกันเสียนาน  ขึ้นรถคุยกันเถอะ  ยังมีเรื่องมากมายต้องปรึกษา  ถ้าไม่รีบปรึกษา  เกรงว่าจะสายเกินไป”


จิ้งอ๋องคิดครู่หนึ่ง  หันไปบอกโอรสอ๋องว่า  “พวกเจ้ากลับไปก่อน”


โอรสอ๋องร้องเสียงร้อนรน  “ท่านพ่อ...”


จิ้งอ๋องปลอบโยนว่า  “ไปเถอะ  ไม่มีอะไรหรอก”


โอรสอ๋องกลับไม่ยอมจากไป


จางจัวหัวเราะฮ่าๆ  “พวกเราฝ่าหิมะมาทั้งวัน  รีบกลับบ้านไปดื่มชาร้อนๆ กันดีกว่า  ไปเถอะ  ไปเถอะ”


พูดพลางไป  เขาดึงแขนโอรสอ๋องเดินเข้าประตูเมือง  แล้วลดเสียงต่ำว่า  “ต่อหน้าธารกำนัล  เขาจะทำอะไรท่านอ๋องได้?  พวกเจ้าจะบังคับให้ตระกูลหลิวฉีกหน้ากันหรือ?  วางใจเถอะ  ท่านอ๋องจะไม่เป็นอะไร”


โอรสอ๋องจึงค่อยเดินจากไป  แต่ยังเหลียวหลังแทบทุกฝีก้าว


เมื่อเดินเข้าประตูเมือง  เฉินจี้อดหันกลับไปมองไม่ได้  เห็นจิ้งอ๋องเปิดม่านรถขึ้นรถม้า  ส่วนอาจารย์เฝิงยืนข้างรถม้า  กำลังยิ้มให้เขา


โครม!  ในประตูเมืองมีชายคนหนึ่งชนเฉินจี้  แล้วเดินผ่านไป


เฉินจี้เพ่งมองดู  เห็นชายคนนั้นกดงอบต่ำ  หายเข้าไปในฝูงชนด้านหลัง  เห็นชัดว่าเป็นแผ่นหลังของซีเฟิงแห่งกรมสืบลับ


เขาก้มหน้าคลี่กระดาษในมือโดยไม่แสดงอาการ  เนื้อหาเขียนไว้ชัดเจนว่า  “ระวังตัวด้วย  ม้าเร็วที่ต้องส่งรายงานลับไปเมืองหลวง  ล้วนถูกสังหารหมดสิ้น  ตระกูลหลิวจะก่อกบฏ”


เฉินจี้เงยหน้าขึ้นทันที  ข่าวที่ตระกูลหลิวหล่อเหล็กและซ่องสุมกำลังพล  บัดนี้ไม่อาจส่งออกไปได้  


หรือว่าแคว้นยู่แห่งนี้กลายเป็นกรงขังไปแล้ว?


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0376
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง