ตอนที่ 0163 หน้าผา



ไก่โห่รุ่งอรุณ


ในห้องนอนอันมืดมิดของเด็กฝึก  เฉินจี้ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งจากเตียง


เขาหันไปมองผองเพื่อนข้างกาย  เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงห่มผ้าห่มแน่น  ส่วนเหลียงโก่วเอ๋อร์ที่ไม่รู้กลับมาเมื่อไร  กลิ่นเหล้าเหม็นโฉ่  กำลังหลับสนิทโดยเอาหัวหนุนท้องของเหลียงมาวเอ๋อร์


เฉินจี้แต่งตัวเบามือเบาเท้า  ก้าวออกจากห้อง  ยืนอยู่ใต้ต้นแอปริคอต  พ่นลมหายใจเป็นไอขาว  แหงนมองผ้าแถบสีแดงที่ผูกไว้บนกิ่งสูงสุดอย่างเงียบงัน  จากนั้นก็หันหลังกลับ  เดินไปยังห้องหลักของอาจารย์


เขาแอบเปิดผ้าม่านหนาโดยไม่ส่งเสียง  แล้วสอดหัวเข้าไปมองข้างใน


จิ้งอ๋องนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง  เฒ่าเหยาเอนกายอยู่บนเก้าอี้นอน  หลับตาบำเพ็ญสมาธิ  เตาไฟเตี้ยๆ ในห้องส่งความอบอุ่นออกมา


เฉินจี้ลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้าไปในห้อง  เดินอย่างระวังไปยังข้างเตียง  ยื่นมือจะไปจับชีพจรของจิ้งอ๋อง


แต่ยังไม่ทันจะได้จับ  กลับถูกเฒ่าเหยาคว้าข้อมือไว้จากด้านข้าง


เฉินจี้ตกใจจนเกือบร้องออกมา  “อาจารย์ลุกขึ้นมาเมื่อไร  ทำไมไม่มีเสียงเลย?!”


เฒ่าเหยาพูดอย่างไร้สีหน้า  “เจ้าคิดจะทำอะไร?”


เฉินจี้รีบอธิบาย  “ข้าแค่อยากดูว่า  ท่านอ๋องป่วยจริงหรือไม่”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “ด้วยฝีมือสามเณรของเจ้า  จับชีพจรไปจะบอกอะไรได้?  ท่านอ๋องเพิ่งหลับได้ไม่นาน  ข้าแค่กลัวเจ้าจะเผลอปลุกท่านตื่น”


เฉินจี้ตกตะลึงอยู่ในใจ  เว้นเสียแต่ท่านอ๋องกำลังจะจากไปจริงๆ  ไม่งั้นอาจารย์คงไม่มีปฏิกิริยาแบบนี้แน่


อาจารย์รู้ดีว่า  ตัวเขาเรียนวิชาไม่จบ  ไม่เก่งจับชีพจร  การที่อีกฝ่ายไม่ยอมให้จับ  มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว  นั่นคือแม้แต่คนธรรมดาก็รู้สึกได้ว่าชีพจรไม่ปกติ


อย่างเช่น  ไม่มีชีพจร


เฉินจี้คิดแล้วพูด  “อาจารย์  เมื่อคืนท่านอ๋องพาข้าไปจวนหลินบนถนนทงจี้  ฟังละคร  ในละครนายคณะเมิ่งขับร้องบันทึกเรือขาวหนึ่งฉาก  ในละคร  แม่ทัพหนุ่มยุ่งอยู่กับการงานครึ่งชีวิต  สุดท้ายก็จบไม่สวย  คนที่เขาวิ่งไปสามพันลี้เพื่อช่วย  สุดท้ายก็กลายเป็นศัตรูกัน”


เฉินจี้อยากรู้  “อาจารย์  ท่านอ๋องคือแม่ทัพหนุ่มในละครใช่ไหม?”


เฒ่าเหยาขมวดคิ้ว  “พูดไร้สาระอะไรของเจ้า  บันทึกเรือขาวเป็นนิยายเมื่อร้อยกว่าปีก่อน  จะเป็นท่านอ๋องได้อย่างไร”


เฉินจี้มองอาจารย์ของตัวเอง  “อาจารย์  ท่านรู้ว่าข้าหมายถึงอะไร  มันแค่การเปรียบเปรย  ท่านอ๋องถูกจักรพรรดิระแวงใช่ไหม?”


“สงสัยอะไรมากมายนัก”  เฒ่าเหยาดึงข้อมือของเฉินจี้  ลากเขาออกจากห้องหลักแล้วโยนออกไปข้างนอก  “โอ่งไม่มีน้ำแล้ว  ไปตักน้ำมา”


พูดจบ  เฒ่าเหยาหันกลับเข้าห้อง  ดึงผ้าม่านปิดสนิท


ขณะนั้น  ข้างนอกโรงยามีเสียงนกกางเขนร้อง


นกกางเขนเป็นนกประจำถิ่น  พอถึงฤดูหนาวก็จะเปลี่ยนขนและทำรังแต่เนิ่นๆ  เมื่อฤดูหนาวมาถึงจะไม่ออกจากรังหรือส่งเสียงตามอำเภอใจ…นี่คือรหัสลับนกหวีดทองแดงของกรมสืบลับ!


เขาก้มตัวหามถังน้ำกับไม้หาม  เดินโซเซไปทางนอกประตู  พอเดินมาถึงหน้าประตู  ทหารองครักษ์จวนอ๋องที่เฝิงต้าป้านพามาก็ไขว้ง้าวกั้นทาง


เฉินจี้ยิ้มพูด  “พี่ทหารทั้งสอง  ข้าจะไปตักน้ำ  โอ่งน้ำในเรือนแห้งแล้ว  ถ้าไม่สะดวกปล่อยข้าออกไป  พวกท่านช่วยตักน้ำกลับมาก็ได้  ราวแปดเที่ยวก็คงเต็มโอ่ง”


ทหารทั้งสองสบตากัน  ลังเลครู่หนึ่งแล้วเก็บง้าวอย่างเงียบงัน


เฉินจี้เดินผ่านหมอกบางบนถนนหินสีเขียวคราม  เมื่อมาถึงริมบ่อน้ำ  ก็เห็นเงาคนร่างท้วมกำลังหมุนกังหันไม้บนปากบ่ออยู่แล้ว


จินจู!


เฉินจี้เดินไปข้างบ่อน้ำโดยไม่แสดงสีหน้า  จินจูเองก็ไม่หันหน้ามา  เพียงพูดเสียงเบาราวยุง  “จิ้งอ๋องป่วยจริงหรือแกล้งป่วย?”


เฉินจี้พูดเสียงต่ำ  “อาจารย์ข้าบอกกับจิ้งเฟยว่า  จิ้งอ๋องเวลาไม่เหลือมากแล้ว”


จินจูด่าเสียงต่ำคำหนึ่ง  “ป่วยได้เหมาะเจาะเสียจริง”


เฉินจี้สงสัย  “เกิดอะไรขึ้น?”


จินจูอธิบาย  “ตระกูลหลิวก่อกบฏแล้ว!  ตั้งแต่เมื่อวาน  กองทหารส่วนตัวสิบกว่าหน่วยของตระกูลหลิวในแคว้นยู่กำลังเคลื่อนพลเป็นบ้าเป็นหลัง  แคว้นยู่อันใหญ่โตอนุญาตเข้าแต่ไม่อนุญาตออกแล้ว  ตระกูลหลิวจะก่อกบฏ  แต่ข่าวสารของพวกเราส่งออกไปไม่ได้!”


เฉินจี้ถาม  “แม้แต่เทียนหม่าก็ฝ่าออกไปไม่ได้หรือ?”


จินจูร้องคร่ำครวญอย่างเป็นทุกข์  “ตระกูลหลิววางแผนมาเนิ่นนาน  เมืองหลัวมีถนนหลวงที่เข้าออกได้แค่ไม่กี่สาย  ทุกสายถูกทหารจำนวนมากเฝ้ายาม  บนภูเขายังมีหน่วยลาดตระเวนกระจายไปทั่ว  เทียนหม่าแกร่งแค่ไหนก็เป็นแค่ขั้นแสวงเต๋า  สิงกวนขั้นแสวงเต๋าจะกล้าต่อสู้กับกองทัพที่ถูกฝึกมาได้อย่างไร”


เฉินจี้สงสัยปนงุนงง  รู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง


จินจูหยิบถังน้ำที่ดึงขึ้นมา  วางบนขอบบ่อ  “ตระกูลหลิวใช้นักรบพลีชีพนับร้อยนาย  เร่ถือภาพวาดของข้ากับเทียนหม่า  ตระเวนค้นหาทั่วเมือง  ถ้ารอดพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้  ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”


เฉินจี้เอ่ยถาม  “พวกเราทำได้แค่ดูตระกูลหลิวก่อกบฏอย่างเดียวเลยหรือ?  แต่ปัญหาสำคัญกว่านั้นคือ  ในเมื่อพวกเขาเพียงหวังกำจัดกรมสืบลับทิ้ง  แล้วลบหลักฐานการแอบหล่อเหล็ก  เหตุใดจึงต้องรีบร้อนก่อกบฏด้วย?”


จินจูวางถังไม้เปล่าลงในบ่อ  “แม้แต่ผียังรู้!  ทั้งแผ่นดินล้วนนึกไม่ถึงว่าตระกูลหลิวจะกล้าก่อกบฏ...เว้นแต่จะมีคนสนับสนุนพวกมัน...”


เฉินจี้ไม่แสดงท่าที  “จิ้งอ๋องหรือ?  ไม่ใช่  จิ้งอ๋องใกล้ตายอยู่รอมร่อแล้ว  เขาไม่มีเหตุจูงใจจะก่อกบฏ”


จินจูตอบทันควัน  “หากว่าเขาแกล้งป่วยเล่า”


เฉินจี้ค่อนข้างมั่นใจ  จิ้งอ๋องไม่ได้แกล้งป่วยแน่นอน  แต่พอเสนาบดีหลิวพูดคุยกับจิ้งอ๋องเสร็จ  ตระกูลหลิวก็ก่อกบฏทันที  แท้จริงแล้วมันช่างประหลาด


จินจูพูดต่อว่า  “เจ้าต้องจับตาดูในโรงยาให้ดี  ว่าใครไปพบจิ้งอ๋อง  ถามอะไร  พูดอะไร  สิ่งเหล่านี้สำคัญยิ่ง  หากปล่อยให้สมาคมขนส่งทางน้ำ*ร่วมมือกับตระกูลหลิว  เรื่องจะยิ่งยุ่งยากยิ่งกว่าเดิม”


(แก้จาก สมาคมท่าเรือ → สมาคมขนส่งทางน้ำ )


เฉินจี้สงสัย  “สมาคมขนส่งทางน้ำ?  สมาคมขนส่งทางน้ำกับหยุนเฟยมีความสัมพันธ์อย่างไร”


จินจูตะลึงไปครู่หนึ่ง  “เจ้าไม่รู้หรือ  สมาคมขนส่งทางน้ำเบื้องหลังคือนิกายหลัวเทียน  หยุนเฟยเป็นธิดาองค์เดียวของเจ้านิกายคนก่อน  หากไม่แล้ว  เจ้าคิดว่าจิ้งอ๋องแต่งงานกับนางเพราะเหตุใด?  เมื่อฝ่าบาทยังเยาว์วัย  ราชสำนักไม่มั่นคง  นิกายหลัวเทียนฉวยโอกาสครอบครองการขนส่งทางเรือ  คุมแม่น้ำสามสาย  การขนส่งสินค้าและเสบียงจากใต้ขึ้นเหนือล้วนถูกพวกมันบีบคั้น  สถานการณ์อันย่ำแย่นี้ค่อยๆ ดีขึ้นหลังจิ้งอ๋องอภิเษกกับหยุนเฟย”


นิกายหลัวเทียน!


ก่อนหน้านี้  เมื่อหยุนเฟยทำการค้าอาวุธไฟกับกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่ง  ก็สั่งให้พวกเขาไปร้านจินฟางในตรอกชุดแดง  หาแม่เล้าแล้วเอ่ยรหัส  ‘หลัวเทียน’ !


เฉินจี้ถามขึ้นทันใด  “เจ้านิกายหลัวเทียนคนปัจจุบันคือใคร”


จินจูอธิบายว่า  “เจ้านิกายคนปัจจุบันชื่อหันถง  เป็นศิษย์สายตรงของเจ้านิกายคนก่อน  เป็นเพื่อนวัยเยาว์กับหยุนเฟย”


เฉินจี้รูม่านตาเล็กลง  “เขามีรอยสักพระพุทธเจ้าที่ข้อมือใช่หรือไม่”


จินจูสงสัย  “เจ้าเคยพบเขาหรือ”


เฉินจี้อธิบายไปตามๆ  “ไม่  เพียงแค่เคยได้ยินมา”


ขณะนี้  จินจูดึงถังน้ำใบที่สองขึ้นมา  วางไว้ที่ปากบ่อแล้วเอ่ยด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง  “บุคคลนี้การเคลื่อนไหวประหลาด  ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ลูกน้องสมาคมขนส่งทางน้ำตลอด  อยากจับก็จับไม่ได้  หากเจ้าพบเขา  ต้องรายงานข้าทันที”


เฉินจี้พูดอย่างจนปัญญา  “ใต้เท้า  บัดนี้ท่านไร้ที่พำนักเร่ร่อนไปทั่ว  ข้าจะตามหาท่านยังไม่ทราบวิธี  จะรายงานท่านทันทีได้อย่างไร”


จินจูถอนหายใจตัดพ้อ  “ก็จริง...ให้ตายเถอะ  กรมสืบลับอันยิ่งใหญ่ถูกบีบให้ตกต่ำถึงเพียงนี้  จะไปร้องทุกข์กับใครได้บ้าง”


เฉินจี้จมอยู่ในความคิด  เขารู้สึกเสมอว่าการก่อกบฏของตระกูลหลิวมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับจิ้งอ๋อง  แต่จิ้งอ๋องกลับไม่มีแรงจูงใจจะเข้าร่วมกบฏ...


ไป๋หลี่ธิดาอ๋องเคยกล่าวว่า  จิ้งอ๋องชอบอ่านใจคนอื่นที่สุด...


ขณะนี้  จินจูเอ่ยเตือน  “ข้าต้องไปแล้ว  เจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ด้วย  ช่วงนี้หากไม่มีเรื่องสำคัญพิเศษ  อย่าออกมาเดินทางเด็ดขาด  บัดนี้ตระกูลหลิวต้องการล้างบางกรมสืบลับในเมืองหลัวให้สิ้นซาก”


เฉินจี้ตอบรับเสียงหนึ่ง  “เข้าใจแล้ว  ข้าจะระวังตัว”


ระหว่างนี้  จินจูหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากอก  แล้วยัดใส่มือเฉินจี้  “ข้าให้เจ้า  ฝึกตนให้ดีล่ะ”


เฉินจี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง  แล้วคลี่ผ้าสีเทาที่พันห่อทีละชั้น  จนเห็นโสมเก่าห้ารากยัดอยู่ข้างใน  “ใต้เท้า  นี่คือ...?”


จินจูพูดอย่างเจ็บใจ  “ข้าเอาเงินเดือนตัวเองซื้อมา  เจ้ามีพรสวรรค์ฝึกตนสูงส่งยิ่ง  อย่าให้เสียเปล่าเชียวล่ะ!”


พูดจบ  เขาแบกคานหาบขึ้นบ่า  เดินโซเซเข้าไปในหมอกบางๆ


เฉินจี้พลันรู้สึกอย่างกะทันหันว่า  เมืองหลัวทั้งเมืองดุจรถม้าที่ห้อตะบึง  จิ้งอ๋องเสมือนสารถี  กว่าสิบปีที่ผ่านมาเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ  กระชับบังเหียนไว้แน่น  บังคับทิศทางรถม้าให้เดินไปบนถนนหลวง


แต่บัดนี้  สารถีผู้นั้นปล่อยมือแล้ว  ปล่อยให้รถม้าที่เสียหลักคันนี้  พาทุกคนบนรถม้า  พุ่งตรงไปสู่ขอบหน้าผา


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0390
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง