ตอนที่ 0162 บันทึกเรือขาว
บันไดหินมืดทะมึนเงียบงัน ไร้ลม ไม่รู้ทอดไปสู่แห่งหนใด
เฉินจี้มองบันไดลึกมืดพลางครุ่นคิด เหตุใดจิ้งอ๋องต้องพาเราออกไป? จิ้งอ๋องสมคบกับผู้ใด?
หรือเพียงแค่ข้ามอุโมงค์ใต้ดินนี้ไป ปริศนาที่กวนใจมานานก็จะคลี่คลาย?
จิ้งอ๋องถือตะเกียง เดินลงบันได หันกลับมาเห็นเฉินจี้ยืนค้าง ณ ปากถ้ำ จึงเอ่ยด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “มาเร็ว”
เฉินจี้พลันลังเล “ท่านอ๋อง ทางลับนี้ไปไหน? หากข้าเห็นคนหรือเรื่องไม่ควรเห็น จะถูกปิดปากหรือไม่?”
จิ้งอ๋องหัวเราะอย่างจนใจ “เจ้าฟุ้งซ่านอะไรอยู่? วางใจเถิด ไม่มีใครปิดปากเจ้าแน่ แล้วอีกอย่าง เอาดาบเล่มนั้นฝากอาจารย์เจ้าไว้เถอะ ดาบยาวเพียงนี้กลับไร้ฝัก พกออกไปสะดุดตาเกินไป”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง วางดาบวาฬพิงผนังในเรือน แล้วเอ่ยถามเฒ่าเหยา “อาจารย์ ท่านมาเมืองหลัวเมื่อสามปีก่อน ได้นัดแนะกับจิ้งอ๋องไว้ล่วงหน้าหรือไม่?”
เฒ่าเหยามองเหล่ “อย่าริอ่านซักไซ้ข้า ไสหัวไปเร็ว”
เฉินจี้ “ขอรับ”
เขาก้มศีรษะเล็กน้อย เดินตามจิ้งอ๋องเข้าสู่ทางแคบยิ่ง
ในความสลัว มีเพียงเปลวไฟริบหรี่ในมือจิ้งอ๋องไหวระริก เหยียดเงายาวไม่รู้จบในอุโมงค์
เฉินจี้ย่างก้าวหนึ่ง ระแวดระวังเพิ่มหนึ่งส่วน
อีกไม่ช้าก็จะพบบุคคลใหญ่ลึกลับแล้ว
อีกฝ่ายเป็นใครกัน?
จะไว้วางใจเราเหมือนอาจารย์กับจิ้งอ๋องหรือไม่?
เขาไม่รู้อะไรเลย
เดินไปราวหลายสิบลมหายใจ จิ้งอ๋องชูตะเกียงพลางไต่บันได เฉินจี้สูดลมหายใจลึกจึงตามขึ้นไป
ชั่วพริบตาถัดมา เขาก็ตะลึงเล็กน้อย
ที่นี่ไม่มีคนใหญ่คนโต ไม่มีผู้ติดตาม เหลือเพียงร้านโล่งเปล่า
เฉินจี้มองข้าวของรอบด้านอย่างคุ้นตา “ท่านอ๋อง นี่คือร้านเนื้อหวังจี้บนถนนอันซีหรือ?”
จิ้งอ๋องตอบ “ใช่ ร้านเนื้อหวังจี้นี้ เดิมเป็นกิจการของจวนอ๋อง การค้าก็ดีมาตลอด”
เฉินจี้ฉวยจังหวะที่จิ้งอ๋องเผลอ เอื้อมแตะเชิงเทียนบนโต๊ะ
ขี้ผึ้งขาวยังไม่แข็ง แปลว่าเพิ่งดับไม่นาน ผู้ที่นัดพบกับจิ้งอ๋องลับๆ เพิ่งจากไป
ทว่าคนนัดพบจากไปแล้ว จิ้งอ๋องยังมาที่นี่ทำอะไร?
เฉินจี้ถาม “ท่านอ๋อง คนที่ท่านจะพบเล่า?”
จิ้งอ๋องยิ้มขบขัน “ข้าเคยบอกหรือว่านัดพบใครไว้?”
เฉินจี้เงยหน้ามอง เห็นจิ้งอ๋องดับตะเกียง เปิดประตูร้านเนื้อออกสู่ถนน ยืนใต้แสงจันทร์โบกมือเรียก “มัวเหม่ออยู่ทำไม เร็วเข้า ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว”
เขาเดินใกล้จะพ้นประตู แต่กลับรีบฉุดจิ้งอ๋องกลับสู่เงามืดในร้าน
จิ้งอ๋องฉงน “มีอะไร?”
ราตรีกาลมืดมิด รถม้าคันหนึ่งห้อตะบึง บดหิมะบนถนนเป็นสายยาว มุ่งหน้าสู่ตะวันออก
รถม้าเรียบง่ายไร้พิธีรีตอง จิ้งอ๋องกับเฉินจี้เห็นแม่นมซีถังแง้มม่านหน้าต่าง แอบชำเลืองนอกรถ ปากยังเร่งเร้าสารถีให้เร็วขึ้นอีก
รถม้าเคลื่อนผ่านไป จิ้งอ๋องยืนท่ามกลางสายลมที่มันก่อ พลางยิ้มถาม “เจ้าว่าข้างในยังมีผู้ใดอีก?”
เฉินจี้มิได้ตอบ ทว่าคำในใจชัดแจ้ง
หยุนเฟย
ครานี้จิ้งอ๋อง ‘ประชวรหนัก’ ทว่าหยุนเฟยกลับฉวยราตรีกาล ลักลอบออกจากจวนอ๋อง เรื่องนี้จะว่าหนักก็หนัก จะว่าเบาก็เบา
เฉินจี้เหลือบดูสีหน้าจิ้งอ๋อง กล่าวอย่างระมัดระวัง “ท่านอ๋อง ข้ามิรู้ว่าในรถมีผู้ใด”
จิ้งอ๋องขบขัน “อย่าทำไขสือ”
เขามองแผ่นหลังรถม้าทะยานสู่ราตรี หัวเราะแผ่วเบา “แม่ทัพไม่ลงม้า ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่หนทางตน ไปเถอะ เรายังมีธุระสำคัญ”
……
……
เมืองหลัว ถนนทงจี้ แหล่งชุมนุมคหบดี และยังเป็นย่านที่เฉินจี้ลอบสังหารผู้ดูแลหยวน
ตลอดถนนยาวมีคฤหาสน์ลานในสี่สิบแปดหลัง สิบสองหลังแรกกินที่กว้าง ล้วนเชิญช่างสวนเมืองน้ำเจียงหนานมาสร้างศาลา ระเบียง เรือนชั้น ครบครัน ชาวบ้านล้อเรียก ‘เทียนขุย’ (เจ้าฟ้า) ส่วนสามสิบหกหลังถัดมาย่อมกว่ามาก ชาวบ้านล้อเรียก ‘ตี้ขุย’ (เจ้าพิภพ)
ทว่าไม่ว่าฝั่ง ‘เทียนขุย’ หรือ ‘ตี้ขุย’ เจ้าของบ้านมักร่วงโรยผลัดเปลี่ยนดังสายน้ำ มีเพียงศาลาเรือนระเบียงยังคงเดิม
ยามนี้บนถนนศิลาเขียวครามแห่งถนนทงจี้ รถม้าเรียงแน่นดุจเกล็ดปลา สารถีและเด็กรับใช้กุมมือในแขนเสื้อ รวมกลุ่มคุยโม้เรื่องสตรีใต้กำแพงขาวกระเบื้องเทา
วันนี้บุตรชายคนโตอันชอบธรรมของเรือนใต้เท้าหลินฝั่ง ‘เทียนขุย’ เข้าพิธีมงคล ถนนประดับโคมแพรพรรณ ทุกห้าก้าวแผ่นศิลาแปะอักษร ‘喜’ (มีสุข) สีแดงด้วยแป้งเปียก
ในคฤหาสน์ใต้เท้าหลิน แขกเหรื่อเนืองแน่น งานเลี้ยงแบบต่อเนื่องตั้งโต๊ะไว้หลายสิบ
จิ้งอ๋องยืนหน้าคฤหาสน์สกุลหลิน เงยดูป้ายแล้วยิ้มบอกเฉินจี้ “ที่นี่ล่ะ”
ว่าแล้วก็เตรียมยกเท้าจะก้าวเข้าไป
เฉินจี้ฉุดไว้ เอ่ยกระซิบ “ท่านอ๋องจะเดินดุ่มเข้าไปทั้งอย่างนี้หรือ? คนในเรือนหลินมากตา วุ่นวาย หากมีใครจำท่านได้เล่า”
จิ้งอ๋องบ่นหงุดหงิด “ต้องกลัวอะไร? เจ้ายังหนุ่มยังแน่น ไฉนปอดแหกยิ่งกว่าข้า เรือนใต้เท้าหลินทำกิจการหอนางโลมกับบ่อนพนัน ใต้มือมีอันธพาลชุกชุม ขุนนางผู้สูงศักดิ์ไม่มีทางลดตัวมาร่วมงานแต่งของมัน เมื่อไม่มีขุนนาง แล้วผู้ใดจะจำข้าได้เล่า”
เฉินจี้รีบเอ่ยต่อ “อย่างนั้นก็ไม่ได้ ที่นี่คนดีคนร้ายคละปน หากมีอันใดเกิด ข้าจะชี้แจงกับไป๋หลี่กับโอรสอ๋องอย่างไร”
จิ้งอ๋องยกเท้าไปหน้าคฤหาสน์หลิน “เจ้าหนุ่ม วันนี้ข้ามีธุระใหญ่ จำต้องเข้าไป”
เฉินจี้จำใจเร่งเท้าก้าวตาม
พอถึงหน้าประตู พ่อบ้านผู้รับแขกยืนบนธรณีสูง ยิ้มคารวะ “ไม่คุ้นหน้าท่านทั้งสองเลย มีบัตรเชิญของนายท่านหรือไม่?”
จิ้งอ๋องกล่าวอย่างเอิกเกริก “พวกข้าสองคนเป็นพ่อค้าเร่ เห็นที่นี่จัดมหรสพครึกครื้น เลยอยากมาร่วมแสดงความยินดี ขอแฝงดื่มกินสักหน่อย”
พ่อบ้านถึงกับตะลึง ยังไม่เคยเห็นผู้ใดขอกินฟรีได้ไร้ยางอายเช่นนี้
เขาชำเลืองมือเปล่าของจิ้งอ๋องกับเฉินจี้ แล้วเอ่ยกลบเกลื่อนว่า “ท่านทั้งสอง วันนี้คฤหาสน์สกุลหลินเป็นวันมงคล จัดเลี้ยงแต่ญาติมิตร…”
จิ้งอ๋องยิ้มพลางพูดขัด “ขอท่านเจ้าภาพโปรดอภัย ข้าสองคนเร่งรุดมา มิทันเตรียมของกำนัล แต่ในเมื่อเป็นวันมงคลของสกุลหลิน พวกข้าก็ขอถวายสามสิบตำลึงเงินแทนคำยินดี”
ว่าแล้วจิ้งอ๋องหันบอกเฉินจี้ “ส่งให้พ่อบ้านสิ”
เฉินจี้ “?”
จิ้งอ๋องเห็นเขายังนิ่ง จึงเอ่ยเร่ง “สามสิบตำลึง”
เฉินจี้ตะลึง “สามสิบตำลึง ให้ข้าออกหรือ?”
จิ้งอ๋องเอ่ยเสียงอ่อน “เจ้ามิได้นำมาหรือ? รีบหยิบออกมาเถิด อย่าให้พ่อบ้านท่านนี้คอยนาน”
เฉินจี้สีหน้าเรียบเฉย ล้วงก้อนเงินเล็กสามก้อนจากแขนเสื้อส่งให้พ่อบ้าน พ่อบ้านยิ้มบาง รับเงินเก็บไว้ในแขนเสื้อ “เชิญท่านแขกทั้งสองด้านใน เดี๋ยวจะมีบ่าวนำทาง”
พอเข้าประตู เด็กรับใช้ผู้หนึ่งก็พาทั้งสองมุ่งสู่ลานเรือน
เฉินจี้กดเสียงต่ำ “ท่านทำงาน ข้าจ่ายเงิน เช่นนี้ไม่เหมาะกระมัง?”
จิ้งอ๋องหัวเราะเอ่ยว่า “ไป๋หลี่ทุ่มเงินกับเด็กหนุ่มอย่างเจ้าไปเท่าใดแล้ว ข้าให้เจ้าออกแค่สามสิบตำลึงเงิน มีอะไรไม่เหมาะสม หรือจะให้ข้าคิดบัญชีละเอียดให้เจ้าดู?”
เฉินจี้ได้แต่กล้ำกลืนความเสียเปรียบ
เขานิ่งไปนานก่อนเอ่ยแผ่วเบา “ท่านจะให้ข้าออกสามสิบตำลึง เหตุใดไม่ถามข้าก่อน หากข้าไม่ได้พกมากเพียงนี้จะทำอย่างไร คราวหน้าอย่างน้อยโปรดหารือกับข้าก่อน”
จิ้งอ๋องไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยเนิบช้า “ไม่ต้องหารือหรอก อาจารย์เจ้าบอกไว้ว่า ไอ้หนุ่มนี่พกสามสิบตำลึงเงินติดตัวไว้ยามฉุกเฉินเสมอ”
“ก็ได้ๆๆ…”
เด็กรับใช้พาทั้งสองไปจัดที่นั่งริมสุดหน้าเวทีละคร
บนโต๊ะมีแต่เศษกับข้าว จิ้งอ๋องมิรังเกียจ คีบกินไปพลางชะโงกคอมองเวที
เฉินจี้มองตาม “ท่านจะนัดพบกับผู้ใดบนเวทีหรือ?”
จิ้งอ๋องเหลือบตามอง “นัดพบ? กับใคร?”
เฉินจี้ฉงน “มิใช่ท่านบอกว่ามีธุระสำคัญหรอกหรือ?”
จิ้งอ๋องเอ่ยอย่างใจเย็น “วันนี้ใต้เท้าหลินจัดงานเลี้ยง ตั้งใจเชิญนายคณะเมิ่งแห่งคณะละครสำนักเหนือมาขับ ‘บันทึกเรือขาว’ เมื่อก่อนน่ะ นายคณะเมิ่งชื่อกระฉ่อนไปทั้งนครหลวง จะได้ฟังเขาขับสักหนึ่งฉากไม่ง่าย ข้ามาเพื่อฟังละครนี่แหละ”
เฉินจี้ “หือ? ที่ว่าธุระสำคัญ คือมาฟังละครหรือ?”
จิ้งอ๋องทอดตามองเวที ไม่แม้แต่จะหัน “ทั้งชีวิตข้ายุ่งเพื่อผู้อื่น ก่อนตายจะฟังละครที่ชอบสักฉากหนึ่ง ไม่เกินเลยกระมัง?”
ชั่วขณะนี้ ตระกูลหลิววางแผนอยู่ หยุนเฟยวางแผน จิ้งเฟยวางแผน สำนักพิธีการก็กำลังวางแผน
ทุกฝ่ายล้วนครุ่นคำนวณ หวังฉกฉวยบางสิ่งจากกระแสเปลี่ยนผัน
ทว่าสำหรับท่านผู้ยืนกลางวังวน กลับทำเสมือนไม่มีธุระ แอบปะปนเข้างานเลี้ยงคนอื่นเพื่อเนียนฟังละคร?
เฉินจี้เตรียมจะเอ่ย แต่ถูกจิ้งอ๋องชิงพูดก่อน “เงียบก่อน ฉากสำคัญใกล้เริ่มแล้ว”
เฉินจี้พลันหันไปยังปลายแสงโคมหน้าเวที เห็นบนเวทีสีชาด เสียงกลองด้านข้างดังระงม นักแสดงลงหน้าจัดพุ่งขึ้นเวที ขับร้องว่า “ราตรีร้อนยาวเหยียด ร้อนยาวเหยียด ข้ามด่านซ้อน ดั้นด้นทุ่งกันดาร ท่ามกลางธุลีโลก พลาดชีวิตวัยหนุ่มเมืองกรุง…”
เฉินจี้หันกลับมามองจิ้งอ๋อง เห็นอ๋องขมับขาวนั่งสง่า หากแต่ดวงตาไม่อยู่กับละครแล้ว ดุจความคิดลอยไปไกล
ในละคร หนุ่มน้อยรับบัญชาในยามคับขัน มุ่งหน้าสู่สมรภูมิเดือดระอุ
ประหารกังฉิน ฆ่าโจรผู้ร้าย สงบแดนเหนือ ไม่นานผมหงอกขาว ยังไม่ทันกลับนครหลวงเข้ารับตำแหน่งเสนาบดี ก็ถูกจักรพรรดิระแวง จองจำเข้าคุก
กล่าวกันว่า สันติสุขล้วนแม่ทัพก่อ แต่ไม่ยอมให้แม่ทัพได้เห็นสันติ
ราวเรื่องโศกสุขบนเวที กับความวิปลาสใต้เวที ปนเปกันจนแยกไม่ออกชั่วคราว
แม่ทัพหนุ่ม จักรพรรดิระแวง…ไม่รู้ว่าจิ้งอ๋องชอบฉากนี้จริง หรือเห็นเงาตนในละครกันแน่
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ละครถึงคราวปิดม่านลง
จิ้งอ๋องหันมามองเฉินจี้แล้วยิ้ม “จ้องข้าทำไม?”
เฉินจี้เจ็บใจนัก “คืนนี้ท่านยอมเสี่ยงออกมา ก็เพื่อฟังแค่ฉากนี้หรือ?”
จิ้งอ๋องเย้าหยอก “มาฟังละครเฉยๆ ไม่ได้หรือ ใครเป็นผู้กำหนดว่า ตลอดชีวิตคนเราต้องทำการใหญ่กู้แผ่นดินทุกวี่ทุกวัน แบบนั้นเหนื่อยตายพอดี”
เฉินจี้จนคำจะกล่าว
จิ้งอ๋องหัวเราะชอบใจ “เมื่อครั้งละครสายเหนือยังรุ่งเรือง ไทเฮาเคยมีรับสั่งเรียกนายคณะเมิ่งเข้าไปขับร้องในวัง เล่น ‘บันทึกเรือขาว’ เรื่องนี้เอง สมัยนั้นข้าอายุยี่สิบเอ็ด เพิ่งครองตำแหน่งอ๋อง นายคณะเมิ่งชื่อกระฉ่อนทั่วทิศ บัดนี้งิ้วคุนฉวี่ฝ่ายใต้แทนที่ละครสายเหนือ นายคณะเมิ่งจึงตกอับ ต้องไปขับร้องตามคฤหาสน์พ่อค้าโลกีย์ ส่วนข้าน่ะ…ก็ใกล้ตายเต็มที”
จิ้งอ๋องทอดมองเวทีละครที่บัดนี้ว่างเปล่า แล้วยิ้มเอ่ย “ล้วนเป็นตัวเอกจากยุคเก่าที่ใกล้ปิดม่านเต็มที ละครนี่น่ะ ฟังจบหนึ่งเรื่อง ก็หายไปหนึ่งเรื่อง”
เฉินจี้ถาม “ท่านอ๋อง ละครจบแล้ว จะไปที่ใด?”
จิ้งอ๋องลุกก้าวออก “กลับจวนเถอะ”
อ๋องผู้กุมอำนาจเต็ม ชั่วชีวิตวุ่นวาย ที่แอบหนีออกมา ก็เพียงเพื่อขโมยเวลาให้ตนเองจริงๆ
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น