ตอนที่ 161 ข้อตกลงหนึ่ง
โรงยาไท่ผิงที่เงียบเหงาพลันวุ่นวายขึ้นมา
จิ้งอ๋องดุจวังวน พัดพาใบไม้เน่าและกิ่งแห้งอันเก่าแก่ ม้วนเอาความถูกผิดที่มองเห็นและมองไม่เห็นมายังโรงยา
บริวารที่หยุนเฟยนำมา กระจายอยู่ในลาน จ้องมองอย่างคมกริบ ทำให้ลานดูแออัดยิ่ง
บริวารคนหนึ่งอยู่หลังหยุนเฟย กวาดตามองลานเล็กอันเรียบง่ายนี้อย่างดูแคลน หิมะที่ทับถมยังไม่ได้กวาดให้สะอาด ร่องอิฐยังมีตะไคร่เขียว โอ่งน้ำใหญ่ตรงมุมบิ่นไปมุมหนึ่ง ไม้กวาดไผ่พิงผนังก็ขนร่วงหมด
มีเพียงต้นแอปริคอตที่พันผ้าแพรแดงกลางลานเท่านั้นที่พอจะดูดีอยู่บ้าง
บริวารคนหนึ่งยื่นมือไป จะแตะผ้าแดงบนกิ่งไม้ แต่ถูกเหลียงมาวเอ๋อร์คว้าข้อมือไว้แน่น พลางเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “อย่าแตะ!”
บริวารพยายามดิ้นหลายครั้งกว่าจะดึงแขนคืนได้ แล้วบ่นอย่างหัวเสีย “ใครจะไปอยากได้ของพรรค์นี้กัน?!”
ขณะนั้น ซีปิ่งกำลังเอียงตัว ขยิบตาให้เฉินจี้อย่างบ้าคลั่งอยู่ข้างหลังหยุนเฟย ส่งสัญญาณให้เขาถอยไปเสีย
แต่เฉินจี้ไม่ถอย เขาเพียงยืนเท้าดาบวาฬ “นายหญิงหยุนเฟย หยุดเพียงเท่านี้เถิด ตอนนี้ยังเข้าไปไม่ได้”
หยุนเฟยมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังทำอะไร?”
เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจัง “เรียนนายหญิง ข้ารู้ว่าตนกำลังทำอะไร อาจารย์ของข้ากำลังฝังเข็มให้ท่านอ๋อง จิตใจแม้แต่น้อยก็แบ่งไม่ได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตท่านอ๋อง ขอนายหญิงโปรดประทานอภัย”
หยุนเฟยหัวเราะเย็น “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่ได้คิดทำร้ายชีวิตท่านอ๋อง? หลีกไป!”
พูดจบ นางเดินตรงเข้าห้องราวกับไม่มีใครอยู่ มองเฉินจี้ตรงหน้าดั่งไร้ตัวตน
หยุนเฟยเผด็จการยิ่งกว่าจิ้งเฟยมากนัก นางย่างก้าวหนึ่ง เฉินจี้ต้องถอยหลังหนึ่งก้าว
เฉินจี้เห็นว่าตนกำลังจะถูกบีบให้ถอยเข้าห้อง จึงเอ่ยเสียงแผ่ว “นายหญิง ข้ามีคำแนะนำด้วยความหวังดีบางประการ ไม่ทราบว่าท่านจะยินดีฟังหรือไม่”
หยุนเฟยค่อยๆ หยุดนิ่ง ห่างจากเฉินจี้เพียงก้าวเดียว
นางโบกแขนเสื้อ สั่งให้บริวารถอยออกไปหลายก้าว แล้วจ้องมองเฉินจี้พลางถามเสียงแผ่ว “เจ้าใช้สถานะใดมาพูดกับข้า?”
เด็กฝึกโรงยา หรือสายลับราชวงศ์จิ่ง?
เฉินจี้กล่าว “นายหญิงไม่ต้องสนว่าข้าเป็นใคร ท่านพินิจเองว่า คำแนะนำของข้ามีประโยชน์หรือไม่ก็พอ”
หยุนเฟยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ลองว่ามา”
เฉินจี้ชั่งใจเลือกคำพูด แล้วกดเสียงต่ำลงว่า “ระหว่างทางที่ท่านอ๋องรับธิดาอ๋องกลับมา ได้พบชายคนหนึ่งที่มีรอยสักพระพุทธเจ้าบนข้อมือ ท่านอ๋องแรกเริ่มไม่ได้ใส่ใจ แต่ภายหลังโอรสอ๋องเอ่ยกับท่านอ๋องว่า ชายผู้นี้แอบตามไป๋หลี่หลายครั้ง สีหน้าท่านอ๋องก็เริ่มไม่ดีนัก”
หยุนเฟยไม่ไหวติง “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า? อย่าได้แต่งเรื่องเหลวไหลมาถ่วงข้าเลย”
เฉินจี้กล่าวอย่างจริงจัง “หากเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ข้าคงแต่งขึ้นไม่ได้แน่ หากนายหญิงรู้จักชายผู้นี้ ควรรีบแจ้งให้เขาออกจากเมืองหลัวเสีย ไม่เช่นนั้นเมื่อท่านอ๋องฟื้น เกรงว่าจะสั่งค้นทั่วเมืองเพื่อจับตัวเขา ถึงตอนนั้นเขาคงหนีไม่พ้น”
สีหน้าหยุนเฟยเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
เฉินจี้รู้ว่าตนเดิมพันถูกแล้ว ชายผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างลับๆ กับหยุนเฟยจริง!
หยุนเฟยขมวดคิ้วแผ่วเบา “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดเจ้าจริงหรือเท็จ?”
เฉินจี้ตอบอย่างเปิดเผย “หากนายหญิงไม่เชื่อ ไปถามโอรสอ๋องก็ได้ หรือจะถามท่านอ๋อง”
หยุนเฟยนิ่งเงียบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชั่วขณะต่อมา นางสะบัดแขนเสื้อหันหลังจากไป
เดินไปได้สองก้าว หยุนเฟยก็หันกลับมาถามทันใด “ร่างกายท่านอ๋องเป็นอย่างไร?”
เฉินจี้คิดอยู่ครู่แล้วว่า “อาจารย์ข้าเพิ่งแจ้งกับจิ้งเฟยว่า ท่านอ๋องเหลือเวลาอย่างมากสามเดือน”
ขณะนั้นเอง นอกโรงยาไท่ผิงมีเสียงฝีเท้าถี่ เสียงเกราะเสียดสี ดังครืนครั่นจนขนลุก หน้าประตูใหญ่ หลังกำแพง ล้วนถูกทหารจวนอ๋องล้อมจนแน่นหนาไม่มีช่องว่าง
เฉินจี้ยืนหน้าประตูห้องใหญ่ เงยหน้ามอง เห็นเฝิงต้าป้านในชุดผ้าฝ้ายเดินฮึดฮัดตรงมา แม้เดินมาถึงหน้าเฉินจี้ก็ไม่มีทีท่าจะหยุด
เฝิงต้าป้านคือคนที่สำนักพิธีการส่งไปอยู่ข้างกายจิ้งอ๋อง อีกฝ่ายนำทหารล้อมโรงยาไท่ผิงแล้วบุกเข้ามา ไม่อาจพินิจเจตนาได้เลย
ในชั่วพริบตา เฉินจี้ยกดาบวาฬฟาดไปหาเฝิงต้าป้าน จนถึงขณะนี้ เฝิงต้าป้านจึงหยุดฝีเท้า หลบคมดาบได้อย่างสงบในระยะห่างเพียงเส้นผม
เมื่อคมดาบผ่านหน้าเฝิงต้าป้าน ก็เห็นเขาดีดนิ้วข้างตัวดาบแผ่วเบา เสียงกังวานดังขึ้น ดาบวาฬสั่นสะเทือนรุนแรงไม่หยุด
เฉินจี้รู้สึกชาตรงอุ้งมือ สีหน้าเคร่งขรึม เร่งถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เฝิงต้าป้านหัวเราะชื่นชม “ไม่หักเสียด้วย ดาบดีจริง!”
เฉินจี้กำด้ามดาบแน่นอีกครั้ง ชักดาบวาฬขวางไว้ตรงหน้า
เฝิงต้าป้านเห็นเขายังไม่ยอมถอย ก็หัวเราะเสียงแหลมบาง “ลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือ พอมีเขางอกกลับกลัวคน หนุ่มน้อย เจ้าไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย”
เฉินจี้พูดอย่างสงบว่า “ไม่เกี่ยวกับประมาณตน”
เฝิงต้าป้านยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ก้าวเดินต่อไปยังเรือนหลัก
บรรยากาศระหว่างสองคนราวกับสายพิณที่ตึงพร้อมขาดได้ทุกเมื่อ
เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงตื่นตระหนกจนเผลอลุกขึ้นยืน เหลียงมาวเอ๋อร์ก็รีบก้าวเข้าหาเฉินจี้ แต่สายไปเสียแล้ว
เห็นเพียงเฝิงต้าป้านมาถึงตรงหน้าเฉินจี้ บรรจงยกมือขวาขึ้น ตบฝ่ามือลงมาหาเฉินจี้อย่างเบาหวิว
ท่าทางของอีกฝ่ายเชื่องช้าชัดเจน แต่เฉินจี้กลับรู้สึกราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้ามา
หลบไม่พ้น!
ขณะที่ฝ่ามือนี้กำลังจะตบลงบนหน้าเฉินจี้ เสียงอ่อนแรงของจิ้งอ๋องดังมาจากในห้อง “เฝิงต้าป้านมาแล้วหรือ เข้ามาเถิด”
ฝ่ามือของเฝิงต้าป้านหยุดชะงักทันทีตรงหน้าเฉินจี้
ลมจากฝ่ามือนี้ พัดผมเฉินจี้ปลิวไปข้างหลัง แม้แต่ม่านประตูด้านหลังก็ถูกพัดเปิด ตะเกียงน้ำมันในห้องส่ายไหว
เฝิงต้าป้านหดมือกลับพลางหัวเราะถาม “หนุ่มน้อย ท่านอ๋องตรัสแล้ว ยังไม่ถอยอีกหรือ”
เฉินจี้วางดาบวาฬลง บรรจงถอยไปด้านข้างอย่างไร้อารมณ์
เฝิงต้าป้านมองเขาด้วยแววตาลุ่มลึก แล้วจึงเปิดม่านประตูด้านหนึ่ง ก้มหัวเดินเข้าไป “ท่านอ๋องอาการดีขึ้นแล้วหรือขอรับ…”
เมื่อม่านประตูปิดลง เสียงในห้องก็ถูกกั้นไว้
เฉินจี้พิงข้างหน้าต่าง คิดจะแอบฟังการสนทนาข้างใน กลับพบว่าไม่ได้ยินอะไรเลย ดูเหมือนเฝิงต้าป้านกับจิ้งอ๋องต่างลดเสียงลง
เฉินจี้เฝ้าอยู่นอกประตู ค่อยๆ หลับตาลง จมดิ่งสู่แดนฝันขุนเขาขจี
......
......
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ม่านประตูเรือนหลักถูกเปิดขึ้น
เฉินจี้ลืมตาทันที พอดีเห็นเฝิงต้าป้านก้มหัวรีบจากไป
ยอดฝีมือจากสำนักพิธีการที่แฝงตัวอยู่ในจวนอ๋องผู้นี้ไม่มองเฉินจี้อีกแม้แต่แวบเดียว ขณะที่องครักษ์จวนอ๋องยังล้อมโรงยาแน่นหนาดุจถังเหล็กไม่ขยับเขยื้อน
โรงยาไท่ผิงตอนนี้ แม้แต่นกก็บินเข้ามาไม่ได้
จิ้งอ๋องเรียกจากในห้องว่า “เฉินจี้ เข้ามา”
เฉินจี้เดินเข้าไปในห้อง “ท่านอ๋องเรียกข้ามีธุระอันใด”
จิ้งอ๋องนั่งอยู่ข้างเตียง ดึงเข็มเงินออกจากตัวอีกครั้ง พูดอย่างหงุดหงิดว่า “คราวหน้าคราวหลัง อย่าไปอ้างว่าอาจารย์เจ้ากำลังฝังเข็มให้ข้า ไม่งั้นเจ้าโกหกครั้งหนึ่ง ข้าก็ต้องถูกแทงครั้งหนึ่ง ไม่ป่วยก็แทงจนป่วยแล้ว”
เฉินจี้ก็ขาดความนอบน้อมไปบ้าง พูดอย่างไม่พอใจว่า “ท่านอ๋อง หากข้าไม่หาข้ออ้างนี้ จะหาข้ออ้างอะไรได้อีก หากท่านไม่วิ่งไปไหนมาไหน ข้าจำเป็นต้องโกหกด้วยหรือ”
จิ้งอ๋องหัวเราะปลอบโยนว่า “พอเถอะๆ แค่ให้เจ้าเฝ้าประตูเอง ไม่เห็นต้องมีอารมณ์เลย ครัวยังมีข้าวอีกไหม ไปตักมาให้ข้าอีกชามหนึ่ง”
เฉินจี้ถอนใจว่า “ท่านช่างไม่ถือตัวจริงๆ แต่ในครัวไม่มีข้าวแล้ว หากอยากกิน ข้าจะไปหุงให้เดี๋ยวนี้ รอประมาณสามเค่อ”
จิ้งอ๋องพูดอย่างเสียดายว่า “นานไป”
พูดพลาง เขานั่งที่ขอบเตียง จ้องมองเฉินจี้อย่างพินิจพิเคราะห์ “หนุ่มน้อย เจ้ากับข้าทำข้อตกลงกันหน่อยเป็นไร”
เฉินจี้รีบปฏิเสธว่า “ไม่เอา!”
จิ้งอ๋องสนใจขึ้นมา “เพราะเหตุใด? โลกนี้มีคนอยากทำข้อตกลงกับข้ามากมายดุจขนวัว เหตุใดเจ้ากลับหลีกเลี่ยงราวกับอสรพิษ”
เฉินจี้อธิบายว่า “ท่านมีฐานะสูงส่ง สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับท่านล้วนเกินตัวข้า ท่านไปหาคนเก่งกว่าเถิด ข้าว่าอาจารย์ของข้าก็ดี”
เฒ่าเหยาถลึงตามองเขา “เจ้าจะโยนให้ข้าทำไม!”
จิ้งอ๋องหัวเราะ “อย่ากลัวไปเลย แค่เจ้าตามข้าออกไป ข้ามีผลประโยชน์ตอบแทนให้”
เฉินจี้พิงประตูกล่าว “ไม่ไป ออกไปกับท่านอันตรายยิ่งยวด ข้ายังอยากมีชีวิตถึงเก้าสิบกว่าเหมือนอาจารย์”
เฒ่าเหยาลูบเครา “ด้วยนิสัยเจ้า นั่นคงจะยากหน่อย”
เฉินจี้สงสัย “ท่านดูดวงให้ข้าแล้ว หรือจงใจข่มขู่ข้า”
เฒ่าเหยาพูดเนิบช้า “ตอนนี้ข้าดูดวงเจ้าไม่แม่นแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน ทำนายไพ่กระดานหนึ่ง กลับทำนายว่าเจ้าอายุเก้าร้อยกว่าปีจะถูกคนหลอก”
จิ้งอ๋องลูบคางว่า “ดื่มน้ำต้มเมิงปั่วปลอมเข้าไปหรือ”
เฉินจี้ขำก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก “บทจะไม่แม่นก็ไม่แม่นเกินไป”
จิ้งอ๋องมองเขาพลางเอ่ย “ศิษย์อาจารย์อย่ามัวล้อเล่นกันเลย เฉินจี้ เจ้าตามข้าออกไปหน่อย ต้องไป”
เฉินจี้ถามขึ้นทันทีว่า “ท่านอ๋อง ทำไมต้องเป็นข้า”
จิ้งอ๋องก็ถอนใจ “นั่นน่ะสิ ทำไมต้องเป็นเจ้าด้วย”
เฉินจี้สงสัยว่า “หือ?”
เขารู้สึกว่าประโยคนี้ของจิ้งอ๋อง มีนัยแฝงอยู่
จิ้งอ๋องหัวเราะพลางกางมือออก “เจ้าไม่เห็นสภาพข้าหรือ ไม่กลัวหรือว่า ข้าออกไปคนเดียวแล้วตายอยู่ข้างนอก ตอนนั้นไป๋หลี่กับหยุนซีก็ไม่มีพ่อ ส่วนแบ่งปีละสองพันห้าร้อยตำลึงเงินของเจ้าคงเป็นหมันแล้ว”
เฉินจี้หรี่ตา “ส่วนแบ่งที่ตกลงกันแล้ว จะผิดคำได้อย่างไร ท่านขู่ข้าหรือ”
จิ้งอ๋องหัวเราะร่าว่า “ใช่ ข้ากำลังขู่เจ้า”
เฉินจี้กล่าวอย่างจนใจ “ขุนนางผู้มีอำนาจเต็ม ทำไมถึงกลับกลอกง่ายแบบนี้”
จิ้งอ๋องตอบแฝงเลศนัย “แล้วเจ้าคิดว่าข้ากลายเป็นขุนนางผู้มีอำนาจเต็มได้ยังไงกันล่ะ”
เฉินจี้ลุกขึ้นยืน “ข้าตามท่านออกไปก็ได้ แต่หากพบเจอภัยอันตราย จะหันหลังวิ่งหนีทันที”
“วางใจเถิด ไม่มีอะไรหรอก” จิ้งอ๋องเปิดเตียงเดินไปยังอุโมงค์ลับ
เฉินจี้ชะงักว่า “ไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ”
“เดี๋ยวนี้เลย”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น