ตอนที่ 160 ฟ้ายังไม่ถล่ม



ในลานโรงยาไท่ผิงไม่มีแสงไฟ  มีเพียงแสงจันทร์ที่เพิ่งขึ้น


บริวารที่จิ้งเฟยพามา  จ้องมองเฉินจี้อย่างเย็นชา  เฉินจี้ก็จ้องพวกเขากลับอย่างเย็นชาเช่นกัน  เซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงนั่งยองๆ หน้าประตูครัวอย่างจนปัญญา  เหลียงโก่วเอ๋อร์ออกไปดื่มสุราข้างนอกไม่รู้ร้านไหน


เหลียงมาวเอ๋อร์ไม่สนใจคนอื่น  เขาหยิบข้าวมาจากครัวหนึ่งชามยื่นให้เฉินจี้  พูดอย่างใสซื่อ  “ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม  รีบกินสักหน่อยเถอะ”


เฉินจี้มองข้าวขาวกับเนื้อตากแห้งที่เรียงอยู่ในชาม  “เก็บไว้ให้ข้าหรือ”


เหลียงมาวเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ  วางตะเกียบไม้ไผ่คู่หนึ่งไว้บนชาม  “อาจารย์พูดตั้งแต่เที่ยงแล้วว่าท่านจะกลับมา  ให้เก็บไว้ให้ด้วย”


“ขอบใจพี่มาวเอ๋อร์”


เฉินจี้ถือชาม  ค่อยๆ ตักข้าวในชามกิน  พลางพิงอยู่ข้างหน้าต่างนอกประตูห้องหลัก  แอบฟังเสียงในห้อง


ในห้องได้ยินเสียงสะอื้นที่จิ้งเฟยพยายามกลั้นไว้  เสียงพูดและเสียงไอของจิ้งอ๋อง


ทีละเล็กละน้อย  เสียงพูดของจิ้งอ๋องกับจิ้งเฟยเบาลง  ดูเหมือนหลับไปอีกครั้ง


หลังจากผ่านไปนาน  เฉินจี้ได้ยินเสียงจากในห้องหน้าต่างกระดาษขาว  จิ้งเฟยสะอื้นพูดอย่างอ่อนแรง  “หมอหลวงเหยา  ท่านช่วยบอกความจริงกับข้าเถิด  อาการของท่านอ๋องเป็นอย่างไรกันแน่”


เฒ่าเหยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ  “นายหญิงจิ้งเฟย  ท่านอ๋องเพียงแค่พักฟื้นสักระยะก็จะหายดี  ไม่ต้องกังวลมากนัก”


เสียงสะอื้นในห้องค่อยๆ หยุดลง  เฉินจี้หันไป  มองผ่านหน้าต่างกระดาษขาวไปยังเงาในห้องที่ตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องสว่าง


จิ้งเฟยดูเหมือนจะยื่นบางสิ่งให้เฒ่าเหยา  แล้วเอ่ยถาม  “หมอหลวงเหยา  ท่านช่วยบอกความจริงกับข้า  ท่านอ๋องเป็นอย่างไรกันแน่”


เฒ่าเหยาลังเลครู่หนึ่ง  “ร่างกายท่านอ๋องอ่อนแอเป็นทุนเดิม  ไข้หวัดก่อนหน้านี้ก็ยังไม่หายดี  ล่าสุดต้องสูญเสียจิงชี่เสินเพื่อโอรสอ๋องกับธิดาอ๋อง  ดูจากชีพจรแล้ว  เร็วสุดหนึ่งเดือน  ช้าสุดสามเดือน  ต้องเริ่มเตรียมงานศพแล้ว”


รูม่านตาเฉินจี้หดเล็กน้อย  เขารีบมองไปรอบตัว  สังเกตคนอื่นในลานตามสัญชาตญาณ  พอแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินบทสนทนาในห้อง  จึงค่อยวางใจ


จิ้งอ๋อง...จะจากไปแล้วหรือ


หรือว่าที่ท่านยืนกรานจะปลอมตัวออกตรวจ  จริงๆ แล้วรู้ว่าเวลาของตนเหลือน้อย  จึงอยากถือโอกาสที่ยังเดินได้  พาบุตรธิดาออกไปดูข้างนอกอีกสักครั้ง


จิ้งเฟยตกใจปนสงสัย  “หนึ่งเดือน...แม้แต่วันขึ้นปีใหม่ก็ไม่ทันหรือ”


เฒ่าเหยาเอ่ยเสียงเบา “หากเชิญ ‘ยาลูกกลอนกำเนิดปีก’ ที่ปรุงด้วยเคล็ดวิชาปรุงยาแห่งหอเต๋าภูเขาเหล่าจวินมาได้  บางทีอาจยืดอายุได้อีกสามปี”


จิ้งเฟยสงสัย  “ข้ารู้แค่ว่า  ยาลูกกลอนกำเนิดปีกเป็นของล้ำค่าประจำภูเขาของหอเต๋า  แต่ไม่รู้ว่ามันวิเศษถึงเพียงนั้น”


เฒ่าเหยาอธิบายว่า  “มันคือผลผลิตชั่วชีวิตของนักปรุงยา  ปัจจุบันในโลกนี้มีเพียงสองเม็ด  เม็ดหนึ่งหอเต๋าภูเขาหวงถวายให้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันแล้ว  อีกเม็ดอยู่ในมือหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน  บูชาไว้บนยอดหยกหวง  ดูดซับพลังตะวันจันทรา  ยาลูกกลอนกำเนิดปีกหนึ่งเม็ดยืดอายุขัยได้สามปี  ไม่มากไม่น้อยแม้แต่วันเดียว  ต่อให้ป่วยหนักเพียงใด  ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ตลอดสามปี”


จิ้งเฟยทำท่าจะออกไปทันที  “ข้าจะไปขอยาให้ท่านอ๋อง”


เฒ่าเหยาเสริมข้างหลังนาง  “การยืดอายุขัยของยาลูกกลอนกำเนิดปีกเป็นแค่สรรพคุณเสริม  สรรพคุณที่แท้จริงคือ  ช่วยสิงกวนฝ่าภัยพิบัติ  หากเฉินหยุนจื่อประมุขภูเขาเหล่าจวินจะฝ่าภัยมนุษย์  ทะลุขั้นวิถีเทพ  ต้องใช้ของนี้เท่านั้น”


จิ้งเฟยลำบากใจ  “ของสำคัญถึงเพียงนี้  หอเต๋าจะให้ได้หรือ”


“นั่นต้องดูว่า  นายหญิงยอมจ่ายค่าตอบแทนแค่ไหน”  เฒ่าเหยาเอ่ยอย่างเรียบเฉย  “แต่ว่า  เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์  ที่ต้องมาก็มา  ที่ต้องไปก็ไป  ไม่จำเป็นต้องฝืนเปลี่ยนชะตาชีวิต”


จิ้งเฟยเงียบไปนาน  ยกชายกระโปรงเดินออกไปข้างนอก  “ในเมื่อท่านอ๋องยืนกรานจะอยู่ที่โรงยา  ข้าก็จะไม่ห้าม  รบกวนหมอหลวงเหยาดูแลท่านให้ดี  ส่วนเรื่องยาลูกกลอนกำเนิดปีก...ข้าจะคิดหาทาง”


พูดจบ  จิ้งเฟยเปิดม่านประตูออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ  ตุ้มหูหยกสีเขียวแกว่งไกว


นางมองเฉินจี้อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง  แล้วจึงเดินออกไปข้างนอกโดยมีชุนหรงประคอง


เฉินจี้สังเกตเห็นว่า  ปิ่นหยกที่เสียบอยู่บนมวยผมตอนนางมาหายไปแล้ว  เขาถือชามข้าวเปิดม่านประตูเข้าไปในห้อง  พอดีเห็นอาจารย์ถือตะเกียงน้ำมันก๊าด  กำลังเก็บปิ่นนั้นเข้าตู้


เขามองจิ้งอ๋องแวบหนึ่ง  แล้วถามหลังเฒ่าเหยา  “อาจารย์  แม้แต่ท่านยังช่วยท่านอ๋องไม่ได้หรือ”


เฒ่าเหยาหัวเราะเยาะ  “ข้าไม่ใช่เทพเซียนสักหน่อย”


เฉินจี้รู้สึกเสียดาย


เฒ่าเหยาปิดตู้  หันมามองเขาแวบหนึ่ง  “เศร้าหรือ”


เฉินจี้ส่ายหน้า  “ไม่  ข้ากับจิ้งอ๋องไม่สนิท  แค่รู้สึกว่าท่านเป็นคนดี  ตอนนี้อายุเพียงสี่สิบห้าก็ต้องจากไปก่อนวัย  น่าเสียดายไม่น้อย”


“น่าเศร้าจริง  ข้านึกว่าเราสนิทกันแล้วเสียอีก”


เฉินจี้หันขวับทันที  กลับเห็นว่าในห้องที่มืดสลัว  จิ้งอ๋องพลันลืมตาขึ้นแล้วลุกนั่ง  ใช้มือดึงเข็มเงินออกจากหน้าอกทีละเล่ม


เฉินจี้  “...”


โดนต้มเข้าแล้ว


จิ้งอ๋องยิ้มให้เขา  มองชามดินเผาในมือที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่ง  “เอามาให้ข้า  หิวจะตายอยู่แล้ว”


เฉินจี้ยื่นชามตะเกียบให้โดยไม่พูดไม่จา  จิ้งอ๋องไม่รังเกียจที่เป็นของกินเหลือจากเขา  สวบๆ สองสามคำจนข้าวเกลี้ยง  กินอย่างเอร็ดอร่อย


“เนื้อตากแห้งเค็มไปหน่อย”  จิ้งอ๋องยื่นชามเปล่าให้เฉินจี้  


เฉินจี้ก้มมอง  ในชามไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว


เขานึกงุนงง  “ท่านเพิ่งอาเจียนเลือดไป  แต่ตอนนี้กลับทำเหมือนไม่มีอะไร”


จิ้งอ๋องหัวเราะ  “พวกเราก็ไม่ได้สนิทกันนัก  จะบอกเจ้าไปทำไม?”


เฉินจี้  “......”


จิ้งอ๋องลุกขึ้นปิดชายเสื้อ  หัวเราะพลางตบบ่าเขา  “ยังดีที่ตอนตกม้า  เจ้ารับข้าไว้ทัน  ไม่งั้นคงกระแทกหนัก  เจ้าหนุ่ม  ตอบมาตามตรง  ระหว่างแบกข้ากลับโรงยา  เจ้ากังวลไหมว่าถ้าข้าตาย  จะไม่มีใครจ่ายเงินปันผลปีละสองพันห้าร้อยตำลึงเงินให้?”


เฉินจี้ตอบตามตรง  “กังวลมาก  ไม่งั้นคงไม่วิ่งเร็วขนาดนี้”


จิ้งอ๋องหัวเราะเบาๆ  “เจ้านี่ซื่อสัตย์ดี”


พูดจบ  เขาหันกายดึงเตียงในห้องออก  เผยให้เห็นอุโมงค์ลึกใต้เตียง  ในอุโมงค์มีบันไดกว้างสองฉื่อ  ไม่รู้ว่าทะลุไปที่ใด


เฉินจี้มองเฒ่าเหยา  แล้วก็มองจิ้งอ๋อง


ที่แท้ในโรงยานี้  ซ่อนอุโมงค์ลับไปยังภายนอกมาตลอด  และที่จิ้งอ๋องแสร้งทำเป็นตาย  ยืนกรานจะรักษาตัวที่โรงยาไท่ผิง  ก็เพื่ออาศัยช่วงก่อนที่ตระกูลหลิวจะก่อกบฏ  ใช้อุโมงค์โรงยาหลบหนีไป


ทั้งหมดนี้  อาจารย์รู้มาแต่แรก


อาจารย์กับจิ้งอ๋องเป็นพวกเดียวกัน!


เฉินจี้สงสัย  “ท่านอ๋องจะไปที่ใด  จะกลับมาหรือไม่?  หากท่านไปเช่นนี้  โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องจะทำอย่างไร?”


จิ้งอ๋องขำ  “ข้าแค่ออกไปพบคนคนหนึ่ง  อีกครู่ก็กลับมา  ทำไม  เจ้าคิดว่าข้าจะหนีไปเร่ร่อนแดนไกลหรือ?”


บัดนี้เฉินจี้กระจ่างแล้ว  จิ้งอ๋องจะออกไปวางแผนกับใครสักคน  เพื่อรับมือตระกูลหลิว


แต่ในเมืองหลัวนี้  ยังมีใครที่คุ้มให้อ๋องผู้หนึ่งต้องลำบากลอบหนีออกไปพบ?


กรมสืบลับ?


หรือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่เคยพบกันลับๆ ที่เมืองอีชวน?


เฉินจี้ถามอีก  “ท่านอ๋อง  ความลับใหญ่ขนาดนี้  เหตุใดท่านไม่หลบข้า?”


จิ้งอ๋องพูดอย่างมีนัยลึกซึ้ง  “เพราะไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องรู้”


เฉินจี้ตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด


ระหว่างนี้  จิ้งอ๋องรับตะเกียงน้ำมันจากมือเฒ่าเหยา  ยกชายเสื้อเดินลงบันไดทีละขั้น  ก่อนจะหายเข้าไปในอุโมงค์  เขาหันมองเฉินจี้พลางยิ้ม  “เจ้าหนุ่ม  เฝ้าประตูไว้  อย่าให้ใครบุกเข้ามา  แล้วก็  พรุ่งนี้เช้าข้าอยากกินโจ๊กข้าวฟ่างหนึ่งชาม  เต้าหู้ยี้หนึ่งจาน  ซาลาเปาอีกสองลูก  เต้าหู้ยี้ต้องยี่ห้อ ‘เหอจี้’  พรุ่งนี้เช้ารบกวนเจ้าไปซื้อให้หน่อย”


เฉินจี้เลิกคิ้ว  “ท่านแน่ใจหรือว่า  ตอนนี้ใช่เวลาพูดเรื่องนี้?”


จิ้งอ๋องเดินเข้าอุโมงค์อย่างร่าเริง  เสียงลอยมาจากในอุโมงค์  “ฟ้ายังไม่ถล่มลงมา  ยังไงก็ต้องกินข้าวให้อิ่มใช่ไหม”


ในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง


เฉินจี้มองเฒ่าเหยา  เห็นอีกฝ่ายไม่รีบร้อนหยิบไม้ขีดไฟ  จุดตะเกียงน้ำมันอีกดวง


เฒ่าเหยาเหลือบตาขึ้น  สีหน้าเรียบเฉย  “จ้องข้าทำไม?”


เฉินจี้ถามต่อ  “อาจารย์มาเมืองหลัวเมื่อสามปีก่อน  ที่แท้เพื่ออะไร?”


เฒ่าเหยาพูดเรื่อยเปื่อย  “มาสอดรู้สอดเห็นกับข้าแล้วหรือ?  โรงยาไท่ผิงนี้ยังไม่ถึงคราวให้เจ้าเป็นใหญ่  อย่าถามเรื่องไร้สาระ  เรื่องใดที่เจ้าควรรู้  ข้าจะบอกเจ้าเอง  เรื่องที่ไม่ควรรู้ก็อย่าถาม”


เฉินจี้สูดหายใจลึก  “ท่านคือปิ้งหู่ (เสือป่วย) ใช่หรือไม่”


ในห้องเล็กเงียบสนิท  จนไส้ตะเกียงน้ำมันแตกเสียงแผ่วเบา  เฒ่าเหยาจึงพูดเนิบช้า  “หากข้าเป็นปิ้งหู่  สิ่งแรกที่จะทำคือเปิดโปงไอ้ขบถราชวงศ์จิ่งอย่างเจ้า”


เฉินจี้มองอุโมงค์อย่างตื่นตระหนก  “ท่านอย่าพูดส่งเดช  ตอนนี้คนที่รู้ตัวตนข้า  หากไม่ตายก็กลับไปแล้ว  ข้าไม่ได้เป็นสายลับราชวงศ์จิ่งแล้ว!”


เฒ่าเหยาหัวเราะเย็น  “เจ้าคิดว่าการหลุดพ้นจากกรมข่าวกรองราชวงศ์จิ่งจะง่ายดายขนาดนั้นหรือ?  สักวันหนึ่ง  จะมีคนที่รู้ตัวตนเจ้ากลับมายังแผ่นดินราชวงศ์หนิงอีก  ตอนนั้นเจ้าจะทำอย่างไร  จะฆ่าล้างอีกหรือ?”


เฉินจี้นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา


เฒ่าเหยาพูดช้าๆ  “คราวนี้เจ้าประมาทเกินไป  ไม่ควรช่วยธิดาอ๋องแล้วไปขัดใจพวกหัวโล้นนั่น  ถ้าพวกมันรังแกง่ายจริง  เงินตราวัดคงไม่กลายเป็นสกุลเงินแข็งทั่วเจียงหนาน  คนเขาประนมมือให้เจ้า  ไม่ได้หมายความว่าจะสุภาพกับเจ้า  แต่จะจัดการเจ้าต่างหาก”


เฉินจี้ถาม  “......พระทุกรูปเป็นแบบนี้หรือ?”


เฒ่าเหยายิ้มๆ  “แน่นอนว่าไม่ใช่  พระที่วัดขู่เจวี๋ยราชวงศ์จิ่งต่างหากเป็นพระแท้  รักษาศีลครบถ้วน  บำเพ็ญตบะไม่ขาด”


แต่ในตอนนั้นเอง  เสียงหลิวฉวีซิงดังจากนอกประตู  “ท่านหญิงหยุนเฟย  อาจารย์เพิ่งฝังเข็มให้ท่านอ๋อง  ตอนนี้ท่านเพิ่งหลับ”


เสียงเย็นชาของหยุนเฟยดังเข้ามาในห้อง  “ไปให้พ้น”


เฉินจี้กับเฒ่าเหยามองหน้ากัน  “อาจารย์  ทำอย่างไรดี?”


เฒ่าเหยาปากยื่น  “ท่านอ๋องสั่งให้เจ้าเฝ้าประตู  ไม่ได้สั่งข้า”


เฉินจี้อึ้ง  “ท่านเข้าใจแบบนั้นหรือ?”


“ไม่งั้นจะอย่างไร?”


ไม่มัวคิดให้มากความ  เฉินจี้หันกายยกม่านประตูออกไป


นอกประตู  หยุนเฟยอยู่ในชุดสีน้ำตาลอันงดงาม  ชายเสื้อปักด้ายทอง  ศีรษะประดับปิ่นทองคำ  สองข้างห้อยเครื่องประดับ  ดูสง่างามน่าเกรงขาม


นางมองเฉินจี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย  “เจ้าจะขวางข้าหรือ?”


(จบตอน)  


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0386
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง