ตอนที่ 0164 ฝากลูก
บนทางเดินหินสีเขียวครามของถนนอันซี เฉินจี้ผู้โดดเดี่ยวเดียวดายแบกคานหาบเดินกลับ
ถังไม้สองใบบรรจุน้ำเต็ม กดคานหาบแกว่งไกวขึ้นลง แต่น้ำมิได้หกกระฉอกแม้แต่น้อย
เขาครุ่นคิดถึงข่าวสารที่จินจูให้มา รู้สึกเพียงว่า เบื้องบนเมืองหลัวปกคลุมด้วยเมฆมืดหนาทึบ กดทับจนคนหายใจไม่ออก
หากตระกูลหลิวก่อกบฏจริง เกรงว่าสิ่งแรกคือต้องเอา ‘พวกขันที’ ของสำนักพิธีการมา ‘เซ่นธง’ ส่วนเขาผู้เป็นหน่วยสืบลับตัวจ้อยภายใต้สำนักพิธีการ ย่อมถูกเล่นงานก่อนเป็นแน่
ครั้งนี้ จะมีคนตายมาก
พึ่งกลับมาถึงโรงยา เขาเห็นไป๋หลี่ธิดาอ๋องเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าขาวสะอาดนั่งบนกำแพง ยิ้มโบกมือเรียก “เฉินจี้ เฉินจี้ ช่วยส่งบันไดให้หน่อย”
เฉินจี้ก้มตัววางคานหาบลง ยกบันไดไปให้
ไป๋หลี่ขณะไต่บันไดลงมา ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าช่วยเช็ดกระเบื้องบนกำแพงนี้หรือ ฝุ่นหายไปหมดเลย”
เฉินจี้พยักหน้าพลางประคองบันได “ข้าเห็นท่านปีนกำแพงจนชุดขาวเปื้อนฝุ่นเสมอ จึงเช็ดให้”
ไป๋หลี่ก้มหน้ามองกางเกงสะอาดของตน เงยหน้าพลางกล่าวยิ้มๆ “ขอบใจ!”
เมื่อศีรษะของโอรสอ๋องโผล่ขึ้นมาเหนือกำแพง เฉินจี้จึงถามด้วยความสงสัย “ไม่เห็นสามเณรน้อยมานานแล้ว เขาไปไหนหรือ”
โอรสอ๋องกล่าวด้วยท่าทีภาคภูมิใจยิ่ง “พ่อข้าบอกว่า เขาอยู่ที่เมืองหลัวต่อจะเรียนเลวตามข้า จึงส่งเขาไปยังสำนักโหรหลวงในเมืองหลวง ติดตามรองหัวหน้าสำนักสวีซู่ฝึกตนร่วมกัน”
เฉินจี้กล่าวอย่างท้อใจ “แล้วทำไมท่านถึงได้ยืดอกภูมิใจ...แล้วทำไมวันนี้โอรสอ๋องกับธิดาอ๋องถึงมาเร็วนัก”
โอรสอ๋องไถลลงตามบันได “มาหาเจ้าเพื่อเรียนดาบ เฉินจี้ สอนดาบให้ข้าทีสิ”
เสียงพูดเพิ่งหยุด จิ้งอ๋องท่าทางอ่อนแรง พลันเปิดม่านประตูออกมา “เขาเป็นแค่เด็กฝึกตัวจ้อย เรียนกับเขาจะได้อะไร”
เฉินจี้รู้สึกสงสัย เหตุไฉนจู่ๆ จิ้งอ๋องถึงแผ่ความขุ่นเคืองอันแรงกล้าใส่ตน
แปลก ความขุ่นเคืองนี้มาแต่ไหน
เวลานี้ ไป๋หลี่จึงถลึงตา “ท่านพ่อ เหตุใดจึงพูดกับเฉินจี้แบบนี้”
จิ้งอ๋องก็ถลึงตากลับ “ข้าอยากพูดแบบนี้ ใครจะทำไม”
ไป๋หลี่กล่าวด้วยความงุนงง “ท่านพ่อ เฉินจี้ไปทำอะไรขัดตาท่านหรือ ก่อนหน้านี้ท่านยังชมเขาอยู่เลย”
จิ้งอ๋องกล่าวอย่างไม่พอใจ “ครั้งนี้ต่างกัน วันนี้ลูกชายลูกสาวของข้ามา ไม่เยี่ยมข้าก่อน กลับคุยกับเขาก่อน เจ้าคงลืมไป ว่าพ่อของเจ้ายังป่วยอยู่!”
ไป๋หลี่รีบยกเก้าอี้ไม้ไผ่ออกมาจากในบ้าน พยุงจิ้งอ๋องนั่งลงด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ “ท่านพ่อ พวกข้าก็รีบมาเยี่ยมท่านตั้งแต่เช้าตรู่แล้วนี่”
จิ้งอ๋องกล่าวเนิบช้า “เจ้ามาเยี่ยมใคร ใจเจ้ารู้ดีกว่าใคร...”
ไป๋หลี่รีบกดเสียงต่ำ “ท่านพ่อ เลิกพูดจาเหลวไหลเถอะ ข้ามาเยี่ยมท่านแน่นอน”
เฉินจี้มองจิ้งอ๋องถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋อง สวีซู่เป็นรองหัวหน้าสำนักโหรหลวง แล้วหัวหน้าสำนักคือใคร”
ไป๋หลี่อธิบาย “ข้ารู้ หัวหน้าสำนักโหรหลวงหนุ่มมีนามว่าหูจวินเยี่ยน อาจารย์ลุงเล็กของหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน”
“ชื่อนี้คุ้นๆ” เฉินจี้พยายามระลึก “เดี๋ยว...ก่อนหน้านี้มีเคยคนบอกข้า ฤดูหนาวเจียหนิงศกที่ 8 หลานในไส้ของเสนาบดีอาวุโสตระกูลหู เคยถูกพรรคกระยาจกลักพาตัวไปในเทศกาลโคมไฟ ภายหลังตระกูลหูตามตัวกลับมาได้ เป็นเขาใช่หรือไม่”
ไป๋หลี่ยืนข้างเก้าอี้ไม้ไผ่ นวดบ่าให้จิ้งอ๋อง “ใช่เขา ได้ยินท่านแม่เล่าว่า ตอนนั้นวุ่นวายกันยกใหญ่ หลังจากตระกูลหูตามตัวเขากลับมาได้ ประมุขของหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน เฉินหยุนจื่อ ได้เดินทางไปเมืองหลวงด้วยตนเองแทนอาจารย์ รับหูจวินเยี่ยนเข้าลัทธิ ดังนั้น หูจวินเยี่ยนจึงถือเป็นศิษย์น้องของเฉินหยุนจื่อ อาจารย์ลุงเล็กของปรมาจารย์เต๋าจางหลี”
เฉินจี้พลันรู้สึกสงสัย เหตุไฉนเฉินหยุนจื่อจึงลงทุนถ่อมารับศิษย์ถึงหน้าประตู จนหูจวินเยี่ยนได้รับศักดิ์อาจารย์ลุงเล็กของหอเต๋า
เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย “เขาอายุเท่าใด”
ไป๋หลี่นับนิ้วคิดคำนวณ “ยี่สิบเจ็ดกระมัง”
เฉินจี้กล่าวจากใจจริง “ยี่สิบเจ็ดก็ได้เป็นหัวหน้าสำนักโหรหลวง ขุนนางขั้น 4 ชั้นเอกแล้ว”
ไป๋หลี่พูดยิ้มๆ “เจ้าเองก็ต้องทำได้แน่”
จิ้งอ๋องเปลี่ยนท่านั่ง เบะปากพูด “เขาหรือ ฝันไปเถิด!”
เฉินจี้ฟังอย่างสงบนิ่ง มิได้โต้ตอบแต่อย่างใด
ขณะกำลังสนทนา เสียงทหารทำความเคารพดังมาจากหน้าโรงยา “ท่านหญิงจิ้งเฟย เฝิงต้าป้านได้สั่งเอาไว้ นอกจากหมอหลวงกับเด็กฝึกของโรงยา บุคคลภายนอกห้ามเข้าออกโรงยาตามอำเภอใจ”
ตามมาด้วยเสียงตบหน้าดังเพี้ยะ
แม่นมชุนหรงกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “บังอาจพูดว่านายหญิงข้าเป็นคนนอกหรือ? ใครสั่งใครสอนให้พวกเจ้าทำงานแบบนี้? ไสหัวไป!”
จิ้งเฟยข้างกายพูดโน้มน้าวด้วยเสียงอ่อนหวาน “ชุนหรง พวกเขาก็รับคำสั่งมาอีกที อย่าตำหนิรุนแรงนักเลย แต่ก็ต้องขอรบกวนบรรดาแม่ทัพหลีกทางด้วย ข้าเป็นเฟยข้างกายท่านอ๋อง พวกเจ้าจะอ้างเหตุผลใดมาขวางทาง”
ในลานบ้าน จิ้งอ๋องได้ยินเสียงจิ้งเฟย ก็รีบลุกพรวดพราด วิ่งแจ้นกลับเข้าห้องหลัก ก่อนเข้าห้องยังสั่งเฉินจี้ทิ้งทวน “เจ้าสกัดนางเอาไว้ วันนี้ข้าไม่ปรารถนาพบใคร”
เฉินจี้ลังเลอยู่ในที “นายหญิงจิ้งเฟยถาโถมดุจพายุ ข้าเกรงว่าคงสกัดไม่อยู่”
จิ้งอ๋องกล่าวอย่างไร้เยื่อใย “สกัดไม่อยู่ก็ต้องสกัด”
หลังเข้าห้อง เขาแนบตัวกับหน้าต่าง แอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวนอกประตู
ขณะฟังอยู่ ก็เอ่ยถามเฒ่าเหยาเสียงเบา “ท่านว่าอย่างไร ศิษย์ท่านจะโดนตบหน้าสักทีหรือไม่”
เฒ่าเหยาถามกลับอย่างเนิบช้า “ท่านอ๋องปรารถนาให้เขาโดนตบหน้า หรือไม่ปรารถนาให้โดนตบหน้ากันล่ะ”
จิ้งอ๋องคิดคำนวณ แล้วพูดยิ้มๆ “ก็ค่อนข้างปรารถนา”
เฒ่าเหยากล่าวตามปาก “เพราะธิดาอ๋องหรือ”
เสียงพูดเพิ่งหยุด ก็ได้ยินเฉินจี้กล่าวนอกห้อง “นายหญิง อาจารย์ข้ากำลังแทงเข็มให้ท่านอ๋อง อีกไม่นานก็คงเสร็จ ท่านรอสักครู่ก็พอ”
สีหน้าจิ้งอ๋องหมองลงทันที
เขาค่อยๆ มองเฒ่าเหยา แต่เห็นเฒ่าเหยาหยิบชุดเข็มเงินออกมา แล้วส่งสัญญาณให้เขานอนบนเตียง
จิ้งอ๋องนอนลงอย่างไม่เต็มใจ ขณะปล่อยให้เฒ่าเหยาแทงเข็ม ก็กดเสียงต่ำรำพัน “เจ้าหนุ่มนี่ เหตุใดถึงได้เจ้าคิดเจ้าแค้นนัก”
เฒ่าเหยาหัวเราะอิ่มอกอิ่มใจ “ท่านอ๋องก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือ”
ครู่ต่อมา เฒ่าเหยาเปิดม่านประตู กล่าวกับข้างนอกว่า “เชิญจิ้งเฟยเข้ามาเถิด”
เฉินจี้เข้าไปใกล้หน้าต่าง แอบฟังเสียงสนทนาภายในห้อง แต่เสียงเบาเกินไป จึงได้ยินเพียงเสียงพูดของจิ้งเฟยอย่างไม่ปะปิดปะต่อ “ข้าไปพบท่านพ่อเพื่อคุยถึงอาการป่วยของท่านอ๋อง พ่อข้ากล่าวว่า ท่านเป็นคนรู้จักเก่าแก่กับปรมาจารย์เต๋าเฉินหยุนจื่อ พวกท่านเคยร่วม...ข้าจะช่วยท่านอ๋องนำยาลูกกลอนกำเนิดปีกมาให้ได้...”
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป จิ้งเฟยก็รีบจากไปด้วยดวงตาแดงเรื่อ
ภายในห้องเงียบสงัดอยู่นาน เฉกเช่นนักหมากรุกกำหมากนั่งซึมเซา จมดิ่งสู่ห้วงคิด
ทันใดนั้น จิ้งอ๋องกล่าวเสียงแผ่วเบา “ตระกูลหลิวรอมิไหวแล้ว”
ชั่วขณะต่อมา เขากล่าวอย่างสงบภายในห้อง “เฉินจี้ เข้ามาสักครู่”
เฉินจี้รีบมองโอรสอ๋องกับไป๋หลี่ในลาน แล้วจึงเปิดม่านประตูเข้าไป เห็นจิ้งอ๋องลุกขึ้นนั่งจากเตียง ใบหน้าบึ้งตึง ถอนเข็มเงินออกทีละเล่ม “ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เจ้าตามข้าไป”
เฉินจี้ทำหน้าตะลึง “ท่านอ๋องจะออกไปตอนกลางวันหรือ? หากหยุนเฟยกับเฝิงต้าป้านมาเยี่ยมเล่า ท่านจะทำอย่างไร?”
“วางใจเถิด ตอนนี้พวกเขาติดธุระจนไม่มีเวลาสนใจข้าแล้ว”
……
……
เมืองหลัว ตลาดบูรพา ถนนอันเล่อ
ถนนเส้นนี้คึกคักที่สุดในเมืองหลัวยามเที่ยงวัน บนถนนเส้นยาวมีร้านชาตั้งเรียงราย โรงเหล้าเกลื่อนกลาด
บรรดานายน้อยผู้ว่างเว้นในเมืองชอบนั่งในร้านชา สั่งชากาหนึ่ง เรียกเมล็ดแตงโมหรือถั่วโป๊ยกั๊กสักหนึ่งจาน ฟังนิทานเทศน์ ตั้งแต่กลางวันจนค่ำมืด
หน้าร้านชาฝูโหลว จิ้งอ๋องประสานสองมือไว้ด้านหลัง เงยหน้ามองป้ายสักครู่เพื่อยืนยัน แล้วจึงยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตู พาเฉินจี้แสวงหามุมหนึ่งนั่งลง
ลูกจ้างตัวเล็กในร้านชา คล้องผ้าขนหนูสีขาวไว้บนบ่า กำลังกวาดเปลือกเมล็ดแตงโมบนพื้น ครั้นเห็นสองคนเหยียบเข้ามา ก็พลันเดินเข้าไปต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “ใต้เท้าทั้งสองจะดื่มชาอะไร?”
จิ้งอ๋องกล่าวตามปาก “ชาเหมาเจียนกาหนึ่ง เมล็ดแตงโมจานหนึ่ง ถั่วโป๊ยกั๊กจานหนึ่ง ผลไม้อบน้ำผึ้งจานหนึ่ง มะขามเปรี้ยวจานหนึ่ง อ้อ วันนี้นิทานเทศน์เล่าเรื่องอะไร?”
ลูกจ้างยิ้มจนหน้าบาน “ใต้เท้า เมื่อครู่อาจารย์โจวเล่าเรื่องปราชญ์บรรลุนิพพานสังหารภูตผีตอนหนึ่ง นับว่าเรื่องเก่าเล่าใหม่ น่าติดตามอย่างยิ่ง ต่อจากนี้ท่านว่า จะเล่าเรื่องที่กำลังเป็นที่นิยม คล้ายเป็นนิทานใหม่เรื่องพุทธกับเต๋าโต้วาทีธรรมที่คฤหาสน์ภูเขาลู่หุน เกี่ยวกับจิ้งอ๋องของเรา”
จิ้งอ๋องดวงตาสว่างวาว “เรื่องนี้น่าสนใจยิ่ง ต้องอยู่ฟังสักหน่อย!”
รอจนลูกจ้างจากไป เฉินจี้นั่งข้างโต๊ะแปดเซียน อดถามไม่ได้ว่า “ท่านอ๋อง เรื่องสำคัญที่ท่านกล่าว คงไม่ใช่ว่ามานั่งฟังนิทานเทศน์ในร้านชากระมัง?”
จิ้งอ๋องถามกลับ “ใครว่ามีแต่ราชการบ้านเมืองที่สำคัญ? ฟังนิทานเทศน์จะสำคัญบ้างไม่ได้หรือ?”
เฉินจี้เอ่ยถามอย่างสงสัย “สำหรับท่านแล้ว อะไรถือเป็นสิ่งสำคัญ”
จิ้งอ๋องใช้นิ้วเคาะโต๊ะ “ความสุขถือเป็นสิ่งสำคัญ!”
ไม่แปลกที่เฉินจี้จะสงสัย องค์ผู้ครองอำนาจเต็มรายนี้ เมื่อวันก่อนยังพาเขาไปฟังละครเรื่องหนึ่ง วันนี้ก็พามาร้านชาเพื่อฟังนิทานเทศน์อีก
แคว้นยู่ใกล้เกิดความโกลาหลใหญ่ เพลิงสงครามกำลังแผ่กระจาย
แต่อีกฝ่ายกลับไม่รีบร้อนสักนิด
เฉินจี้คิดซ้ำคิดซาก จนกระทั่งกล่าวเสียงต่ำ “ท่านอ๋อง เรื่องตระกูลหลิวก่อกบฏ ท่านแน่ใจหรือว่าจะปล่อยมือไม่สนใจ?”
แต่กลับเห็นจิ้งอ๋องจ้องมองโต๊ะนิทานเทศน์ แล้วเอ่ยเนิบช้า “ตอนข้าอายุยี่สิบเอ็ด รับตราเป็นอ๋อง ทั้งตัวสวมอาภรณ์สีดำปักมังกรทองสี่กรงเล็บ อยู่ใต้คนหนึ่ง สูงกว่าหมื่นคน”
“ปีนั้นข้ารับพระบัญชาในยามวิกฤต ตระกูลใหญ่ยึดครองที่ดินทำกิน เจ้าหมู่บ้านครอบงำอำนาจอำเภอ ภาษีเกลือเก็บไม่ขึ้น ภาษีเหล็กเก็บไม่ขึ้น เงยหน้ามองไป ราวกับโลกทั้งใบเป็นศัตรู ดังนั้น ข้าจึงตื่นยามสามทุกวัน สะสางงานราชการ ข้อผิดพลาดเล็กน้อยก็ไม่กล้าปล่อยให้เกิด เวลาสักนิดก็ไม่กล้าเสีย ทุกลมหายใจมีแต่แผ่นดิน ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข แต่ภายหลังข้าจึงพบว่า โรคเรื้อรังของราชสำนักหยั่งรากลึกมั่นคง มิใช่วันเดียวจะกำจัดได้เด็ดขาด”
“บัดนี้ข้าอายุสี่สิบห้าแล้ว ชีวิตไม่เหลือมากนัก ข้าจึงนึกขึ้นได้ ตัวเองมักได้ยินผู้คนกล่าวว่า เรื่องราวในร้านชาน่าสนใจ แต่ไม่เคยมีเวลาว่างนั่งฟังสักครั้ง”
“เจ้าว่า ชั่วชีวิตคนหนึ่ง อะไรคือสิ่งสำคัญ?”
เฉินจี้เงียบนิ่งไม่กล่าวต่อ จิ้งอ๋องในวันนี้ ดูคล้ายมีคำพูดมากมายที่อยากเอ่ย เพียงแต่เขายังไม่เข้าใจว่า เหตุใดอีกฝ่ายถึงต้องเจาะจงเล่าให้ตนฟัง
ตอนนี้ จิ้งอ๋องมองมาทางเขาอย่างสงบผ่านโต๊ะ “เมื่อวาน บ้านหลังนั้นบนถนนทงจี้ มิใช่กรรมสิทธิ์เต็มของหลินหยวน ที่ตรงนั้นเขาเช่าไปจากข้า โฉนดที่ดินยังอยู่กับข้า”
“ร้านชาฝูโหลวนี้ก็เป็นของข้า ทั้งถนนอันเล่อกว่าครึ่ง ต่างก็เป็นกิจการของข้าทั้งสิ้น”
“ในเมืองหลวงมีร้านค้าสามสิบเอ็ดแห่ง ชานเมืองมีที่ดินดีพันสองร้อยหมู่...สิ่งเหล่านี้ต่างมิได้อยู่ในบัญชีจวนอ๋อง ไม่มีผู้ใดรู้ว่า นี่เป็นกิจการของจวนอ๋อง ข้าจะยกทั้งหมดให้ไป๋หลี่”
จิ้งอ๋องจ้องหน้าเฉินจี้ “เฉินจี้ หากไม่มีเรื่องที่เจ้าเสี่ยงชีวิตช่วยไป๋หลี่ที่เมืองทหาร เรื่องดีราวกับฟ้าประทานเช่นนี้ย่อมไม่ตกลงบนหัวเจ้าเด็ดขาด ข้าขอถามเจ้า หากวันหนึ่งข้าตายไป เจ้าจะคุ้มครองไป๋หลี่หรือไม่?”
เฉินจี้พลันเงยหน้า ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า จุดมุ่งหมายในวันนี้ของจิ้งอ๋องคืออะไร
ฝากลูก
ทั้งสองเงียบนิ่ง วางเสียงอึกทึกของร้านชาไว้นอกกาย
เฉินจี้ชั่งน้ำหนักอยู่หลายนาน ในที่สุดก็อืมในลำคอเสียงหนึ่ง
จิ้งอ๋องกล่าวอย่างขึงขัง “ข้าต้องการให้เจ้ากล่าวออกจากปากตัวเองสักคำ ว่าจะคอยปกป้องนาง คำขอเล็กน้อยจากคนใกล้ตายอย่างข้า เจ้าทำให้ได้หรือไม่?”
“ท่านอ๋องวางใจเถิด ข้าจะปกป้องนางเอง”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น