ตอนที่ 0166 กลศึกบังตา



ในทางเดินแคบมืดมิด  อากาศข้นหนืดดุจหมึกที่ไม่มีวันเจือจาง


ท่ามกลางความมืด  เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของเฉินจี้  เขาคลำกำแพง  เดินโซเซกระทบกระแทกไปข้างหน้า  ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าหน่วยไล่ล่าดังกระชั้น  หนักแน่น  เอ่อท่วมไปด้วยไอสังหาร


ท่ามกลางความมืด  มีคนตวาดเสียงต่ำว่า  “อีกฝ่ายเป็นสิงกวน  ระวังถูกซุ่มโจมตี  ใช้หน้าไม้เปิดทาง!”


เสียงแหวกลมแหลมคม  ดังหวีดหวิววับวาบ  เฉินจี้มองไม่เห็นมุมวิถีของลูกหน้าไม้  ได้แต่เอี้ยวตัวแนบกำแพงโดยสัญชาตญาณ


ในทางเดินแคบ  ศรหน้าไม้สี่ดอกเฉียดอกกับปลายจมูกของเขาวาบผ่านไป  ทว่าดอกสุดท้ายกลับปักเข้าบ่าซ้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว


เฉินจี้ครางทึบหนึ่งคำ  ความเจ็บแปลบแทงใจพลุ่งพล่าน  แขนกลับยกไม่ไหวเสียแล้ว


มิทันคิดเจ็บ  เขาอาศัยช่องว่างตอนอีกฝ่ายบรรจุหน้าไม้  เร่งฝีเท้ามุ่งไปยังปลายสุดทางเดิน


ด้านหลัง  มีคนตะโกนลั่นว่า  “โดนแล้ว  ไล่!”


เฉินจี้ลากแขนอันไร้แรงข้างหนึ่ง  โผล่ออกจากอุโมงค์ทางลับ  กัดฟัน  ใช้มือเดียวฉุดโต๊ะหั่นเนื้อมากดคว่ำ  ปิดปากอุโมงค์แน่นหนา


ตึงตึงตึง!


หน่วยไล่ล่าในอุโมงค์กระแทกดันโต๊ะหั่นเนื้อสุดแรง  แต่ชั่วครู่ก็ยังดันโต๊ะหนักอึ้งนั้นไม่ขยับ


เฉินจี้สูดลมหายใจลึก  ฮึดแรงกระชากลูกหน้าไม้ออก


ในยามเหมันต์  เหงื่อเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายบนหน้าผาก  เขารวบแขนเสื้อ  ฉีกชายเสื้อรัดแผลตรงบ่า  แล้วหมุนกายทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น  เดินออกจากร้านชำแหละเนื้อไป


ยามนี้  ถนนอันซีมีกองทหารเคลื่อนพลผ่าน


กองทัพตระกูลหลิวที่ถืออาวุธง้าวยาว  เดินผ่านข้างกายเฉินจี้  ล้อมจวนจิ้งอ๋องกับโรงยาไท่ผิงไว้แน่นหนา  ปิดตายโดยสิ้นเชิง


องครักษ์จวนจิ้งอ๋องถือง้าวยืนเผชิญหน้าอยู่ตรงประตู  ทั้งสองฝ่ายตึงเครียดพร้อมปะทะ


เฉินจี้ก้มหน้าเดินใต้ชายคาริมทาง  เร่งรุดไปยังปลายสุดถนนอันซี  ทว่าเพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่สิบก้าวก็ชะลอแล้วหยุดลง


ด้านหน้ามีทหารหลายสิบตรึงกำลังอยู่  ห้ามราษฎรทั้งปวงเข้าออกถนนอันซี


เฉินจี้หมุนกายจะไปอีกทาง  ทว่าหน่วยไล่ล่าได้พรวดออกจากร้านชำแหละเนื้อแล้ว  ชูดาบกวาดสายตาซ้ายขวาท่ามกลางคลื่นผู้คนบนถนน  ค้นหาเงาของเขา


หนีไม่พ้นแล้ว


เฉินจี้กวาดมองรอบทิศ  หาอาวุธที่พอหยิบใช้  เตรียมสู้จนตัวตายสักยก


ในฉับพลัน  รถม้าคันหนึ่งจอดข้างกาย  พร้อมกับมีเสียงต่ำดังแว่ว  “ขึ้นมา  ข้าจะพาเจ้าหนีเอง!”


เฉินจี้หันไปมอง  ที่แท้เป็นจางหลีแห่งหอเต๋าภูเขาหวง  


จางหลีชักม่านรถขึ้น  โบกมือเรียกเฉินจี้อยู่ด้านใน


เขามุดขึ้นรถ  เอนหลังพิงผนังรถ  จับจ้องจางหลีด้วยแววตาระแวดระวัง


จางหลีตบไหล่สารถีนักพรตน้อย  เป็นสัญญาณให้รีบขับรถออกไป


นักพรตน้อยทำท่าลำบากใจ  “ศิษย์พี่จางหลี  เราไม่ควรพาเขาไปนะ  เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเอาได้”


จางหลีบ่นด่าพลางตบกะโหลกเขาไปที  “เหตุใดหอเต๋าเขาเหล่าจวินถึงขี้กลัวนัก  อาจารย์เจ้าสั่งสอนว่าอย่างไร  หากพบผู้อื่นตกในภัยพิบัติ  ควรทำอย่างไร?”


นักพรตน้อยชะงัก  “ก็ควรสวดภาวนา  ขอให้สามเทพชิงเต๋าคุ้มครองเขา!”


จางหลีหัวเราะทั้งโมโห  “บัดซบ…เวลานี้ยังจะมัวสวดวิงวอนขอพรสามเทพชิงเต๋าอีกหรือ?  ศิษย์พี่จะสอนเจ้าเดี๋ยวนี้  ยามเห็นความไม่เป็นธรรม  จงชักดาบเข้าช่วย!”


นักพรตน้อยลังเล  “ศิษย์พี่  นี่ไม่เหมือนที่อาจารย์ข้าสอนเลย”


จางหลียกมือตีท้ายทอยนักพรตน้อยไปอีกฉาดหนึ่ง  “อย่าพล่ามให้มาก  รีบออกรถ  ถ้ายังไม่ไป  ประเดี๋ยวข้าฟาดกบาลแตกเป็นดอกไม้!  ก่อนหน้านี้พวกเจ้าอ้อนวอนให้ข้าพามาเที่ยวเมืองหลัว  ทีนี้พอข้าพูด  กลับไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือ?  คอยดูเถิด  ต่อไปข้ายังจะพาพวกเจ้ามาอีกหรือไม่!”


นักพรตน้อยเม้มปากแบน  จำต้องสะบัดบังเหียนเร่งรถ


จางหลีปล่อยม่านรถลงแล้วหันกลับไป  ยิ้มกล่าวกับเฉินจี้ในรถ  “ให้เจ้าเห็นภาพไม่น่ามองเสียได้”


เฉินจี้ยกข้อสงสัยถาม  “ปรมาจารย์เต๋าจางหลีมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”


จางหลีอธิบายอย่างอดทน  “ก่อนหน้านี้  เจ้าช่วยหอเต๋าของข้าที่คฤหาสน์ลู่หุนไว้มาก  ข้ามาเมืองหลัวทั้งที  ย่อมต้องแวะไปคารวะสักหน่อย  เพียงแต่เผอิญ  ระหว่างทางมากลับปะเข้ากับเหตุการณ์นี้เสียก่อน…ว่าแต่  ตระกูลหลิวกำลังจะล่าตัวเจ้าอยู่สินะ?”


เฉินจี้ไม่แสดงอารมณ์  “เปล่า”


จางหลียิ้มบาง  แล้วชี้ไปบนบ่าของเขา  เฉินจี้ก้มลงดู  เลือดได้ซึมชุ่มเสื้อผ้าผ้าฝ้ายสีเทา  จนไหลทะลุออกมาภายนอกแล้ว


“อย่าตกใจไป”  จางหลียิ้มอย่างอารี  “หอเต๋าเขาหวงของข้า  ไม่เคยมีไมตรีกับตระกูลหลิว  ย่อมไม่ขายเจ้าเด็ดขาด  บัดนี้ตระกูลหลิวปิดล้อมถนนสายยาวเส้นนี้ไว้แล้ว  ข้าจะพาเจ้าออกไปก่อน  ค่อยว่ากัน”


รถม้ามุ่งหน้าออกนอกถนนอันซี  ใกล้จะพ้นเขตเต็มที  ก็ถูกทหารกว่าหนึ่งโหลขวางทางไว้  “ตรงนี้ห้ามผ่าน!”


นักพรตน้อยผู้คุมม้ากระซิบถามว่า  “ศิษย์พี่  เอาอย่างไร?”


จางหลีในตัวรถพูดอย่างไม่ใส่ใจ  “เอาอย่างไร?  ก็ด่ามันสิ!”


นักพรตน้อยหันไปทางพวกทหาร  โพล่งออกมาโดยไม่ทันคิด  “ไอ้พวกเดรัจ—…”


จางหลีรีบปราม  “เดี๋ยวๆ  อย่าด่าหยาบขนาดนั้น!”


ได้ยินดังนั้น  นักพรตน้อยก็ยังด่าพึมพำใส่ทหาร  “ตาบอดหรือไง  กล้าขวางรถของหอเต๋าเชียวรึ?”


ทหารนอกตัวรถกล่าวเสียงขรึม  “กองทหารเกราะช้างของข้าปิดกั้นถนนอันซีอยู่  ต่อให้เป็นหอเต๋าหรือฝ่ายพุทธก็ออกไปไม่ได้”


นักพรตน้อยกล่าวอย่างโกรธเคือง  “ข้านี่แหละศิษย์สายตรงของมหาเซียนตันชิวจื่อแห่งหอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน  คนที่อยู่ในรถคือจางหลี  ศิษย์เอกแห่งหอเต๋าภูเขาหวง!  เขาเคยเข้าไปในพระราชวัง  บรรยายวิชาเต๋าต่อหน้าพระพักตร์!  ใครคุมที่นี่?  ให้พวกเขามาพบข้า  ทางนี้จะถามให้กระจ่าง  ว่าใครมอบความกล้าให้พวกเจ้าบังอาจขวางรถของเรา!”


เหล่าทหารสบตากัน  ครั้นหนึ่งในนั้นส่งสัญญาณตา  ก็มีทหารนายหนึ่งรีบย่องไปรายงานทันที


ครู่หนึ่งให้หลัง  แม่ทัพหนวดเขี้ยวร่างกำยำสวมเกราะผู้หนึ่ง  ก้าวมายังที่นี่อย่างไม่รีบร้อน


เขากล่าวกับนักพรตน้อยอย่างสุภาพ  “นักพรตน้อยโปรดอภัย  พวกข้ารับคำสั่งให้มาจับกบฏ  คงต้องขอให้ท่านร่วมมือด้วย”


นักพรตน้อยยกคิ้ว  “หน้าข้าเหมือนกบฏนักหรือ?”


แม่ทัพหนวดเขี้ยวอธิบาย  “ข้ามิได้กล่าวหาท่านเป็นกบฏ  เพียงหวั่นว่ากบฏอาจฉวยโอกาสตอนท่านเผลอแอบซ่อนอยู่ในรถ  เช่นนี้เป็นอย่างไร  ท่านอนุญาตให้ข้าตรวจในรถสักครู่  เพียงยืนยันได้ว่าไม่มี  ก็จะรีบปล่อยให้ผ่านไปทันที”


นักพรตน้อยหัวเราะเย็น  “แล้วถ้าข้าไม่ยอมเล่า?  เจ้าบอกจะตรวจก็ตรวจ  ศักดิ์ศรีหอเต๋าข้าอยู่ที่ใด?”


แม่ทัพหนวดเขี้ยวค่อยๆ  ทำหน้ามืดลง  “เรื่องนี้สำคัญยิ่ง  หากนักพรตน้อยไม่ยินยอม  ต่อให้สามเทพชิงเต๋าประทับอยู่ในรถ  พวกข้าก็มิอาจปล่อยท่านไปได้”


ภายในรถ  เฉินจี้ขมวดคิ้วแน่น  เคราะห์ครั้งนี้เกรงว่าคงหลีกไม่พ้นแล้ว


เขาหันมองจางหลี  เห็นอีกฝ่ายควักใบหยูซู่แห้งออกมาจากแขนเสื้อซ้าย  แล้วควักพู่กันหนวดหนูออกมาจากแขนเสื้อขวา


จางหลีกรีดปลายนิ้วให้เลือดซึม  ใช้พู่กันหนวดหนูชุบโลหิต  เขียนยันต์ลวดลายซับซ้อนลงบนใบหยูซู่  จากนั้นยกมือแปะใบหยูซู่ลงบนหน้าผากของเฉินจี้  กดเสียงต่ำกล่าวว่า  “เงียบไว้”


ชั่วอึดใจ  เขากระแอมล้างคอ  เอ่ยเสียงทุ้มว่า  “โจวฟ่าง  ในเมื่อพวกเขาอยากดูในรถ  ก็ให้ดูเถิด”


นักพรตน้อยขานรับ  ขอรับ  ศิษย์พี่”


ว่าแล้ว  เขายกม่านรถขึ้น  ให้ทหารหนวดเขี้ยวตรวจดู  “นี่  ดูเอา!”


หัวใจของเฉินจี้ลอยมาถึงคอ  เขาเบิ่งตาเห็นทหารหนวดเขี้ยวสอดศีรษะเข้ามา  ส่งสายตาคมกริบมายังตน


ทว่าอีกครา  กลับกวาดผ่านไปดุจมิได้เห็นสิ่งใด


ทหารหนวดเขี้ยวคารวะต่อจางหลีแล้วเอ่ย  “ต้องขออภัย  ปรมาจารย์เต๋าจางหลี  ข้าก็เพียงปฏิบัติตามคำสั่ง”


จางหลีพึมพำรับอย่างสงบ  แล้วกดเสียงถามว่า  “ในรถม้าของข้า  มีโจรขบถหรือไม่?”


ทหารหนวดยุ่งรีบตอบ  “ไม่มีขอรับ”


“แล้วยังไม่ปล่อยให้ผ่านอีก?”


ทหารหนวดเขี้ยวถอยไปก้าวหนึ่ง  โบกมือสั่งเหล่าทหารว่า  “หลีกทาง  ปล่อยผ่าน!”


รถม้าสั่นคลอนไปอีกครั้ง  จางหลียิ้มแล้วเด็ดใบหยูซู่จากหน้าผากของเฉินจี้  บี้ระหว่างสองนิ้วเบาๆ จนร่วงเป็นผง  “ยังดีที่พวกมันไม่เซ้าซี้นาน  หากไม่แล้ว  คงได้ความแตกแน่”


เฉินจี้ตระหนกปนฉงน  “ไฉนเขาจึงมองไม่เห็นข้า?”


จางหลียิ้มกล่าว  “ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ น่ะ”


เขาควักขวดกระเบื้องสีขาวทรงน้ำเต้าออกจากแขนเสื้อ  “สหายเต๋าเฉินจี้  ร่นแขนเสื้อขึ้นหน่อย  ข้าจะโรยผงยาห้ามโลหิตให้”


เฉินจี้ร่นแขนเสื้อขึ้น  ก็ได้ยินจางหลีอุทานแผ่ว  “เลือดหยุดแล้ว?”


เฉินจี้เอียงหน้าแลไป  เห็นรูโลหิตที่ลูกหน้าไม้ทิ้งไว้  กลับไม่มีเลือดซึมออกมา  กระทั่งแขนซ้ายที่เมื่อครู่ชาจนไร้แรง  บัดนี้ก็กระดกขึ้นได้แล้ว


เตาไฟ!


เขารับขวดกระเบื้องไว้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า  โรยผงยาลงบนบาดแผล  พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ  “แต่เล็กแต่น้อยมา  แผลของข้าหายเร็วกว่าผู้อื่นเสมอ”


จางหลียิ้มกว้าง  มิได้ซักไซ้ต่อ  “สหายเต๋าได้รับความโปรดปรานจากฟ้า”


เฉินจี้ลดแขนเสื้อลง  แหวกม่านหน้าต่างเล็กๆ  ชะโงกดูภายนอก  บนถนนยังมีกองทัพตระกูลหลิวหลั่งไหลมุ่งสู่จวนอ๋องไม่ขาดสาย  “ปรมาจารย์เต๋าจางหลี  มีหนทางให้ข้าออกนอกเมืองหรือไม่?”


จางหลีนั่งหลังตรง  ซุกมือไว้ในแขนเสื้อ  “บัดนี้ประตูเมืองทั้งสี่ปิดสนิท  เห็นทีเจ้าคงออกไปไม่ได้”


เฉินจี้ขมวดคิ้ว


ขณะนั้นเอง  กองอัศวินชุดดำหนึ่งสายควบม้าโถมสวนมา  เตรียมมุ่งไปทางจวนอ๋อง  ผู้ที่นำหน้าคลุมร่างด้วยเสื้อคลุมยาวสีน้ำเขียวคราม  


หาใช่ใครอื่น  เป็นอาจารย์เฝิงที่ไม่ได้พบกันหลายวัน!


เฉินจี้รีบปล่อยม่านลงทันที  เกรงว่าอีกฝ่ายจะสอดตาเห็นตนผ่านรอยแย้มผ้าม่าน


จางหลีนั่งอยู่ในรถม้า  พูดอย่างมีอารมณ์ขัน  “สหายเต๋าเอ๋ย  ตามข้ากลับไปซ่อนตัวที่โรงเตี๊ยมไม่ดีกว่าหรือ?  ข้าพาศิษย์น้องชายหญิงกว่าสิบชีวิต  พำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมอิ๋งเซียน  ไม่ว่าตระกูลหลิวจะคิดทำสิ่งใด  เกรงว่าคงไม่กล้ากลั่นแกล้งหอเต๋าของข้า”


เฉินจี้ส่ายศีรษะ  “ปรมาจารย์เต๋ามีเมตตา  ข้าซาบซึ้งใจนัก  แต่หากถูกตระกูลหลิวพบเข้า  เกรงว่าจะพลอยทำพวกท่านเดือดร้อนไปด้วย  อีกทั้งในหมู่ที่ปรึกษาของตระกูลหลิวยังมีผู้มากวิชา  มายาเมื่อครู่เกรงว่าคงลวงสายตาพวกเขามิได้”


ว่าแล้ว  เขาคารวะต่อจางหลี  “ขอบคุณที่ช่วยชีวิต  จากกันตรงนี้เถิด”


จางหลีไม่รั้งอีก  ยิ้มพร้อมคารวะกล่าว  “จากกันเพียงเท่านี้  มีวาสนาย่อมได้พบกันอีก  หากครานี้สหายเต๋าเอาตัวรอดได้  อย่าลืมไปเยือนภูเขาหวงของข้าล่ะ”


“ตกลงตามนี้”


ครั้นคณะของอาจารย์เฝิงไปไกลแล้ว  เฉินจี้ยกม่านประตู  กระโดดลงมายืน  ก่อนผินกายหายลับเข้าสู่ตรอกมืดริมถนน


นักพรตน้อยสารถีหันกลับมาถามอย่างฉงน  “ศิษย์พี่  ท่านมีกลอุบายเต็มท้อง  มิใช่คนใจบุญสุนทานสักหน่อย  ไยจึงช่วยเขา?”


จางหลีโพล่งอย่างหัวเสีย  “เลิกใส่ไคล้ข้าเสียที  เล่ห์กลของข้านั้น  มีไว้เล่นงานฝ่ายพุทธ  เคยหรือที่นำไปใช้กับผู้อื่น?  ข้าตรากตรำวิ่งวุ่นหน้าหลัง  พวกเจ้ากลับไปซุบซิบนินทาว่า  ข้ามีกลอุบายเต็มท้อง?  ระวังไว้เถิด  สักวันข้าจะตบปากพวกเจ้าเอา”


นักพรตน้อยหดคอ  พึมพำแผ่วเบา  “ศิษย์พี่ถึงกับได้เข้าวังคารวะฝ่าบาทแล้ว  เหตุไฉนยังหยาบคายปานนี้!”


อีกด้านหนึ่ง


อาจารย์เฝิงควบม้ามาถึงหน้าจวนจิ้งอ๋อง  เพ่งมองประตูไม้ลงรักแดงที่ปิดสนิทยิ้มๆ  “ล้อมไว้เรียบร้อยหรือยัง?”


ทหารหนวดเขี้ยวยืนข้างม้า  กล่าวรายงาน  “เรียนอาจารย์เฝิง  ข้ากับกองเกราะช้างได้ล้อมจวนอ๋องไว้แน่นหนา  จิ้งอ๋องกับครอบครัวยังอยู่ภายใน  มิได้ปล่อยผู้ใดออกไปสักคน”


อาจารย์เฝิงครางรับ  “แล้วเจ้าหนุ่มที่นายท่านต้องการเล่า?”


ทหารหนวดเขี้ยวลังเลชั่วครู่  “ผู้นั้นคิดหนีผ่านอุโมงค์ใต้โรงยาไท่ผิง  แต่พวกข้าจับไต๋ทันแล้วไล่ตาม  ระหว่างไล่ล่า  เจ้าหนุ่มนั่นถูกลูกศรของพวกเราไปหนึ่งดอก……”


อาจารย์เฝิงยิ้มเย็นเยียบ เอ่ยว่า  “ข้าถามเจ้า  ตัวเขาอยู่ไหน?”


ทหารหนวดเขี้ยวตกใจจนหมอบกราบกับพื้น  เกราะเหล็กหล่อดำขลับกระทบกันเกรี้ยวกราว  “ข้าน้อยยังค้นหาอยู่ขอรับ!  เขาบาดเจ็บ  อีกทั้งพวกข้าได้ปิดล้อมเขตนี้ไว้แล้ว  มิได้ปล่อยผู้ใดออกไป  เขาย่อมยังอยู่แถวนี้แน่!”


อาจารย์เฝิงแหงนหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง  “แน่ใจหรือว่าไม่ปล่อยผู้ใดออกไป?  อย่าได้คิดหลอกข้าเชียว  หากพบว่ามีคำเท็จแม้เพียงคำเดียว  ภรรยาและลูกหลานของเจ้าจะถูกประหารจนสิ้นสกุล”


ทหารหนวดเขี้ยวรีบเสริม  “เมื่อครู่มีรถม้าของหอเต๋าผ่านไป  แต่ข้าได้ตรวจรถอย่างถี่ถ้วนแล้ว  แน่ใจว่าในรถมีเพียงนักพรตผู้หนึ่ง  จึงปล่อยพวกเขาไป”


“โฮ่?”  อาจารย์เฝิงยักคิ้ว  “นักพรตผู้นั้นนามว่ากระไร?”


“จางหลีแห่งหอเต๋าภูเขาหวง”


อาจารย์เฝิงยิ้มออก  “แท้ก็เป็นเขา”


ทหารหนวดเขี้ยวทำหน้าฉงน  “อาจารย์เฝิงรู้จักเขาหรือ?”


“ย่อมรู้จัก”  อาจารย์เฝิงยิ้มพลางถาม  “เจ้าตรวจรถของเขา  ทางนั้นมิได้ตบหน้าเจ้าเอาหรือ?”


ทหารหนวดเขี้ยวชะงักไป  “เปล่าขอรับ”


อาจารย์เฝิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง  “จางหลีเป็นคนใจเย็นปานนั้นตั้งแต่เมื่อไร?  เจ้าหนุ่มนั่นต้องซ่อนอยู่บนรถแน่  หากไม่แล้ว  จางหลีต้องลงมาตบหน้าเจ้าสักฉาดแน่นอน  ตอนนี้จงส่งคนไปไล่…ช่างเถิด  เจ้าหนุ่มนั่นหัวไว  เกรงว่าคงสายไปแล้ว”


ทหารหนวดเขี้ยวสั่นเทา  “อาจารย์เฝิง  โปรดไว้ชีวิต…”


อาจารย์เฝิงยิ้มเอ่ย  “ลุกขึ้นเถิด  ข้ามิใช่คนไร้เหตุผล  มีหอเต๋าคอยหนุนเขาอยู่  ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0406
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง