ตอนที่ 0167 หน้ากาก
ตะวันลับขอบฟ้า เมฆเรืองรองริมคานฟ้าลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิงเผาผลาญนภา แล้วโรยแรงดับไปทีละน้อย
เฉินจี้สวมงอบยืนเคียงร้านขนมใกล้ปากตรอกชุ่ยหยุน แสร้งเลือกของหวานไปพลาง ขณะเดียวกันใช้หางตาระแวดระวังสำรวจในตรอก
พ่อบ้านคฤหาสน์เฉินยืนหน้าประตู ร้องตวาดกังวาน “เร็วเข้า! ยกหีบนั่นขึ้นรถม้า! ทหารตระกูลหลิวจะมาถึงเมื่อใดไม่รู้ อย่าให้พวกเขาชิงไปได้โดยง่ายเด็ดขาด!”
คนรับใช้สองคนแบกหีบใหญ่ออกมา ขณะข้ามธรณีประตู คนหนึ่งสะดุดล้ม หีบกระแทกร่วง ทองเงินและของมีค่าเกลื่อนพื้น ในนั้นมี ‘มงกุฎบุปผาหงส์คราม’ เด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
พ่อบ้านใบหน้าแปรสี ด่าทอพลางกระวีกระวาดเก็บของมีค่าคืนใส่หีบ “พวกเจ้าอยากตายรึไง หากแตกหัก ต่อให้เอาชีวิตมาชดใช้ก็ไม่พอ!”
เฉินจี้หยิบเหรียญทองแดงสิบสองเหรียญจากแขนเสื้อส่งให้เถ้าแก่ร้านขนม เขาเคี้ยวขนมทอดสีทองในห่อกระดาษไปพลาง สายตาไร้อารมณ์ยังเพ่งตรอกไม่คลาด
เพลานั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าหนักหน่วงดังมาจากที่ไกล
เฉินจี้หันไปมอง ประจักษ์ว่าเป็นจางเซี่ยขี่ม้าเจ๋าจ่าวพุ่งตรงมาเร็วรี่ ก่อนวกเข้าตรอกชุ่ยหยุนฉับไวประหนึ่งสายฟ้าฟาด
จางเซี่ยหยุดม้าหน้าคฤหาสน์เฉิน ชำเลืองพ่อบ้านและคนอื่นด้วยความฉงน “พวกท่านทำอะไรกัน?”
พ่อบ้านตอบอึกอัก “ได้ยินว่าในเมืองเกิดความวุ่นวายจากทหาร พวกข้าจึงรีบขนของมีค่าไปยังที่อื่น มิให้ทหารอันธพาลมาทำลาย”
จางเซี่ยนั่งบนอานม้าเจ๋าจ่าวยกคิ้ว “บัดนี้ใต้เท้าเฉินกับบิดาข้าถูกกักตัวอยู่ในศาลากลาง พวกท่านไม่คิดหาทางช่วย กลับเร่งเก็บของก่อนหรือ?!”
พ่อบ้านคฤหาสน์เฉินทำหน้าบูดบึ้ง “คุณหนูรองจางต้องล้อข้าเล่นแน่ พวกข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ไร้กำลัง จะช่วยผู้ใดได้อย่างไร? การรักษาของมีค่าไว้ให้เจ้านาย คือสิ่งเดียวที่พวกข้ากระทำได้แล้ว”
จางเซี่ยส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชา “ตามใจพวกท่าน!”
พูดจบ นางก็ควบม้าไปยังหน้าคฤหาสน์จางในตรอกชุ่ยหยุน ส่งบังเหียนให้คนรับใช้ แล้วเร่งก้าวเข้าไปด้านใน
ตรอกทั้งสายเดิมมีคฤหาสน์สิบสองหลัง ครั้นจางจัวกับเฉินหลี่ฉินมาถึงเมืองหลัวก็ค่อยๆ ซื้อคฤหาสน์หลังอื่นต่อเชื่อมกัน จนค่อยๆ เหลือเพียงสี่หลังของข้าราชการและผู้มีตระกูล
เฉินจี้ยามนี้หาจินจูไม่พบ จึงยังออกจากเมืองหลัวมิได้ มาหาจางจัวหวังปรึกษาหาหรือ กลับคาดไม่ถึงตระกูลหลิวจะชิงลงมือก่อน กักจางจัวกับเฉินหลี่ฉินไว้ ณ ศาลากลาง
เขาหันกายจะก้าวไป ทว่าแลเห็นกองทหารม้าสีดำพุ่งจากปลายถนนใหญ่
กองทหารม้านี้ผิดกับทหารเดินเท้าเกราะคชสาร*ก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ทุกคนสวมเกราะหนักสีดำ สวมหมวกเหล็ก พู่สีขาวบนกระหม่อมปลิวไสวตามลม ใต้หมวกมีหน้ากากดำปิดบังใบหน้า ดูดุร้ายน่าครั่นคร้าม เกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง
(เกราะช้าง → เกราะคชสาร)
กองทหารม้าเกราะพยัคฆ์ที่ตระกูลหลิวเลี้ยงไว้
เฉินจี้ยืนนิ่งไม่ไหวติง เห็นแต่กองทหารม้าถือหอกกลับปลาย ควบทะยานเข้าตรอกชุ่ยหยุน ขับไล่ผู้คนโดยไร้ยำเกรง
มีคนรับใช้ผู้หนึ่งกางแขนขวางหน้าม้า “พวกท่านทำอะไร? ที่นี่คือคฤหาสน์รองเจ้าเมืองหลัว ไม่อนุญาตให้พวกท่านทำตามอำเภอใจ!”
ทหารม้าเกราะพยัคฆ์ผู้หนึ่ง ควบเข้าประชิด แทงหอกเพียงครั้งทะลุร่างโดยไร้สัญญาณเตือน แล้วก็เหยียบข้ามศพไป พ่อบ้านพลันอกสั่นขวัญแขวน รีบหลบไปข้างหนึ่งทันที
ผู้นำกองทหารม้าหยุดม้าหน้าคฤหาสน์เฉิน มิแม้ปรายตาทองเงินของมีค่า เสียงเย็นเฉียบลอดหน้ากากเอ่ยว่า “ค้นให้ทั่ว พาครอบครัวของจางจัวกับเฉินหลี่ฉินไปให้หมด แบบยังมีชีวิต!”
เมื่อสิ้นคำ กองทหารม้าเกราะพยัคฆ์แตกเป็นสองหมู่ หมู่หนึ่งบุกคฤหาสน์จาง อีกหมู่ทะลวงคฤหาสน์เฉิน
เฉินจี้ลังเลชั่วกะพริบตา โยนขนมทอดในมือทิ้ง แล้วหมุนกายผละไป
เขามาถึงตรอกเล็กนอกลานหลังจวนจาง เงยหน้ามองกำแพงสีขาว หลังคากระเบื้องสีเทาสูงราวสองช่วงตัวของจวนจาง ในตรอกแคบ เขากระโดดเตะกำแพงฝั่งตรงข้าม ฉวยแรงสะท้อนโผข้ามกำแพงสูงของจวนจางเข้าไปอย่างเบาหวิวราวนกบิน
ภายในลาน เสียงกรีดร้องคร่ำครวญระงมไม่ขาด บ่าวรับใช้ สาวใช้ อนุภรรยา ญาติพี่น้องแตกตื่นวิ่งพล่าน วุ่นวายสับสน
เฉินจี้ซุ่มหลังโขดหินเทียม กดกายต่ำสังเกตการณ์เงียบงัน เขาเห็นเงาแดงฉานเงาหนึ่ง ถูกทหารม้าผู้หนึ่งไล่ตามเข้าสู่ที่พักด้านหลัง
เฉินจี้หลับตาคิดครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นก็ลอบเคลื่อนไปเงียบงัน ท่ามกลางยามราตรี
……
……
ในที่พักด้านหลัง จางเซี่ยหนีพลางเหลียวหลังด้วยความตระหนก นักรบเกราะดำเบื้องหลังแม้สวมเกราะหนัก กลับวิ่งฉับไวเสียกว่า
ไร้หนทางอื่น นางแตกตื่นจนคิดไม่ออก จึงผลุนผลันวิ่งเข้าตึกปกคลุมหลังหนึ่ง
จางเซี่ยหันกายปิดประตู แล้วลากโต๊ะแปดเซียนจากในห้องมาค้ำประตู
ยังไม่ทันได้ตั้งลมหายใจ นักรบเกราะดำนอกประตูก็เสยเท้าเตะบานประตูสนั่น เสียงดังโครมคราม ประตูถ่างกว้าง โต๊ะกระเด็นกระแทกกลับจนจางเซี่ยล้มคะมำ!
นางตกใจเงยหน้ามอง เห็นนักรบเกราะดำคนนั้นยืนเคร่งขรึมนอกบานประตู แสงจันทร์สาดส่องเข้าห้อง เห็นเพียงเงาดำตระหง่าน ร่างสูงใหญ่กำยำ ชวนครั่นคร้าม
จางเซี่ยแสร้งเอ่ยอย่างสงบ “ตามกฎหมายต้าหนิงเล่มที่สิบแปด ข้อแรก ผู้กบฏไม่ว่าตัวการหรือสมคบ ล้วนต้องประหารอย่างทุกข์ทรมาน! ตั้งแต่ปู่หลาน บิดาบุตร พี่น้อง ไม่ว่าลุงอาและพี่น้องต่างนามสกุล ล้วนต้องตัดศีรษะ!”
นักรบเกราะดำหาได้ใส่ใจ ใบหน้าภายใต้หน้ากากไร้เค้าสีหน้า เขาถือหอกปลายกลับก้าวข้ามธรณีประตู ขยับเข้าใกล้ทีละก้าว
จางเซี่ยยังเอื้อนเอ่ยต่อด้วยท่าทีสั่นเทา “เหล่าผู้ก่อกบฏ แม่ลูกหญิง ภรรยานางสนม พี่น้องหญิง ต่างต้องถูกขายเป็นทาสให้กรมคีตศิลป์! ผู้ใดรู้เห็นแล้วมิรายงาน ต้องโบยหนึ่งร้อยที แล้วเนรเทศสามพันลี้!”
นักรบเกราะดำยังก้าวไม่หยุด เงาของเขาค่อยๆ คลุมใบหน้าจางเซี่ยทีละน้อย
ทว่าในครานั้นเอง เขาพลันสังเกตว่า เงาของตนใต้แสงจันทร์ คล้ายมีสิ่งหนึ่งเพิ่มเข้ามา…
เมื่อเพ่งมองอย่างตั้งใจ เงาบริเวณศีรษะทั้งสองข้างของเขา คล้ายคลื่นมืดไหวเอื่อย...ประหนึ่งมีมือสองข้างงอกขึ้นจากข้างศีรษะ
ไม่ใช่ มีคนอยู่ข้างหลัง!
นักรบเกราะดำตอบสนองตามสัญชาตญาณ หมายจะยกหอกแล้วหมุนกวาดรอบกาย ทว่าสายเกินไปแล้ว
เฉินจี้ยื่นมือทั้งสองจากด้านหลัง หนีบคอเขาแล้วบิดเต็มแรง เสียงกระดูกแตกกรอบแกรบดังสะท้าน ร่างนักรบเกราะดำทรุดลงกับพื้น
เฉินจี้ค่อยๆ พยุงนักรบเกราะดำวางลง จางเซี่ยยังไม่หายตื่นตระหนก จึงกดเสียงถาม “เฉินจี้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เขาอธิบายเสียงต่ำ “ข้ามาหาใต้เท้าจางเพื่อปรึกษาหารือ บังเอิญเห็นกองทหารส่วนตัวของตระกูลหลิวบุกเข้ามาในจวนจาง”
ขณะเอ่ย เฉินจี้เปิดหน้ากากดำของศพ ใต้หน้ากากเป็นใบหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา อายุมากที่สุดก็เพียงยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี
เขาลุกขึ้นแก้เสื้อนอก ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น เหลือไว้เพียงเสื้อชั้นในสีขาว
จางเซี่ยตอบสนองฉับไว รีบช่วยเขาถอดเกราะหนักจากร่างนักรบเกราะดำ หมวกเกราะ ทับทรวง เกราะลำตัว เกราะทรวง เกราะอก เกราะแขน และเกราะขา วางเรียงบนพื้นทีละชิ้นเป็นระเบียบ
คุณหนูรองจางผู้นี้เฉียบแหลมหยั่งรู้ สิ่งใดก็เข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยอธิบาย เด็ดเดี่ยวรวดเร็ว
นางถามอย่างห่วงใย “เจ้าจะแทรกซึมเข้าไปในหมู่พวกเขาหรือ? หากถูกเปิดโปงเล่า จะทำอย่างไร?”
เฉินจี้อธิบาย “มีเพียงการแทรกซึมเข้าไปในหมู่พวกเขา จึงจะมีโอกาสช่วยเหลือใต้เท้าจางได้ ท่านเป็นบุคคลสำคัญ ฉลาดกว่าพวกข้า และเข้าใจดีกว่าพวกข้าว่าควรเผชิญหน้ากับการกบฏครั้งนี้อย่างไร”
เขาหยิบเกราะแขนขึ้นมาสวม ทว่าเกราะทัพราชวงศ์หนิงมีโครงสร้างซับซ้อน เพียงแค่เกราะแขนชิ้นเดียวก็ต้องผูกสายรัดถึงสามเส้น
จางเซี่ยเม้มริมฝีปาก ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าหยิบเกราะลำตัวขึ้นมา “เจ้าสวมผิดแล้ว ต้องสวมเกราะลำตัวก่อน แล้วค่อยสวมเกราะทรวง เกราะอก เกราะแขน...เหยียดแขนออกมา ข้าจะช่วยเจ้าสวม”
เฉินจี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ เหยียดแขนทั้งสองออก
ใต้แสงจันทร์ จางเซี่ยกลั้นความกลัวไว้ นิ้วมือสั่นระริกขณะช่วยเขาสวมชิ้นส่วนเกราะทีละชิ้น
นางถามพลางผูกสายรัดเกราะ “เฉินจี้ ทำไมเจ้าถึงไม่กลัว?”
เฉินจี้ตอบอย่างสงบว่า “ข้าก็กลัว แต่กลัวไปก็ไร้ประโยชน์”
จางเซี่ยถามต่อ “หลังจากแทรกซึมสำเร็จแล้ว เจ้ามีแผนอะไรต่อ?”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไม่มีแผน ข้าทำได้เพียงตามพวกเขาไปก่อน ส่วนจะไปถึงที่ใด ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้”
จางเซี่ยขานรับแผ่วเบา
ภายในห้องจมดิ่งสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงแผ่นเหล็กเกราะเสียดสีกัน
ครู่ต่อมา จางเซี่ยถอยกลับหนึ่งก้าว มองดูเฉินจี้ ยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาด “สวมเรียบร้อยแล้ว”
เฉินจี้หยิบหมวกเกราะจากพื้นขึ้นสวมบนศีรษะ “อยู่ในห้องนี้ซ่อนตัวให้ดี อย่าออกไปเด็ดขาด รอจนกองทหารส่วนตัวของตระกูลหลิวถอยกองทัพแล้วค่อยออกไป อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย เสื้อผ้าของท่านสะดุดตาเกินไป”
พูดจบ จางเซี่ยเห็นเฉินจี้คาดหน้ากากดำ ถือหอกยาวกลับด้าม หันกายก้าวเท้าออกไป
นางเผยอปาก หากแต่มิได้เอ่ยวาจา
ทว่าหลังจากเฉินจี้ออกจากห้อง ยังไม่ทันเดินไปไกล ก็เห็นกลุ่มนักรบเกราะดำเดินเข้ามาจากตรงหน้าในระยะไกล
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เสียงทุ้มจากใต้หน้ากากของผู้นำกลุ่มเอ่ยว่า “ทำไมไปนานนัก? ในตึกด้านหลังเจ้าพบครอบครัวของจางจัวหรือไม่?”
เฉินจี้กำหอกยาวในมือแน่นเงียบงัน ตอบเสียงทุ้มว่า “ไม่พบ”
นักรบเกราะดำตรงหน้าเงียบลง ดวงตาหลังหน้ากากคล้ายจ้องมองเขาอย่างใกล้ชิด
นักรบเกราะดำมองดูเฉินจี้ แล้วเหลียวไปยังตึก “แน่ใจหรือ?”
“แน่ใจ”
นักรบเกราะดำหัวเราะเย็นชา “หลีกทาง ข้าจะไปดูเอง”
พูดจบ เขาผลักไหล่ของเฉินจี้ให้เซไปข้างหนึ่ง แล้วตัวเองก็นำนักรบเกราะดำกว่าสิบคนมุ่งหน้าไปยังตึก เกราะเหล็กดำกระทบกันดังกรุบกรับ
สายตาของเฉินจี้ค่อยๆ เย็นชาลง ศพในตึกยังมิทันจัดการ หากฝ่ายตรงข้ามบุกเข้าไปในห้อง ย่อมพบทั้งศพและจางเซี่ยเป็นแน่ และเขาจะสูญเสียโอกาสแทรกซึมเข้ากองทหารส่วนตัวของตระกูลหลิวทันที
เฉินจี้นับแผ่นหลังของนักรบเกราะดำอย่างเงียบงัน หนึ่ง สอง สาม สี่...สิบสองนาย
เขาจัดการให้หมดตามลำพังไม่ได้
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เฉินจี้กลับได้ยินเสียงอึกทึกดังจากแปลงดอกไม้นอกเรือน พุ่มไม้สูงไหวสะเทือนไม่หยุด
ชั่วพริบตา นักรบเกราะดำทุกนายยกหอกยาวขึ้นพลางตวาดกร้าว “ใคร? ออกมา!”
เงาสีแดงสายหนึ่งพุ่งออกจากแปลงดอกไม้อย่างตื่นตระหนก วิ่งหนีสุดกำลังไปทิศทางไกล
เฉินจี้สะดุ้งเฮือกในใจ ทำไมจางเซี่ยไปอยู่ตรงนั้น?
เดี๋ยวนะ หรือว่าเด็กสาวคนนี้ได้ยินเสียงสนทนานอกห้อง จึงตั้งใจล่อสายตานักรบเกราะดำให้หันเห
เฉินจี้สูดลมหายใจเข้าลึก วิ่งกวดตามหลังนักรบเกราะดำที่พากันไล่จับจางเซี่ย ทุกคนกระจายตัวในสวนที่เต็มไปด้วยเขาหินเทียม ล้อมสกัดกั้น
จางเซี่ยวิ่งพลางเหลียวหลัง สุดท้ายกลับ ‘แตกตื่นจนหลงทิศ’ เผลอวิ่งมายังทิศทางของเฉินจี้!
สองคนปะทะกัน เฉินจี้จับสองมือของนางบิดไพล่ไปด้านหลัง แล้วตะโกนก้อง “ข้าจับนางได้แล้ว!”
พูดจบ เขาฉวยจังหวะก่อนที่นักรบเกราะดำจะมารวมพล ลดเสียงต่ำลงถาม “เจ้าไม่กลัวตายหรือ?”
จางเซี่ยหันหลังให้เขา ก้มตาลง “ได้โปรด…ช่วยพ่อข้าให้ได้นะ”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น