ตอนที่ 0170 เปิดไพ่
“ฆ่าให้เรียบ”
ท่ามกลางม่านราตรี อาจารย์เฝิงเปล่งถ้อยคำบางเบาเพียงประโยค ก็มากพอจะชี้ขาดเป็นตายของทุกผู้คน
ในตำหนักเฟยหยุนอันมืดมิด สายตาของเฉินจี้ไล่ผ่านใบหน้าของจางจัว เฒ่าเหยา จางเซี่ย เซ่อเติงเค่อ และพวก ก่อนให้หางตาค้างอยู่ที่อาจารย์เฝิง
ฝ่ามือเฉินจี้กำด้ามดาบแน่น เหงื่อซึมชุ่มผ้าดำที่พันด้าม
จะทำลายกับดักนี้อย่างไร?
ทำลายไม่ได้—ไม่ว่าเฉินจี้จะครุ่นคิดหาทางเพียงใด ก็ยังเห็นแต่ทางตัน
ชั่วครู่ถัดมา เฉินเวิ่นจงกระชากแขนเฉินหลี่ฉินไว้ทันที “ท่านพ่อ ไปไม่ได้!”
อาจารย์เฝิงชะงักเท้าหน้าประตูแล้วหันกลับมา สายตาแฝงความสนใจ “โฮ่?”
เฉินเวิ่นจงจ้องอาจารย์เฝิง กล่าวเสียงทุ้ม “ปล่อยคนเหล่านี้ไป พ่อของข้าจึงจะเขียนแถลงการณ์ปราบโจรให้ท่าน!”
อาจารย์เฝิงหัวเราะพรืด “เจ้าคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติมาต่อรองกับข้าหรือ? เอาสิ—ตัดแขนน้องชายเขาข้างหนึ่ง”
เฉินหลี่ฉินขวางกายบังเฉินเวิ่นเสี้ยวไว้ “อย่างไรข้าก็จะไปกับท่านอยู่แล้ว สิ่งที่ท่านต้องการก็มีเพียงแถลงการณ์แผ่นหนึ่ง จะก่อกรรมพรากชีวิตทำไม? ปล่อยใต้เท้าจางกับหมอหลวงเหยาออกไป ข้าจะเขียนแถลงการณ์ปราบโจรให้ท่านในทันที”
อาจารย์เฝิงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ใต้เท้าเฉิน ท่านยังไม่เข้าใจ เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางนี้แล้ว ก็ไม่มีวันหันกลับได้อีก ผู้ใดไม่ยอมยืนอยู่บนเรือลำเดียวกับท่าน ล้วนเป็นศัตรูทั้งสิ้น เพียงแต่น่าสงสารใต้เท้าจาง ผู้มีทั้งฝีมือและความทะเยอทะยานเต็มตัว”
เขาตะโกนออกไปนอกประตู “เข้ามา! พาใต้เท้าเฉินกับครอบครัวไปที่ท้องพระโรงจิ้งอัน!”
เฉินหลี่ฉินถูกทหารเกราะที่พุ่งเข้ามาจากนอกประตู ฉุดจับแขนทั้งสองไว้ ระหว่างดิ้นรนก็กล่าวด้วยความโกรธ “ถ้าท่านฆ่าพวกเขา ข้าจะไม่เขียนแถลงการณ์ปราบโจรให้!”
อาจารย์เฝิงหัวเราะลั่น “ว่ากันด้วยการต่อรอง เมื่อมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง ใต้เท้าเฉิน บนเรือของตระกูลหลิวลำนี้ คลื่นลมดุเดือด ต้องใจโหดจึงยืนให้มั่นได้”
พูดจบ เขาหันไปบอกเฉินจี้ “พวกเจ้าสองคนฆ่าพวกมันให้จบ แล้วมาพบข้าที่หน้าท้องพระโรงจิ้งอัน ยังมีภารกิจรออยู่”
เฉินจี้หัวใจเต้นรัว มีโอกาสแล้ว
เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ทว่ามิอาจเสียเวลาครุ่นคิด
เมื่ออาจารย์เฝิงและเฉินหลี่ฉินลับตาไปแล้ว ทหารเกราะอีกคนในลานก็ชักดาบที่เอวออก ค่อยๆ ก้าวเข้าหาเฒ่าเหยากับจางจัว
จางจัวดึงจางเซี่ยและจางเจิงมาไว้ข้างหลังตน ถอยหลังไปทีละก้าว “น้องชาย ข้าคือจางจัวเจ้าเมืองหลัว สังหารข้าถือเป็นความผิดใหญ่หลวง ถึงขั้นยึดทรัพย์ฆ่าล้างตระกูล”
ทหารเกราะนั้นกล่าวเสียงทุ้ม “ขออภัยใต้เท้าจาง พวกข้าก็เพียงทำตามคำสั่ง”
จางจัวเอ่ยด้วยความตึงเครียด “เอาอย่างนี้เป็นไร สังหารข้าเพียงคนเดียว ปล่อยลูกข้าไป ข้าจะให้พวกเขานำทองคำร้อยตำลึงมามอบให้เจ้า รับรองลูกหลานเจ้าถึงสามชั่วอายุคนอยู่อย่างมั่งคั่งรุ่งเรือง...”
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นนักรบเกราะดำที่ก่อนหน้านี้ชกลูกชายตนหนึ่งหมัด กระโจนเข้าไปด้านหลังนักรบเกราะดำอีกคนอย่างรวดเร็ว ใช้แขนรัดคอฝ่ายนั้นไว้แน่น
นักรบเกราะดำที่ถูกรัดคอ ดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าก็ไร้ผล จะตะโกนก็หาได้เปล่งเสียงไม่
สีหน้าจางจัวแปรเปลี่ยน “นี่มัน...”
ยังไม่ทันเอ่ยจบ ก็รู้สึกมือว่างเปล่า จึงหันหัวไปมอง เห็นจางเซี่ยวิ่งไปถึงร่างนักรบเกราะดำที่ถูกหักคอแล้ว ถอดเกราะแขนโดยไม่พูดไม่จา รวมถึงเกราะอก เกราะหน้า เกราะตัว เกราะขา ออกมาคล่องแคล่ว มิยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย
จางจัวกับจางเจิงสบตากัน สมองในห้วงนั้นหมุนไม่ทัน
จางเซี่ยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร เงยหน้ามองเฉินจี้ เอ่ยกระชับ “ใครจะสวมชุดเกราะนี้? ข้าสวมไม่ได้ ส่วนสูงไม่ตรง เสียงก็ง่ายต่อการถูกจำได้ เซ่อเติงเค่อไม่ได้ เขาสูงใหญ่เกินไป หลิวฉวีซิงก็ไม่ได้ เขาผอมเกินไป”
จางเจิงตะลึงเอ่ย “อาเซี่ย พวกเจ้ากำลังทำอะไร? แล้วนี่ใคร?”
จางเซี่ยเงยหน้ามองเฉินจี้ชั่วครู่
เห็นเฉินจี้ปราศจากท่าทีจะเปิดเผยตัวตน นางจึงมิได้ตอบจางเจิง เพียงหันเร่งเร้าจางเจิง “พี่ มาสวมชุดเกราะนี้เร็ว หลังจากนี้ก็ตามเขาไป ฟังคำเขา ห้ามตัดสินใจเองเด็ดขาด”
จางเจิงยังตั้งตัวไม่ทัน “ตามใครไป?”
จางจัวพรวดออกมาข้างหน้า เริ่มสวมชุดเกราะทันที “ให้ข้าสวมเอง จางเจิงลูกข้านิสัยหุนหันพลันแล่นไร้ความคิด กลัวจะพลาดพลั้งเสียงาน”
จางเซี่ยลังเลชั่วขณะ “......ได้!”
นางช่วยพ่อสวมเกราะไป พร้อมสั่งเสียงเบา “ท่านพ่อ ถ้ามีโอกาสหนีออกไป ก็อย่ากลับมาอีก ที่นี่ถ้ำมังกรคอกเสือ กลับมาก็มิได้ประโยชน์”
ขณะพูด น้ำตาของจางเซี่ยไหนรินทีละหยด ทว่าแอบก้มหน้ามิให้ผู้ใดเห็น
จางจัวยิ้มกว้าง “เจ้าลูกโง่ พูดอะไรน่ะ? เห็นพ่อเป็นคนแบบนั้นหรือ? วางใจเถอะ เมื่อใดที่มีโอกาสออกไป พ่อจะไปวัดถัวหลัวเรียกกำลังเสริม อาศัยหน้าตาของสวีซู่ พุทธศาสนาทั่วหล้าย่อมไม่เพิกเฉย รักษาชีวิตพวกเราสักไม่กี่คนย่อมพอ”
จางเซี่ยตอบรับเสียงเดียว “พ่อต้องฟังการจัดแจงของคนข้างกายนี้ ห้ามลงมือเองโดยเด็ดขาด”
จางจัวมองเฉินจี้ที่สวมชุดเกราะอยู่สักครู่ “ได้”
เฉินจี้สั่งจางเซี่ย “อย่าเพิ่งหนีออกไป ข้างนอกเต็มไปด้วยทหารเกราะ พวกท่านอยู่ในตำหนักเฟยหยุนที่ค้นแล้วนี่ยังจะปลอดภัยกว่า”
จางเซี่ยพยักหน้ารับคำ
เฉินจี้เห็นจางจัวสวมใส่เรียบร้อย จึงก้าวออกไปทันที “ใต้เท้าจาง ต่อจากนี้อย่าได้เปล่งเสียงเด็ดขาด ทุกอย่างให้ข้ารับมือ หากมีจังหวะเหมาะ ข้าจะส่งท่านออกไป”
……
……
ในบริเวณด้านหลังของจวนจิ้งอ๋อง
เฉินจี้กับจางจัวถือหอกยาว คาดดาบเอว เดินไหล่เคียงกันไปตามทางในสวน มุ่งหน้าสู่ท้องพระโรงจิ้งอัน เสียงเกราะกระทบกันเย็นเยียบท่ามกลางราตรีอันเงียบงัน
มีกองทหารเกราะเดินสวนมา ต้อนขับสาวใช้กับคนใช้ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
เฉินจี้ดึงจางจัวหลบไปข้างหนึ่งอย่างเงียบงัน รอจนกองนั้นลับตาไป จึงเร่งฝีเท้าก้าวต่อ
จางจัวสวมหน้ากากเกราะ เอ่ยแผ่ว “ตอนนี้ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง”
เฉินจี้รายงาน “ตระกูลหลิวปิดล้อมประตูเมืองแล้ว ขณะนี้กำลังชักชวนจิ้งอ๋องให้ร่วมกบฏ”
จางจัวพึมพำ “พวกเขาหมายบีบบังคับจิ้งอ๋องให้บุกเข้าเมืองหลวง ถึงครานั้น เพียงสังหารพระองค์นั้นในพระที่นั่งเหรินโส่ว แล้วให้ไทเฮาองค์ปัจจุบันร่วมมือประกาศโองการปลอมสืบราชบัลลังก์แก่จิ้งอ๋อง เรื่องก็สำเร็จ เมืองหลัวห่างจากราชธานีหกร้อยกว่าลี้ หากยกทัพบุกไกลครึ่งเดือนก็ถึง ทหารม้าวิ่งเร็วกว่าข่าวสารอีก...”
จางจัวขมวดคิ้ว เอ่ย “แต่ปัญหาคือ เพียงกองทัพส่วนตัวหลายหมื่น จะยืนยันได้อย่างไรว่าสามารถทะลวงประตูราชธานี? ไม่ได้การ…คงมีตระกูลและกองทัพอื่นถูกตระกูลหลิวชักชวนก่อกบฏแล้วแน่”
จางจัวพึมพำต่อไป “ผู้ใดจะกล้าหนุนหลัง? ตระกูลหู ตระกูลเฉิน ตระกูลหยาง ตระกูลฉี กองพลศัสตราเทพ กองพลเฟิงไถ กองพลเบญจทัพ กองพลเสือดาว...”
พูดไปไม่กี่คำ เฉินจี้ยื่นมือกำข้อมือเขาแน่น ขัดจังหวะการก้าวเดิน
จางจัวเงยหน้าขึ้น ฉับพลันก็แข็งทื่ออยู่กับที่
ใต้แสงจันทร์ เขาเห็นอาจารย์เฝิงคนนั้นห่มเสื้อคลุมสีเขียวครามผืนหนึ่ง เหยียบถนนลูกรัง ก้าวย่างกว้างๆ มาหา
อาจารย์เฝิงยิ้มเหลือบมองมาทางพวกเฉินจี้ “ฆ่าเสร็จแล้วหรือ”
เฉินจี้ขานเสียงทุ้ม “ขอรายงานอาจารย์เฝิง ฆ่าเสร็จแล้ว”
อาจารย์เฝิงพยักหน้า “เจ้าสองคนตามข้ากลับตำหนักเฟยหยุนสักหน่อย มีของลืมไว้”
ชั่วขณะนั้น เฉินจี้รู้สึกเหมือนมีไอเย็นพุ่งจากพื้นเท้าถึงกระหม่อม โลกเงียบงันจนเหลือเพียงเสียงหัวใจตนเต้น แม้แต่อากาศก็พลันค่อยๆ แข็งตัว
อาจารย์เฝิงเห็นเขาไม่ไหวติง จึงยิ้มถาม “เป็นอันใด? พวกเจ้าไม่ได้ฆ่าใต้เท้าจางกับหมอหลวงเหยาหรือ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ คงมิต้องให้ข้าลงมือเองกระมัง?”
จางจัวยื่นมือ ค่อยๆ คลำถึงด้ามดาบตรงเอว ทว่าเฉินจี้กลับบีบข้อมือเขาแน่นราวคีมเหล็ก มิให้ไหวติง
ต่อหน้าสิงกวนชั้นเยี่ยมอย่างอาจารย์เฝิง จะฝืนใช้กำลังก็มิผิดอะไรกับแสวงหาความตาย แม้แต่จินจูกับเทียนหม่ายังมิอาจฆ่าได้ ตนกับจางจัวจะมีปัญญาอันใด
แต่ยังมีทางออกอื่นอีกหรือ?
อาจารย์เฝิงย่างก้าวละหนึ่ง จนมาหยุดเฉพาะหน้าเฉินจี้ “ไม่พูดหรือ”
ชั่วกะพริบตา เฉินจี้ค่อยๆ ถอดหน้ากากของตนออก “อาจารย์เฝิง เราคุยกันดีกว่า”
จางจัวสะดุ้งเฮือก เขาเดาตัวตนของเฉินจี้ได้สักพักแล้ว แต่ก็มิคิดว่าท้ายที่สุด เฉินจี้จะกล้าเปิดไพ่ต่อหน้าอาจารย์เฝิง
อาจารย์เฝิงมองใบหน้าใต้หน้ากาก ทันใดก็หัวเราะเสียงดังว่า “ที่แท้ก็เจ้านี่เอง ข้ายังนึกว่าใครมันบังอาจตบตาต่อหน้าข้า แต่เจ้าหนีรอดด้วยรถม้าของหอเต๋าแล้ว ทำไมยังต้องกลับมาอีก?”
เฉินจี้สูดลมหายใจลึก “ย่อมมีเหตุผลที่ต้องกลับ”
อาจารย์เฝิงซุกมือไว้ด้านหลัง ถามอย่างสนเท่ห์ “เจ้ากล้าถอดหน้ากาก ไม่กลัวข้าฆ่าทิ้งหรือ”
เฉินจี้นิ่งคำนึงครู่หนึ่ง แล้วตอบ “หากอาจารย์เฝิงประสงค์ฆ่าข้า ก็ย่อมลงมือแต่แรกแล้ว”
อาจารย์เฝิงคนนี้ ตั้งแต่ครั้งอยู่ตรอกชุ่ยหยุน ก็ล่วงรู้ว่าตัวตนของเขามีปัญหา แต่กลับยังมิเปิดโปง เลือกเก็บไว้ข้างกายแทน
หากมิใช่เพราะต้องการเก็บ ‘สายลับ’ ของตนไว้ใช้งาน ฝ่ายนั้นคงฆ่าตนเสียเนิ่นนานแล้ว
อาจารย์เฝิงพยักหน้าพอใจ “พูดมาเถิด อยากคุยเรื่องอันใดกับข้า”
เฉินจี้คำนึงครู่หนึ่ง “อาจารย์เฝิง ท่านเก็บชีวิตข้าไว้ ย่อมมีเรื่องมิสะดวกลงมือเอง จึงต้องให้ข้าช่วย ใช่หรือไม่”
อาจารย์เฝิงเหลือบมองเฉินจี้ด้วยสีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งไม่ แล้วเอ่ย “บัดนี้ชีวิตเจ้าอยู่ในกำมือข้า จะฆ่าจะเว้นก็อยู่เพียงชั่วใจคิด เหตุที่เก็บเจ้าไว้ ก็เพื่อให้เจ้าไปสังหารคนผู้หนึ่ง—มาเล่นเกมกันเถิด เจ้าลองทายว่า ข้าปรารถนาฆ่าใคร มีโอกาสสามครั้ง หากทายถูก ข้ามิแต่จะไว้ชีวิตเจ้า ยังมอบความร่ำรวยมหาศาลให้อีกด้วย”
เฉินจี้ขมวดคิ้ว “จิ้งอ๋อง”
เขาคิดมาตลอดว่า อาจารย์เฝิงคนนี้มีตัวตนน่าสงสัย หากอีกฝ่ายประสงค์ขัดขวางการกบฏของตระกูลหลิว ก็เพียงสังหารจิ้งอ๋อง แผนการของตระกูลหลิวก็พังครึ่งหนึ่งโดยปริยาย
เขาเงยหน้าสังเกตสีหน้าอาจารย์เฝิง ทว่าได้ยินฝ่ายนั้นเอ่ยเนือยๆ “ไม่ใช่ เหลืออีกสองครั้ง”
เฉินจี้กำข้อมือจางจัวแน่นโดยไม่รู้ตัว ความคิดหมุนฉับไวปานสายฟ้า ฝ่ายนั้นเก็บตนไว้ ย่อมหวังใช้ประโยชน์จากความพิเศษของตน...อาทิ ตัวตนพิเศษ
เขามีตัวตนพิเศษอันใด?
สายลับของกรมสืบลับ
เฉินจี้เอ่ย “อาจารย์เฝิงอยากฆ่าเทียนหม่า”
อาจารย์เฝิงยิ้มส่ายหน้า “ยังไม่ใช่ โอกาสสุดท้าย”
เฉินจี้รูม่านตาหดเล็กลง นึกไม่ถึงว่าจะทายไม่ถูก
เขาฉุกใจคิดได้ ก่อนหน้านี้อาจารย์เฝิงยังไม่รู้ว่าใต้หน้ากากนี้เป็นใคร ดังนั้นคนที่อีกฝ่ายอยากฆ่าจึงไม่เกี่ยวกับกรมสืบลับ...
เขาหวังให้เราเป็น ‘สายลับ’ ไปสังหารคนของตระกูลหลิว…
จางจัวรู้สึกแรงกำที่เฉินจี้บีบข้อมือตนแน่นยิ่งกว่าเก่า จึงเหลียวมองด้วยความกังวล
ทว่าเพียงชั่วขณะ จางจัวเห็นคิ้วของคนหนุ่มผู้นี้คลี่ออกฉับพลัน
เฉินจี้เหลียวมองอาจารย์เฝิงด้วยความมั่นใจ แล้วเอ่ย “อาจารย์เฝิงอยากฆ่าแม่ทัพเฉียนแห่งทหารม้าเกราะพยัคฆ์”
อาจารย์เฝิงยกคิ้ว กล่าวชมเชย “เมื่อคราวหมู่บ้านหลงหวัง ที่ตัดสินใจเก็บชีวิตเจ้าไว้ นับว่าคิดไม่ผิดจริงๆ”
(จบตอน)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น