ตอนที่ 0171 สำนักพิธีการ



ณ  ทางเดินสวนอันเงียบสงบ  อาจารย์เฝิงยืนบนทางเดินหิน  พลางจ้องเฉินจี้ด้วยแววสนใจ  “เจ้าเดาได้อย่างไร”


เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ย  “ก่อนหน้านี้  เมื่ออาจารย์เฝิงอยู่ที่ตรอกชุ่ยหยุน  กองทหารม้าเกราะพยัคฆ์ไม่ได้อยู่ในอำนาจควบคุมของท่าน  และท่านก็ใส่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บัญชาการคนใหม่ของพวกเขาคือใคร”


อาจารย์เฝิงหัวเราะ  “แล้วเหตุใดข้าจึงต้องฆ่าแม่ทัพเฉียน”


เฉินจี้จ้องตาอาจารย์เฝิงตรงไม่กะพริบ  “เพราะผู้ฉลาดเช่นท่าน  ย่อมไม่ชอบให้มีเรื่องใดเกินอำนาจควบคุมของตน”


อาจารย์เฝิงเพียงยิ้มเบาๆ  ไม่ได้เอ่ยอะไร


เฉินจี้ไม่รอให้อาจารย์เฝิงเอ่ยปาก  รีบวิเคราะห์ต่ออย่างจริงจัง  “ผู้บัญชาการกองทหารม้าเกราะพยัคฆ์เดิมคือแม่ทัพโจว  บัดนี้เปลี่ยนเป็นแม่ทัพเฉียน...ข้าเดาว่านี่ก็เป็นฝีมือของท่าน  แม่ทัพโจวถูกท่านใช้กลอุบายส่งไปไกล  ใต้เท้าคิดว่าเมื่อกำจัดแม่ทัพโจวแล้ว  ก็จะสามารถควบคุมกองทหารองครักษ์นี้ได้  แต่ไม่คิดว่าเสนาบดีอาวุโสหลิวจะไม่เลือกท่าน  กลับมอบมันให้แม่ทัพเฉียนแทน”


อาจารย์เฝิงค่อยๆ  เก็บรอยยิ้ม  เอ่ยเสียงเรียบ  “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า  ฉลาดเกินไปก็ไม่ดีเสมอไป”


เฉินจี้เอ่ยด้วยความจริงใจ  “ตราบใดที่มีประโยชน์ต่ออาจารย์เฝิง  ก็พอแล้ว”


อาจารย์เฝิงตบไหล่เขาแผ่วๆ  “จงจำไว้เถิดหนุ่มน้อย  สัญญาที่ข้าให้ไว้กับเจ้าที่หมู่บ้านหลงหวัง  จะมีผลตลอดไป  แต่สิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าทำนั้น  ไม่ใช่การฆ่าแม่ทัพเฉียน  เจ้าไม่มีปัญญาฆ่าเขาหรอก”


เฉินจี้ตกตะลึง


อาจารย์เฝิงเอ่ย  “ยื่นมือมา”


เฉินจี้ยื่นมือออกมา  แต่กลับเห็นอาจารย์เฝิงเฉือนปลายนิ้วของตน  แล้วหยิบพู่กันหางหนูจากแขนเสื้อ  จุ่มเลือดสดวาดรูปดวงตาที่กลางฝ่ามือเขา  รอบดวงตามีอักษรเซียนตัวเล็กหกตัว  ไม่รู้ว่าหมายถึงสิ่งใด


เขาพยายามเช็ดออก  แต่กลับพบว่าดวงตานั้น  ประหนึ่งฝังอยู่ใต้ผิวฝ่ามือ  เช็ดไม่ออกเลย


อาจารย์เฝิงกล่าวอย่างสงบ  “ไม่ต้องกังวล  ‘ตาจิต’ จะคงอยู่ในมือเจ้าเพียงสองชั่วยาม  คืนนี้เจ้าออกเดินทางกับแม่ทัพเฉียน  จงจำไว้—ใช้ดวงตานี้มองเขา  แล้วข้าจะยืมตาของเจ้าได้  หมอหลวงเหยากับคนอื่นๆ จะยังอยู่ในจวนอ๋อง  ขอเพียงเจ้าทำตาม  พวกเขาก็จะรอด  เจ้าหากไม่ทำ  ก็เตรียมเก็บศพพวกเขาเถิด”


เดิมพันครั้งใหญ่นี้เอาชีวิตหลายชีวิตเป็นประกัน  เฉินจี้ไม่อยากรับ  แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธ


เฉินจี้สูดลมหายใจยาว  กล่าวอย่างแน่วแน่  “ได้  แต่ข้าจะออกเดินทางร่วมกับแม่ทัพเฉียนได้อย่างไร  หากภายในสองชั่วยามเขาไม่ได้...”


อาจารย์เฝิงยิ้มกว้าง  “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องกังวล  แค่รอคอยโอกาสอย่างสบายใจก็พอ”


พูดจบ  เขาก็หันหลัง  ทาบมือไว้ข้างหลัง  เดินเอื่อยๆ  มุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงจิ้งอัน  “ตามมา  ข้าอยู่กับเจ้านานเกินไป  เสียเวลาจนพลาดหมากของจิ้งอ๋องแล้ว”


……


……


ท้องพระโรงจิ้งอัน  ดวงประทีปสว่างไสว  หน้าประตูมีทหารเกราะยืนเรียงราย


อาจารย์เฝิงมาถึงหน้าพระโรง  ก้าวข้ามธรณีประตูสูงเข้าไปข้างใน  เฉินจี้กับจางจัวทำได้เพียงยืนรออยู่นอกประตูอย่างเงียบๆ


ในพระโรงใหญ่  เสนาบดีอาวุโสหลิวกับจิ้งอ๋องนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่หน้าฉากมังกรผยอง


หมากล้อมใกล้จบแล้ว  เสนาบดีอาวุโสหลิวในอาภรณ์ผ้าสีเทาเรียบง่ายนั่งอยู่หน้าโต๊ะหมาก  ค่อยๆ เอ่ย  “ท่านอ๋องสูญเสียมารดาตั้งแต่วัยเยาว์  หากมิใช่น้องสาวข้ารับท่านเป็นบุตรบุญธรรม  พาไปเลี้ยงที่วังคุนหนิงอย่างอดทน  คงถูกผู้คนกลั่นแกล้งไม่เหลือ  ปีเหล่านั้น  นางพาท่านเฝ้าอยู่เคียงข้าง  เลี้ยงดูร่วมกับฝ่าบาท  ถือเสมือนบุตรแท้ๆ  เคยทำให้ท่านขาดสิ่งใดบ้างหรือไม่”


จิ้งอ๋องจ้องกระดานหมากล้อม  เอ่ยโดยไม่เงยหน้า   “ไม่เคย  ในฤดูหนาว  นางจะกำชับคนในวังและนางรับใช้  คอยเตรียมถ่านไฟให้ข้า  ฤดูร้อนยังส่งน้ำแข็งจากห้องใต้ดินมาให้ข้าคลายร้อน  สิ่งที่ฝ่าบาทมี  ข้าก็มี  สิ่งที่ฝ่าบาทไม่มี  ข้าก็ยังมี  แม้แต่อาจารย์สอนหนังสือของข้า  ก็เป็นนางคัดเลือกกับมือ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวรัดแขนเสื้อ  วางหมากอีกเม็ด  “หลังฝ่าบาทขึ้นครองราชย์  ท่านทั้งสองก็ห่างเหินจากนาง  บัดนี้นางอยู่ในวังฉือหนิงด้วยความเศร้าโศก  ซูบผอมโทรมไปแล้ว  ลำบากยากเข็ญเลี้ยงดูบุตรสองคน  กลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้ากับนางไปหมด  คนเป็นมารดาในโลกนี้  ไม่มีใครทนทุกข์เช่นนี้ไหว”


จิ้งอ๋องขณะครุ่นคิดหมากล้อม  ก็เอ่ยอย่างสงบ  “พ่อตาก็เป็นผู้ปราดเปรื่องรอบด้าน  หลังฝ่าบาทขึ้นครองราชย์แล้ว  ไทเฮาควรปล่อยวางเสียแต่แรก  มิควรปล่อยปละละเลยให้ตระกูลหลิวอาศัยอำนาจกดขี่  คนไม่ดีพันวัน  ดอกไม้ไม่แดงร้อยวัน  ความหายนะของตระกูลหลิวในเวลานี้  ล้วนเป็นสิ่งที่หว่านไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว”


เสนาบดีอาวุโสหลิวยิ้มบาง  “ท่านอ๋อง  ท่านได้รับตราอ๋องเมื่ออายุยี่สิบเอ็ด  สิ่งแรกที่ท่านทำคือ  ยกขบวนลงใต้ไปเก็บภาษีเสบียงให้ฝ่าบาท  ข้ายังจำได้  ครั้งท่านไปถึงเจียงหนานคราแรก  เหล่าตระกูลใหญ่ถึงกับฆ่าลูกสะใภ้ของตน  หามสิบเอ็ดศพมาวางหน้าหอขุนนาง  ระดมคนนับพันโห่ร้องว่า  ท่านเก็บภาษีบีบคนตาย  ท้ายที่สุดก็ยังต้องให้ตระกูลหลิวออกหน้าเดินเรื่อง  ช่วยเก็บเสบียงให้ท่านจนลุล่วง”


จิ้งอ๋องถอนใจ  “ครั้งนั้นข้าเพิ่งออกจากถิ่นทุรกันดาร  ไม่รู้จักเบาหนัก  โชคดีที่มีพ่อตาคอยเกื้อหนุน”


เสนาบดีอาวุโสหลิวกล่าวต่อ  “เจียหนิงศกที่  21  ฤดูหนาว  โจรเหนือใต้ก่อความวุ่นวาย  ท่านนำทหารไปปราบ  ระหว่างนั้นติดโรคปอดจนสิ้นสติ  ถูกกองทัพโจรล้อมอยู่ที่แคว้นหลิ่ว  ภายหลังก็เป็นตระกูลหลิวของข้า  ไปขอยาเซียนที่หอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน  และส่งทหารไปสนับสนุน  จึงช่วยท่านให้พ้นจากการล้อมได้  เวลานั้น  หลิวหมิงจิ้งกำลังอยู่ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่หอเต๋าภูเขาเหล่าจวิน  บอกว่าจะไม่เสียดายสิ่งใดเพื่อขอยาลูกกลอนกำเนิดปีกมาให้ท่าน”


จิ้งอ๋องชะงักมือที่กำลังวางหมาก  แล้วถอนใจเอ่ย  “ตระกูลหลิวช่วยเหลือข้ามากมายจริงๆ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวเงยหน้าจ้องจิ้งอ๋องตรงๆ  “หลายปีมานี้  ท่านอ๋องวิ่งไปทั่วเหนือใต้ออกตก  แต่ฝ่าบาทปฏิบัติต่อท่านอ๋องอย่างไร  บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของกองทหารพันปี  บ้างถูกลดยศ  บ้างถูกฆ่า  ส่วนแม่ทัพจางเมื่อสี่ปีก่อน  เขาละทิ้งหน้าที่เพราะมารดาถึงแก่กรรม  แม้เป็นความผิดหนัก  แต่ก็มิถึงตาย  ทว่าพวกขันทีประหารก่อนทูลทีหลัง  ฆ่าเขากลางทางไปงานศพ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวกล่าวต่อไป  “อีกเรื่องหนึ่งก็คือ  แม่ทัพหลี่ใต้บังคับบัญชาของท่านอ๋อง  แม้ปราบกบฏมีความชอบ  กลับไร้มงคลรางวัล  ท้ายที่สุดถูกพวกขันทีสุมข้อหา  ว่าดื่มสุราแล้วสำบัดสำนวนวิพากษ์ราชสำนัก  จึงถูกโยนเข้าคุก  ทรมานจนสิ้นใจอย่างทารุณ  แล้วตระกูลหลิวของข้าเล่า  มิใช่ว่าจะมีจุดจบเดียวกันหรือ?  แม้พวกข้าจะเคยกระทำผิดต่อฝ่าบาท  ทว่าก็เป็นข้าราชการผู้มีความชอบ  ช่วยพระองค์ชิงราชบัลลังก์  จะต้องถึงขั้นกวาดล้างให้สิ้นเชื้อสายเชียวหรือ?”


จิ้งอ๋องถอนหายใจ  “พ่อตาคิดมากไปแล้ว  ฝ่าบาทจะกำจัดให้สิ้นเชื้อสายได้อย่างไร?”


เสนาบดีอาวุโสหลิวกล่าวเนิบช้า  “พระองค์ ณ พระที่นั่งเหรินโส่วเป็นคนเช่นไร  ท่านอ๋องย่อมรู้ดีกว่าใคร   หากท่านอ๋องกับตระกูลหลิวยังไม่สิ้น  พระองค์ก็ย่อมหลับไม่ลง!”


พูดถึงตรงนี้  เขาโบกมือปัดกระดานหมากรุกตรงหน้า  “ท่านอ๋อง  หากตระกูลหลิวไม่ได้ทำเพื่อท่าน  ไยต้องทนกล้ำกลืนมาหลายปี?  เมื่อครั้งก่อน  เวลายังไม่สุกงอม  จึงจำต้องยกเลิกไป  แต่บัดนี้ตระกูลหลิวของข้ามีกองทัพกล้าแข็ง  ม้าแกล้วกล้า  เสบียงอุดม  ทางเหนือยังมีกองพลเทวะของราชวงศ์จิ่งรองรับ......อย่าแสร้งโง่เขลาอีกเลย  จงยกธงกบฏเถิด!”


เฉินจี้นอกพระตำหนักถึงกับตกตะลึง—หรือว่าจิ้งอ๋องกับตระกูลหลิวได้ตกลงแผนกบฏไว้ก่อนแล้ว?  และที่ตระกูลหลิวกล้ากบฏ  ก็เพราะถูกจิ้งอ๋องยุยงตั้งแต่แรก?


ก่อนหน้านี้เขาก็สงสัยอยู่แล้ว:  ตระกูลหลิวเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าวางแผนกบฏ;  หยุนเฟยเป็นเพียงสนม  ไปกินดีหมีมาจากไหนถึงกล้าติดต่อกรมข่าวกรองของราชวงศ์จิ่ง?


ชิ้นส่วนแห่งปริศนาต่างๆ  เสมือนขาดหายอยู่เนืองนิตย์  หลายสิ่งยากอธิบาย  แต่หากวางจิ้งอ๋องไว้ ณ ศูนย์กลางภาพ  ปริศนานานากลับประสานกันเป็นเหตุเป็นผล


จิ้งอ๋องกล่าวเสียงเบา  “พ่อตา  หากยกธงกบฏขึ้น  เกรงว่าประชาชนหลายแคว้นจะตกทุกข์นัก  เรื่องนี้ขอให้ข้าพิจารณาใหม่เถอะ”


ท้องพระโรงจิ้งอันกลาง  เสนาบดีอาวุโสหลิวค่อยๆ ลุกยืน  “ท่านอ๋อง  บัดนี้ลูกศรขึ้นสายแล้ว  จำต้องปล่อย  จะให้ท่านลังเลมิได้  บัลลังก์นี้ท่านจะนั่งก็ต้องนั่ง  จะไม่นั่งก็ต้องนั่ง  หากท่านจะตำหนิ  จงตำหนิข้าผู้เดียว  อย่าได้ตำหนิตระกูลหลิว”


ขณะนั้นเอง  นอกท้องพระโรง  แม่ทัพร่างกำยำผู้หนึ่งย่างกรายเข้ามา  เสียงฝีเท้าย่ำกระเบื้องศิลาดังก้องสะท้อน


เห็นเขามาถึงท้องพระโรงกลาง  กอบมือคำนับเสนาบดีอาวุโสหลิว  “ใต้เท้า  พบร่องรอยของจินจูที่ตลาดบูรพา  ชายผู้นี้  ระยะหลังเร้นกายเงียบเชียบ  มิค่อยออกหน้า  ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักของนางโลมชั้นสูง”


เสนาบดีอาวุโสหลิวโบกมือ  “แม่ทัพเฉียน  จงนำกองทหารม้าเกราะพยัคฆ์ไปหนึ่งกอง  จำต้องจับตัวเขาให้จงได้”


กล่าวจบ  เขาหันไปกล่าวแก่อาจารย์เฝิง  “เหวินเจิง  จงเชิญท่านอ๋อง  โอรสอ๋อง  ธิดาอ๋อง  ไปยังคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิว  พรุ่งนี้จะเปิดศาลเจ้า  ตีกลองเรียกหมู่ชน  เอาศีรษะพวกขันทีบูชาธงรบ  กองทัพใหญ่จักยกออกเดิน!”


เฉินจี้หนาวสะท้านกลางทรวง  สายตาหลังหน้ากากตวัดจ้องอาจารย์เฝิงฉับพลัน!


จินจูปรากฏตัวในจังหวะบังเอิญเกินไป  ชัดว่าเป็นการจัดแจงโดยเจตนาของกรมสืบลับแน่  


อาจารย์เฝิงเป็นคนของกรมสืบลับ!


เมื่อครั้งพบอาจารย์เฝิงที่หมู่บ้านหลงหวัง  ฝ่ายตรงข้ามเคยกล่าวไว้ว่า  “น่าเสียดายที่ยอดฝีมือรอบข้างจิ้งอ๋องหลายปีนี้  ถูกสำนักพิธีการกำจัดหมดแล้ว”


เขาเอ่ยว่า ‘สำนักพิธีการ’ มิใช่  ‘พวกขันที’ !


ครานั้น  เฉินจี้ก็แลเห็นว่าถ้อยคำประโยคนี้ผิดแผกอยู่บ้าง  เพียงมิได้ขบคิดให้ถ้วนถี่ว่าผิดตรงไหน  


บัดนี้เบาะแสทั้งมวลมาบรรจบ  จึงกระจ่างแจ้งในที่สุด


มิน่าเล่า  อาจารย์เฝิงกับเทียนหม่าประลองกันแล้ว  ต่างถอนตัวได้โดยปลอดภัยทั้งกาย


ก็เพราะอาจารย์เฝิง  เป็นคนของสำนักพิธีการมาโดยตลอด


ยังมิทันให้เขาครุ่นคิดนาน  เสนาบดีอาวุโสหลิวก็ย่างออกไปภายนอก  นักรบสวมเกราะติดตามอยู่เบื้องหลังเนืองแน่น  ดุจกระแสคลื่นสีดำซัดสาด  พุ่งทะลักออกไปภายนอก


บรรยากาศเลือดเย็นแห่งการฆ่าฟัน  อัดแน่นเข้มข้น  เปรียบดั่งลาวาร้อนระอุ  แม้เหล็กดิบยังละลายได้


อาจารย์เฝิงยิ้มเหลือบทอดมองไปยังจิ้งอ๋อง  “ท่านอ๋อง  เชิญ?”


จิ้งอ๋องลุกขึ้นอย่างสงบเสงี่ยม  ปัดรอยย่นบนอาภรณ์ให้เรียบ  จูงมือไป๋หลี่ก้าวออกจากท้องพระโรงจิ้งอัน  อาจารย์เฝิงครั้นออกมา  เหมือนจงใจเหมือนไม่จงใจเหลียวมาทางเฉินจี้คราหนึ่ง  ในดวงตามีความหมายเร้นซ่อน


……


……


เสียงกีบม้าร้อนรน  ดังฉีกความสงบของถนนอันซี


เฉินจี้กับจางจัวสวมเกราะบนกาย  ควบม้าตามท้ายกองทหารม้าเกราะพยัคฆ์  ทุกคนปิดหน้าด้วยเกราะดำ  ดุจกระแสน้ำเชี่ยวพุ่งตรงไปยังตลาดบูรพาเมืองหลัว


จางจัวรั้งบังเหียนแน่น  ขยับม้าเข้าใกล้เฉินจี้  ลดเสียงเอ่ยว่า  “เรื่องนี้ประหลาดนัก  ข้ารู้สึกว่าคนพวกนี้......ต่างคนต่างก็ไม่ชอบมาพากล”


เฉินจี้เงยหน้ามองทหารม้าด้านหน้าคราหนึ่ง  แล้วเอียงสายตาเล็กน้อย  เอื้อนเอ่ยแผ่วเบา  “ใต้เท้าจางก็รู้สึกเหมือนกันหรือ”


จางจัวก้มตัวต่ำลง  “ข้ารู้สึกว่า  จิ้งอ๋องมีปัญหา  หลายปีนี้จิ้งอ๋องบริหารแคว้นยู่  เรื่องที่ตระกูลหลิวแอบหลอมเหล็ก  เลี้ยงกองทหารส่วนตัว  พระองค์จะไม่ทราบได้อย่างไร?”


เฉินจี้เอ่ยถาม  “ใต้เท้าจางหมายความว่า  จิ้งอ๋องก็มีส่วนร่วมด้วยสินะ?”


จางจัวลังเลอยู่ชั่วขณะ  “ปัญหาอยู่ตรงนี้  การศึกย่อมถือฉับไวเป็นสำคัญ  หากพระองค์มีเจตนากบฏจริง  ควรยกธงเหนือขึ้นไปเสียแต่แรก  เหตุใดจึงมัวประวิงเวลาอยู่ที่นี่?  ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดกับท่านอ๋องเลย!”


จางจัวกล่าวต่อ  “ยังมีอาจารย์เฝิงคนนั้นอีก  ถึงเวลานี้แล้ว  ยังจะมัวตัดกำลังพวกเดียวกันอีกหรือ?  ไม่ถูกต้อง  ไม่ถูกต้อง  ข้ารู้สึกอยู่เนืองๆ ว่า  นี่คือกับดักที่วางล้อมตระกูลหลิว!”


เฉินจี้เอ่ยฉับพลัน  “ใต้เท้าจาง  สักครู่หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน  ให้ท่านรีบบังคับม้าไปวัดถัวหลัว  เรียกกำลังเสริม  ช่วยอาจารย์ของข้าก่อน  แล้วค่อยว่ากัน”


จางจัวสะดุ้ง  “เหตุไม่คาดฝัน?  เหตุไม่คาดฝันอันใด?”


เฉินจี้เอ่ยตอบ  “จินจูปรากฏตัวในจังหวะบังเอิญเกินไป  ยังกับว่านี่คือกับดักที่ปักรอแม่ทัพเฉียน......พวกเขาต้องการช่วยอาจารย์เฝิงกวาดหินขวางทาง”


ถ้อยคำเพิ่งจบ  ก็พลันได้ยินเสียงลมเฉือนจากเบื้องหน้าโถมเข้ามา


เฉินจี้เงยศีรษะขึ้นมองฉับไว  พบว่าจากหน้าต่างตึกสองชั้น  สองฟากถนนยาวเปิดกว้าง  หอกยาวนับสิบพุ่งโหมดั่งพายุ  แทงทะลุทหารม้าเกราะพยัคฆ์ทีละคน!


ชั่วพริบตา  ม้าศึกร้องโหยหวน  กองทหารม้าเกราะที่เรียงระเบียบกลับโกลาหลระส่ำ


เฉินจี้ตะโกนเสียงต่ำ  “รีบไป”


จางจัวรับคำ  บังคับม้าหันหัว  เจาะเข้าไปในตรอกเล็ก


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0418
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง