ตอนที่ 0173 คนคุมตัว



จินจูเคยกล่าวไว้ว่า  เมื่อออกจากเขาอู๋เนี่ยน  เขามิได้เหลียวหลังแม้เพียงครา  ตั้งแต่นั้นก็ไม่ไว้วางใจผู้ใดอีก  


สำนักพิธีการอันใหญ่โตดุจกรงเพาะแมลงพิษ  เลี้ยงออกมาย่อมเป็นพิษร้ายที่สุด


เฉินจี้ไม่คาดคิดเลยว่า  คนเฉลียวฉลาดอย่างจินจู  พลาดพลั้งเพียงครา  ก็ถูกเพื่อนร่วมงานผลักสู่เหวลึกไร้วันกลับ


ยามนี้  ทหารม้าเกราะพยัคฆ์ใช้โซ่เหล็กล่ามข้อเท้าจินจูผู้สลบไสลไร้สติ  ลากร่างไปวางท้ายม้า


สีหน้าของเฉินจี้ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากเกราะ  “อาจารย์เฝิง  จากที่นี่ไปยังคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิวสิบกว่าลี้  หากลากเขาไปจนตายเยี่ยงนี้  เกรงว่าพรุ่งนี้พิธีตีกลองบูชาธงจะล่าช้า”


อาจารย์เฝิงยิ้มบาง  “ยอดฝีมือขั้นก่อนฟ้า  จะลากจนตายง่ายๆ ได้อย่างไร  อย่าใจอ่อนเหมือนสตรี  ข้าเพียงแสดงความสงสารจินจูออกมาครึ่งคำ  ก็หนีพ้นสายตาเสนาบดีอาวุโสหลิวมิได้”


เฉินจี้นิ่งมองจินจูถูกลากออกนอกเมืองอย่างทารุณ  จนถึงหน้าประตูคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิว  ตลอดเส้นทางกว่าสิบลี้  เขากำด้ามดาบแน่น  แล้วคลาย  แล้วกำอีกครั้ง


อาจารย์เฝิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา  เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า  “อย่าทำสิ่งใดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ  วัยรุ่นเลือดร้อนบ้างก็ดี  โลกนี้มีเรื่องมากมายต้องอาศัยเลือดร้อนจึงสำเร็จ  แต่หากเจ้าทำแผนของข้าพัง  ข้าจะฆ่าเจ้าเป็นคนแรก”


เฉินจี้สูดลมหายใจยาว  คลายมือเงียบงัน


เมื่อมาถึงคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิว  เสื้อผ้าบนหลังจินจูถูกถูจนขาดวิ่น  ทิ้งรอยเลือดยาวเหยียดไว้บนถนนหลวง


กำแพงสูงสีเทาของคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิวประดุจป้อมปราการ  หลังทหารเกราะบนหอยามยืนยันตัวตนของทุกคนแล้ว  จึงโบกธงสัญญาณสีแดง  สั่งเปิดประตูใหญ่


ประตูใหญ่ทาสีแดงเปิดออกด้วยเสียงอี๊ดอ๊าด  ชายวัยกลางคนผอมเซียวผู้หนึ่งภายในประตูออกมารับ  เขานั่งยองข้างตัวจินจู  ตรวจดูใบหน้าและบาดแผล  แล้วจึงยิ้มคำนับอาจารย์เฝิง  “ยินดีด้วย  อาจารย์เฝิงสร้างความชอบใหญ่ได้อีกครั้ง  พรุ่งนี้จะมีหัวของสิบสองนักษัตรบูชาธง  นับเป็นลางมหามงคล”


อาจารย์เฝิงรับคำอย่างไม่ยึดพิธี  “ที่ปรึกษาหลิว  นี่เป็นความสำเร็จที่ข้ากับแม่ทัพเฉียนทำร่วมกัน  แม่ทัพเฉียนยังได้รับบาดเจ็บด้วย  มิอาจนับเป็นความสำเร็จของข้าผู้เดียว”


“โอ้?”  ที่ปรึกษาหลิวตกใจ  “แม่ทัพเฉียนได้รับบาดเจ็บหรือ?”


“ใช่  อยู่บนรถม้าข้างหลัง”


ที่ปรึกษาหลิวมือหนึ่งยกชายเสื้อ  มืออีกข้างถือโคมไฟ  เดินอ้อมไปข้างรถม้า  แหวกม่านประตู


เขาเข้าไปในรถ  ลูบบาดแผลใต้ซี่โครงของแม่ทัพเฉียน  ตรวจแล้วขยี้ปลายนิ้ว  แตะกลิ่นกับจมูก  ก่อนตวาดสั่งเหล่าทหารเกราะ  “รีบแบกแม่ทัพเฉียนเข้าไปรักษาบาดแผลเดี๋ยวนี้!”


พูดจบ  ที่ปรึกษาหลิวหันกายเอ่ยกับอาจารย์เฝิงว่า  “อาจารย์เฝิง  ท่านตามข้าไปศาลบรรพชน  พบเสนาบดีอาวุโส  ใต้เท้ายังรอท่านอยู่  อ้อ  จินจูก็แบกเข้าไปด้วย  ให้ใต้เท้าได้เห็นกับตา”


อาจารย์เฝิงยิ้มรับ  “ที่ปรึกษาหลิวว่าอย่างไรก็ตามนั้น”


คฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิวมืดมิด  มิแขวนโคมไฟบนชายคา


เฉินจี้กับคนอื่นๆ ใช้เปลแบกจินจู  ตามอาจารย์เฝิงเดินลึกผ่านตรอกยาวเหยียด  ใต้ชายคาสองฟากทางยังแขวนผ้าไว้ทุกข์สีขาว  ผ้าทอดยาวดุจม่าน  ลากยืดเข้าไปถึงส่วนลึกของคฤหาสน์


ศพหลิวหมิงเสี่ยนยังมิได้ฝัง  หีบศพยังตั้งอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่นี้


บ้านทั่วไปตั้งหีบเพียงสามวัน  บ้านใหญ่บางแห่งเจ็ดวัน  บางบ้านต้องรอข้าราชการต่างถิ่นกลับมาร่วมพิธี  จึงต้องตั้งหีบนานสิบกว่าวัน  หรือหลายเดือน


ทว่าที่ตระกูลหลิวรอไม่ใช่คนจะกลับบ้าน  หากแต่รอหัวศัตรู  และเลือดอุ่นๆ


เมื่อเดินผ่านศาลาตั้งศพของหลิวหมิงเสี่ยน  เฉินจี้เอี้ยวศีรษะเห็นหีบศพของหลิวหมิงเสี่ยนวางอยู่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในหอ


ข้างหีบศพ  ศพผู้หญิงร่างแล้วร่างเล่าที่สวมชุดไว้ทุกข์สีขาว  ถูกผ้าไหมสีขาวคล้องคอ  ห้อยบนคานหลังคาศาลาตั้งศพ


เมื่อลมภายนอกหอพัดมา  ศพผู้หญิงแต่ละร่างไกวแผ่วเบา  ประหนึ่งพวงกระดิ่งลมไร้เสียง  


เฉินจี้ขนลุกซู่  แม้ทหารเกราะที่ผ่านศึกนับร้อยครั้งข้างกายยังสะดุ้งอุทานเสียงเบา


ที่ปรึกษาหลิวที่นำทางข้างหน้าไม่หันกลับ  เอ่ยเนิบช้าอย่างสุขุมว่า  “สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นสนมของคุณชายรอง  หน้าศาลาตั้งศพร้องไห้ไม่ออก  จึงส่งพวกนางไปเป็นเพื่อนคุณชายรองบนถนนปรภพ  พวกท่านคงเพิ่งเคยเข้ามาสินะ?  อย่าได้ตกใจโวยวายไป”


ทหารเกราะคนนั้นรีบหันศีรษะกลับ  กล่าวอย่างตระหนกว่า  “กลับไปข้าจะขอรับโทษโบยตียี่สิบไม้”


ที่ปรึกษาหลิวยิ้มบาง  “ผู้ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพเฉียน  ช่างหัวไวจริงๆ”


ทีละเล็กละน้อย  เบื้องหน้าตรอกหินสีเขียวครามมีแสงอบอุ่นส่องลอดมา  เห็นภายในศาลบรรพชนที่มีประตูใหญ่สีแดงสดแปดบานเปิดกว้าง  บนหิ้งกลาง  ป้ายบรรพชนตระกูลหลิวเรียงรายสูงตระหง่านดุจป่าไม้  ที่สูงสุดคือต้นตระกูลหลิว  หลิวสวี่หนิง  เคยดำรงตำแหน่งสามขุนนางเอก  ไม่เคลื่อนย้ายร้อยชั่วคน


บนโต๊ะไม้จันทน์แดงใต้หิ้งกลาง  วางเครื่องเซ่นไหว้จานแล้วจานเล่า  ธูปเทียนยี่สิบกว่าแท่ง  กับตะเกียงนิรันดร์กว่าร้อยดวง  ส่องศาลบรรพชนให้สว่างไสวดุจกลางวัน


เสนาบดีอาวุโสหลิวคุกเข่านั่งบนเบาะหน้าโต๊ะ  ก้มหน้าสวดภาวนา  ประหนึ่งศรัทธาชนหน้าประทีปและพระพุทธเก่าแก่  เคร่งครัดยิ่งนัก


เมื่อมาถึงนอกประตูสามจั่ง  ที่ปรึกษาหลิวหันศีรษะสั่งอาจารย์เฝิงว่า  “อาจารย์เฝิงรอที่นี่สักครู่  ข้าจะเข้าไปแจ้งเสนาบดีอาวุโส”


พูดจบ  เขาก้าวเล็กก้าวน้อยเข้าไปในศาลบรรพชน  โน้มกายกระซิบข้างหูเสนาบดีอาวุโสหลิวเบาๆ  “เสนาบดีอาวุโส  อาจารย์เฝิงกลับมาแล้ว  พาจินจูที่กึ่งตายกึ่งเป็นมา  พร้อมทั้งแม่ทัพเฉียนที่บาดเจ็บสาหัส”


เสนาบดีอาวุโสหลิวมิยกเปลือกตา  “แน่ใจหรือว่าเป็นจินจูตัวจริง?”


ที่ปรึกษาหลิวเอ่ยเสียงแผ่ว  “แน่ใจขอรับ  มิได้สวมหน้ากากหนังมนุษย์  ถูกอาจารย์เฝิงล่ามโซ่เหล็ก  ลากกลับมาจากในเมืองอย่างทารุณ  ซี่โครงครึ่งซ้ายหักสิ้น  น่าจะถูกเตะบาดเจ็บ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวค่อยๆ ลืมตา  “ในที่สุดก็พามันกลับมาได้  พรุ่งนี้จะได้ฝังศพลูกข้าเสียที”


ที่ปรึกษาหลิวตอบรับสั้น  “เสนาบดีอาวุโสวางใจ  เพียงแต่จังหวะเวลาที่แม่ทัพเฉียนได้รับบาดเจ็บ  ยังชวนให้เคลือบแคลงอยู่  พรุ่งนี้เปิดศาลบรรพชนบูชาธง  ตระกูลหลิวมาชุมนุมกันครบ  ยังต้องมีผู้คุมทหารม้าเกราะพยัคฆ์คุ้มกันอย่างรัดกุม”


เสนาบดีอาวุโสหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่ง  ถามขึ้นทันใด  “อาจารย์เฝิงรักษาบาดแผลให้แม่ทัพเฉียนหรือไม่?”


ที่ปรึกษาหลิวตอบว่า  “รักษาแล้ว”


เสนาบดีอาวุโสหลิวถามอีก  “ยาที่ใช้มีปัญหาหรือไม่?”


ที่ปรึกษาหลิวตอบว่า  “ข้าดมดูแล้ว  อาจารย์เฝิงใช้ยาจากภูเขาเหล่าจวิน  ไม่มีปัญหา”


เสนาบดีหลิวค่อยๆ หลับตา  ไม่มีใครรู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด


ครั้นเนิ่นนาน  เขาจึงถอนใจยาว  “เชิญอาจารย์เฝิงเข้ามา”


ที่ปรึกษาหลิวออกไปรับอาจารย์เฝิง  แล้วตนเองก็ถอยกายออกจนพ้นธรณีประตู


อาจารย์เฝิงยืนเบื้องหลังเสนาบดีหลิว  ก้มคารวะ  “นายท่าน  ข้านำจินจูกลับมาให้ท่านแล้ว”


เสนาบดีหลิวค้ำหัวเข่าลุกขึ้นยืน  เงยหน้าจ้องป้ายศาลบรรพชน  มิได้ไยดีสิ่งที่อาจารย์เฝิงเอ่ย  “อาจารย์เฝิง  บรรพชนมอบตระกูลหลิวไว้ในมือข้า  คงไม่คาดคิดว่าตระกูลหลิวจะเสื่อมโทรมในมือข้า”


อาจารย์เฝิงยิ้มเอ่ย  “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร  กองพลเทวะแห่งราชวงศ์จิ่ง  อาศัยผิวน้ำแข็งข้ามแม่น้ำฉุนเหลยได้แล้ว  ค่ายทหารใหญ่ทั้งห้าในนครหลวง  บัดนี้ถึงสี่ค่ายยกพลสู่ด่านฉงหลี่  เราเพียงยกทัพตรงเข้า  พระที่นั่งเหรินโส่วหาได้ตระเตรียมรับมือไม่  การเข้าสู่นครเพื่อขจัดคนชั่วข้างกายฝ่าบาทครั้งนี้  หากชัยบังเกิด  จิ้งอ๋องได้ตำแหน่งมาไม่ชอบธรรม  รากฐานย่อมไม่มั่น  จะต้องพึ่งพาท่านกับเสนาบดีฉีเท่านั้น”


เสนาบดีหลิวถอนใจยาว  “สกุลผู้ดี  หากจะเรียกว่าสกุลผู้ดี  สิ่งที่แสวงหามิใช่ ‘ชัยชนะ’  หากแต่เป็น ‘ไม่แพ้’  ทว่าในยามนี้ตระกูลหลิว  ก้าวหนึ่งก็หลงทาง  ก้าวหนึ่งก็พลาดพลั้ง  ตกอยู่ในสภาพจำต้องกบฏ  ข้าลองทบทวนดู  กว่าสิบปีที่ผ่านมา  กลับไม่รู้ว่าควรโทษผู้ใด…จะโทษน้องสาวผู้โง่เขลาไร้ปัญญา  หรือจะโทษลูกชายผู้กล้าหาญจนเลยเถิดของข้า?”


“ข้าคิดมาทั้งคืนแล้ว”  เสนาบดีหลิวเหลียวมองป้ายบรรพชนบนหิ้งบูชา  แววตาพร่าเลือนคล้ายสับสนเล็กน้อย  “จิ้งอ๋องในทีแรก  เผยเจตนากบฏออกมา  บัดนี้กลับแสดงทีท่าลังเลไม่แน่ใจ  เป็นเพราะวัยล่วงจนใจอ่อน?  หรือว่านี่คือกับดักที่ถูกตระเตรียมอย่างพิถีพิถันเพื่อตระกูลหลิว  หากเป็นกับดักใหญ่หลวงจริง  ตระกูลหลิวก็อันตรายแล้ว”


อาจารย์เฝิงนิ่งคำนึงครู่หนึ่ง  “บางที  เขาอาจกริ่งเกรงคำประณามของนักประวัติศาสตร์ทั้งวาจาและลายลักษณ์  จึงหมายผลักบาปกบฏทั้งปวงให้ตระกูลหลิวรับแทน  เมื่อถึงครานั้น  บันทึกย่อมเขียนว่าเป็นตระกูลหลิวที่ยกเขาขึ้น  หาใช่เจตนาของตัวเขาเอง”


เสนาบดีหลิวถอนใจอีกครา  “ก็คิดได้เพียงเท่านี้แล้ว  อาจารย์เฝิง  เจ้ากับข้าเป็นนายบ่าวมาหลายปี  ตระกูลหลิวมิได้ทำเลวกับเจ้า  ทางเจ้าเองก็มอบแรงกายแรงใจรับใช้ตระกูลหลิวจนสุดกำลัง  สร้างผลงานอันใหญ่หลวง  บัดนี้แม่ทัพเฉียนบาดเจ็บสาหัส  แม่ทัพอื่นๆ ต่างบัญชาการกองทัพของตนไปแล้ว  ข้าจะมอบทหารม้าเกราะพยัคฆ์หกพันให้เจ้า  อย่าทำให้พวกเขาผิดหวังล่ะ”


นอกศาลบรรพชน  เฉินจี้เห็นอาจารย์เฝิงช้อนชายเสื้อด้วยสองมือ  คุกเข่ากราบไหว้อย่างสุดใจ  “ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำตระกูล  ข้าซาบซึ้งจนน้ำตาไหล  ท่านผู้นำตระกูลได้โปรดมอบแซ่หลิวแก่ข้าด้วย  นับแต่นี้ไป  ข้าเฝิงเหวินเจิ้งและลูกหลานตระกูลเฝิง  ขอเปลี่ยนเป็นแซ่หลิว  ชั่วลูกชั่วหลานจักลุยน้ำเหยียบไฟเพื่อตระกูลหลิวโดยมิลังเล”


เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครา  อาจารย์เฝิงก็หลั่งน้ำตาจนทั่วแล้ว


เสนาบดีหลิวรีบประคองอาจารย์เฝิงขึ้นทันที  เอ่ยด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง  “อาจารย์เฝิงเปี่ยมด้วยฝีมือ  จะมาเป็นคนรับใช้ตระกูลหลิวได้อย่างไร  ภายภาคหน้าเมื่อตีแผ่นดินได้  ด้วยฝีมือของอาจารย์เฝิง  ย่อมคู่ควรตำแหน่งแม่ทัพหรือเสนาบดี”


พูดจบ  เขาถอดตราพยัคฆ์จากแขนเสื้อ  ส่งวางไว้ในฝ่ามืออาจารย์เฝิง  “ไปรับมอบตำแหน่งที่ค่ายเกราะพยัคฆ์เถิด  นำทหารม้าเกราะพยัคฆ์มาจัดแนวป้องกัน  บัดนี้เช้ามืดแล้ว  อีกหนึ่งชั่วยามจะต้องตีกลองประกาศศึก  อย่าให้พลาดฤกษ์งามยามดีไป”


อาจารย์เฝิงกำตราพยัคฆ์ในมือแนบแน่น  กราบไหว้อีกครั้ง  “ขอบพระคุณผู้นำตระกูลที่ไว้วางใจ”


……


……


อาจารย์เฝิงรีบจากไปโดยฉับไว


เฉินจี้หามเปลจินจู  ยืนอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน  เฝ้ามองเงาหลังของเขา  


เฉินจี้มิรู้เลยว่า  สำนักพิธีการจะเอาอย่างไรต่อ  ส่วนจินจู  กลับกลายเป็นหมากที่ถูกทอดทิ้งโดยแท้จริงแล้ว


ค่ำคืนอันยาวนานนี้  ไม่รู้จะผ่านพ้นไปเมื่อใด


เสนาบดีหลิวก้าวมายังข้างเปล  เฝ้ามองจินจูอย่างเงียบงัน  “ปลุกเขาให้ตื่น”


ที่ปรึกษาหลิวช้อนขวดเล็กจากอก  โบกไปมาที่ใต้จมูกจินจู


จินจูสะดุ้งลืมตาขึ้นฉับพลัน  ตั้งท่าจะดิ้นรนขัดขืน  แต่เพียงที่ปรึกษาหลิวแตะแผ่วเบาตรงหว่างคิ้ว  เขาก็พลันขยับกายมิได้


เฉินจี้สะท้านในใจ  ที่ปรึกษาหลิวผู้หน้าตาสามัญ  กลับเป็นสิงกวนเร้นฝีมือ  หาใช่สามัญชน  


มิแปลกเลยที่ข้างกายเสนาบดีหลิวเหลือเพียงเขาผู้เดียว  รอบศาลบรรพชนแม้เงายามสักคนยังหาไม่เห็น


เสนาบดีหลิวจ้องหน้าจินจูด้วยความเห็นใจ  “ในเตาหลอมแห่งยุคสมัยอลหม่าน  เจ้ากับข้าล้วนทำตามหน้าที่  อย่าถือโทษโกรธกันเลย  หากจะโทษก็จงโทษสำนักพิธีการของเจ้า  ที่มิปล่อยให้ตระกูลหลิวของข้ามีทางรอด  ที่ปรึกษาหลิว  พามันไปให้ลูกชายหน้าดูหน้า  พอถึงหน้าโลงศพของเขา  จงสับจินจูเป็นชิ้นๆ แล้วตัดศีรษะทิ้ง  ให้ลูกข้าเห็นแล้วขึ้นสวรรค์อย่างสบายใจ”


คำกล่าวเช่นนี้  ราวกับผู้ตัดสินใจปลิดชีพหลิวหมิงเสี่ยนมิใช่ตัวเขาเอง  หากแต่เป็นความผิดของพวกขันทีทั้งสิ้น


ที่ปรึกษาหลิวเอ่ยอย่างลังเล  “นายท่าน  จะไม่รอถึงคราบูชาธงแล้วจึงตัดเศียรหรือ”


เสนาบดีหลิวโบกมืออย่างอ่อนล้า  “ไปเถิด  ลูกข้ารอมานานเกินไปแล้ว  พรุ่งนี้นำศีรษะมาวางก็พอ”


ที่ปรึกษาหลิวโบกมือสั่งเฉินจี้และผู้อื่น  “หามมันไป  ตามข้ามา”


หลายคนหามจินจูมาถึงหน้าศาลาตั้งศพหลิวหมิงเสี่ยน  ทหารเกราะต่างก้มหน้าลง  มิยอมเงยตามองศพสตรีที่แขวนอยู่เหนือกระหม่อม  กดกลั้นลมหายใจมิให้สูดกลิ่นอันโสโครกจากศาลาตั้งศพ


ทว่าที่ปรึกษาหลิวประหนึ่งมิได้แยแส  ชักดาบสั้นสีเงินจากแขนเสื้อ  ฮัมสำเนียงแผ่วเบาขณะตัดเส้นเอ็นมือเท้าของจินจู  แล้วค่อยๆ หั่นเลือดเนื้อออกทีละคมมีด


เฉินจี้เพ่งมองจินจูดิ้นรนจนดวงตาแทบปริ  รับทุกข์จากการถูกสับเป็นชิ้นๆ  


ท้ายที่สุดเขามิได้เอื้อนเอ่ย  มิได้กระทำสิ่งใด


ไม่รู้เนิ่นนานเท่าใด  ที่ปรึกษาหลิวพลันเอ่ยถาม  “สับไปกี่มีดแล้ว”


ทหารเกราะเหลียวหน้าสบตากัน  แต่ก็ไม่มีใครตอบได้


ที่ปรึกษาหลิวยิ้ม  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร  สามร้อยหกสิบคมมีดน่าจะพอแล้ว”


ชั่วพริบตาถัดมา  เขาชักดาบจากเอวเฉินจี้  ฟาดคมหนึ่งลงยังคอจินจู


ทว่าเมื่อคมหนึ่งตกสู่กายจินจู  เฉินจี้กลับเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย  ผุดพรายรอยยิ้มพิสดาร  


คมดาบนั้นตกลงไป  กลับไร้โลหิตกระเซ็น  ไร้เศียรหล่นพื้น


เห็นเพียงร่างจินจูทั้งร่าง  พลันกลายเป็นเหรียญทองแดงกับแท่งเงินนับไม่ถ้วน  กระจัดกระจายร่วงหล่นทั่วพื้น


ประหนึ่งว่าก่อนหน้านี้  ภายในอาภรณ์นี้  หาใช่จินจูนอนอยู่  หากแต่เป็นหุ่นเชิดอัดแน่นด้วยเงินทอง!


ที่ปรึกษาหลิวตะลึงงันเป็นครั้งแรก  ก่อนก่นด่าอย่างโกรธเกรี้ยว  “ที่แท้ก็เป็นเคล็ดวิชาสิงกวน!  อุบายเจ็บตัวให้ตายใจ!  คนแซ่เฝิงมีปัญหา!  เร็ว  เร็ว  เร็ว!  รีบตามคนแซ่เฝิงไป!”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0427
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง