ตอนที่ 0175 ยาลูกกลอนกำเนิดปีก



คฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิว  ณ  มุมอันไร้ผู้ใส่ใจ


องครักษ์เสื้อดำกว่าสิบนาย  ยกคบเพลิงด้วยมือซ้าย  มือขวาวางบนดาบเอว  ก้าวเร็วๆ ฝ่าตรอกแคบคดเคี้ยวอันมืดมิด


แต่ไกลๆ มีเสียงอึกทึกโห่ฆ่าฟัน  คฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิวทยอยพังทีละหลัง  ชีวิตสิ้นทีละราย


องครักษ์เสื้อดำไม่ทราบสาเหตุ  และไม่มีเวลาเหลียวแล


พวกเขามาถึงหน้าประตูคฤหาสน์แห่งหนึ่ง  องครักษ์เสื้อดำสองนายชักดาบขวาง  “มาที่นี่ทำไม”


องครักษ์เสื้อดำที่ถือคบเพลิงไม่ชะงักก้าว  คนนำชูป้ายเอวขึ้น  “รับสั่งตรงจากใต้เท้า  ให้สังหารจิ้งอ๋องและญาติพี่น้อง  ถอยไป!”


องครักษ์เสื้อดำพรวดพราดเข้าสู่ลานบ้าน  เห็นเพียงลานเล็กว่างเปล่าไร้เงาคน  ประตูปีกตะวันออกตะวันตกเปิดกว้าง  มีแต่ประตูห้องหลักด้านเหนือปิดสนิท


องครักษ์เสื้อดำนายหนึ่งก้าวไปยกเท้าถีบประตู  ทว่าถูกคนด้านในค้ำด้วยของหนักไว้แล้ว


จิ้งอ๋องดูเหมือนจะรู้ว่า  ตระกูลหลิวจะขุ่นเคืองโกรธแค้น  จึงเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า


องครักษ์เสื้อดำชักดาบเอว  ตะโกนด้วยโทสะ  “ฟันประตูให้แหลก!”


เสียงดาบฟาดฉับ  ประตูไม้ปิดกระดาษขาวถูกแหวกเป็นรอยใหญ่  องครักษ์เสื้อดำชำเลืองผ่านช่อง  เห็นภายในห้องมีจิ้งอ๋อง  โอรสอ๋อง  และธิดาอ๋อง  ต่างกำเก้าอี้คนละตัว


“เปล่าประโยชน์!”


องครักษ์เสื้อดำเตรียมจะฟาดดาบครั้งที่สอง  พลันได้ยินเสียงกระเบื้องแตกจากข้างกาย  จึงหันขวับทันใด  “ใคร?!”


เขาเห็นนักรบสวมหน้ากากผู้หนึ่ง  ถือดาบยาววิ่งจากหลังคาอาคารไกลๆ พรวดเข้ามา  จิตฆ่าฟันลอยฟุ้ง  ทุกย่างก้าว  กระเบื้องแตกเป็นชิ้นๆ  ทีละชุ่น


ชั่วขณะต่อมา  แสงตะวันจากขอบฟ้าทะลวงชั้นเมฆมืดเข้ามาแล้ว  แถบสีขาวเสียดฟ้าเฉือนนภาฉับ  นักรบคนดังกล่าวมาถึงหลังคาปีกตะวันออก  แล้วกระโจนลง!


องครักษ์เสื้อดำนายหนึ่งรีบยกดาบขวาง  แต่ดาบที่ฟาดจากฟ้า  แรงดุจกำลังพันชั่ง  ตัดดาบไปก่อน  แล้วจึงตัดศีรษะองครักษ์เสื้อดำ


องครักษ์ที่เหลือสบตากัน  คนนำเอ่ยเสียงเครียด  “เป็นสิงกวน!  พวกเจ้าสกัดเขาไว้  ข้าจะไปฆ่าจิ้งอ๋อง  จิ้งอ๋องต้องไม่มีชีวิตรอด!”


เอ่ยจบ  เขาฟันประตูไม้อีก  องครักษ์เสื้อดำกว่าสิบนาย  พร้อมกันโบกดาบสกัดนักรบ


แต่นักรบผู้นี้มิได้เหลียวแล  ยังคงพุ่งตรงสู่หน้าประตูห้องหลัก  ครั้นถึงกำแพงดาบกลับบิดกายเฉียง  ใช้เกราะรับคมอย่างแข็งกร้าว


คมดาบสี่เล่มเฉือนแผ่นเกราะเหล็ก  หลั่งประกายไฟพุ่งเป็นแพรสว่าง  ทุกคมล้วนถูกเกราะกั้น  มิอาจทะลุถึงกายใต้เกราะหนัก


ชั่วพริบตา  เขาใช้ไหล่กระแทกกำแพงดาบกระเด็น  พรวดไปอยู่หลังองครักษ์เสื้อดำที่กำลังฟันประตู  แล้วแทงดาบใส่!


เสียงกะซวกดังแสบหู  วูบเดียวร่างองครักษ์ก็แข็งทื่อ  คอเงยผงกสูง


คมดาบแทงจากเอวด้านหลัง  ทะลุออกด้านในประตูไม้  ทำให้ไป๋หลี่กับโอรสอ๋องในห้องถึงกับสะดุ้งโหยงทั้งคู่


นักรบนิรนามหันขวับ  จ้ององครักษ์เสื้อดำดุจหมาป่า  หน้ากากสยดสยอง  ค่อยๆ  ดึงคมดาบออกทีละชุ่น  แล้วสะบัดเลือดจนละอองแดงฟุ้ง


องครักษ์เสื้อดำสีหน้าเคร่งขรึม  พร้อมใจกันขยับล้อมเข้าโจมตี


ภายในห้อง  ไป๋หลี่และโอรสอ๋องพากันมองจิ้งอ๋อง  “ท่านพ่อ  เป็นคนของกองทหารพันปีหรือ?”


จิ้งอ๋องส่ายศีรษะ  “กองทหารพันปียังฝ่ามาถึงที่นี่ไม่ได้  พ่อจัดแจงกองหนุนไว้แล้วก็จริง  แต่คนผู้นี้  มิใช่คนของพ่อ”


สามคนต่างขมวดใจสงสัย  ในคฤหาสน์ลึกตระกูลหลิวนี้  ผู้ใดกันที่ยื่นมือช่วยพวกตนกะทันหัน


ไป๋หลี่เอ่ยขึ้นฉับไว  “เฉินจี้”


โอรสอ๋องลังเลครู่หนึ่ง  “เฉินจี้จะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?  คงไม่ใช่เขา”


ไป๋หลี่ก็ลังเล  เธอชำเลืองผ่านช่องแยกประตูออกไป  เห็นนักรบนิรนามท่ามกลางวงล้อมองครักษ์เสื้อดำกว่าสิบ  ค่อยๆ ตั้งรับไม่ว่างเว้น


นักรบยืนเฝ้าหน้าประตู  ไม่ยอมให้องครักษ์เสื้อดำแม้แต่รายเดียวฝ่าเข้ามา


โอรสอ๋องเอ่ยอย่างลังเล  “ท่านพ่อ  เราจะออกไปช่วยเขาไหม?”


จิ้งอ๋องนิ่งคิดครู่หนึ่ง  “หยุนซี  ดึงโต๊ะออก  ไปกับพ่อ  เก็บดาบที่หล่นสักเล่มแล้วช่วยเขา”


ทว่าขณะพ่อลูกกำลังดึงโต๊ะที่ขวางประตู  เสียงทุ้มใต้หน้ากากก็ดังจากนอกบานประตู  “อย่าออกมา”


ไป๋หลี่อุทานสะดุ้ง  “เป็นเฉินจี้จริงๆ!”


โอรสอ๋องเหลียวมามอง  “แค่นี้ก็ฟังออกเลยหรือ?”


ขณะนั้น  เฉินจี้หอบหนักอยู่ใต้หน้ากาก  เกราะบนตัวมีรอยดาบเพิ่มกว่าสิบ  หากไร้เกราะหนัก  เกรงว่าคงบาดเจ็บทั้งกายไปแล้ว


ท่ามกลางฝูงชน  องครักษ์เสื้อดำนายหนึ่งจ้องเย็นชา  โฉบฟาดดาบฉับพลัน!


คมดาบนี้เร็วยิ่ง  เฉินจี้ฝืนชะงักแล้วผละถอย  คม ดาบเฉือนผ่านหน้าไป  ฟาดพู่ขาวบนหมวกกับหน้ากากใต้หมวกจนปริแตก


เสียงกุบกับดังสองครั้ง  หน้ากากถูกผ่าเป็นสองท่อนหล่นกระทบพื้น  เผยใบหน้าเฉินจี้


พู่ขาวร่วงแตะพื้นแผ่วเบา  เพียงลมพัดก็แตกกระจาย


องครักษ์เสื้อดำล้อมเฉินจี้เป็นรูปพัดกลางลาน  คนหนึ่งเอ่ยเย็นชา  “เจ้าหมดแรงแล้ว  บัดนี้หากทิ้งดาบ  พวกเราจะถือว่าเจ้าไม่เคยมา”


เฉินจี้ยกดาบ  “หมดแรงแล้วค่อยว่ากัน”


ด้านหลังกลับมีเสียงลากโต๊ะดังแว่ว  จิ้งอ๋อง  โอรสอ๋อง  ไป๋หลี่  ดึงประตูห้องพรวดออกมา  ถือเก้าอี้มายืนข้างกายเขาคนละตัว


“พวกท่าน...”


เฉินจี้ยังไม่ทันพูดจบ  ก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่โฉบจากหลังคาดุจสายฟ้าฟาด  ประทับฝ่ามือใส่อกองครักษ์เสื้อดำทุกนายถ้วนหน้า


โลกชะงักไปชั่วแล่น  แล้วเสียงกระดูกแตกกรอบแกรบก็ตามมา 


องครักษ์เสื้อดำเจ็ดนายถูกดีดกระแทกกำแพง  ก่อนร่วงลงพื้น  แน่นิ่งไร้ลมหายใจ 


“เฝิงต้าป้าน!” ไป๋หลี่อุทาน 


เฉินจี้พ่นลมขุ่นยาว  ค้ำดาบยันกาย  เฝิงต้าป้านหันกลับคารวะ  “ขอท่านอ๋องโปรดอภัย  ผู้น้อยมาช้าไป”


เฉินจี้ขมวดคิ้ว  หากทั้งหมดนี้เป็นแผนของจิ้งอ๋องจริง  เหตุใดเฝิงต้าป้านจึงช้าไปหนึ่งก้าว?  หากไม่ใช่ตนปรากฏตัว  เกรงว่าเฝิงต้าป้านคงทำได้แค่มาเก็บศพจิ้งอ๋อง


เขาเหลือบมองเฝิงต้าป้านครู่หนึ่ง  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือมีเหตุให้เนิ่นช้าจริง


ไป๋หลี่จับเกราะแขนเฉินจี้หมุนไปมา  “บาดเจ็บหรือเปล่า?”


เฉินจี้ยิ้มบาง  “โชคดีที่เฝิงต้าป้านมาทัน  ไม่ได้บาดเจ็บ”


โอรสอ๋องกับไป๋หลี่ผ่อนลมหายใจ  “เจ้าจะปะปนในหมู่นักรบตระกูลหลิวได้อย่างไร?”


เฉินจี้เอ่ยสั้นๆ  “บังเอิญโอกาสเป็นใจ”


จิ้งอ๋องเหลียวไปทางเฝิงต้าป้าน  “สถานการณ์เป็นอย่างไร?”


เฝิงต้าป้านเหลือบมองเฉินจี้คราหนึ่ง  แล้วกราบทูลเสียงแผ่ว  “กรมสืบลับส่งนักษัตรมาถึงหก  องครักษ์เจี่ยฝานกับกองทหารพันปีตีฝ่าเข้าคฤหาสน์ใหญ่ตระกูลหลิวแล้ว  กองทหารเกราะช้างมาช้า  ทหารม้าเกราะพยัคฆ์ถูกอาจารย์เฝิงล่อสู่กับดักกองทหารหมื่นปีทางเหนือ  ใต้เท้าไป๋หลงคำนวณไม่มีที่ติ  ขอท่านอ๋องวางพระทัย”


จิ้งอ๋องหาแช่มชื่นไม่  เพียงถอนใจยาว


เฝิงต้าป้านทูล  “ท่านอ๋องจะพักที่นี่ครู่หนึ่งหรือไม่?”


จิ้งอ๋องส่ายหน้า  “ไม่พัก  ไปส่งเสนาบดีอาวุโสเป็นครั้งสุดท้าย  เขาคงรอข้าอยู่”


……


……


หน้าศาลบรรพชน  ทางเลือดยาวเหยียดจนพ้นประตูคฤหาสน์ใหญ่  ดุจพรมแดงบิดเบี้ยว  ทอด้วยเลือดเนื้อ


ที่ปรึกษาหลิวขาดแขนข้างหนึ่ง  หอบหนักพิงนั่งอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน


ไป๋หลงก้าวย่างผ่าน  รองเท้ายาวสีขาวย้อมแดง  เสื้อขาวสะอาดก็เปื้อนคราบเลือดทั่ว


เขามาถึงหน้าประตูศาลบรรพชน  มิได้ชายตาให้ที่ปรึกษาหลิวแม้สักนัด  เพียงมองหลังเสนาบดีอาวุโสหลิวที่กำลังเช็ดป้ายบรรพชนแผ่นแล้วแผ่นเล่า


เสนาบดีอาวุโสหลิววางป้ายตำแหน่งบิดาตนกลับสู่แท่นหลักกลาง  แล้วหยิบป้ายคู่หนึ่งลงมา  ใช้ชายแขนเสื้อกวาดฝุ่น


เสียงฆ่าฟันและคร่ำครวญด้านหลัง  เสมือนไม่ข้องเกี่ยวกับเขาแล้ว


ไป๋หลงเอ่ยแผ่วเบา  “เสนาบดีอาวุโส  การล่มสลายของตระกูลหลิวมิใช่ความผิดเจ้า  อย่าตำหนิตนเองเลย”


เสนาบดีอาวุโสหลิวเช็ดป้ายพลางยิ้ม  “ผู้ชนะเป็นราชา  ผู้แพ้เป็นโจร  ย่อมไร้สิ่งต้องโทษตนเอง  สามสิบเอ็ดปีก่อน  ตระกูลหลิวของข้าที่ดินทอดขวางสามแคว้น  จนสิบปีก่อน  กลับหดเหลือเพียงแคว้นยู่  ดิ้นรนอยู่รอด  ข้ารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ย่อมมาถึง  เพียงมิคิดว่าจะอัปยศจนขายหน้าเพียงนี้  ใต้เท้าเสนาบดีพิษช่างใจเหี้ยม  ตระกูลหลิวจะสิ้นทั้งที  ยังไม่ยอมให้จากไปอย่างมีสง่าราศี”


ไป๋หลงคิดครู่หนึ่ง  “หลายปีมานี้  พวกราชวงศ์จิ่งลับหอกเลี้ยงม้า  ทรัพย์สมบัติตระกูลหลิวยังมีค่ามหาศาล  จะปล่อยสูญเปล่ามิได้  อีกประเดี๋ยวข้าอาจต้องขอยืมศีรษะของเจ้ากับตระกูลหลิว  ไปชักชวนให้ค่ายเกราะพยัคฆ์กับกองทัพแคว้นยู่ยอมจำนน”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหัวเราะแผ่ว  “เจ้าจะชักชวนให้กองทัพตระกูลหลิวของข้ายอมจำนน  ไม่กลัวฝังรากปัญหาไว้หรือ?”


หน้ากากลายมังกรของไป๋หลงไร้อารมณ์  มองไม่ออกว่าดีหรือร้าย  “นั่นเป็นเรื่องของใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายใน  ไม่เกี่ยวกับข้าผู้เป็นทหารหน้าแถว”


เสนาบดีอาวุโสหลิววางป้ายในมือกลับสู่แท่นหลัก  กวาดตามองรอบศาลบรรพชน  “น่าเสียดาย”


ขณะนั้น  เสียงของจินจูดังขึ้นจากนอกประตู  “ท่านอ๋อง”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหันหน้ามอง  เห็นเพียงองครักษ์เจี่ยฝานถอยเปิดทางให้  จิ้งอ๋องก้าวเข้าสู่ศาลบรรพชนตระกูลหลิว


เขามองจิ้งอ๋องเงียบงันเนิ่นนาน  “พ่อตากับลูกเขย  มาหย่อนหมากกันอีกสักคราเถิด”


“ดี”


“ที่ปรึกษาหลิว  ไปนำหมากมาชุดหนึ่ง”  เสนาบดีอาวุโสหลิวสั่ง


ที่ปรึกษาหลิวผู้ขาดแขนข้างหนึ่ง  ฝืนค้ำกายลุก  เดินโขยกเขยกฝ่าฝูงชน  ถือกระดานหมากจากห้องด้านข้างกลับมา


ภายในศาลบรรพชนไม่มีโต๊ะที่เหมาะ  เขาจึงวางกระดานหมากบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง  โลหิตจากแขนหยดลงบนกระดานหมาก  เขาใช้มือข้างที่ดีเช็ด  กลับยิ่งเปื้อนกระจาย


ที่ปรึกษาหลิวเอ่ยอย่างลำบากใจ  “ใต้เท้า  ข้า...”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหัวเราะเสียงอ่อน  “ไม่เป็นไร  ไปนั่งพักข้างๆ  เถิด”


ที่ปรึกษาหลิวรับคำในลำคอ  ถอยไปทางประตู  พิงธรณีประตูแล้วนั่งลง


จิ้งอ๋องหยิบเม็ดหมากวางลงบนกระดานที่เปื้อนเลือด  เอ่ยแผ่วเบาอย่างอาลัย  “มิคิดว่าหมากตาสุดท้ายของข้ากับพ่อตา  จะต้องหย่อนกันในสภาพเช่นนี้”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหัวเราะด่าพลางวางเม็ดหมาก  “อย่าทำเป็นสงสารเลย  หากไม่มีเจ้า  ตระกูลหลิวของข้าคงไม่มีสภาพเช่นนี้”


จิ้งอ๋องจ้องกระดาน  ไม่ยกศีรษะ  แต่เอ่ยถาม  “พ่อตา  อาอี้ถูกตระกูลหลิวสังหารใช่หรือไม่”


เสนาบดีอาวุโสหลิวสะดุ้ง  “ใช่  ครั้นอาอี้แต่งกับเจ้า  ไทเฮาต้องการให้นางยุยงให้เจ้ากับฝ่าบาทแตกร้าว  คาดไม่ถึงว่า  นางกลับจงรักภักดีต่อเจ้าสุดหัวใจ  มิยอมแทรกแซงเรื่องเหล่านี้เลย...ที่แท้เจ้าก็เริ่มเกลียดชังตระกูลหลิวตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว”


จิ้งอ๋องเอ่ยเรียบสงบ  “เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน  ไทเฮาถึงกับทำให้หยุนซีไร้มารดา...หมายความว่า  ภายหลังตระกูลหลิวจัดแจงให้อาจิ้งแต่งงานกับข้า  ก็ยังซ่อนไว้ซึ่งเจตนาจะยุยงให้ข้ากับฝ่าบาทแตกร้าวด้วยหรือ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวเอ่ยเนิบช้า  “มิใช่  อาจิ้งอยากแต่งกับเจ้าเอง  นางวิงวอนข้าเจ็ดวันเจ็ดคืน  ข้าจึงยอม”


จิ้งอ๋องหยิบเม็ดหมากค้างไว้ยังไม่วาง  “ในครั้งนั้น  ท่านก็มิยอมหรือ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหัวเราะ  “ข้าพรั่นใจว่า  น้องสาวอันชั่วร้ายของข้าจะฆ่านางไปอีกคน  ท่านอ๋อง  อย่าบอกนะว่า  เพียงเพราะอาอี้คนเดียว  ท่านถึงกับทำให้ตระกูลหลิวของข้าดิ่งสู่นรก?”


จิ้งอ๋องเงียบงันเนิ่นนาน  เลี่ยงไม่ตอบ  “หลายปีมานี้  เงินภาษีของราชสำนักข้า  สามส่วนเข้าคลัง  เจ็ดส่วนไหลสู่ตระกูลขุนนาง  หากมิระงับโรคเรื้อรังนี้  สมบัติแผ่นดินย่อมสิ้นลมหายใจ  เสนาบดีอาวุโส  จงวางมือเสีย  ข้ายังมีภารกิจสำคัญกว่าที่ต้องทำ”


เสนาบดีอาวุโสหลิวยิ้ม  “คิดว่าข้าจะรอให้ความตายมาเยือนนิ่งๆ หรือ”


จิ้งอ๋องเงยหน้ามองเสนาบดีอาวุโส  “ข้ารู้ว่าเสนาบดีอาวุโสเฝ้าศาลบรรพชนแห่งนี้  เพราะใต้ศาลบรรพชนฝังอาวุธไฟไว้มากพอ  ตั้งใจจะตายอย่างโอฬาร  หากลากข้ากับพวกขันทีไปพร้อมกันได้  ย่อมดียิ่งนัก”


เสนาบดีอาวุโสหลิวยกคิ้ว  “รู้อยู่แล้ว  ยังกล้ามาอีกหรือ”


จิ้งอ๋องกล่าวอย่างจริงใจ  “คนตระกูลหลิวกว่าร้อยชีวิตที่จับสลากได้ลายมงคล  ต้องการล่องเรือจากท่าเยี่ยนหลิงลงใต้  ข้าปล่อยพวกเขาไปแล้ว  เสนาบดีอาวุโสก็ควรจะปล่อยพวกเขาไป”


เสนาบดีอาวุโสหลิวก้มหน้าลง  จู่ๆ  หัวเราะขึ้นมา  ยิ่งหัวเราะก็ยิ่งดัง  “ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง  ใช้อุบายกับตาเฒ่าอย่างข้าจนได้”


เสนาบดีอาวุโสหลิวทอดสายตามองนอกศาลบรรพชน  เห็นเพียงหัวคนนับไม่ถ้วนเบียดเสียดเป็นคลื่น  รอให้พวกเขาหย่อนหมากให้จบสิ้น


เขารู้สึกอาลัยอยู่ชั่วครู่  “ท่านอ๋อง  ข้าคิดว่าคนอื่นอาจจะแทงข้างหลังตระกูลหลิว  แต่มิคาดว่าจะเป็นท่าน  รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”


จิ้งอ๋องเอ่ยสั้นๆ  “ไม่รู้”


เสนาบดีอาวุโสหลิวยิ้มบาง  “เพราะข้าเห็นว่าท่านเฉลียวฉลาด  เข้าใจเหตุผลที่ว่า  ริมฝีปากสูญสิ้นแล้ว  ฟันย่อมหนาวเหน็บ  พระองค์ในพระที่นั่งเหรินโส่วเป็นคนเช่นไร  ท่านรู้ชัดกว่าข้า  ตระกูลหลิวสูญสิ้นแล้ว  คนต่อไปก็คือท่าน  ลองมองคนนอกประตูเหล่านั้นสิ  พวกเขามิได้กรูเข้ามาหาข้าหรอก  เป็นท่านต่างหาก”


จิ้งอ๋องไม่เปลี่ยนสีหน้า  “ข้ากับฝ่าบาทสนิทสนมดุจพี่น้อง”


เสนาบดีอาวุโสหลิวหัวเราะกึกก้อง  ราวกับได้ยินเรื่องตลกใหญ่หลวง  “จักรพรรดิต้องการพี่น้องหรือ?  ช่างเถิดๆ  หย่อนหมากกับคนหมากห่วย  มีอันใดน่าชม”


กล่าวจบ  เขาปัดเม็ดหมากให้กระเด็นจากกระดาน  ลุกก้าวไปยังประตู


เสนาบดีอาวุโสหลิวย่อกาย  ดึงผ้าไว้อาลัยบนธรณีประตูลงมา  กำผ้านั้นไว้  แล้วหันกลับไปเหยียบกระดานหมากที่เปื้อนเลือด  


เขายืนเด่นอยู่บนที่สูง  สาดผ้าไว้อาลัยสีขาวพาดข้ามคานบ้าน  แล้วผูกเป็นปมตาย


หลังจากนั้น  เขาก้มหน้ามองจิ้งอ๋อง  ยิ้มเอ่ย  “ท่านอ๋อง  จงอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไป  ดูว่าข้าพูดถูกหรือผิด  ข้าจะรอท่านบนถนนปรภพ  คงไม่นานนักหรอก”


สิ้นคำ  เสนาบดีอาวุโสหลิวสวมผ้าไว้อาลัยคล้องคอ  ใช้เท้าข้างหนึ่งเตะกระดานหมากกับเก้าอี้จนล้มคว่ำ


ที่ปรึกษาหลิวซึ่งอยู่ข้างธรณีประตู  ลุกค้ำพื้นด้วยมือเดียว  มิกล่าวคำใด  ก้มกราบเสนาบดีอาวุโสหลิวสามครั้งเสียงดังสนั่น  แล้วฟาดฝ่ามือใส่หน้าผากตนเอง  ทุบกะโหลกศีรษะแตกทะลุ


จิ้งอ๋องนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้  เพ่งดูกระดานหมากกับเม็ดหมากที่กระจัดกระจายเต็มพื้น  มิรู้ว่ากำลังขบคิดสิ่งใดอยู่  คล้ายทุกอย่างจบสิ้นแล้ว  แต่ก็เหมือนเพิ่งเริ่มต้น


ทว่าในขณะนั้น  เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้น  “ท่านพ่อ!”


จิ้งอ๋องเหลือบมอง  บนทางเลือดนอกประตู  จิ้งเฟยวิ่งเข้ามาอย่างโซเซ


นางฝ่าฝูงชนเข้าไป  กอดขาเสนาบดีอาวุโสหลิวไว้  พยายามจะปลดบิดาลงจากคานบ้าน  ทว่านางแรงน้อยเกินไป  ไม่ยกร่างบิดาขึ้นได้


จิ้งเฟยร่ำไห้จนตาแดง  นางทรุดนั่งลงบนพื้น  หันกลับมองจิ้งอ๋อง  เอ่ยอย่างโศกเศร้า  “ท่านอ๋อง  ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ  ต้องทำถึงเพียงนี้เชียวหรือ!!”


จิ้งอ๋องกล่าวเสียงต่ำ  “ตระกูลหลิวบาปหนา  ก่อกรรมทำเข็ญนับไม่ถ้วน  เจ้าหันไปมองเหล่าสตรีที่ถูกพรากชีวิตตามพี่ชายของเจ้าสิ  พวกนางมีความผิดอันใด  ประชาชนในแคว้นยู่ที่ถูกตระกูลหลิวแย่งที่ดินไป  มีความผิดอันใด”


จิ้งเฟยร้องไห้จนพูดไม่ออก  “แต่ข้าทำผิดอันใดบ้าง  พวกเขาให้ข้าหลอกลวงท่านขโมยอาวุธไฟ  ข้าไม่ยอม  พวกเขาก็ฆ่าทารกในครรภ์ข้า  ข้าหลงใหลในตัวท่าน  ปรารถนาจะเคียงคู่ท่านไปตลอดเฉกเช่นพี่สาว  แต่ท่านกลับใช้ปากของข้ายุยงให้ตระกูลหลิวกบฏ  ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องของบุรุษ  ข้าเพียงอยากมีลูก  เลี้ยงสามี  สอนลูก  ข้ามีความผิดอันใด”  จิ้งอ๋องเงียบนิ่งไม่กล่าว  กลับเป็นจินจูนอกประตูเอ่ยขึ้นฉับพลัน  “นายหญิงจิ้งเฟย  หลายปีมานี้  สาวใช้ที่ท่านตีจนตาย  หากไม่ถึงร้อยก็แปดสิบคนแล้ว”


จิ้งเฟยจ้องด้วยโทสะ  “พวกขันทีมีสิทธิ์ตีตราบาปให้ข้าด้วยหรือ?  พวกเจ้าฆ่าคนน้อยนักหรือ  โลกนี้น่ะ  หากหัวใจมิโหดร้าย  จะมีสักกี่คนที่อยู่รอด!  หยุนเฟยผู้นั้น  วันๆ  คิดแต่แทงหลังข้า  ข้าระแวงนางมายี่สิบปีแล้ว!”


จินจูหดคอ  มิกล่าวอันใดอีก


จิ้งเฟยปล่อยปลายเสื้อของจิ้งอ๋อง  โซเซเดินไปทางประตู  “ท่านอ๋อง  ปีที่ข้าอายุสิบห้า  ข้าเห็นท่านปราบกบฏมีชัยกลับมาถึงนอกประตูเมืองหลัว  วันนั้นท่านขี่ม้าสวมเกราะเจิดจ้า  พู่แดงบนศีรษะสะบัดไสว  งดงามกล้าหาญยิ่งนัก  ม้าของข้าตกใจกองทหารพันปี  ท่านก็กระโดดลงจากหลังม้ามาจูงบังเหียนให้ข้า  แล้วเอ่ยว่า ‘อย่ากลัว’  ภาพนั้น  ข้าฝันถึงทั้งกลางวันทั้งกลางคืน  ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน”


“หลังพี่สาวล่วงลับ  ข้าวิงวอนบิดาให้ส่งข้าเข้าสู่จวนอ๋อง  จะเป็นเพียงเฟยรองก็ช่าง  ข้าเพ้อคิดว่าท่านจะปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงพี่สาว  มิคาดว่าหลังพิธีอภิเษก  แม้แต่ปลายตาท่านก็ยังไม่เหลียวมอง  ปล่อยให้อสุรกายหยุนเฟยทรมานและข่มเหง  แรกเริ่มข้ามิเข้าใจ  ภายหลังจึงรู้ว่า  ท่านนำความเกลียดชังที่มีต่อตระกูลหลิว  มาระบายลงกับข้า...”


“หากมีชาติหน้า  หวังว่าจะมิได้พบท่านอีก”


นางช้อนกล่องไม้ใบหนึ่งออกจากแขนเสื้อ  แล้วขว้างลงพื้นนอกประตู  “ท่านอ๋อง  ยาลูกกลอนกำเนิดปีกข้าขอมาให้ท่านแล้ว  หลังจากนี้ก็รักษาพระวรกายด้วย”


กล่าวจบ  จิ้งเฟยพลันโขกศีรษะเข้ากับเสาศาลบรรพชน  ล้มลงอย่างโซเซ


กล่องไม้นอกประตูกระแทกพื้นแตกเป็นสองท่อน  ยาลูกกลอนสีขาวกลมกลึงเม็ดหนึ่งกลิ้งออกมา  เปื้อนโลหิตแดงฉาน


(จบตอน)  



______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0436
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง