ตอนที่ 0180 เหล้า



“อากาศแห้ง  ระวังฟื้นไฟ...พ่อหนุ่ม  กลับบ้านไปพักเถิด  อย่าให้ครอบครัวเป็นห่วง”


“ขอรับ  ขอบคุณท่านผู้เฒ่า”


ยามหนึ่ง  คนตีระฆังชราถือโคมกระดาษขาว  เดินสวนกับเฉินจี้ต่อหน้า


เฉินจี้อุ้มอูหยุนที่หลับแนบแขนซ้าย  มือขวาหิ้วไหเหล้า  เดินผ่านถนนอันซี  แล้วผลักประตูไม้โรงยาไท่ผิงแง้มเป็นช่อง


เขาชะงักชั่วใจเดียว  แสงโคมสีส้มเหลืองจากในห้องลอดผ่านช่องประตู  คล้ายไออุ่นน้อยนิดอันหายากในฤดูหนาวนี้


หลังโต๊ะบัญชี  เฒ่าเหยารัวลูกคิดจดบัญชี  กาดำที่หายหน้าไปนานก็กลับมาโรงยา  เกาะอยู่บนบ่าของเขา


เฒ่าเหยาเหลือบตามองเฉินจี้  เอ่ยเฉยชา  “วันนี้ไยไม่ตะโกนว่า  ‘กลับมาแล้ว’  ?”


เฉินจี้ยิ้มย่างเข้าประตู  “ลุงกาดำ  ไม่ได้พบกันเสียนาน”


กาดำยกปีกทีหนึ่ง  นับว่าทักทายแล้ว


เฒ่าเหยาชำเลืองไหเหล้าในมือเฉินจี้  แววตาคลุมเครือ  “พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องไปหาบน้ำแล้ว”


เฉินจี้วางไหเหล้าบนโต๊ะบัญชี  ขมวดคิ้วถาม  “ทำไม?”


เฒ่าเหยาพูดเนิบ  “ต่อไปนี้จำไว้  ฆ่าคนแล้ว  อย่าเหยียบวัดเฉิงหวง  อย่าก้มมองบ่อน้ำ  ฮวงจุ้ยอัปมงคล”


เฉินจี้ชะงักเล็กน้อย  แม้ไม่เข้าใจนักก็รับคำ  “ได้”


เฒ่าเหยาถาม  “เสียใจหรือไม่?”


เฉินจี้นิ่งคิดครู่หนึ่ง  “ไม่เสียใจ”


ที่แท้เฒ่าเหยายังไม่นอน  เขารู้ว่าเฉินจี้ผ่านอะไรมาในคืนนี้  จึงรออยู่


ความรู้สึกคล้ายวันแรกที่ก้าวเข้าสู่โรงยาไท่ผิง  เพียงเหยียบธรณี  ทุกสิ่งนอกประตูก็วางลงได้ชั่วคราว


หมอหลวงชราผู้ปากร้ายรายนี้  เลือดอาจเย็นเฉียบ  แต่ใจกลับอบอุ่น


เฒ่าเหยาแกะดินปิดผนึกไหเหล้า  สูดกลิ่นแล้วขมวดคิ้ว  “มีเรื่องหนักอกเพียงใดจึงซื้อเหล้าแรงปานนี้?  ไปเอาชามมาสองใบ”


เฉินจี้รับคำสั้นๆ  ไปที่ครัวหยิบชามดินมาสองใบ


เฒ่าเหยาเทให้ตนเพียงตื้นๆ  แค่ก้นชาม  ยกจ่อริมฝีปาก  จิบช้าๆ คำหนึ่ง


เฉินจี้ถามด้วยความสงสัย  “อาจารย์ก็ดื่มเหล้าด้วยหรือ?  ข้านึกว่าท่านไม่ดื่มเสียอีก”


เฒ่าเหยาจ้องเปลวไฟบนโต๊ะบัญชี  “ตอนยังหนุ่มชอบดื่ม  ต่อมาก็เลิก”


เฉินจี้ยังข้องใจ  “เหตุใดถึงเลิก?”


เฒ่าเหยาคิดครู่หนึ่ง  “พออายุมากขึ้น  เหล้ากลับขมติดปลายลิ้น”


เขาก้มมองเหล้าที่ก้นชามแกว่งในแสงไฟ  “ยิ่งมีชีวิตนานเท่าไร  ยิ่งเห็นการหยอกล้อของโชคชะตา  เราแพ้เวลา  หรือแพ้ชะตากรรมกันแน่?  คืนนี้สังหารคนผู้นี้  สิ่งสำคัญมิใช่ว่าธิดาอ๋องจะรู้หรือไม่  แต่อยู่ที่เจ้าเอง  จะก้าวข้ามธรณีในใจนั้นได้หรือไม่”


เฉินจี้นิ่งเงียบ  ไม่เอ่ยคำ


เฒ่าเหยามองเขา  “อย่างน้อยเจ้าก็เข้าใจหลักข้อหนึ่งในที่สุด  ผู้ที่วางสิ่งใดไม่ได้  ก็เปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้”


เฉินจี้ครุ่นคิดถ้อยคำนั้น  แล้วเทเหล้าให้ตนหนึ่งชาม  ไม่มาก  เพียงตื้นๆ แค่ก้นชาม


เขาจิบเบาๆ คำหนึ่ง  แล้วผ่อนลมหายใจ  กลิ่นเหล้าเข้มแรงเฉือนเหมือนคมมีด


ขณะนั้นอูหยุนก็สะดุ้งตื่น  โผล่หัวมาเลียเหล้าในชามของเฉินจี้คำหนึ่ง  พลันแสบจนลิ้นห้อย  กาดำชี้มันด้วยปีก  หัวเราะเยาะอย่างไร้เสียง


อูหยุนโกรธ  ฮึดฮัดไล่กวดกาดำไปทั่วห้อง


เฉินจี้เอ่ยขึ้นกะทันหัน  “อาจารย์  จิ้งอ๋องกับฝ่าบาทวางกับดักนี้ไว้ใช่หรือไม่?  พวกท่านอัดอั้นที่ตระกูลขุนนางใหญ่กัดเซาะเงินทองเสบียงแผ่นดินมานาน  แต่ไร้ทางลงมือ  จึงให้จิ้งอ๋องลงสู่กับดักด้วยตนเอง  ล่อให้ตระกูลหลิวแข็งข้อ  กรีดตระกูลหลิวเป็นดาบแรก”


เฒ่าเหยาจิบเหล้ากลั่นตื้นๆ อีกคำ  ไม่เอ่ยสักคำ


เฉินจี้พูดต่อไป  “แต่เดิมจิ้งอ๋องคงไม่คิดว่า  จักรพรรดิหนิงเพิ่งสังหารตระกูลหลิวเสร็จก็จะฆ่าตนด้วย...เดี๋ยว—จิ้งอ๋องรู้อยู่แล้ว!”


ด้วยเหตุนี้  เขาจึงไปฟังละคร ‘บันทึกเรือขาว’ ฉากหนึ่ง  ในนั้นพรรณนาไว้ว่า: 


สงบสุขแม่ทัพสร้าง  แต่ไม่ยอมให้แม่ทัพได้สงบสุข


เพราะฉะนั้น  จิ้งอ๋องจึงฝากธิดาไว้ก่อนเกิดเหตุ!


จิ้งอ๋องรู้ตลอดเวลาว่า  จักรพรรดิจะตัดอำนาจขุนพล!


เฉินจี้สงสัย  “หากรู้ผลแล้ว  เหตุใดจึงทำท่าชูมือรอจำนนเช่นนั้น?  หรือเขายังมีแผนอื่น?”


เฒ่าเหยาพูดเอื่อยๆ  “เจ้าถามข้า  แล้วข้าจะไปถามใคร?”


เฉินจี้ตะลึง


เฒ่าเหยามองแมวกับนกวุ่นวาย  ถามเนิบๆ  “บัดนี้เจ้ารับกระแสน้ำแข็งของจิ้งเฟยกับหยุนเฟย  วันละสองรากโสม  ความก้าวหน้าเช่นนี้  ไม่กลัวจินจูจะสงสัยเอาหรือ?”


เฉินจี้นิ่งคิดครู่หนึ่ง  ก่อนเอ่ยอธิบาย  “อาจารย์  ข้ารอไม่ได้แล้ว”


กระแสน้ำแข็งที่จิ้งเฟยกับหยุนเฟยมอบให้  มากกว่าที่ผู้ใดเคยให้มาก่อน  คิดคร่าวๆ ก็พอย่อยโสมได้ยี่สิบกว่าราก  เสียดายที่เสนาบดีอาวุโสหลิวลาออกจากตำแหน่งเพื่อกลับบ้านไว้ทุกข์  จึงไม่มีกระแสน้ำแข็ง  หากไม่แล้ว  กระแสน้ำแข็งที่เกิดจากเสนาบดีอาวุโสในราชสำนัก  คงมากกว่าเฟยเอกของอ๋องสองคนรวมกัน


เฒ่าเหยาถอนใจยาวคำหนึ่ง  “เคล็ดวิชาเจ้าเขาน่ะ  ต้องระวังที่สุดคือความเร่งรีบ  หากให้ผู้คนเห็นเค้าลาง  ใต้หล้านี้ย่อมไม่อภัยเจ้า”


เฉินจี้ตอบ  “อาจารย์  ข้ามีเคล็ดวิชาฝึกตนที่กรมสืบลับให้ไว้ช่วยบังหน้า  แม้จินจูจะจับได้ว่า  ความเร็วการฝึกของข้ามีพิรุธ  ก็ย่อมไม่รู้ว่าข้าฝึกเคล็ดวิชาเจ้าเขา  อีกทั้ง  สิ่งที่ผูกมัดคนได้แน่นที่สุดในโลกนี้คือผลประโยชน์  แม้ข้าไม่รู้ว่าจินจูแฝงตัวในกรมสืบลับเพื่อการใด  แต่ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน”


เฉินจี้พูดต่อ  “เขาต้องการพลัง  ข้ายิ่งเร่งฝึก  เขาก็ยิ่งตัดข้าไม่ขาด  หากจะว่าผู้ใดไม่อยากให้ข้าตายที่สุด—ย่อมเป็นเขา”


เฒ่าเหยาขมวดคิ้ว  “หากรอจนเขาบรรลุเป้าหมาย  ไม่ต้องการเจ้าอีก  เจ้าจะทำอย่างไร?”


เฉินจี้มีหมอกบางฉาบในดวงตา  เอ่ยแผ่วเบา  “จะไม่มีเวลานั้น”


เฒ่าเหยาพินิจเขาอย่างจริงจังครู่หนึ่ง  แล้วผ่อนใจเอ่ย  “ในที่สุด  เจ้าก็ไม่ใช่แขกต่างถิ่นอีกต่อไป”


เฉินจี้จ้องนิ่ง  ประโยคนี้หนักอึ้งเหมือนพันชั่ง


หมอหลวงผู้แก่เฒ่า  กับหนุ่มน้อยผู้อ่อนเยาว์  สบตากันเหนือโต๊ะบัญชี  สายตาราวกับจะบาดกระดาษให้ขาดได้


เฉินจี้เคยคิดว่า  เฒ่าเหยาคงรู้ว่าตนมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  จึงมิเอ่ยคำถามเลยเมื่อนิสัยของร่างนี้กลับตาลปัตร


คืนแรกที่เขามาถึง  อีกฝ่ายบอกว่าไปจวนโจวเพราะทำนายได้ว่ามี ‘ฤกษ์มงคล’  ทว่าเมื่อย้อนคิดตอนนี้  ดูแล้วเฒ่าเหยาคงห่วงว่า  เขาจะหาทางกลับบ้านไม่เจอ  กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไร้ที่พึ่ง  จึงไปพาเฉินจี้กลับบ้าน


คืนนั้น  หากเฒ่าเหยาไม่รับเขา  เมื่อละจากจวนโจวแล้ว  เฉินจี้คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเหยียบย่างไปแห่งหนใด


เฒ่าเหยาพูดด้วยความซาบซึ้ง  “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเคยอาศัยอยู่ที่ใดมาก่อน  เพียงเห็นว่า  เจ้าถูกเลี้ยงดูให้มีใจเมตตากรุณา  แต่ยุคสมัยเช่นนี้  คนดีกลับอายุไม่ยืน  บัดนี้โลหิตของเจ้าเย็นลงแล้ว  ดีแล้ว  ไม่เช่นนั้น  ข้าคงกลัวว่าเจ้าจะจากไปก่อนข้า”


เฉินจี้นิ่งเงียบ  ไม่เอ่ยคำใด


เฒ่าเหยาจ้องเขา  “แต่ข้ายังมีอีกหนึ่งคำอยากฝากเจ้า”


เฉินจี้ถาม  “คำว่า?”


เฒ่าเหยาค่อยๆ เอ่ย  “เลือดอาจเย็นได้  แต่หัวใจต้องร้อน”


แปดคำเช่นเดิม  ทว่าคราวนี้ถูกพูดโดยสลับลำดับ


“สิ่งนี้  ถึงคราวมอบให้เจ้าแล้ว”  เฒ่าเหยาคว้าของชิ้นหนึ่งจากในแขนเสื้อ  วางลงบนโต๊ะบัญชีแล้วผลักไปทางเฉินจี้


เฉินจี้หยิบขึ้นพินิจ  เป็นป้ายเอวสีงาช้างขาว  สลักยันต์แปดเหลี่ยม  ไร้อักษรแม้เพียงตัวเดียว  มีเพียงสามเส้นกว้าเรียงอยู่


เขางุนงงถาม  “อาจารย์  นี่คือ?”


เฒ่าเหยาพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก  “แรกเริ่มข้าไม่คิดให้  กลัวเจ้าจะตายเร็วขึ้นหากถือมันไว้  ส่วนว่ามันคือสิ่งใด  ข้าบอกไม่ได้  และก็ไม่อยากบอก  เจ้าเป็นคนฉลาด  ถึงวันหนึ่งเมื่อใช้มันได้  เจ้าก็จะเข้าใจเอง”


เฉินจี้ถามอีก  “ยันต์แปดเหลี่ยมบนป้ายเอวนี้  เหตุใดจึงมีเพียงสามเส้นกว้า?”


เฒ่าเหยาตอบเสียงลอยๆ  “ประตูเปิด  ประตูพัก  ประตูชีวิต—สามประตูมงคล  มิได้พิถีพิถัน  เพียงมุ่งหวังความเป็นสิริมงคล”


เฉินจี้รับคำแผ่ว  แล้วเก็บป้ายเอวไว้ในอก  “อาจารย์……”


เฒ่าเหยาโบกมืออย่างไม่อดทน  “ไม่มีเวลานั่งคุยกับเจ้าหรอก  ข้าจะกลับไปนอนแล้ว  ขอย้ำอีกครั้ง  พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องหาบน้ำ  อย่าทำตัวเหมือนไก่ขันทุกวัน  รบกวนการนอนของคนแก่อย่างข้า”


เฉินจี้  “……”


เฒ่าเหยาดื่มเหล้าในชามจนหยดสุดท้าย  แล้วเหลือบตามองเฉินจี้  “เหล้าที่เจ้าซื้อมา  เหตุใดไม่ดื่ม?”


เฉินจี้สะดุ้งเล็กน้อย  “อาจารย์  เหล้านี้ข้ามิได้ซื้อไว้ดื่ม”


เฒ่าเหยาขมวดคิ้วสงสัย  “มิใช่จะยืมเหล้าระบายทุกข์หรอกหรือ?”


เฉินจี้ทั้งยิ้มทั้งสั่นศีรษะ  เดินเข้าครัวหยิบถ่านไม้ออกมา  บดให้ละเอียด  แล้วคลุกกับเหล้ากลั่น  ปูกางให้ระเหย  “อาจารย์  กระบวนการนี้เพื่อทำให้ถ่านไม้บริสุทธิ์  ให้สิ่งที่อยู่ในถ่านไม้…สร้างสิ่งที่ท่านเคยเรียกว่า ‘ทรงพลังแกร่งกล้า’ นั่นแหละ”


เฒ่าเหยาเบิกตากว้าง  สะบัดแขนเสื้อผละไปทางลานหลัง  “ข้าห่วงเจ้าเสียเปล่า!”


เฉินจี้ยิ้มบาง  ตั้งหน้าบดถ่านไม้สีดำให้เป็นผง  คลุกกับเหล้ากลั่น  แล้วปูกางตากจนแห้งสนิท


เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น


เฉินจี้เป่าดับตะเกียงน้ำมันอย่างเงียบงัน  นั่งเดียวดายหลังโต๊ะบัญชี  ปล่อยให้ความมืดค่อยๆ กลืนกิน


……


……


รุ่งอรุณ


ในหมอกบางอวลกลิ่นคาวน้ำยามเช้า  ราวอากาศงอกงามด้วยตะไคร้นุ่มนวล


เฉินจี้ดึงม้าศึกที่ผูกไว้กับต้นแอปริคอต  ก้าวเข้าสู่หมอกบนถนนแผ่นหินสีเขียว  เสียงกีบม้ากุบกับๆ กังวานไกล  สะท้อนท่ามกลางถนนอันว่างเปล่า


เขาไปที่ตลาดบูรพาก่อน  ซื้อขนมของร้านเจิ้งซินใหม่  แล้วจึงออกจากประตูเมืองทิศใต้  เร่งม้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลหลิว


บัดนี้หยุนเฟยจากไปแล้ว  กรมสืบลับย่อมไร้หนทางใช้พยานหลักฐานตอกย้ำความผิดของจิ้งอ๋อง  คาดว่าพวกเขาจะกักขังโอรสอ๋องกับธิดาอ๋องไว้อีกระยะหนึ่ง  สุดท้ายก็คงต้องปล่อยตัวอย่างจนใจ


เพียงแต่  เมื่อเฉินจี้มาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลิว  เหลือบมองบานประตูใหญ่สีแดงฉานนั้น  ใจกลับอึ้งชะงัก  ลังเลอยู่บ้าง


ตลอดทางที่มา  เขาคิดอยู่แต่ว่า  ในที่สุดก็ช่วยจวนจิ้งอ๋องไว้ได้  ทว่าเมื่อยืนหน้าประตู  กลับก้าวถอยหลัง  ในหัวย้อนสะท้อนถ้อยของหยุนเฟย  “ในทุกๆ วันต่อจากนี้  เพียงแค่เจ้าเห็นหน้านาง  เจ้าก็จะนึกถึงว่า  เจ้าได้สังหารมารดาของนางด้วยมือตัวเอง”


เฉินจี้นิ่งเงียบครู่หนึ่ง  แล้วค่อยกระโดดลงจากหลังม้า  ยกมือเคาะบานประตูใหญ่


เสียงแอ๊ดเอี๊ยดดังแว่ว  บานประตูใหญ่สีแดงถูกดึงจากด้านในแง้มเป็นช่องแคบ  หน่วยสืบลับหนุ่มผู้หนึ่งโผล่หน้าออกมา  เห็นเฉินจี้ก็เอ่ยสงสัย  “ใต้เท้าเฉิน  ท่านมาทำไม?”


เฉินจี้ยื่นห่อขนมไป  “รบกวนส่งให้จิ้งอ๋อง  ข้าไม่เข้าไปแล้ว”


หน่วยสืบลับเอ่ย  “ใต้เท้าเฉิน  ของนี้ท่านส่งผิดที่แล้ว”


เฉินจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย  “หมายความว่าอย่างไร  ใต้เท้าจินจูกำชับสิ่งใดไว้หรือ?”


หน่วยสืบลับรีบอธิบาย  “เช้าตรู่วันนี้  ใต้เท้าไป๋หลงนำคนไปคุมตัวจิ้งอ๋อง  โอรสอ๋อง  และธิดาอ๋องเข้าคุกในแล้ว  ฉะนั้นขนมของท่าน  ควรส่งไปที่คุกใน”


เฉินจี้เอ่ยเรียบไร้สีหน้า  “เหตุใดใต้เท้าไป๋หลงจึงกดขี่พวกเขาเข้าคุกใน?”


หน่วยสืบลับยิ้มอ่อน  “เรื่องนี้ผู้น้อยมิทราบ  คงต้องให้ท่านไปดูที่คุกในด้วยตนเอง”


เฉินจี้ยืนนิ่งหน้าประตูเนิ่นนาน  ลมหนาวกระหน่ำโหม  พัดเส้นผมเขาให้สะบัดไปทางทิศตะวันออก


เขาวางห่อขนมทิ้งไว้หน้าประตู  แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า  ดึงบังเหียนหันหัว  ก้มตัวต่ำ  เร่งมุ่งสู่คุกในอย่างรวดเร็ว


เขานึกถึงคำของจินจู  หากผู้มีอำนาจสูงสุดในราชวงศ์หนิงประสงค์ให้จิ้งอ๋องตาย  เขาก็ต้องตาย  นั่นคือกระแสใหญ่


เฉินจี้จึงเข้าใจในที่สุด


บัดนี้กรมสืบลับโก่งสายธนูจนตึง  ไม่อาจถอยกลับ  แม้ไร้หยุนเฟย  พวกเขาก็จะปั้นแต่งพยานหลักฐานอื่น  จนกว่าจิ้งอ๋องจะสิ้นลม  ขจัดภัยคุกคามให้หมดสิ้นตลอดกาล


ครึ่งชั่วยามให้หลัง  เฉินจี้ลงจากม้าหน้าประตูคุกใน  เขาปรับลมหายใจให้สงบ  แล้วค่อยๆ เคาะประตูเหล็กโดยไม่เร่งร้อน


ยามคุกผู้หนึ่งชะโงกมองผ่านหน้าต่างเล็กหลังบานเหล็ก  เห็นว่าเป็นเฉินจี้จึงรีบเปิดออก  “เป็นใต้เท้าเฉินนี่เอง”


(จบตอน)


______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0457
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan

Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง