ตอนที่ 0192 เล่ห์เหลี่ยม



หอขุนนาง  แสงเทียน  หมากรุก


เฉินจี้วางหมากดำลงอย่างหนักแน่น  เดินหมากที่ชาญฉลาดออกไปเพียงหนึ่งตา


ไป๋หลงทอดมองหมากอันชาญฉลาดนั้น  พลันจมลึกสู่ความคิดอันยาวไกล


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาครุ่นคิดนานเกินสิบลมหายใจ  เพียงหมากเดียวที่วางลงทำให้เขารู้สึกว่า  แม้เฉินจี้จะยอมสละมุมหนึ่ง  กลับปลุกให้ทั้งกระดานมีชีวิต


ไป๋หลงยิ้มเอ่ยว่า  “ดูเหมือนข้าจะเล่นหมากเร็วกับเจ้าไม่ได้แล้ว  การตรัสรู้แห่งชีวิต  บางคราเป็นเพียงชั่วพริบตา  บางครายืดยาวทั้งชาติ  ผู้คนมากมายลอยเลื่อนไร้สติ  จนถึงวัยชรายังไม่รู้ว่าตนเกิดมาเพื่อสิ่งใด  ยินดีด้วย  ดูเหมือนเจ้าจะบรรลุแล้ว”


เฉินจี้ไม่กระดิกสีหน้า  “ใต้เท้าไป๋หลงสรรเสริญเกินไป  ข้ายังมิอาจกล่าวว่าบรรลุได้อย่างแท้จริง  กลับกัน  ใต้เท้ามีเส้นทางจิ้นซื่อ (มหาบัณฑิต) ที่ถูกต้องให้เหยียบ  เหตุใดจึงเลือกเข้ากรมสืบลับ”


ไป๋หลงเงยหน้าแลเขาเพียงคราหนึ่ง  “ยังกล้ามาซักไซ้เรื่องของข้าอีก  ไร้มารยาท  หากมีคราวหน้า  ระวังข้าจะแขวนเจ้าไว้กับคานขื่อแล้วเฆี่ยน”


เฉินจี้หาได้ใส่ใจคำขู่นั้น  บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่า  ไป๋หลงผู้นี้อารมณ์แปรปรวน  แต่ตราบใดที่ตนยังมีประโยชน์ต่ออีกฝ่าย  ก็ย่อมไร้ปัญหาแน่


เขาคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย  “เมื่อครู่ใต้เท้าบอกว่ามีเรื่องสั่งข้า  ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร  จับหันถงหรือ”


“การจับหันถงยังไม่เร่งด่วน  บัดนี้เขาเหมือนปลานิ่มที่ไหลลงสู่แม่น้ำ  ลื่นหายจนคลับคล้ายว่าจับไม่ติด  ต้องรอดูทิศน้ำก่อน”  ไป๋หลงปรายตามองกระดานหมากรุกอย่างเนิบช้า  แล้วเอ่ยถาม  “เจ้ารู้จักเจ้าตระกูลเฉิน  เฉินลู่ฉือ  มากน้อยสักเพียงใด”


เฉินจี้สะท้านอยู่ในใจ  เป้าหมายถัดไปของกรมสืบลับ  คือตระกูลเฉินหรือ


ไป๋หลงเหลือบแลเขาเพียงหนึ่งครา  “อะไรเล่า?  คนตระกูลเฉิน  ถึงกับไม่รู้แม้เรื่องในเรือนของตนเองหรือ”


เฉินจี้กดเสียงต่ำเอื้อนเอ่ย  “เจ้าตระกูลผู้นี้นิสัยหวาดระแวง  อารมณ์แปรปรวน  หัวรั้นยึดมั่นในความคิดตน  ในตระกูลเฉิน  เขาเอ่ยคำไหนคือคำนั้น  ทั้งตระกูลเปรียบดังหอประชุมที่มีเพียงเสียงของเขา”


ไป๋หลงหัวร่อแผ่วเบา  “แล้วบุตรชายคนโตของสายใหญ่  เฉินหลี่จุนล่ะ”


เฉินจี้คิดแล้วเอ่ยตอบ  “อ่อนแอไร้ฝีมือ  เขาอาจไต่ไปได้ถึงเจ้ากระทรวงการคลัง  แต่ก็ล้วนอาศัยร่มเงาตระกูลเฉิน  ในเรือนฐานะไม่สูง  สายใหญ่สายนี้มีภรรยาเอกของเขา  หวังซื่อ  เป็นผู้ตัดสินใจ”


“บุตรที่สองของสายสอง  เฉินหลี่จื้อล่ะ”


“ภายนอกดูอ่อนโยนบริสุทธิ์  ทว่าแก่นแท้คดโกง  ชั่วช้า  รับหน้าที่จัดการทรัพย์สมบัติของตระกูลเฉิน  ที่นา  หมู่ไร่  กิจการตระกูล  ลับหลังยังบริหารหอนางโลม  บ่อนการพนัน  และทำธุรกิจดอกเบี้ยลูกแกะ”


ที่เรียกว่าดอกเบี้ยลูกแกะก็คือ  การปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูง  ยืมเงินไปสิบตำลึง  ปีหน้าต้องคืนยี่สิบตำลึง  ไม่อย่างนั้นก็คือบ้านแตก  ภรรยาหย่า  ลูกแยก


ธุรกิจประเภทนี้ย่อมมิอาจยกขึ้นเวที  ต้องอาศัยมือคนกลางดำเนินการอยู่ลับหลังเท่านั้น


การซักถามของไป๋หลงครานี้  เฉินจี้ผ่านพ้นอย่างปลอดภัย


ก่อนหน้านี้  เพื่อปิดบังตัวตนคนต่างถิ่น  เขาได้อ่านเอกสารของตระกูลเฉินในคุกในอย่างถี่ถ้วน  บัดนี้จึงได้งัดมาใช้


ไป๋หลงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาฉับพลัน  “เฉินอวี่เล่า”


เฉินจี้ลังเลอยู่ในใจ...เฉินอวี่


ชื่อนี้  เขากลับไม่เคยได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ  แม้แต่ในคลังเอกสารคดีของกรมสืบลับก็ไร้บันทึกใดๆ  ไฉนไป๋หลงถึงหยิบยกชื่อนี้ขึ้นมาลอยๆ ?


ควรตอบเช่นไร  ตนควรรู้จักผู้นี้  หรือควรไม่รู้จักกันแน่


ตามประเพณีของตระกูลเฉิน  บุตรแท้ในรุ่นเดียวกันย่อมมีชื่อสามอักษร  ตัวอักษร  ‘หลี่’  ในชื่อเฉินหลี่ฉินก็คือตัวอักษรแห่งรุ่น  ส่วนบุตรอนุไร้อักษรรุ่น  จึงมีเพียงสองอักษร


เฉินอวี่ก็ย่อมเป็นบุตรอนุของตระกูลเฉินเช่นกัน  เพียงไม่รู้ว่าอยู่ในสายใด


หากเฉินจี้คุ้นเคยกับเฉินอวี่  ระหว่างกันย่อมมีจดหมายไปมา  ทว่านานเพียงนี้  เขาไม่เคยเห็นจดหมายจากอีกฝ่ายเลยสักฉบับ


เฉินจี้ไตร่ตรองครู่หนึ่ง  “ใต้เท้าไป๋หลง  ข้าไม่คุ้นเคยกับคนผู้นี้”


“ไม่คุ้นเคยหรือ”  ไป๋หลงมองพินิจเฉินจี้  “ไม่คุ้นเคยจริงหรือ  ข้านึกว่าเจ้าสองคนเข้าสำนักศึกษาตระกูลเฉินปีเดียวกัน  น่าจะมีสัมพันธ์อยู่บ้าง”


เฉินจี้พูดอย่างไม่แสดงสีหน้า  “ใต้เท้า  ในยุคนี้  ผู้ใดกล้าอ้างตนว่าเข้าใจผู้อื่นจริงๆ”


“ก็จริง”  ไป๋หลงลุกขึ้นเดินวนในหอขุนนาง  “สายที่สาม  สายของบิดาเจ้า  ข้ามิจำต้องซักไซ้อีก  สิ่งแรกที่ข้าต้องการให้เจ้าทำ  ก็คือกลับไปยังตระกูลเฉิน”


เฉินจี้ตะลึง  กลับไปยังตระกูลเฉินหรือ?


ไป๋หลงยิ้มมุมปาก  “ข้ารู้ว่าเจ้าพูดนักหนาว่า  จะตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเฉิน  ไม่ขอข้องเกี่ยวอีกต่อไป  ทว่าโลกนี้มีสายเลือดใดตัดขาดได้จริงหรือ  เจ้ากลับไปยังตระกูลเฉินเสีย  ใต้เท้าเฉินย่อมดีใจจนแทบตั้งตัวไม่ทัน”


เฉินจี้ลุกขึ้น  “ใต้เท้าไป๋หลงมีคำสั่ง  ข้าย่อมเชื่อฟัง  ไม่ปฏิเสธแน่นอน”


ไป๋หลงหัวเราะชอบใจ  “ความสัมพันธ์บิดาบุตรนั้น  ซับซ้อนเสมอมา  คล้ายกษัตริย์กับข้าราชบริพาร  คล้ายสหาย  และก็คล้ายศัตรู  มีเพียงยามที่บิดานอนบนเตียงป่วยในวาระสุดท้าย  จึงจะกลับเป็นคำว่า ‘บิดาบุตร’ อย่างแท้จริง  เรื่องระหว่างบิดาบุตรของพวกเจ้า  ข้ามิถามมาก  ความแค้นเคืองบางอย่างในอดีต  ถึงคราววางลงแล้ว  ภาพรวมใหญ่สำคัญกว่า”


เฉินจี้ก้มหัว  “ข้าเข้าใจ”


ศีรษะที่ก้มลง  แววตากำลังส่องประกาย


ไป๋หลงพูดถูกต้องไม่ผิด  ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกธรรมดา  แท้จริงตัดไม่ขาด  ยิ่งคลี่คลายยิ่งยุ่งทบ  แต่ตัวเขามาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  ไม่มีพัวพันใดๆ กับเฉินหลี่ฉินเลย


แต่ไป๋หลงไม่รู้เรื่องนี้


และที่ไป๋หลงไม่ลงมือฆ่าเขามาโดยตลอด  มิใช่เพียงเพราะกลัวหน้าปิ้งหู่  หากแต่เพราะอีกฝ่าย  จากแรกเริ่มก็ต้องการใช้ประโยชน์จากตัวตนตระกูลเฉินของเขาอยู่แล้ว


คนธรรมดาเล่นหมาก  เดินหนึ่งก้าวมองสามก้าวก็ถือว่ายอดฝีมือ  ไป๋หลงกลับต่าง  เดินหนึ่งก้าวมองสิบก้าว  หรือแม้แต่ร้อยก้าว


ขณะนั้น  ไป๋หลงยิ้มเอ่ย  “แต่เจ้าก็ต้องเข้าใจว่า  วันนั้นที่จวนจิ้งอ๋อง  ใต้เท้าเฉินหาได้ปกป้องเจ้าไม่  เขาปกป้องเพียงเฉินเวิ่นเสี้ยว  ต่อจากนี้ไป  จงมองสายใยวงศ์ญาติไม่เหมือนเก่า  เจ้ารับใช้ฝ่าบาทกับใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในก็พอแล้ว  นอกนั้นอย่าได้ข้องเกี่ยว”


เฉินจี้กล่าวอย่างถ่อมตน  “ข้าเข้าใจ  เพียงแต่อยากทราบว่า  ใต้เท้าไป๋หลงประสงค์ให้ข้ากลับไปบ้านเฉินเพื่อการใด?”


ไป๋หลงยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน  เคาะโต๊ะด้วยปลายนิ้ว  “หลังจากเทศกาลโคมไฟ  เฉินเวิ่นจงและเฉินเวิ่นเสี้ยวจะต้องเข้ากรุงเพื่อสอบ  คำสั่งโอนย้ายของเฉินหลี่ฉินก็กำลังมาถึงแล้ว  เฉินลู่ฉือจะโอนย้ายเขากลับกรุงเพื่อเลื่อนตำแหน่งเป็นรองเจ้ากรมวังหน้า  เข้าราชการในตำหนักบูรพา  เพื่อช่วยเหลือองค์รัชทายาท  เจ้ากลับไปที่บ้านเฉิน  ย่อมสามารถกลับไปยังเมืองหลวงพร้อมพวกเขาได้โดยธรรมชาติ”


กรมวังหน้าคือหน่วยงานที่รับใช้เจ้าชาย  รองเจ้ากรมคือขุนนางขั้น  4  ชั้นเอก  เฉินหลี่ฉินภายหลังเหตุการณ์ที่เมืองหลัว  ไม่เพียงมิถูกลดตำแหน่ง  กลับยังได้เลื่อนขั้น  ก้าวหน้ารวดเร็ว


ไป๋หลงทอดสายตามองท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกหอขุนนาง  “เฉินจี้  เมืองหลวงต่างหากคือถิ่นอันตรายแท้จริง  ทุกสิ่งต้องระมัดระวัง  ทุกย่างก้าวต้องสำรวม  รอดชีวิตและรักษาตัวเองไว้ก่อน  จึงจะทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น”


เฉินจี้ขมวดคิ้วสงสัย  “แต่ว่าใต้เท้า  ข้าเป็นเพียงบุตรอนุสายสาม  แม้จะกลับไปบ้านเฉิน  กลับไปเมืองหลวง  เกรงว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับ  ไม่สามารถสืบเรื่องสำคัญแกนกลางของบ้านเฉินได้”


ไป๋หลงหัวเราะเบา  “ข้ามิได้หวังว่าเจ้าจะสืบรู้อันใดได้ในระยะสั้น  เข้าไปอยู่ก่อนเถิด  ครั้นถึงเมืองหลวงแล้ว  เดี๋ยวจะจัดแจงให้เจ้าทำงานเอง”


เฉินจี้ถามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า  “ใต้เท้า  บ้านเฉินเป็นตระกูลชนชั้นสูงบริสุทธิ์  ดูแคลนและไม่ร่วมมือกับกรมสืบลับเรา”


ไป๋หลงอมยิ้ม  “คนที่รู้ตัวตนเหยี่ยวทะเลของเจ้ามีไม่มากนัก  หากไม่ตายก็ถูกจับ  ไม่ก็หลบหนี  ข้าเชื่อว่าตอนนี้ใต้เท้าเฉินคงยังไม่ได้สติ  วางใจเถอะ  ข้าจะสั่งการลงไป  ช่วยปกปิดให้เจ้า”


ขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าดังจากนอกประตู  หน่วยสืบลับคุมตัวคนที่เหลือของตระกูลหลิวเข้ามาในหอขุนนาง  รวมสี่สิบเจ็ดคน


เฉินจี้ถามว่า  “ใต้เท้า  คนที่เหลือของตระกูลหลิว  จะฆ่าทิ้งทั้งหมดหรือ”


ไป๋หลงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้  “สายสกุลแขนงของตระกูลหลิวมีหลายแสนคน  หากข้าต้องประหารทั้งหมด  กลางดึกคงนอนฝันร้ายแน่  จับพวกสายตระกูลปลายแถวมาสอบสวนก่อน  หากไม่มีปัญหาก็ปล่อยไป”


“ขอรับ”


ไป๋หลงโบกมือให้เฉินจี้  “กลับไปพักผ่อนเถอะ  เรื่องก่อนหน้าล้วนถูกชำระสิ้นแล้ว  ต่อไปนี้จงทำงานกับข้าให้ดี  เรื่องของธิดาอ๋อง  ข้ายังจะช่วยเจ้าจัดการต่อ  ไม่ปล่อยให้นางลำบาก”


เฉินจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  “ใต้เท้า  ข้าจะไปเยี่ยมธิดาอ๋องได้หรือไม่”


ไป๋หลงหัวเราะพลางด่า  “อย่าได้เอาเปรียบข้า  ที่ไม่ฆ่าเจ้าก็เพราะเห็นแก่ฝีมือ  เก็บเจ้าไว้ยังมีประโยชน์มาก  ไปซะ”


เฉินจี้คารวะลาออกไป  “ขอรับ”


ก่อนจะก้าวพ้นประตู  ไป๋หลงเรียกเขาไว้  “เฉินจี้”


เฉินจี้หันกลับมา  “เชิญใต้เท้ารับสั่ง”


ไป๋หลงกล่าวเสียงเรียบ  “หากคิดจะสำเร็จ  ต้องซ่อนเล่ห์กลให้ลึก  อย่าให้ผู้คนมองทะลุได้ง่าย  ผู้ใดไม่อาจละทิ้งสิ่งใด  ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้”


เฉินจี้ตะลึงงัน  ครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบว่า  “ข้าจำขึ้นใจแล้ว”


“ไปเถอะ”


เมื่อออกจากหอขุนนาง  เฉินจี้มีอันต้องชะงักไป  นั่นเพราะในหมู่เศษเดนของตระกูลหลิวที่ถูกจับกุม  มีร่างคุ้นตา…


หลิวฉวีซิง


หิมะทับถมเกลื่อนลานบ้านแล้ว  หลิวฉวีซิงกับครอบครัวถูกมัดมือ  ถูกคุมขังอยู่กลางฝูงคน


หลิวฉวีซิงซบหลบอยู่หลังมารดาอย่างหดหู่  เงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ  เห็นเฉินจี้ก้าวออกจากหอขุนนาง  ดวงตาพลันแดงก่ำ  ร่างเซถลาตรงเข้าหาเขา


ครั้นมาถึงหน้าเฉินจี้  เขาถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าเฉินจี้  เสียงต่ำลง  คำรามออกจากลำคอด้วยโทสะ  “เรื่องที่จวนจิ้งอ๋องถูกใส่ร้าย  เจ้าก็มีส่วนร่วมด้วยสินะ?  สัตว์เดรัจฉาน!  เสียทีธิดาอ๋องกับโอรสอ๋องปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงนั้น  เจ้ายังไม่เท่าสัตว์เดรัจฉานเลย!”


หลิวฉวีซิงด่าไปด่ามาก็ร้องไห้  “โลกนี้เป็นอะไรไปแล้ว  พวกเจ้าเป็นอะไรไปแล้ว”


เฉินจี้ยืนแน่นิ่งท่ามกลางหิมะหนา  มิเอ่ยวาจา  ไม่แม้จะยกมือเช็ดน้ำลายบนใบหน้า


หน่วยสืบลับผู้รับผิดชอบคุมขังเศษเดนตระกูลหลิว  เมื่อเห็นหลิวฉวีซิงถ่มน้ำลายใส่หน้าเฉินจี้  ก็สะดุ้งตกใจสุดขีด  รีบพุ่งเข้ามาดึงหลิวฉวีซิงไว้  “ใต้เท้า  ข้าสมควรตาย!”


เฉินจี้ใช้ปลายแขนเสื้อปาดคราบน้ำลาย  “นี่คนรู้จักข้าเอง   บ้านของพวกเขามิได้ข้องเกี่ยวกับการกบฏของตระกูลหลิว  ปล่อยไปเถอะ”


หน่วยสืบลับฉงนใจ  “ใต้เท้า?”


เฉินจี้มองไปอย่างสงบ  “คำพูดของข้าไม่มีน้ำหนักหรือ”


หน่วยสืบลับก้มหน้าต่ำ  “รับทราบ”


เฉินจี้ไม่เหลียวมองหลิวฉวีซิงอีกแม้คราเดียว  เพียงก้าวเท้าเร่งเข้าสู่หิมะที่โปรยหนัก  


ภายหลัง  เขาไม่ชอบหิมะหนาอีกต่อไป  ไม่มีค่ำคืนและกลางวันที่เฝ้ารออีกแล้ว


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0506

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง