ตอนที่ 0193 สลักเรือเพื่อเสาะหากระบี่ (จบ)



วัดกวางจี้  นอกเมืองหลัว    


ยามจื่อ  ราตรีลึก  เสียงหนึ่งดังลอดจากภายใน ‘หอเจี๋ยสวี่’ ของวัด  พื้นไม้แผ่นหนึ่งถูกดันเปิด  เซ่อเติงเค่อโผล่หัวออกมาจากอุโมงค์ใต้ดิน  แล้วสะท้านตกใจสุดขีด


ภายในหอเจี๋ยสวี่  แสงเทียนริบหรี่  พระสงฆ์ผู้พิทักษ์วัดสองรูปกำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าศากยมุนี


เมื่อได้ยินเสียง  ทั้งสองลืมตาขึ้นพร้อมกัน  ชำเลืองเพียงวูบ  แล้วก็พร้อมกันหลับตาลง  ดุจทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า  มิได้ใส่ใจเซ่อเติงเค่อเลยแม้แต่น้อย


ทีแรกเซ่อเติงเค่อยังสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นพระสงฆ์ทั้งสองรูป  แต่พอเห็นพวกท่านหลับตาลง  ก็รีบกระซิบกับคนในอุโมงค์ใต้ดินว่า  “รีบขึ้นมาเถอะ”


โอรสอ๋อง  เหลียงมาวเอ๋อร์หาบเหลียงโก่วเอ๋อร์  เซ่อเติงเค่อจูงชุนหวา  พร้อมกันออกจากอุโมงค์ใต้ดิน


เซ่อเติงเค่อปิดพื้นไม้คืนตำแหน่ง  หันกายนำคนหลายชีวิตเร่งผ่านพระสงฆ์ผู้พิทักษ์วัด  พระสงฆ์ผู้พิทักษ์วัดมิได้แลมองพวกเขาอีกเลย


โอรสอ๋องเดินตามมาคนสุดท้าย  ทันใดนั้นก็เอ่ยอย่างหดหู่  “พวกเราจะออกจากราชวงศ์หนิงได้อย่างไร”


เซ่อเติงเค่อตอบสั้นๆ  “ไปทางทะเล”


โอรสอ๋องถอนหายใจแผ่ว  “มหาสมุทร...”


เซ่อเติงเค่อขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย  “โอรสอ๋อง  มีอะไรหรือ?”


โอรสอ๋องก้มหน้าพึมพำว่า  “ก่อนหน้านี้  พวกเราเคยพูดกันที่โรงยาว่าจะไปดูทะเลด้วยกัน”


เซ่อเติงเค่อกับเหลียงมาวเอ๋อร์ต่างตกตะลึงพร้อมกัน  วันนั้นเฒ่าเหยายังเย้ยว่า  หากถูกเนรเทศก็จะได้ไปดูทะเลด้วยกัน  สถานการณ์ยามนี้แม้มิใช่การเนรเทศ  แต่ก็มิได้ดีกว่านั้นเท่าใด


คำพูดของเฒ่าเหยากลายเป็นคำนายที่เป็นจริง


เพียงแต่ในหมู่นั้นหายไปสองคน  เฉินจี้  และไป๋หลี่


พวกเขาราวถูกทอดทิ้งไว้บนผืนดินนี้ชั่วนิจ  ฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน  ฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว


โอรสอ๋องถามเสียงแผ่ว  “เราจะช่วยไป๋หลี่ยังไงดี…นางยังอยู่ในมือพวกขันที”


เซ่อเติงเค่อเอ่ยอย่างลำบากใจว่า  “โอรสอ๋อง  พวกข้าคงช่วยไม่ได้  ท่านดูสิ  พี่โก่วเอ๋อร์ยังเป็นขนาดนี้...”


โอรสอ๋องครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า  “ข้ายังมีสหายอีกสองสามคน…”


เซ่อเติงเค่อส่ายหน้า  “เฉินจี้บอกว่า  ทันทีที่จวนอ๋องเกิดเรื่อง  สหายของท่านก็ซ่อนตัวหมดแล้ว”


โอรสอ๋องฮึมเสียงหนึ่ง  “งั้นพวกเราจะออกทะเลได้ยังไง”


เซ่อเติงเค่อก้าวนำไปพร้อมกับกล่าว  “คุณหนูรองจางสั่งไว้ว่า  นอกวัดกวางจี้มีท่าเรือเล็กๆ แห่งหนึ่ง  ตอนนี้กำลังจอดเรือลำเล็กอยู่  ไปจินหลิงก่อน  จากนั้นเปลี่ยนเรือไปเจิ้นเจียง  จิ่งเจียง  หนานทง  ออกทะเลที่ฉีต้ง  เดินทางทะเลอ้อมไปทางเหนือสู่ราชวงศ์จิ่ง  ลงเรือที่ลวี่ซุ่น”


โอรสอ๋องอารมณ์หดหู่  เอ่ยถามแผ่ว  “เส้นทางพวกนี้  เราจะผ่านได้หรือ”


เซ่อเติงเค่ออธิบาย  “คุณหนูรองจางบอกว่า  ตระกูลสวีใช้เส้นทางทะเลนี้ค้าขายกับราชวงศ์จิ่งมาตลอด  พวกท่านจะผ่านได้แน่นอน  ถึงท่าเรือฉีต้งแล้วจะมีบุรุษรับใช้ของตระกูลจางมารับ”


หน้าวัดกวางจี้  โอรสอ๋องหยุดกะทันหัน  หิมะใหญ่โปรยลงทั่วไหล่  “พวกท่าน…?  นี่เจ้า…จะไม่ไปกับเราหรือ”


เซ่อเติงเค่อลังเลเนิ่นนาน  จึงกล้าเอ่ย  “โอรสอ๋อง  ขอโทษด้วย  การติดตามพวกท่านไป  คงอันตรายเกินไป  ข้าตั้งแต่เล็กยังไม่เคยออกจากเมืองหลัวเลย  บัดนี้ให้ข้าไปราชวงศ์จิ่ง  เกรงว่าไปแล้ว...”


โอรสอ๋องถามเสียงเบา  “ถ้าพวกขันทีตามล่าพวกเจ้าล่ะ  จะทำอย่างไร”


เซ่อเติงเค่อก้มมองปลายเท้า  “พวกขันทีคงไม่รู้ว่าข้ามีส่วนร่วมแหกคุกหรอก  มากที่สุดก็แค่จับกุมชุนหวา  แต่นางก็มิใช่คนสำคัญอะไร  ไปอยู่ที่ไร่นาทุกวัน  หน้าตาเรียบง่าย  พวกขันทีจำไม่ได้หรอก  ข้าตกลงกับครอบครัวแล้ว  คืนนี้จะไปพึ่งลุงสี่ที่เหมี่ยนฉือ  ไปลงนาทำงานกับเขา”


เอ่ยพลางจูงมือชุนหวาขึ้น  “เมื่อเรื่องคลี่คลายแล้ว  ข้าจะเอาเงินปันผลจากซีเมนต์ไปซื้อนาสักสองสามหมู่  อยู่กินอย่างสงบสุขกับชุนหวา”


โอรสอ๋องฮึมเสียงหนึ่ง  “ดีทีเดียว  เพียงแต่ยังไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไร”


เซ่อเติงเค่อเสริมอีกประโยค  “โอรสอ๋อง  ท่านไม่ต้องตอบแทนข้า  ข้าแค่ไปช่วยชุนหวา...ทางนี้ก็แค่ลูกชายของแรงงาน  ไม่เหมือนพวกท่าน  ทนต่อลมพายุใหญ่ไม่ไหว”


ทุกคนเงียบกริบไป


โอรสอ๋องยิ้มอย่างฝืนใจ  “เมื่อตกลงกับครอบครัวแล้ว  ก็รีบไปเถอะ”


เซ่อเติงเค่อถอยหลังทีละก้าว  “งั้นพวกข้าขอตัวก่อน  โอรสอ๋อง  พี่มาวเอ๋อร์  พี่โก่วเอ๋อร์  รักษาสุขภาพด้วยนะ”


พูดจบ  เขาจูงชุนหวาเดินออกจากวัดกวางจี้


เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตู  โอรสอ๋องก็ผงกมือร้องเรียก  “เซ่อเติงเค่อ”


ทว่าเซ่อเติงเค่อจูงชุนหวาอยู่  ได้ยินเสียงก็เพียงชะงัก  แล้วก้าวต่อ  ไม่ได้หันกลับมา


มือของโอรสอ๋องค่อยๆ ลดลง  “...ขอบใจ”


ชั่วขณะถัดมา  เขาชูหลังมือเช็ดมุมตา  เงยหน้ามองรัตติกาล  สูดลมหายใจยาว


เหลียงมาวเอ๋อร์เหลือบมองโอรสอ๋อง  “โอรสอ๋อง  พวกเราก็ไปกันเถอะ”


“ดี”


......


......


สามคนที่เหลือยกเท้ามุ่งสู่ท่าเรือ


ลับประตูวัดไปไม่ไกล  ก็เห็นเรือหลังคาดำทอดนิ่งอยู่ตรงท่าริมแม่น้ำ


ทว่าใกล้เรือหลังคาดำนั้น  ยังมีอีกหนึ่งเงา  เทียนหม่าสวมเสื้อขาวล้วนยืนกลางหิมะ  ราวเซียนถูกพิพากษาให้ตกสวรรค์  แต่เซียนผู้นี้กลับมีเจตนาฆ่าเข้มข้นที่สุดในกรมสืบลับ


โอรสอ๋องสะดุ้งโหยง  หันกลับโดยไม่รู้ตัว  คิดจะย้อนขอความช่วยเหลือจากวัดกวางจี้  ทว่าเพียงหันกายก็เห็นประตูวัดกวางจี้ปิดผลั่วฉับไว  ปฏิเสธทั้งสามไว้หน้าประตู


โอรสอ๋องเห็นเทียนหม่าทำภาษามือหลายท่าจากระยะไกล  แต่ก็ไร้ผู้ใดเข้าใจ


สองฝ่ายจ้องกันจากไกลลิบ


โอรสอ๋องเอ่ยฉับพลัน  “พี่มาวเอ๋อร์  พี่โก่วเอ๋อร์  พวกเจ้าไปเถอะ  คนที่เขาอยากฆ่าคือข้า  ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า”


เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะ  “ถึงเวลานี้แล้ว  จะวิ่งหนีไปไหนได้  ตายก็ตายเถอะ  ก็ดีเหมือนกัน  บนถนนปรภพจะได้ไม่เหงา  ในหมู่คนจากจวนอ๋องกับโรงยา  ก็มีแค่เจ้าที่พอดื่มได้หน่อย  มาวเอ๋อร์ฟังนะ  วางข้าลง  เจ้าไปเถอะ”


เหลียงมาวเอ๋อร์ตอบทั้งดื้อทั้งหนักแน่น  “ข้าไม่ไป”


ทว่าในขณะนั้นเอง  จากม่านหิมะใหญ่ด้านหลัง  พลันมีเสียงหัวเราะเยาะดังแว่ว  “ซาบซึ้งจริงๆ  หากละครเวทีในภายภาคหน้าไม่มีฉากของพวกเจ้า  ข้าคงไม่ดู”


โอรสอ๋องสะบัดศีรษะหันกลับทันใด  เห็นเพียงเฒ่าเหยาท่ามกลางหิมะใหญ่  มือทั้งสองประสานไว้ด้านหลัง  หลังโก่ง  เดินเฉียดผ่านพวกเขาอย่างเชื่องช้า


“หมอหลวงเหยา!”  โอรสอ๋องอุทานอย่างตกใจ


เฒ่าเหยาไม่ใส่ใจเขา  เพียงก้าวไปพลางโบกมือบอกเทียนหม่า  “กลับไปเถอะ  ที่นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าแล้ว”


เทียนหม่าลังเลชั่วครู่  แล้วทำภาษามืออยู่หลายท่า


เฒ่าเหยาตอบอย่างร่าเริง  “พวกนั้นวันๆ ก็เอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อ  เขายังสั่งข้าไม่ได้  หนี้น้ำใจสหายเก่าฝากไว้  คนพวกนี้น่ะ  ผู้ใดก็ห้ามแตะต้อง  เจ้ากลับเมืองหลวงเถอะ  หากเสนาบดีฝ่ายในถาม  ก็บอกไปว่าข้าพาคนเหล่านี้ไปแล้ว”


เทียนหม่าพยักหน้า  ประนมมือคารวะ  แล้วหมุนกายก้าวยาวจากไป


โอรสอ๋องตะลึงงัน


เฒ่าเหยาเดินถึงขอบเรือแล้วหันกลับมามอง  “ยังไม่ขึ้นเรืออีกหรือ”


“มาแล้วมาแล้ว”  กลุ่มโอรสอ๋องทั้งสามคนรีบก้าวขึ้นเรือ  เหลียงมาวเอ๋อร์พยุงเหลียงโก่วเอ๋อร์ให้นั่งในเรือหลังคาดำ  ส่วนตนจับพายไว้


เสียงน้ำกระฉอกดังขึ้น  เรือหลังคาดำลำเล็กค่อยๆ ไหลล่อง


เฒ่าเหยายืนพิงราวเรือ  มิได้หันกลับ  เอ่ยกับโอรสอ๋องด้านหลังว่า  “โอรสอ๋อง  วันที่ท่านอ๋องล้มป่วย  ถ้อยคำที่ข้าพูดกับเจ้าที่โรงยา  ยังไม่ลืมใช่หรือไม่”


โอรสอ๋องส่ายหน้า  “ไม่ลืม”


เฒ่าเหยาวาจาสงบ  “ท่านอ๋องใช้ชีวิตของตน  แลกให้พวกเจ้าเข้าสู่ราชวงศ์จิ่ง  เส้นทางนี้ยากลำบากนัก  เจ้าคิดถี่ถ้วนแล้วหรือ  ยังไงข้าก็คนแก่ใจอ่อน  หากเจ้าจะเปลี่ยนใจจริงๆ  ตอนนี้ยังทัน”


โอรสอ๋องส่ายหน้าช้าๆ  “ข้าไม่เสียใจ…แต่ไป๋หลี่เล่า  ต่อไปจะเป็นอย่างไร”


เฒ่าเหยากล่าวเรียบเฉย  “รอดูชะตากรรมของพวกเขาเอาเถอะ”


โอรสอ๋องเอ่ยด้วยประกายหวัง  “ท่านช่วยทำนายให้สักครั้งได้หรือไม่”


เฒ่าเหยาหัวเราะแผ่ว  “ศิษย์ข้าเป็นพวกไม่เชื่อในชะตา  การทำนายย่อมไร้ประโยชน์  สวรรค์ไม่รับเขา  โอรสอ๋องเอ๋ย  การเดินทางครั้งนี้ยาวไกลนัก  ไม่แน่ว่าจะได้กลับมา  ไปลาท่านอ๋องเสียก่อนเถิด”


พูดจบ  เฒ่าก็หันกายก้มหัว  เดินลับเข้าไปใต้หลังคาเรือ  ทิ้งให้โอรสอ๋องยืนเดียวดายที่ราวเรือ  จ้องมองสายน้ำ


โอรสอ๋องน้ำตาไหลพรากฉับพลัน  คุกเข่าลงที่ราวเรือ  กราบสามครั้งไปทางทิศเหนือ  ลาบิดาผู้ให้กำเนิด  ลาบ้านเกิดเมืองนอน


หิมะหนาตกกระทบบนผิวน้ำ  ส่งเสียงกรอบแกรบ  ครั้นฟ้าดินเงียบงัน  เสียงหิมะที่โปรยปรายกลับดังชัด  เหงาหงอย  ไกลโพ้น


โอรสอ๋องหยิบไม้พายฉับพลัน  วาดเขียนลงบนผิวน้ำว่า


ยามเยาว์วัย  วันเวลายืนยาว  สาดเหล้าคว่ำตรอกแดง


อำนาจดุจดังกำแพงอิฐ  ผลประโยชน์คือกระเบื้อง  มิตรสหายพึ่งพิงไม่ขาด


ตื่นมาเกลียดวันสั้น  ฝันใหญ่ยี่สิบรอบ


ทันใดก็รู้สึกว่า  คนร่วมทางกว่าแปดเก้า  จริงใจไม่ถึงสองสาม


อนิจจา  ฟังหิมะบนเรือโดดเดี่ยว  นั่งมองฟ้าดินอันไกลโพ้น


โอรสอ๋องเขียนบทกวีบทแรกในชีวิตอย่างเรียบง่าย  แต่ก็เป็นบทสุดท้าย  ไม่มีใครได้เห็นบทกวี  มันถูกซ่อนอยู่ในแม่น้ำมืดมิด  ไหลไปตามแม่น้ำสายใหญ่สู่ทิศตะวันออก


เขาลุกขึ้น  เดินมาถึงกลางเรือ  คุกเข่าลงต่อหน้าเหลียงโก่วเอ๋อร์  “อาจารย์  ช่วยสอนวิชาดาบตระกูลเหลียงแก่ข้าด้วย”


โอรสอ๋องจิ้ง  ครึ่งชีวิตแรกร่ำรวย  กายเต็มไปด้วยเจตนาแห่งดาบ


เหลียงโก่วเอ๋อร์เอนพิงใต้หลังคาเรือ  เงียบเนิ่นนาน  แล้วเอ่ยแหบแห้ง  “ทำไมถึงอยากเรียนวิชาดาบตระกูลเหลียง”


โอรสอ๋องกล่าวเสียงเบา  “สืบทอดเจตจำนงของบิดา  สังหารเทพเซียน”


“ทนทุกข์ได้ไหม”


“ได้”


“กล้าฆ่าคนไหม”


“กล้า”


เหลียงโก่วเอ๋อร์หัวเราะลั่น  “ดี  ดี  ดี!  วิชาดาบตระกูลเหลียงนี้  ข้าจะส่งให้เจ้าเอง  เพียงแต่เส้นตูหม่ายของข้าขาดแล้ว  เกรงว่าจะไม่ได้เห็นวันที่เจ้าสังหารเทพเซียน  หากวันหนึ่งเจ้าสังหารเทพเซียนได้จริง  ก็ช่วยข้าบอกเทพเซียนประโยคหนึ่งว่า  ‘พวกไก่ป่าหมาวัด  ไม่เห็นจะเท่าไรเลย  เทียบกับนิ้วก้อยอาจารย์ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ’”


โอรสอ๋องพูดอย่างจริงจัง  “ได้!”


เหลียงโก่วเอ๋อร์พูดด้วยความซาบซึ้ง  “คำนับอาจารย์สิ”


โอรสอ๋องซบหน้าลงบนเรือ  กึกๆๆ  กราบเก้าครั้งดังก้อง  ครั้นเงยหน้าขึ้นจึงเอ่ยปาก  “อาจารย์  น่าเสียดายที่ไม่มีเหล้า  ไม่มีชาด้วย”


เหลียงโก่วเอ๋อร์อมยิ้ม  หยิบทัพพีข้างกายโยนให้โอรสอ๋อง  “บุตรธิดาแห่งยุทธภพ  ลอยล่องไม่แน่นอน  ขอแค่มีน้ำไหล  ถ้าบอกว่าเหล้า  ก็ถือว่าเป็นเหล้า”


โอรสอ๋องหันกายตักน้ำจากแม่น้ำหนึ่งทัพพีส่งให้เขา  เหลียงโก่วเอ๋อร์กระดกน้ำแม่น้ำคำใหญ่  แล้วตะโกนลั่น  “ใจถึง!  เจ้าใจถึงกว่าไอ้หนุ่มเฉินจี้นั่นเยอะ”


เฒ่าเหยาปรายตามองเขาอย่างเย็นเยียบ  “อย่ารนหาที่ตาย”


เหลียงโก่วเอ๋อร์เม้มปากแบน  ไม่เอื้อนเอ่ย  เขาเองก็ไม่รู้ว่าเฒ่าเหยาอยู่ในขั้นใด  ทว่าคนที่เพียงโบกแขนเสื้อก็ให้เทียนหม่าจากไปได้  ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน


เฒ่าเหยาคว้ากล่องไม้เล็กๆ ออกจากอก  หยิบยาลูกกลอนสีขาวเปื้อนเลือดเม็ดหนึ่งออกมา  “โอรสอ๋อง  กลืนมันเถอะ  ยาลูกกลอนกำเนิดปีกเม็ดนี้จะช่วยเจ้าในการฝึกตน”


โอรสอ๋องสะดุ้ง  “ยาลูกกลอนกำเนิดปีก…ไยท่านไม่เก็บไว้ใช้เอง  อายุขัยของท่าน…”


เฒ่าเหยายิ้มน้อย  “ไม่เป็นไร  ก่อนตายได้ลูกศิษย์ดีๆ  ข้าไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้ว”


“เฉินจี้เขา…”


“เส้นทางของเขา  ยากกว่าของเจ้ามากนัก”


……


……


ยามเหม่า


หิมะหยุดตก  ท้องฟ้ากำลังจะแจ่มใส


เฉินจี้ขี่ม้ากลับมาถึงถนนอันซี  จวนจิ้งอ๋องถูกปิดตราผนึกสีขาวแล้ว  หน้าประตูกระดาษขาวกระจัดกระจายรกรุงรัง  ถูกลมพัด  กระพือปลิวว่อนไปทีละใบ


มาถึงหน้าโรงยาไท่ผิง  เขาผลักประตู  “อาจารย์  ข้ากลับมาแล้ว”


แต่ภายในโรงยาว่างเปล่า  ไร้เงาผู้คน


เฉินจี้เดินเข้าไปข้างใน  “อาจารย์”


“อาจารย์อยู่ที่ไหน”


“อาจารย์…”


เฉินจี้ยืนอยู่กลางลาน  มองไปรอบๆ อย่างงุนงง  โรงยาไท่ผิงเล็กๆ กลายเป็นเงียบเหงา  เย็นชา  ไม่มีความคึกคักอีกต่อไป…ทุกคนจากไปหมดแล้ว


เขามาถึงใต้ต้นแอปริคอต  หยิบผ้าแถบสีแดงบนต้นแอปริคอตลงมาทีละอัน


ธิดาอ๋องเขียนไว้แรกสุด  ปลอดภัย  สุขสันต์  ราบรื่น  ไร้กังวล


เฉินจี้กางผ้าที่หลิวฉวีซิงเขียน  ‘ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงอายุยืน’  


จากนั้นจึงเป็นของเซ่อเติงเค่อ  ‘ขอให้อาจารย์อายุยืนหมื่นหมื่นปี’  


ณ ริมหูของเขา  คล้ายยังแว่วเสียงหัวเราะหยอกล้อใต้จันทร์คืนนั้นอีกครั้ง


ในห้วงมึนงง  เขาเหมือนเห็นเซ่อเติงเค่อกับหลิวฉวีซิงวิ่งไล่กันวนรอบต้นแอปริคอต


แต่เพียงพริบตาเดียว  คนในอดีต…หายไปหมดแล้ว


ความทรงจำก็เป็นเช่นนี้  ลงโทษเฉพาะผู้ที่หวงแหนอดีต


เฉินจี้หมุนกาย  คว้าเหล้ากลั่นที่ยังเหลืออยู่ในโรงยา  ออกจากประตู  พลิกตัวขึ้นหลังม้า  ควบทะยานตรงไปยังหอกลอง


ระหว่างเร่งฝีเท้า  เขายกสุราขึ้นดื่ม  พลางเงยหน้ามองสีท้องฟ้าอันไกลโพ้น


เมื่อมาถึงหอกลอง  เฉินจี้ยัดเงินให้ทหารยามคนหนึ่ง  เหยียบบันไดไม้ขึ้นไปทีละขั้นสู่หอสูง


เขาถือไหเหล้า  นั่งบนราวกั้น  โคลงเคลงท่ามกลางลมหนาว  ราวกับพร้อมจะร่วงลงทุกเมื่อ


เฉินจี้เหลียวข้างตัวด้วยตามึนเมา  “หลิวฉวีซิง  ในภายหน้า  ท่านอยากทำสิ่งใด?”


ในสายลมมีเสียงตอบ  “ข้าอยากสืบทอดวิชาอาจารย์  เป็นหมอหลวง!”


เฉินจี้หัวเราะชอบใจ  “ดี  ต่อไปท่านจะเป็นหมอหลวงประจำจวนจิ้งอ๋อง!”


เขาจึงตะโกนถามอีกครั้ง  “เหลียงมาวเอ๋อร์  ในภายหน้า  ท่านอยากทำสิ่งใด?”


ลมหนาวพาเสียงกลับมาอีกคำ  “ข้าอยากมีที่ดินสักสองสามไร่”


“ดี  พรุ่งนี้จะซื้อให้ท่านเลย”


เฉินจี้ถามอีกครั้ง  “โอรสอ๋อง  ในภายหน้า  ท่านอยากทำสิ่งใด?”


“เพิ่งจะรู้ตัวว่า  คัมภีร์ปรัชญาพวกนั้น  อ่านไปก็ไร้ประโยชน์  ต่อไปภายหน้า  ลมพัดเปิดไปหน้าไหน  ก็ค่อยอ่านหน้านั้น  หน้าไหนอ่านยากก็ฉีกทิ้ง!  ตีกลอง!”


ในสายลมมีคนพูดด้วยความโกรธ  “พี่  คิดให้ดีนะ  ท่านตีลงไปทีเดียว  ทหารยามหอกลองข้างล่าง  ต้องถูกเนรเทศไปเป็นทหารชายแดนแน่”


“งั้นไม่ตีดีกว่า”


พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว


เฉินจี้เงยหน้ามองไป  เห็นดวงอาทิตย์สีแดงค่อยๆ สว่าง ณ ขอบฟ้า 


ท้องฟ้าไร้เมฆนับหมื่นลี้  แสงสีส้มแดงค่อยๆ ฉาบลงบนร่างโดดเดี่ยวของเขา


ดังดอกไม้ในกระจก  ดวงจันทร์ในน้ำ  ความฝันในโลกมนุษย์


ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า  อูหยุนก้าวบนราวไม้  ฝีเท้าเบาดุจลม  เลื้อยเข้าไปในอ้อมกอดของเฉินจี้แล้วเงยหน้า  เฉินจี้ลูบขนหัวนุ่มปุยของมัน  สายตาเหม่อมองขอบฟ้าอันไกลโพ้น


อูหยุนร้องเหมียวหนึ่งเสียง  แล้วเอ่ยถามว่า  “เฉินจี้  ท่านมาทำอะไรที่นี่”


“สลักเรือเพื่อเสาะหากระบี่”


……


……


เล่มสาม  สลักเรือเพื่อเสาะหากระบี่  จบ


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0507

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง