ตอนที่ 0194 สถานที่ที่เรื่องราวเริ่มต้น



ฤดูหนาวปีที่สามสิบเอ็ดแห่งเจียหนิงศก  ยามเย็น    


แสงสนธยาลุกโชนปกคลุมฟากฟ้า  ราวคลื่นสีชาดค่อยๆ ร่นถอยสู่ขอบโลก


ในเมืองหลัว  ทหารเกราะมิได้สัญจรไปมาอีก  ผู้คนจึงค่อยๆ โผล่ออกจากเรือนอย่างระแวง  ขณะพ่อค้าแม่ขายแบกของเร่ลัดเลาะไปตามถนน


แรกเริ่มพวกนั้นเอ่ยเสียงแผ่ว  ต่อมาก็ทวีดังขึ้น  “เต้าหู้!  เต้าหู้ต้มสดใหม่!”


ตลาดก็เหมือนหญ้าป่า  งอกงามอย่างดื้อดันจากซอกอิฐและปากผา


ทุกสิ่งดูจะคืนสู่ปกติ  เวลาเพียงทิ้งรอยแผลยาวไว้กับคนไม่กี่คน  แล้วค่อยๆ ถูกกลบด้วยความเคยชิน


ในห้องนอนของเด็กฝึกที่โรงยาไท่ผิง  อวลคลุ้งด้วยกลิ่นเหล้า


เฉินจี้นอนเอนอย่างไม่งามบนเตียงยาวหลับสนิท  เขาเตะผ้าห่มทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า  อูหยุนก็ใช้ปากคาบผืนเดิมขึ้นมาห่มให้ใหม่ทุกครั้ง  แล้วก็กอดอกนอนคว่ำเงียบๆ อยู่ข้างๆ เขา


ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร  เฉินจี้ค่อยๆ ลืมตา  ศีรษะปวดแทบแตก


เขาถามด้วยเสียงแห้งแหบ  “…ข้ากลับมาได้ยังไง  ทำไมถึงจำไม่ได้เลย”


อูหยุนรำพัน  “ท่านบ้าขึ้นมาแต่เช้า  หิ้วไหเหล้าขึ้นหอกลองไปดูพระอาทิตย์ขึ้น  พูดเพ้อเจ้อเรื่องการสลักเรือเสาะหากระบี่  จากนั้นก็ดื่มจนเมามาย  เพ้อไปทั่ว  เดี๋ยวไปดึงทหารใต้หอกลองถาม  ‘ผู้บังคับกองพันที่สอง  ปืนใหญ่อิตาลีของแกไปไหนวะ’  เดี๋ยวก็ไปดึงสารถีของร้านรับจ้างบอก  ‘ฝ่าบาทเพคะ  หม่อมฉันขอกราบทูล  ซีกุ้ยเฟยลักลอบคบชู้  สร้างความเสื่อมเสียให้วังหลัง’”


เฉินจี้ผงะลุกขึ้นนั่ง  อ้าปากค้าง  “อะไรนะ?”


อูหยุนลังเลครู่หนึ่ง  “เฉินจี้  ท่านเคยเป็นนางสนมให้ใครบนสี่สิบเก้าชั้นฟ้าหรือ”


เฉินจี้รีบอธิบาย  “นั่นเป็นบทจากละครน่ะ”


อูหยุนค่อยโล่งอก  “งั้นก็ดี”


เฉินจี้ตกใจสงสัย  “ข้ายังพูดอะไรอีก”


อูหยุนนึกย้อนครู่หนึ่ง  “ก็พวกเรื่องไร้สาระทั้งนั้น  จำไม่ค่อยได้แล้ว  จำได้เพียงอะไรสักอย่างเกี่ยวกับปีแล้วปีเล่า  ปีเล่าปีแล้ว”


เฉินจี้สะดุ้ง  ก่อนเอนกายลงใหม่  มองเพดานเงียบงัน


หากไม่ใช่เพราะคำเพ้อหลังเมาเหล่านี้  เขาแทบลืมไปแล้วว่า  แท้จริงตนมิได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกปัจจุบัน


พริบตาเดียว  เขามาอยู่ที่นี่กว่าสองเดือน  ตอนมาถึงยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง  บัดนี้หิมะตกหนักดั่งความฝันกว้างใหญ่


ถ้ามันเป็นเพียงความฝันก็คงจะดี


เมื่อสะดุ้งตื่น  การจากไกลและความตายในฝัน  ก็จะไม่นับเป็นสิ่งใด


เฉินจี้บ่นแผ่วเบา  “ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์หนีไปไหน  ตาเฒ่าขี้งกคนนั้น  ยอมทิ้งโรงยาได้ลงคอเชียวหรือ”


อูหยุนตอบ  “อาจารย์เคยบอกว่าจะไปยังที่ห่างไกล  และจะไม่กลับมาอีกแล้ว”


เฉินจี้พลันอาลัย  “ไปหมดแล้วสินะ  อาจารย์ยังฝากอะไรอีกไหม”


อูหยุนนึกอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วเลียนเสียงเฒ่าเหยา  “บอกเจ้าหนุ่มนั่นว่า  ไม่ต้องคิดถึงตาแก่คนนี้  ตาแก่คนนี้ไม่มีมันอยู่ข้างๆ  สบายใจดีนักเชียว”


เฉินจี้เบิกตากว้าง  “อาจารย์พูดแบบนั้นจริงหรือ”


อูหยุนสงสัย  “ไม่เหมือนหรือ  ถ้าท่านคิดว่าไม่เหมือน  ข้าจะแต่งอีกประโยคให้”


เฉินจี้อ่อนแรง  “...ก็ไม่จำเป็นหรอก”


อูหยุนพูด  “อาจารย์บอกว่า  เขาฝากจดหมายไว้ให้ท่านบนโต๊ะในห้องหลัก”


“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”


เฉินจี้ลุกพรวดทันที  ยังไม่ทันสวมรองเท้า  ก็วิ่งเท้าเปล่าไปยังห้องหลัก


เตาไฟในห้องหลักดับไปนานแล้ว  เย็นชืดและเงียบงัน  ผ้าห่มถูกพับเรียบร้อยวางไว้บนหัวเตียง  ตำราแพทย์จัดเก็บเป็นระเบียบบนชั้น  ราวกับเจ้าของห้องรู้ว่าตนจะไม่กลับมาอีก  จึงจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น  ดั่งพิธีลาจาก


บนโต๊ะ  มีจดหมายหนึ่งฉบับนอนนิ่งอยู่


เฉินจี้ร่างผอมยืนหน้าโต๊ะ  สูดลมหายใจลึกหลายครา  ก่อนค่อยเอื้อมหยิบขึ้นมา


ในจดหมายไม่มีคำสั่งเสียสำคัญใด  เหลือเพียงคำพร่ำเพ้อและบ่นของคนแก่ผู้หนึ่งก่อนออกเดินทางไกล


“เจ้าหนุ่ม  เมื่อเจ้าเห็นจดหมายนี้  อาจารย์คงอยู่บนเรือลงใต้แล้ว  ได้ยินว่าคลื่นลมในทะเลแรงนัก  มีปลาวาฬพ่นน้ำจากใต้คลื่น  มีนกนางนวลโผลง  ช้อนปลากิน  พวกเจ้าว่าอยากไปดูทะเล  อาจารย์ไปดูแทนเจ้าก่อนก็แล้วกัน”


“ครั้งแรกที่พบเจ้า  เจ้ากำเศษกระเบื้องแน่นในมือ  ตื่นตระหนกตลอดเวลา  คล้ายลูกเสือเพิ่งลืมตา  ไม่เหมือนอย่างที่หลี่ชิงเหนี่ยวพูดเลย  เขาว่าเพียงวินาทีที่เจ้าปรากฏตัว  ราชันจะเสด็จกลับสู่โลกอีกครั้ง  ฟ้าดินต้องพลิกคว่ำ  เปลี่ยนวันเปลี่ยนฟ้า  เปลี่ยนโฉมเก่าเป็นโฉมใหม่  แต่อาจารย์เห็นว่าเกินจริง  เจ้าหนุ่มคนนี้  มีลักษณะของราชันตรงไหนกัน”


“คืนนั้น  ข้ารู้ดีว่าเจ้ามาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  ทว่าเมื่อเห็นเจ้าพยายามแสร้งว่ามิใช่คนต่างถิ่น  ก็ได้แต่ทนมอง  อั้นเสียจนเกือบเป็นโรค”


เฉินจี้อ้าปากค้าง  เอ่ยไม่ออกสักคำอยู่เนิ่นนาน


“พวกเขาต่างว่า  คนที่ลงมาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้ามักชอบฆ่าฟัน  ทว่าข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้ามาจากชั้นใด  เอาแต่วุ่นวายเพื่อคนอื่น  โง่เง่าสิ้นดี  ข้าอยากสอนเจ้าว่า  อย่าไปให้ความสำคัญกับความรู้สึกนัก  อยากสอนวิธีรักษาตัวอย่างชาญฉลาด  สอนให้เจ้าอายุยืนเหมือนข้า”


“แต่พอนานวัน  เฝ้ามองเจ้าแล้วบางครั้งก็ย้อนคิด  หากตาแก่คนนี้ได้มีชีวิตใหม่อีกครา  บางทีคงอยากเป็นเหมือนเจ้า  ทำในสิ่งที่อยากทำ  ช่วยคนที่อยากช่วย  หลั่งเลือดฟาดฟันศัตรู  แล้วดื่มสุราสามหมื่นจอก”


“วินาทีนั้นอาจารย์เข้าใจ  อาจารย์ไม่มีสิ่งใดจะสอนเจ้าอีกแล้ว”


“เจ้าหนุ่ม  อาจารย์ไปแล้ว  ไม่ต้องคิดถึง”


“ยุทธภพนั้นไกลแสนไกล  มิได้พบกันอีกแล้ว”


เฉินจี้เงยหน้าสูดจมูกเบาๆ  พับจดหมายด้วยความเคารพ  สอดเก็บไว้แนบอก  เงียบงันอยู่นาน


อูหยุนกระโดดขึ้นโต๊ะอย่างเบาโปร่ง  มันมองท่าทางครุ่นคิดของเฉินจี้  แล้วขัดขึ้น  “เฉินจี้  อาจารย์บอกว่าเจ้ามาจากสี่สิบเก้าชั้นฟ้า  สี่สิบเก้าชั้นฟ้าเป็นอย่างไร  มีเทพเซียนบินอยู่บนฟ้าไหม”


เฉินจี้ได้สติ  ตอบเสียงอ่อนโยน  “สี่สิบเก้าชั้นฟ้าอื่นๆ  ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร  แต่ที่พวกเรา  คนธรรมดาก็สามารถบินไปมาบนฟ้าได้”


อูหยุนตกใจ  “ท่านเคยบินหรือ”


เฉินจี้พูดอย่างร่าเริง  “ข้าเคยบินหลายครั้งแล้วล่ะ”


อูหยุนทำท่าค้อมศีรษะ  “เจ๋งเป้ง”


เฉินจี้ลูบหัวมัน  “ไม่เจ๋งหรอก  มีเงินก็ทำได้  ต่อไปอาจจะมีโอกาสพาเจ้าไปดูที่ที่ข้าอาศัยอยู่  ตอนนั้นจะพาเจ้าบินสักสองสามครั้ง”


“สัญญาแล้วนะ”


“สัญญาแล้ว”  เฉินจี้รับทันควัน  “แต่ก่อนถึงตอนนั้น  พวกเราต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเสียก่อน”


อูหยุนตอบรับ  “ได้”


เฉินจี้สงสัย  “เจ้าไม่ถามหรือว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน”


อูหยุนเหมียวขึ้นเสียงหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจนัก  “ไม่ต้อง  เรื่องใหญ่ของบ้านเรา  ท่านเป็นคนตัดสินใจ”


เฉินจี้หัวเราะ  “อูหยุน  เจ้าดีจริงๆ”


“แน่นอน”  อูหยุนถาม  “วันนี้จะกลับจวนเฉินไหม”


เฉินจี้ถูขมับ  “ยังก่อน...”


กำลังเอ่ยอยู่  ก็มีเสียงตะโกนดังจากนอกห้อง  “เฉินจี้!  เฉินจี้!”


เฉินจี้สะดุ้งเล็กน้อย  เขาเก็บจดหมายที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้เรียบร้อย  แล้วแหวกม่านประตูออกไป


กลางลาน  เห็นจางเซี่ยสวมชุดแดงสด  ปักกิ๊บหยกแดงบนเกศา  ผิวขาวดังหิมะ


นางมองเข้าไปยังห้องนอนของเด็กฝึก  ไม่เห็นเงาเฉินจี้  จึงเอื้อนเสียงเรียก


เฉินจี้ถามพลางยิ้ม  “คุณหนูรองจางมาทำไม”


จางเซี่ยพินิจเขาอย่างถี่ถ้วน  ลังเลครู่หนึ่งจึงถาม  “เจ้า...ไม่เป็นไรใช่ไหม  ธิดาอ๋องท่าน...ท่านจะต้องไม่เป็นไรแน่”


เฉินจี้ยิ้มตอบ  “ขอบใจคุณหนูรองจางที่ห่วงใย  ข้าไม่เป็นไร”


จางเซี่ยฮึมหนึ่งคำ  ตบบ่าเขาอย่างไม่เกรงใจ  “สุภาพอะไรกัน  อย่างน้อยพวกเราก็มีมิตรภาพร่วมเป็นร่วมตายที่หมู่บ้านหลงหวัง  ห่วงใยเจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดา  เจ้าสบายใจเถอะ  พ่อของข้าบอกแล้วว่า  ตระกูลจางจะช่วยเจ้าช่วยธิดาอ๋องออกมาอย่างเต็มที่”


เฉินจี้ฮึมรับเบาๆ


จางเซี่ยหมุนกายก้าวออกไป  “งั้นข้าไปก่อนนะ  อีกครู่ยังนัดเพื่อนไปเล่นขี่ม้าตีคลี...”


เมื่อเดินมาถึงใต้ต้นแอปริคอต  เธอชะงักเหลียวกลับ  ถามด้วยแววระแวง  “ไม่เป็นไรจริงๆ ใช่ไหม…”


เฉินจี้ยิ้มเล็กน้อย  “ไม่เป็นไรจริงๆ”


จางเซี่ยโบกแขน  “งั้นข้าไปจริงๆ แล้วนะ”


คุณหนูรองจางคนนี้มาเร็วไปก็เร็ว  ดุจก้อนไฟร้อนแรง  ทว่ากลั้นเปลวของตนเองไว้  กลัวจะลวกเฉินจี้


……


……


เช้าวันรุ่งขึ้น


เฉินจี้แต่งตัวเรียบร้อย  อุ้มอูหยุนเดินลับเข้าไปในหมอกบางๆ  ของถนนอันซี


เขามาถึงหน้าร้านซาลาเปา  ตะโกนเสียงดัง  “ลูกจ้าง  เอาซาลาเปาไส้เนื้อแกะมาสี่ลูก  ขอแบบที่มันซึมทะลุแป้ง”


อูหยุนแค่ได้ยิน  ก็เริ่มน้ำลายสอแล้ว


“ได้เลย”  ลูกจ้างในร้านเปิดฝากระด้งไม้ไผ่  ไอน้ำก้อนใหญ่พลุ่งขึ้นกระทบเพดาน  อวลกลิ่นควันครัว


ลูกจ้างฉีกใบตาลเป็นแถบ  ห่อซาลาเปาไส้เนื้อแกะ  ส่งให้เฉินจี้  “หมอเฉินน้อย  จวนอ๋องเกิดเรื่อง  จะพัวพันโรงยาไท่ผิงของพวกท่านไหม?  พวกท่านยังจะรักษาคนต่อที่ถนนอันซีหรือไม่”


เฉินจี้สะดุ้งเล็กน้อย  เอ่ยอธิบาย  “โรงยาไท่ผิงเดิมทีเป็นสำนักหมอหลวงของจวนจิ้งอ๋อง  เมื่อจวนจิ้งอ๋องไม่มีแล้ว  โรงยาไท่ผิงก็ต้องปิดเช่นกัน”


ลูกจ้างอาลัย  “หมอเหยาเป็นหมอเก่งที่สุดในเมืองหลัวของพวกเรา  น่าเสียดายจริงๆ  ต่อไปคงให้ท่านช่วยตรวจโรคไม่ได้แล้ว”


เฉินจี้หัวเราะ  “อาจารย์ข้าคิดค่ารักษาแพงถึงเพียงนั้น  พวกท่านยังกล้าให้ตรวจโรคอีกหรือ”


ลูกจ้างสงสัย  “ไม่จริงเลย  ท่านจำไม่ได้หรือ  หมอเหยาทุกปี  ช่วงเทศกาลโคมไฟ  จะรักษาให้เพื่อนบ้านทั้งถนนอันซีโดยไม่คิดเงิน”


เฉินจี้เงียบ  เขาไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ  เฒ่าตัวเล็กขี้บ่นปากร้ายคนนั้น  กลับเคยรักษาฟรีให้เพื่อนบ้านด้วย


ขณะนั้นเอง  ลูกจ้างถามเสียงแผ่ว  “หมอเฉินน้อย  ข้าได้ยินว่าจิ้งอ๋องเกิดเรื่อง  เพราะมีคนในจวนอ๋องหักหลัง  เรื่องนี้จริงหรือ”


เฉินจี้เอ่ยเสียงเรียบ  “ข่าวลือนี้มาจากไหน”


ลูกจ้างปิดฝากระด้งไปพลาง  อธิบายไปพลาง  “ได้ยินว่าฝั่งสมาคมขนส่งทางน้ำแพร่ข่าวออกมาก่อน  เมื่อคืนที่ตลาดบูรพาก็แพร่สะพัดไปแล้ว  ตอนพวกเราไปซื้อเนื้อ  ทุกคนต่างพูดถึงกัน”


เฉินจี้หยิบซาลาเปาลูกหนึ่งป้อนให้อูหยุน  ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก  “แล้วทุกคนพูดกันอย่างไร”


ลูกจ้างพูดอย่างเห็นใจ  “ทุกคนต่างสงสารจิ้งอ๋อง  จิ้งอ๋องที่ดีถึงเพียงนั้น  จะก่อกบฏส่งเดชได้อย่างไร  ต้องถูกพวกขันทีลอบทำร้ายแน่  คนที่หักหลังจิ้งอ๋องก็คงเป็นสายลับที่พวกขันทีส่งเข้าไปในจวนอ๋อง”


ข่าวลือนี้ชี้เป้าตรงเผง  ราวกับตัดเย็บขึ้นมาเพื่อเฉินจี้โดยเฉพาะ  ทั้งยังฟังดูสมเหตุสมผลนัก


ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือนี้?


ไม่ใช่ไป๋หลง  เฉินจี้ยังต้องแฝงตัวในตระกูลเฉิน  ตระกูลเฉินย่อมไม่ยอมให้พวกขันทีคอยแอบชะเง้ออำนาจ


ไม่ใช่จินจู  เคล็ดวิชาสิงกวนของเขา  ยังจำเป็นต้องให้เฉินจี้ฝึกตนต่อไป


หันถงหรือ?


หรือว่าหันถงถูกตนยืมมือ  ล่อหยุนหยางกับเจียวถู่ออกไป  จึงเกิดความขุ่นแค้น?  เป็นไปได้  ข่าวนี้ก็แพร่จากสมาคมขนส่งทางน้ำเป็นอันดับแรก


เดี๋ยวก่อน…ยังมีอีกสองคนที่มีแรงจูงใจทำเรื่องนี้


ขณะกำลังคิด  ลูกจ้างก็เอ่ย  “น่าสงสารธิดาอ๋อง  ท่านดีถึงเพียงนั้น  แต่กลับถูกจับขังคุกใน  เมื่อสองปีก่อนแม่ข้าป่วยหนัก  ธิดาอ๋องยังส่งคนมามอบเงินให้ด้วย”


“อา...น่าเสียดาย”  เฉินจี้เพียงหมุนกาย  แล้วผินหลังจากไป


อูหยุนเมี้ยวในอ้อมแขน  “อย่ากังวลเลย  ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ทรยศต่อจิ้งอ๋อง”


เฉินจี้ยิ้มบาง  “ไม่เป็นไร”


อูหยุนกระซิบอีกครั้ง  “มีคนแอบตามพวกเรา”


เฉินจี้เอ่ยอย่างไม่แยแส  “อืม...คนที่จะมาฆ่าข้า”


อูหยุนถาม  “จะทำอย่างไร  ล่อเขาเข้าตรอกแล้วร่วมมือกันฆ่าเสียดีไหม”


เฉินจี้ลูบขนปุยนุ่ม  “จัดการเรื่องสำคัญก่อน”


เขาไปที่ตลาดบูรพาก่อน  เรียกช่างก่ออิฐและช่างไม้มา  จากนั้นเขากับสารถีขับเกวียนลาก  ลำเลียงอิฐและกระเบื้องใหม่กลับมา


เฉินจี้เคยรับปากอาจารย์  ครึ่งล้อเล่นครึ่งจริง  ว่าจะช่วยโรงยาไท่ผิงเปลี่ยนกระเบื้องและอิฐใหม่  ฉาบหน้าต่างใหม่  และกวาดใยแมงมุมออก


บัดนี้โรงยาไท่ผิงว่างเปล่า  หากไม่ใช่เพราะสถานะเหยี่ยวทะเลของเขา  ที่นี่คงถูกประกาศปิดตราไปนานแล้ว


เฉินจี้กำลังจะกลับตระกูลเฉิน  จะไม่อาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไป


ตามหลักเหตุผล  สิ่งที่เขาทำล้วนไร้ประโยชน์  ไม่มีใครมาเห็น  ย่อมไม่มีใครขอบคุณ  แต่เขาก็แค่อยากทำมัน


เจ็ดวันติดต่อกัน  ช่างก่ออิฐและช่างไม้ตั้งเพิงพักนอกโรงยาไท่ผิง  กลางวันทำงาน  กลางคืนนอนหลับ  เฉินจี้เปลี่ยนอิฐสีเขียวที่ชำรุดทั้งพื้น  อัดดินใหม่ปูพื้น  เปลี่ยนกระเบื้องทั้งหลัง  ซ่อมทุกจุดรั่วให้สนิท


โรงยาไท่ผิงกลับมาสดใสราวสิ่งปลูกสร้างแรกคลอด  แม้แต่เตาก็รื้อทิ้งแล้วก่อใหม่


เพียงแต่  เฉินจี้ยังรู้สึกว่าตนเหมือนลืมอะไรบางอย่าง


จริงด้วย...ในที่สุดเขาก็นึกออกว่าลืมอะไรไว้


เฉินจี้ย้ายโต๊ะไปหน้าประตู  แล้วถือผ้าเช็ด  ปีนไปยืนบนโต๊ะ  เช็ดป้าย ‘ไม่มีเชื่อ’ หน้าประตูให้เงางาม  กวาดฝุ่นออกไป


ลูกจ้างร้านซาลาเปาฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามด้วยความอยากรู้  “หมอเฉินน้อย  ข้าเห็นท่านวุ่นวายมาเจ็ดวัน  แต่ท่านบอกเองไม่ใช่หรือ  ว่าโรงยาไท่ผิงจะไม่เปิดทำแล้ว?  ไฉนดูเหมือนจะเปิดใหม่  ทำสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อันใด”


เฉินจี้ยิ้ม  แต่ไม่ตอบ


เขายืนอยู่บนโต๊ะ  หันหลังมองฝูงชนที่พลุกพล่านไปมาบนถนนอันซี  ใต้แสงยามพลบค่ำ


ทุกอย่างพร้อมแล้ว  ถึงเวลาต้อนรับแขกสองท่านที่ต้องการฆ่าเขา


……


……


หน้าเตาใหม่  เฉินจี้นั่งบนม้านั่งเล็ก  เฝ้ามองฟืนที่กำลังลุกโชน  ชั่วขณะหนึ่งเขาฟุ้งซ่าน  แสงไฟสะท้อนบนใบหน้า  เปลวไฟริบหรี่ในดวงตา


กระแสความร้อนจากในเตาระอุจนแก้มของเขาพองแดง


อูหยุนเตือน  “เฉินจี้  หม้อร้อนแล้ว”


เฉินจี้อ๋อเสียงหนึ่ง  ลุกขึ้นตักมันหมูสีขาวบริสุทธิ์ก้อนหนึ่งโยนลงหม้อ  ผัดเต้าหู้ทอดกระทะหนึ่งจาน  ผักกาดขาวราดน้ำส้มหนึ่งจาน  ถั่วดองกับเนื้อสับหนึ่งจาน  หน่อไม้แห้งผัดหมูรมควันหนึ่งจาน  เรียบง่ายธรรมดา


ฟ้ามืดแล้ว  เขานำอาหารออกมาวางในลาน  วางชามและตะเกียบสามชุด  จึงนั่งหน้าโต๊ะแปดเซียนกล่าว  “ท่านทั้งสอง  รอมานานแล้ว  ลงมาทานข้าวด้วยกันเถิด”


เสียงหัวเราะของเจียวถู่ลอยจากหลังคาห้องโถงหลัก  “ครั้งก่อนใต้เท้าเฉินจี้เหยี่ยวทะเลเชิญพวกข้ากินข้าว  พวกข้าเกือบไม่รอดเพราะอาวุธไฟ  ครั้งนี้เชิญอีก  คงมิใช่งานเลี้ยงกับดักกระมัง?”


เฉินจี้เงยหน้า  เจียวถู่ยืนบนชายคาด้านซ้ายใต้จันทร์เสี้ยว  หยุนหยางหมอบด้านขวา  จิตสังหารพลุ่งพล่าน


เขาคิดว่า  ช่างเหลวไหลสิ้นดี  ตอนเพิ่งมาสู่โลกนี้  ก็เห็นสองคนนี้หมายฆ่าเขา


วนเวียนสองเดือนผ่านไป  ก็ยังคงเป็นสองคนนี้ที่หมายฆ่าเขา


เฉินจี้นั่งข้างโต๊ะ  แบ่งตะเกียบช้าๆ อย่างสุขุม  “ท่านทั้งสองกังวลเกินไป  นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงกับดัก  ใต้เท้าไป๋หลงจัดให้พวกท่านทำงานใต้บัญชาข้าต่อไป  เราควรร่วมมือร่วมใจกันต่างหาก  ข้าจริงใจเชิญผู้ใต้บัญชาทั้งสองมารับประทานอาหาร  อย่าคิดมากเลย”


หยุนหยางหัวเราะเยาะ  “เจ้าหนุ่ม  อยากเป็นหัวหน้าพวกเราหรือ?  ข้าเกรงว่า  เจ้าคงไม่มีชีวิตรอดออกไปทำแล้ว”


“โฮ่...”  เฉินจี้ทำเสียงสงสัย  “พวกท่านจะฆ่าข้าหรือ?  บัดนี้ข้าเป็นคนของใต้เท้าไป๋หลง  ท่านทั้งสองไม่กลัวใต้เท้าไป๋หลงจะลงโทษหรือ”


เจียวถู่ขยับดวงตา  “พวกข้าเผยเรื่องที่เจ้าทรยศต่อจิ้งอ๋องออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว”


นางเอ่ยพลางดึงหนามเอ๋อเหมยสองเล่มจากเอว  โยนให้หยุนหยาง  “เมื่อใต้เท้าไป๋หลงถาม  พวกข้าจะบอกว่า  เป็นเจ้าของหนามเอ๋อเหมยนี่ที่ฆ่าเจ้า  จิ้งอ๋องเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของเขา  เขาล้างแค้นแทนจิ้งอ๋อง  ชอบธรรมดี”


“ที่แท้ก็เป็นท่านทั้งสองที่แพร่ข่าว”  เฉินจี้หัวเราะเอ่ย  “พวกท่านดูแคลนใต้เท้าไป๋หลงเกินไป  เรื่องเช่นนี้จะหลอกท่านได้อย่างไร...แต่ว่า  ระหว่างเรา  ไม่จำเป็นต้องฆ่าฟันกัน”


เจียวถู่เอียงศีรษะ  สงสัยอยู่บ้าง  “หมายความว่าอย่างไร”


เฉินจี้เงยหน้ามองเจียวถู่  “ท่านทั้งสองใช้เวลานานเท่าใด  กว่าจะทนทุกข์จนกลายเป็นนักษัตร”


เจียวถู่ตอบด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง  “หลายปีเชียว  ลำบากลำบนทนทุกข์จนกลายเป็นนักษัตร  เพิ่งรุ่งโรจน์ได้แค่ครึ่งปี  ก็ถูกตีกลับสู่ร่างเดิม  น่าสงสารจริง”


เฉินจี้ถามต่อ  “บัดนี้พวกท่านเป็นหน่วยสืบลับระดับนกพิราบ  ต้องใช้เวลานานเท่าใด  กว่าจะกลับไปเป็นนักษัตรใหม่อีกครั้ง”


เจียวถู่ก้มหน้านับนิ้วคำนวณ  “ฆ่าคนสิบคนให้เสนาบดีฝ่ายใน  จึงจะกลับสู่ตำแหน่งเหยี่ยวทะเล  ฆ่าอีกยี่สิบคน  จึงจะผสมเข้าไปสู่หมวดอักษรเจี่ยในเหยี่ยวทะเล  ฆ่าอีกห้าสิบคน...แต่หลายปีมานี้  คนที่เสนาบดีฝ่ายในต้องการฆ่า  ที่ควรฆ่าก็ตายหมดแล้ว  จะกลับไปเป็นนักษัตร...ลำบากพอสมควร”


เฉินจี้หัวเราะเอ่ย  “บัดนี้ตำแหน่งแกะและกระต่ายลอยอยู่  ใครจะรับประกันได้ว่า  สองตำแหน่งนี้จะสงวนไว้ให้ท่านทั้งสอง  คิดว่าคนอื่นที่ออกมาจากเขาอู๋เนี่ยน  ต่างหมายมั่นในสองตำแหน่งนี้ทั้งนั้น”


เขาว่าต่อ  “ท่านทั้งสองติดค้างอยู่ในขั้นก่อนฟ้าหลายปี  ห่างจากขั้นแสวงเต๋าเพียงก้าวเดียว  หากไม่อาจเอาผลงานไปแลกเคล็ดวิชาฝึกตนชั้นถัดไปก่อนอายุสามสิบหก  เกรงว่าจะต้องประสบเกิดแก่เจ็บตายไม่ต่างจากคนธรรมดา”


เจียวถู่เพียงยิ้ม  ไม่เอื้อนเอ่ย


เฉินจี้เงยหน้ามองนาง  เอ่ยอย่างมั่นใจ  “พวกท่านทำงานให้ข้า  ภายในหนึ่งปี  ทางนี้จะช่วยพวกท่านกลับสู่ตำแหน่งนักษัตร  เป็นอย่างไร”


ใต้แสงจันทร์  บนชายคา  บรรยากาศแข็งทื่อ


นิ้วเนียนขาวของเจียวถู่เล่นกับเส้นผมตนเอง  แววคิดริบหรี่ฉายผ่านดวงตา


เฉินจี้ถาม  “ท่านทั้งสองใช้เวลานานเท่าไร  จากหน่วยสืบลับระดับนกกระจอกถึงเหยี่ยวทะเล”


เจียวถู่คำนวณเวลา  “หกปี”


เฉินจี้ถามอีก  “แล้วข้า  ใช้เวลาเท่าใด”


นิ้วที่พันเส้นผมข้างหูของเจียวถู่หยุดชะงักชั่วลมหายใจ  ดวงตาสว่างขึ้น  “...สองเดือน  หยุนหยาง  เขาช่วยพวกเรากลับสู่ตำแหน่งนักษัตร  ดูเหมือนเป็นข้อเสนอไม่เลว  ข้าก็บอกแล้ว  ไม่ต้องฆ่าฟันกันหรอก  ร่วมมือกันอย่างมีความสุขดีกว่า”


หยุนหยางหน้าบึ้ง  “เจ้าหนุ่มนี่  มีอุบายชั่วร้ายเต็มมือ  ถ้าเก็บเขาไว้  คืนยาวฝันมาก”


หยุนหยางกำหนามเอ๋อเหมยสองมือ  จากด้านขวา  กระโดดพรวด  ดุจหงส์บินเบา  โฉบเข้าใส่เฉินจี้


เฉินจี้ไม่รีบร้อน  สีหน้านิ่งสงบ  ผลักด้วยสองมือเบาๆ  ผลักโต๊ะแปดเซียนออกไปสองฉื่อ


ชั่วพริบตา  เขาผุดลุกกะทันหัน  ปลายเท้าเกี่ยวแล้วช้อนดาบวาฬที่ซ่อนใต้โต๊ะเข้ามือ


ดาบเดียวพรวดเฉียงขึ้นขวาบน  ใบมีดดุจจันทร์เสี้ยวคมกริบ  พริบเดียวถึงใบหน้า  หยุนหยางถือหนามเอ๋อเหมยยาวเพียงหนึ่งฉื่อสองชุ่น  ส่วนดาบวาฬนั้นยาวห้าฉื่อห้าชุ่น


หยุนหยางรีบดึงหนามเอ๋อเหมยสองเล่มเข้ามาป้องกันใบหน้า  เสียงแคร้งดังลั่น  มือทั้งสองสั่นจนชา


“ก่อนฟ้า”  หยุนหยางอุทาน  ร่างพลิกหลัง  ถอยร่นเป็นกระบวน  จนไปถึงห้องนอนเด็กฝึก


ทว่าในมือกลับปล่อยหนามเอ๋อเหมยดุจอาวุธลับพุ่งฉวัดเฉวียน  พยายามบีบให้เฉินจี้ถอย   


แต่หนามเอ๋อเหมยหวีดแหวกอากาศ  สุดท้ายแทงพลาด  ไปตอกแน่นอยู่บนผนังครัว  ส่งเสียงหึ่งๆ


ครั้นหยุนหยางกวาดสายตาหาเฉินจี้อีกครั้ง  คมดาบวาฬก็วางเย็นเฉียบอยู่บนลำคอของเขาแล้ว


หยุนหยางรู้สึกคมมีดเย็นเฉียบแนบคอ  ร่างขยับไม่ได้  เฉินจี้ดึงเขาไว้  หันหน้าเข้าหาเจียวถู่  แล้วถอยช้าๆ พลางกล่าว  “ใต้เท้าหยุนหยาง  แม้แต่ราชสีห์จับกระต่าย  ยังทุ่มสุดกำลัง  ครั้งหน้าอย่าประมาทเช่นนี้อีก”


ในลานแคบ  จิตสังหารอำพรางอยู่ทั่ว  แมวดำซุ่มต่ำบนชายคา  ดวงตาจ้องเจียวถู่ไม่ห่าง  การสังหารพร้อมปะทุได้ทุกลมหายใจ


หยุนหยางถูกเฉินจี้จับเป็นตัวประกัน  ยังหัวเราะเยาะหยัน  “เจ้าหนุ่มนี่ซ่อนลึกจริง  แถมยังเป็นขั้นก่อนฟ้าด้วย”


เจียวถู่นั่งบนสันหลังคาปรบมือ  “ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งได้รับพระราชทานเคล็ดวิชาฝึกตนจากใต้เท้าเสนาบดีฝ่ายในหรือ?  ไฉนถึงขั้นก่อนฟ้าเร็วเพียงนี้”


เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ  “พรสวรรค์พิเศษ  ใต้เท้าเจียวถู่  บัดนี้ใต้เท้าหยุนหยางอยู่ในมือของข้า  พอจะคุยกันได้แล้วหรือไม่”


เจียวถู่ยิ้มละไม  เกล้าเส้นผมไว้หลังหูพลางเอ่ย  “เขาอยู่ในมือเจ้ามีอะไรข้องเกี่ยวกับข้า  พวกข้าที่ออกมาจากเขาอู๋เนี่ยน  มิเคยคำนึงถึงสัมพันธไมตรีเก่าแก่  เจ้าฆ่าเขาเถอะ  ฆ่าเสร็จแล้วเราสองคนดื่มเหล้าคุยกันต่อ  หากเจ้าช่วยข้ากลับสู่ตำแหน่งนักษัตร  ข้าย่อมตอบแทนเจ้าอย่างงาม”


เฉินจี้ก็ยิ้มเช่นกัน  “ได้  เมื่อใต้เท้าเจียวถู่พูดเช่นนี้  งั้นข้าเชือดเขาก่อน”


พูดจบ  คมมีดในมือเฉินจี้หมุนเฉือนเข้าผิวคอของหยุนหยาง  เลือดซึมแดง


“เดี๋ยว!”  เจียวถู่ฉับพลันใช้เล็บหัวแม่มือกรีดหว่างคิ้ว  พลางหลับตาทั้งสอง


ก้อนหมอกควันสีดำพุ่งจากหว่างคิ้ว  ชั่วพริบตากลายเป็นร่างของเจียวถู่ตกบนหลังคา


เห็นเพียงนางสวมเกราะสีดำ  บนหมวกเกราะมีขนนกสีดำปลิวไสวตามลม  มือกำมีดเสี้ยวดาวกลับด้าม


เฉินจี้สะท้านในใจ  เขาเดาไม่ผิดมาตลอด  ในสองคนนี้  เจียวถู่คือที่คนอันตรายกว่า  เสนาบดีฝ่ายในให้หยุนหยางอยู่ข้างเจียวถู่  แท้จริงก็เพื่อให้หยุนหยางคุ้มครองเจียวถู่


หยุนหยางเงยหน้ามองหลังคา  สีหน้าตะลึง  “เจียวถู่  เจ้า...”


เฉินจี้วางมีดไว้ที่คอหยุนหยาง  ถอยเข้าสู่เงามืดใต้ชายคาห้องโถงหลัก  “ใต้เท้าเจียวถู่  ไหนว่าไม่คำนึงสัมพันธไมตรีเก่าแก่  ไยแม้แต่วิถีฝึกตนยังยอมเปิดเผย”


เจียวถู่เอ่ยอย่างไม่แยแส  “ข้าเพียงเห็นว่า  วิชาดาบเจ้าล้ำลึก  จึงอยากฝึกฝนประมือกับเจ้าเท่านั้น”


เฉินจี้ยืนในเงามืดใต้ชายคา  “ข้าขอพูดอีกครั้ง  ระหว่างพวกเรา  ไม่มีเหตุต้องฆ่าฟันกัน  แค่ทำงานกับข้า  ขอรับประกันว่าภายในหนึ่งปี  พวกท่านจะกลายเป็นนักษัตรอีกครั้ง  หากไม่แล้ว  วันนี้ก็สู้กันให้ตายไปข้าง”


พูดจบ  เขาบรรจงวางดาบ  ผลักหยุนหยางให้ถอยสองสามก้าว  ตนเองกลับนั่งโอ้อวดข้างโต๊ะแปดเซียน  หยิบตะเกียบราวไม่มีผู้ใด  “ความจริงใจของข้า  พวกท่านก็เห็นไปแล้ว  ลงมารับประทานอาหารกันเถิด”


(จบตอน)

______________

ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์

ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0516

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan


Previous Next

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 0001 กลับสู่ศูนย์

ตอนที่ 0036 เงาในแสงอาทิตย์ (จบบทนำ)

ตอนที่ 0091 ต้นแอปริคอตแดง