ตอนที่ 0195 ผลักดัน
ลานเล็กๆ มีมือสังหาร มีแมวดำ มีเด็กหนุ่ม
สิ่งที่ควรและไม่ควร ปรากฏตัว ณ ที่นี่ครบถ้วน แปลกประหลาดพิกล ทว่ากลมกลืนอย่างคาดไม่ถึง
เหมือนจอมยุทธในเรื่องเล่า ผู้มักแต่งกายพิสดาร และมีฉายาพิสดาร
ในเรื่องเล่า ตำนานที่ตายไปมีมากมาย แต่ตำนานที่ยังมีชีวิต เขาไม่เคยเห็นสักคนเดียว
เจียวถู่ยืนบนชายคา เสื้อผ้าสีดำกลืนไปกับกระเบื้องสีเทาและท้องฟ้ายามค่ำคืน ทุกอย่างดูลงตัวราวถูกจัดวางไว้แต่เดิม
เฉินจี้ไม่อยากต่อสู้กับเจียวถู่ เพราะรู้ในใจว่า อีกฝ่ายต้องสู้เก่ง เกินกว่าจะลองดีด้วย
เรื่องนี้ไม่ยากแก่การพินิจ ภายในสำนักพิธีการล้วนเต็มไปด้วยคนเจ้าเล่ห์ ผู้ใดรอดมาถึงวันนี้ล้วนต้องมือเปื้อนเลือด ทั้งศัตรูและสหายร่วมงาน บางคนฆ่าด้วยอุบาย บางคนลงมือด้วยวิธีบริสุทธิ์และตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอนว่าเจียวถู่เข้าข่ายหลัง
เฉินจี้คาดว่า ฝีมือของเจียวถู่คงอยู่แถวหน้าของสิบสองนักษัตร ทว่าวิชาฝึกตนของนางมีช่องโหว่ถึงตาย เมื่อใช้วิชาก็ไม่อาจเคลื่อนไหว ฉะนั้นจึงต้องเดินทางร่วมกับหยุนหยาง มิใช่เพราะความสัมพันธ์ของทั้งสองแนบแน่น หากเพราะนางต้องการผู้คุ้มครอง
เจียวถู่ทอดสายตามองเฉินจี้ซึ่งนั่งข้างโต๊ะแปดเซียนอย่างโอหัง รูปโฉมเยาว์วัย พลางเอ่ยด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง “เวลาช่างผ่านไวจริงๆ สองเดือนก่อนหยุนหยางบอกว่า เจ้าอาจอยู่สูงกว่าพวกเรา ข้ายังไม่เชื่อ พริบตาเดียวเจ้าก็กลายเป็นหัวหน้าพวกเราจริงๆ”
เฉินจี้กล่าวอย่างจริงใจ “เรื่องนี้ก็เป็นเพียงความบังเอิญ ด้านหนึ่งข้าเลื่อนขั้นเร็ว อีกด้านหนึ่งท่านทั้งสองถูกลดขั้นเร็ว......หากข้าช้าลงสักนิด หรือท่านทั้งสองช้าลงสักนิด เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิด”
เจียวถู่เหลือบตา “เจ้ากำลังแหย่ใครอยู่? ไยพูดจาเหมือนหมอหลวงเหยาเป๊ะๆ”
หยุนหยางสีหน้าเย็นเยือก สองมือกอดอก จ้องเฉินจี้อย่างสุขุม “เจ้าคิดจะเป็นหัวหน้าของพวกข้า ยังมีคุณสมบัติไม่พอ”
เฉินจี้ยิ้มบาง เอ่ยอย่างประนีประนอม “ข้ามิได้จะเป็นหัวหน้าของพวกท่าน ทว่าในสำนักพิธีการนี้ แฝงอันตรายอยู่ทุกย่างก้าว ข้าเพียงต้องการร่วมมือกับพวกท่าน ในเมื่อท่านทั้งสองต้องการกลับสู่ตำแหน่งนักษัตร ต้องการทรัพยากรในการฝึกตน ต้องการเคล็ดวิชาฝึกตน ส่วนข้าต้องการผู้ช่วย เพียงเท่านี้เอง”
เฉินจี้พูดต่อ “ต่อไปนี้เมื่อพวกเราอยู่กันเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องเรียกกันตามตำแหน่ง ข้าไม่ใช่หัวหน้า พวกท่านก็ไม่ใช่ผู้ใต้บัญชา เป็นอย่างไร?”
สีหน้าของหยุนหยางผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เจียวถู่เอ่ยฉับพลัน “แล้วพวกข้าจะเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร? จิ้งอ๋อง ธิดาอ๋อง โอรสอ๋อง เจ้ายังกล้าทรยศ หากวันหน้าได้ไต่ขึ้นสูง ก็ใช่ว่าจะไม่ทรยศพวกข้า ฮือ...น่าสงสารธิดาอ๋อง เมื่อวานข้าเจอนาง แสงในดวงตาดับสิ้นแล้ว”
เฉินจี้ชะงักมือที่กำลังหยิบตะเกียบครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเอ่ย “หากพวกท่านจะเหน็บแนมข้าเพื่อคลายโทสะ ก็เชิญเถิด ดีกว่านี้ไม่มีแล้ว จะพูดให้หนำใจอีกสักหลายประโยคก็ยังได้ พอจบแล้วค่อยเข้าเรื่องสำคัญกัน”
เจียวถู่อุทาน พลางปิดปากหัวเราะ “มิได้จงใจเหน็บแนมหรอก เพียงเห็นตัวอย่างจากจวนจิ้งอ๋อง เลยอดกังวลไม่ได้”
เฉินจี้กล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าช่วยท่านทั้งสอง ย่อมเป็นธรรมดาที่จะได้สิ่งตอบแทน ก่อนหน้านี้ที่ร่วมมือกัน ออกมือครั้งหนึ่งก็ได้ห้าสิบตำลึงเงินจากพวกท่าน ไม่มีอะไรใหม่เลย คราวนี้ข้าจะช่วยพวกท่านกลับสู่ตำแหน่งนักษัตร โดยแลกกับคนละห้าพันตำลึงเงิน”
เจียวถู่เบิกตากว้าง สองมือเท้าสะเอว ก้มตัวจ้องเฉินจี้ “ห้าพันตำลึง? ทำไมไม่ปล้นพวกเราเลยล่ะ? หลินเฉาชิงแห่งกรมอาญาจับตาเข้มงวดทุกวัน พวกข้าจะไปหาเงินมากขนาดนั้นจากที่ใดกัน?”
เฉินจี้ส่ายหน้า “ท่านทั้งสอง อย่าหลอกข้าว่าไม่มีเงินอีกเลย กรมอาญาจะเก่งเพียงใดก็ยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง อีกทั้งเงินห้าพันตำลึง เมื่อเทียบกับตำแหน่งนักษัตร อะไรเล็กอะไรใหญ่ ท่านทั้งสองย่อมรู้ดีในใจ”
หยุนหยางลูบคอ เอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ถ้าเจ้าขึ้นไปอยู่ตำแหน่งสูงแล้วคิดแก้แค้นข้ากับเจียวถู่ จะทำอย่างไร?”
เฉินจี้หัวเราะเบา “ท่านหยุนหยาง โลกนี้จะมีความเจ็บแค้นลึกซึ้งสักเพียงไหน? ท้ายที่สุดไม่พ้นสองคำ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์”
เจียวถู่ลองย้อนถาม “จริงหรือ? ข้ายังไม่เชื่อ”
เฉินจี้หยิบเต้าหู้ทอดชิ้นหนึ่งขึ้นกิน สีหน้าเรียบเฉยเอ่ย “ข้าแม้แต่จิ้งอ๋อง ธิดาอ๋อง โอรสอ๋องยังทรยศได้ เพื่อสองคำ ชื่อเสียงและผลประโยชน์ ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
เจียวถู่ตบมือชื่นชม “ข้าก็บอกแล้วว่าพวกเราถูกคอกัน!”
หยุนหยางขมวดคิ้ว “เจียวถู่ เจ้าหนุ่มนี่อุบายลึกซึ้ง อย่าหลงกลของเขาเชียว”
เจียวถู่ไม่สนใจ “อย่ามัวจ้อกแจ้กจอแจอยู่เลย ถ้าเจ้าไม่อยากร่วมมือกับเฉินจี้ ข้าก็จะร่วมมือกับเขาคนเดียว เจ้าไม่อยากกลับคืนสู่นักษัตร แต่ข้าอยาก”
หยุนหยางสีหน้าตึงไปชั่วครู่ หันมองเฉินจี้ “เจ้าต้องการให้พวกข้าทำอะไร?”
เฉินจี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “สิ่งที่ข้าต้องการให้ท่านทั้งสองทำ...มีไม่น้อยเลย”
พูดจบ เขาหยิบซองจดหมายหนึ่งจากแขนเสื้อ โยนให้หยุนหยาง “เรื่องแรก นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่จวนเฉิน”
หยุนหยางรับจดหมาย ถามอย่างสงสัย “ตอนนี้หรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นพรุ่งนี้” เฉินจี้ชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ “ในเมื่อจะร่วมมือกันแล้ว ลงมากินข้าวด้วยกันสักมื้อไหม?”
เจียวถู่กะพริบตาให้เฉินจี้ “มีเหล้าหรือไม่?”
หยุนหยางเหลือบมองอาหารบนโต๊ะชั่วครู่ “ดูก็ไม่น่ากินแล้ว ไม่กิน ขอตัว”
คำยังไม่ทันขาด เขาก็กระโดดขึ้นหลังคา ฉุดแขนเสื้อเจียวถู่เตรียมจากไป
เจียวถู่ไม่ไป นางหันกลับมามองเฉินจี้ “พรุ่งนี้ไป๋หลงจะคุมตัวธิดาอ๋องไปยังเมืองหลวงด้วยตัวเอง หากเจ้าอยากพบนางอีกครั้ง ข้าสามารถบอกเส้นทางคุมตัวให้ได้”
นางเอ่ยพลางสังเกตสีหน้าเฉินจี้
ทว่าสีหน้าของเฉินจี้กลับไม่ไหวติง เขาเพียงก้มหน้ากินข้าว ตอบเรียบเฉยว่า “ไปพบนางทำไม ท่านเจียวถู่ ไม่ต้องบอกเส้นทางคุมตัวให้ข้ารู้หรอก”
เจียวถู่เอ่ยชื่นชม “ไร้ความรู้สึกจริงๆ มิน่าเล่า เสนาบดีฝ่ายในถึงมอบเคล็ดวิชาการฝึกตนแก่เจ้า เฉินจี้ คนอย่างเจ้าในสำนักพิธีการ ต้องก้าวหน้ารวดเร็วแน่นอน”
หยุนหยางเร่งเร้า “ไปได้แล้ว!”
“อื้อ!”
รอจนทั้งสองลับสายตา เฉินจี้จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจโล่งอก วางตะเกียบลง นั่งอยู่ในลานเล็กอันเงียบเหงา เริ่มครุ่นคิด
การร่วมมือกับหยุนหยางและเจียวถู่ สองอสรพิษ เหมือนเดินบนเส้นลวด เหมือนวางแผนกับเสือ พลาดเพียงปลายนิ้วก็พินาศไม่มีวันฟื้น
อูหยุนไล้ตามสันหลังคามา กระโดดลงบนโต๊ะอย่างเบาหวิวราวกับเงา “ไม่สู้แล้วหรือ? ข้ายังไม่ได้ใช้วิชาดาบตระกูลเหลียงเลย”
บนชายคาไม่มีมือสังหารอีกแล้ว พระจันทร์เสี้ยวลอยนิ่งกลางอากาศ เฉินจี้ค่อยๆ หยิบเนื้อหมักชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก เอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่สู้แล้ว ใช้สองคำ ‘ชื่อเสียงกับ’ กับ ‘ผลประโยชน์’ เป็นดาบ ก็เพียงพอแล้ว”
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น ไก่ขันรับรุ่งอรุณ
เฉินจี้ลุกขึ้นเดินมายังกึ่งกลางลาน ถอดเสื้อผ้าออกหมด ใช้น้ำเย็นชำระกลิ่นเหล้าและฝุ่นให้หลุดจากกาย ราวกับจะล้างตัวตนเดิมทิ้งไป แล้วสวมหน้ากากใหม่ทั้งชุด
จนเมื่อชำระจนผิวกายแดงก่ำทั่ว จึงกลับไปยังห้องนอนเด็กฝึก
เขายืนหน้าตู้เสื้อผ้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็หยิบเสื้อที่สั่งตัดจากร้านหลี่มาสวม คอตั้งสีดำ กระดุมหน้า ตะเข็บถี่แน่นเรียบร้อย ประณีต
เฉินจี้ยกชายเสื้อขึ้น ลูบไล้เบาๆ สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในคือเมล็ดแตงโมทองคำ ของใช้ยามฉุกเฉิน เป็นความคิดของสาวน้อยที่ไม่เคยเอ่ยออกมา
เขามาถึงลานบ้าน ก้มมองเงาตนในน้ำโอ่ง ผอมเพรียว คล่องแคล่ว แต่มั่นคง
เฉินจี้นึกถึงจดหมายที่อาจารย์ทิ้งไว้ เอ่ยถามอูหยุนโดยไม่หันหลัง “อูหยุน ตอนนี้ข้าดูเหมือนราชันไหม แบบที่เพิ่งกลับสู่โลกมนุษย์”
อูหยุนเหลือบตามองเพียงครู่ “ไม่เหมือน”
เฉินจี้หัวเราะเบา “ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน”
เขาจัดห่อผ้าให้แน่น สะพายเฉียงบ่า
เฉินจี้มาถึงหน้าประตู หันกลับมองโรงยาอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ครั้นมองจนพอ จึงลงกลอนประตูใหญ่ แล้วก้าวสู่กระแสผู้คนยามเช้าที่มุ่งหน้าไปตลาด
ตั้งแต่นี้ไป นกอพยพไม่ต้องบินลงใต้อีกแล้ว และเขาเองก็ไม่มีบ้านเกิดในโลกนี้อีกต่อไป
ยุทธภพมีคนพเนจรเพิ่มอีกหนึ่ง
……
……
ท่ามกลางฝูงชน
เฉินจี้ถามเสียงเบา “พวกเขาไปทางไหน”
อูหยุนโผล่ออกมาจากอกเขา “ออกจากคฤหาสน์หลิวที่ถนนชิงผิง เลี้ยวจากถนนวั่งชุนเหมินไปตรอกหงเต้า สุดท้ายออกจากเมืองทางประตูเหนือ”
เฉินจี้เร่งฝีเท้า จากเดินค่อยๆ กลายเป็นวิ่ง
เขาสอดตัวผ่านช่องว่างระหว่างผู้คนกับรถม้า วิ่งไปยังถนนชิงผิง
เมื่อมาถึงถนนชิงผิง เฉินจี้ไม่ได้เข้าใกล้ หากยืนอยู่บนถนนข้างเคียงที่ขนานกัน ปล่อยสายตาทะลุผ่านตรอกเล็กไปยังหน้าจวนหลิว
เฉินจี้ถาม “อยากกินอะไร ซาลาเปาหรือปาท่องโก๋? ข้าได้ยินเซ่อเติงเค่อบอกว่า ริมถนนมีร้านปลาดองรสเยี่ยม วันนี้อยากกินปลาสักหน่อยไหม”
อูหยุนตาแวววาว “ไม่กินปลา กินซาลาเปา”
“ไส้แกะหรือไส้หมู”
“แกะ!”
ขณะที่กำลังซื้อซาลาเปา คนสวมงอบผู้หนึ่งหยุดอยู่ไม่ไกลด้านหลังเขา “วันนี้ธิดาอ๋องถูกคุมตัวไปยังเมืองหลวง ข้าก็รู้ว่าเจ้าจะมา”
เฉินจี้หันหลัง กลับเป็นจินจู เขาเอ่ยถาม “ใต้เท้าจินจูไม่ได้กลับเมืองหลวงไปแล้วหรือ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้”
จินจูยิ้มแฉ่ง “ลูกน้องทรยศไปอยู่ใต้บังคับบัญชาคนอื่นแล้ว ถ้าไม่มาคุยกันสักสองสามคำ ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร”
เฉินจี้หยิบเหรียญทองแดงโยนให้ลูกจ้างร้านซาลาเปา รับซาลาเปาแล้วจึงหันกลับถาม “ใต้เท้าจินจูมาเก็บงานหรือ”
จินจูกล่าวอย่างจริงใจ “แน่นอนว่าไม่ใช่ เฉินจี้ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร รู้ด้วยว่าเจ้ากับไป๋หลงเป็นเพียงการแลกเปลี่ยน…แล้วเหตุใดไม่แลกเปลี่ยนกับข้าบ้างเล่า? ยามช่วยธิดาอ๋อง หากต้องการข้า ข้าจะออกมือเท่าที่ทำได้”
เฉินจี้ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธ เพียงเอ่ยว่า “ใต้เท้าจินจูต้องการให้ข้าทำอะไร”
จินจูกล่าว “หลังจากช่วยธิดาอ๋องแล้ว เจ้าต้องช่วยข้าหนหนึ่ง เท่าที่ทำได้เช่นกัน”
เฉินจี้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ใต้เท้าจินจูไม่กลัวหรือ ว่าข้าจะผิดคำมั่นเมื่อเรื่องธิดาอ๋องจบ”
จินจูพูดอย่างร่าเริง “ตั้งแต่ข้าจินจูออกมาจากเขาอู๋เนี่ยน นอกจากเทียนหม่าแล้ว ข้าไม่เชื่อใคร…แต่ตอนนี้ข้าเชื่อเจ้า”
เฉินจี้ถาม “ทำไม”
จินจูกล่าวอย่างจริงจัง “เพราะเจ้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสหายได้จริง คนอย่างเจ้ากำลังสูญพันธุ์ เจอสักคนไม่ง่าย เฉินจี้ ข้าช่วยเจ้าหนึ่งครั้ง เจ้าช่วยข้าหนึ่งครั้ง ยุติธรรม สมเหตุสมผล ไม่หลอกใครทั้งเด็กและคนแก่”
เฉินจี้เงียบ ไม่เอ่ยคำ
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยเห็นฝีมือการ ‘เล่นละคร’ ของจินจูมาก่อน คงได้เผลอเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายเข้าแล้ว
จินจูกล่าวเสียงเบา “เพื่อแสดงความจริงใจ เรื่องธิดาอ๋องที่เจ้าอยากถาม ข้ารู้แค่ไหนจะบอกแค่นั้น ไม่ปิดบัง”
เฉินจี้ถาม “ราชสำนักจะจัดการกับนางอย่างไร”
จินจูครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ตามแบบอย่างแต่โบราณ หากบุตรธิดาอ๋องรอดตายได้ มักถูกกักบริเวณในวังจิ่งหยาง แห่งหกวังบูรพา ดำรงตนเป็นนักพรต ช่วยราชวงศ์ถวายธูปเทียนบูชาบรรพชนแห่งเต๋า”
เฉินจี้ถามเสียงเบา “หกวังบูรพา?”
จินจูอธิบาย “พระราชวังต้องห้ามแบ่งเป็นหกวังบูรพาและหกวังประจิมด้วยแนวแกนกลาง หกวังบูรพามีวังจิ่งเหริน วังเฉิงเฉียน วังจงฉุ่ย วังจิ่งหยาง วังหย่งเหอ และวังเอี๋ยนสี่ วังจิ่งเหรินเป็นที่ประทับของฮองเฮา วังจงชุ่ยเป็นที่ประทับของรัชทายาท ส่วนหกวังประจิม เดิมเป็นที่พำนักของนางสนม แต่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันไม่โปรดปรานหญิงสาว จึงมอบให้สำนักพิธีการควบคุมราชสำนักชั้นใน หอเจี่ยฝานก็อยู่ในนั้น คอยพิทักษ์รักษาความปลอดภัยของฝ่าบาท”
จินจูกดขอบงอบลง “ผู้ใดก็ตามที่ถูกส่งเข้าวังจิ่งหยาง มีน้อยนักที่จะออกมาได้ ส่วนใหญ่ล้วนตายด้วยวัยชราภายใน”
เฉินจี้อืมรับเสียงหนึ่ง “เข้าใจแล้ว”
จินจูถาม “ตกลงหรือไม่ หากอยากช่วยธิดาอ๋อง เจ้าย่อมต้องการคนรู้มากอย่างข้า”
เฉินจี้ไตร่ตรองเนิ่นนาน เขาไม่รู้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งวิธีฝึกตนของจินจูหรือไม่ ทว่าเขาไม่มีทางเลือก “ตกลง”
จินจูแสดงความยินดี “จงจำไว้ หากเจ้าประสบพบเจอสิ่งใดภายในสำนักพิธีการ มาหาข้าจะได้ผลกว่าหาไป๋หลง ต่อไปในหอขุนนาง เราคือศัตรูกัน แต่ในที่ลับ เราคือพี่น้องที่ดี”
“พี่น้อง?”
จินจูตบไหล่เฉินจี้ “เรื่องแต่ก่อนไม่นับ บัดนี้ข้าอยากเป็นสหายกับเจ้าอย่างจริงใจ”
“ขอบคุณใต้เท้าที่เห็นใจ” เฉินจี้เอ่ย พลันเห็นประตูใหญ่คฤหาสน์หลิวเปิดออก ขบวนคนพาร่างเล็กบอบบางที่สวมถุงผ้าสีดำคลุมหัว ล้อมไว้ตรงกลาง แล้วส่งขึ้นรถม้าหน้าประตู
“ใต้เท้าจินจู…” เฉินจี้หันหลังกลับ ทว่าจินจูหลอมรวมกับกระแสผู้คน อันตรธานหายไปแล้ว
รถม้าเคลื่อนตัวช้าๆ ไป๋หลงกับองครักษ์เจี่ยฝานสวมเสื้อฟางกันฝนหลายสิบนาย คอยขนาบคุ้มกันซ้ายขวา
ไป๋หลงไม่ได้ผิดคำพูด เฉินจี้รับใช้อีกฝ่าย อีกฝ่ายก็ไม่ทำให้ธิดาอ๋องลำบาก เส้นทางที่ควรใช้กรงนักโทษคุมตัว กลับเปลี่ยนเป็นรถม้าที่นั่งสบายแทน
แต่เฉินจี้ไม่กล้าเข้าใกล้ ทำได้เพียงเดินขนานกันไปบนถนนข้างเคียง
ทิวแถวบ้านเรือนบังสายตา มีเพียงยามที่ทั้งสองฝ่ายเลียบผ่านตรอกเล็กพร้อมกัน สายตาเขาจึงทะลุช่องหินสีเขียวแคบๆ ไปเห็นรถม้าคันนั้นได้อีกครั้ง
เฉินจี้แบกห่อผ้าของตน อุ้มอูหยุนไว้ในอก เดินไปช่วงหนึ่ง ส่งสายตาไปช่วงหนึ่ง ท่ามกลางตลาดอึกทึก เขาเดินจากถนนวั่งชุนเหมินจนถึงตรอกหงเต้า
เฉินจี้บนถนนหลบเลี่ยงผู้คนและเกวียนวัวอย่างเร่งรีบ ขณะเดียวกันก็แอบชำเลืองรถม้าผ่านตรอกเล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งมีใครสักคนจากในรถม้าแง้มม่าน แอบมองออกมา เขาก็ชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว หลบสายตาอีกฝ่าย
รถม้าขยับหน้าไปต่อ แต่เฉินจี้ยังคงยืนนิ่ง
ราวกับมีผู้หนึ่งถูกทิ้งค้างไว้ในกาลอดีต
ชั่วขณะถัดมา เฉินจี้หันหลังจากไป เดินสู่ทิศตรงกันข้าม ทั้งสองแยกห่างด้วยกำแพงขาว ตึกรามบ้านช่อง และกระเบื้องสีเทา ประหนึ่งมีภูเขากั้นกลาง
อูหยุนเงยหน้ามองคางของเฉินจี้ “ไม่ไปส่งนางแล้วหรือ”
เฉินจี้กล่าวอย่างสงบ “ไม่ส่งแล้ว พวกเรามีเรื่องที่ยังต้องทำ ไม่ช้าก็เร็วจะได้พบกันอีก”
……
……
ตรอกชุ่ยหยุน
เฉินจี้ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์เฉิน
เขามองประตูใหญ่ที่ปิดสนิท มิได้รีบร้อนจะเคาะ
ราวกับว่าเพียงประตูบานนี้เปิดออก ชีวิตของเขาจะเบนสู่ทิศทางที่แตกต่าง หนทางการอยู่กินจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง
ในที่สุด เฉินจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยกห่วงตรงหัวสัตว์บนประตูใหญ่สีชาด แล้วเคาะลงไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เอี๊ยด~ บานประตูเปิดออก
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0516
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น